<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 17:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทุ้งรัฐอัดเงินกระตุ้นจีดีพี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ยังไม่สะเด็ดน้ำจากปัญหาการระบาดของ &amp;nbsp;&amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;ที่ยังคงส่งผลกระทบซ้ำเติมทุกภาคส่วน ความเสียหายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงักไป ตั้งแต่รัฐบาลมีการใช้ &amp;ldquo;ไม้แข็ง&amp;rdquo; อย่างล็อกดาวน์ เพื่อควบคุมการระบาดในรอบแรกเมื่อต้นปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ยังไม่ได้รับการเยียวยาจนหายขาด หลายภาคธุรกิจยังคงมีบาดแผลและบอบช้ำ แต่ก็แลกมากับการควบคุมการระบาดที่มีประสิทธิภาพ จนไทยได้รับการยกย่องจากหลายประเทศทั่วโลก ในเรื่องของความเด็ดขาดและประสิทธิผลของการจัดการโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เหมือนเคราะห์ร้ายยังไม่หายไป จนทำให้มีการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าความรุนแรงในแง่ของจำนวนผู้ติดเชื้อหนักหนาสาหัสกว่าระลอกแรกอยู่มาก แต่ในแง่ของเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์ แค่ชะลอหรืองดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนที่ &amp;ldquo;สุ่มเสี่ยง&amp;rdquo; แทน หลายส่วนอาจจะมองว่าความต่างเรื่องความเข้มข้นของมาตรการที่ใช้ควบคุมการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ที่เบากว่าระลอกแรกจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจมากนัก แต่นั่นก็ไม่เสมอไป!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคธุรกิจหลายส่วนยอมรับว่า &amp;ldquo;กิจการอาจจะไปไม่รอด&amp;rdquo; แม้ว่าภาครัฐจะไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างดุเดือด เพราะบาดแผลจากเมื่อครั้งการระบาดในระลอกแรกที่ยังไม่สนิทดี เมื่อรวมกับแผลใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้อาการธุรกิจมีแต่&amp;nbsp;ทรง&amp;nbsp;กับ&amp;nbsp;ทรุด&amp;nbsp;เท่านั้น ต่อเนื่องมาจนถึงล่าสุด การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ที่รอบนี้ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัสน่าดู ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก จำนวนผู้ป่วยสะสมเฉพาะระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ไปจนถึงความน่าหดหู่ของจำนวนผู้เสียชีวิตที่อยู่ในระดับสูงเกือบทุกวัน และแม้กระนั้นรัฐบาลก็ยังไม่ใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อคุมการระบาดเหมือนเดิม โดยยังเลือกการงด หรือชะลอเพียงบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนและภาคเอกชนในส่วนที่จำเป็นเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แต่ดูเหมือนว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยิ่งแก้ ก็ยิ่งแย่&amp;rdquo;&amp;nbsp;จากตัวเลขต่างๆ เกี่ยวกับการระบาดที่มีการทุบสถิติใหม่แทบทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยืดเยื้อของการระบาดที่ต่อเนื่องจากระลอก 2&amp;nbsp;มาถึงการระบาดในระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบที่ตรงไหน ทำให้มุมมองต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยถูกปรับเปลี่ยนไปอีก โดยล่าสุด&amp;nbsp;เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ &amp;nbsp;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า ผลกระทบของความรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในระลอกที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รวมถึงการกระจายวัคซีนที่ยังไม่มีความแน่นอน ตลอดจนการระบาดที่เกิดขึ้นในหลายระลอก &amp;nbsp;ประกอบกับมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาลที่มีออกมาอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดเป็นช่วงๆ มีผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริการ และการใช้จ่ายของประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ซึ่งรายใดที่สายป่านสั้นก็ต้องหยุดดำเนินกิจการ หลายธุรกิจขาดสภาพคล่องจึงจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเร่งด่วนนั้น ปัจจัยทั้งหมดส่งผลให้คาดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะล่าช้าออกไป &amp;nbsp;โดยอาจจะต้องรอถึงไตรมาส 1/2566&amp;nbsp;กว่าที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตในระดับปกติเหมือนก่อนช่วงเกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ได้ จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะพลิกกลับมาเติบโตได้ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2-3/2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ทนง พิทยะ อดีต รมว.การคลัง&amp;nbsp;กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แม้จะไม่หนักหนาเท่าวิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ก็เชื่อว่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวกว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเหมือนช่วงก่อนเกิดการระบาด และเดินหน้าได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการมองไปข้างหน้าถึงภาพการแข่งขันของตลาดโลกในระยะข้างหน้า นั่นหมายถึงไทยจำเป็นต้องปรับตัว เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่การแข่งขันที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยในช่วง&amp;nbsp;10 ปีที่ผ่านมา เรียกว่ากับดักรายได้ปานกลาง คือเศรษฐกิจไม่โต เพราะไทยอยู่กับสมบัติเก่า ไม่มีสมบัติใหม่ที่จะสร้างผลผลิตและการแข่งขันใหม่ๆ แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบ้าง &amp;nbsp;แต่ก็ยังน้อยเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลที่อาจจะค่อนข้างมีวินัยสูงมาก กลัวเรื่องการใช้งบประมาณ หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่&amp;nbsp;40-50%&amp;nbsp;เท่านั้น เพิ่งจะเกินมาเป็น&amp;nbsp;50%&amp;nbsp;ช่วงโควิด-19&amp;nbsp;เพราะรัฐบาลต้องอัดฉีดเงินช่วยประชาชน ไม่ใช่การอัดฉีดเพื่อเพิ่มการลงทุนใหม่ๆ ตรงนี้ก็อาจจะถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง ว่าภาคการคลังของไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง&amp;nbsp;ทำให้มีช่องว่างในภาคการคลังที่รัฐบาลสามารถใช้นโยบายการคลังเพื่อพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่หลายคนถามว่ามีความจำเป็นจะต้องขยับเพดานกู้หรือไม่นั้น&amp;nbsp;ซึ่ง&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;มองว่าหน้าที่ของรัฐบาลคือ การใช้เงินเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้โตได้&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;ก่อน &amp;nbsp;เศรษฐกิจจึงจะสามารถตั้งฐานใหม่ได้ เพราะถ้าโตไม่ได้&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;รัฐบาลก็จะทำได้แค่ใช้เงินเพื่อเยียวยา แต่ไม่ช่วยให้เกิดการผลิตหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดการจ้างงานได้ในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ได้มองว่าโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้เศรษฐกิจพัง เพราะพื้นฐานของไทยเข้มแข็งมาก แต่ประเทศไทยต้องกล้าที่จะทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงและการเติบโต อย่ากลัวเรื่องหนี้ &amp;nbsp;การจะจ่ายแต่เงินเยียวยา ก็คือการสร้างหนี้แบบซึมๆ ผมมองว่ารัฐบาลจะต้องอัดฉีดเงินเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีก&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;เพื่อจีดีพีของประเทศ ภายในระยะเวลาอีก 2&amp;nbsp;ปีข้างหน้า ให้จีดีพีโตได้ถึง&amp;nbsp;5%&amp;nbsp;อีกครั้ง แน่นอนว่าตัวเลขหนี้สาธารณะอาจจะปรับสูงขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจพลิกกลับมาโตได้ภาระหนี้ก็จะลดลง จึงไม่อยากให้กลัวเรื่องหนี้มากเกินไป ส่วนตัวผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้เงินเยียวยาอย่างไรมากกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้เศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยมาตรการเยียวยาอย่างมหาศาลเพื่อชะลอความรุนแรงของการระบาด&amp;nbsp;จึงอาจจะยังได้เห็นภาพของรัฐบาลที่อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะทุกคนต่างก็บอกว่า &amp;ldquo;ต้องอัดฉีดเงิน ถ้าไม่ทำนั่นคือผลเสีย&amp;rdquo;&amp;nbsp;โดยเฉพาะความเสียหายของภาคการท่องเที่ยวและบริการ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง คิดเป็นรายได้ถึง&amp;nbsp;20%&amp;nbsp;ของประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเราจึงได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี 2563&amp;nbsp;ติดลบสูงถึง&amp;nbsp;6%&amp;nbsp;เม็ดเงินรายได้หายไปกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท &amp;nbsp;และการจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตที่&amp;nbsp;5-6%&amp;nbsp;รัฐบาลอาจจะต้องใช้เงินอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ล้านล้านบาทเพื่อฉีดเข้าระบบ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าวก็อาจจะทำได้แค่เยียวยาเท่านั้น หากยังไม่สามารถกำจัดโควิด-19&amp;nbsp;ออกไปจากระบบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกเรื่องที่ไทยต้องยอมรับคือ โลกจะมีการแข่งขันกันด้านเทคโนโลยีมากขึ้น เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ หรือเศรษฐกิจยุคดิจิทัล หมายความว่าโลกธุรกิจในระยะต่อไปจะไม่เหมือนในตำราการบริหารธุรกิจที่เรียนกันมา&amp;nbsp;แต่จะหันมาแข่งกันในเรื่องเทคโนโลยีแทน&amp;nbsp;สะท้อนจากการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ การฝังไมโครชิปในอุปกรณ์เครื่องใช้อย่างสมาร์ทโฟน การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า&amp;nbsp;(อีวี)&amp;nbsp;นั่นคือภาพของการแข่งขันด้านเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;สิ้นสุดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งจากการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี การขยายฐานการลงทุน ไปจนถึงการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มองเห็นภาพค่อนข้างชัดเจนว่า &amp;ldquo;จีน&amp;rdquo; จะเป็นผู้ชนะของเกมการแข่งขันกับสหรัฐฯ&amp;nbsp;และจีนจะกลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีทางเลือก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป นั่นหมายถึง&amp;nbsp;ไทยจำเป็นจะต้องจับมือกับจีนให้มากที่สุด&amp;nbsp;จากความชัดเจนของนโยบายพลังงานทางเลือกของจีน ที่น่าจะส่งผลดีกับนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมรถอีวีของไทยซึ่งปัจจุบันยังไม่เกิด แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศที่ลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างมากก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เพราะไทยไม่มีแผนที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าหากไทยไม่ทำอะไรเลย ท้ายที่สุดฐานแรงงานในการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของไทยจะได้รับผลกระทบ และสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การสูญเสียโอกาสในการเป็นฐานการผลิตและเทคโนโลยีของอีวีให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งต้องยอมรับว่ามีความพร้อมมากกว่าไทย นี่คือทางออกหนึ่งที่ไทยต้องเร่งจัดการตั้งแต่ตอนนี้ แทนที่จะจมอยู่กับโรคระบาดอย่างโควิด-19&amp;nbsp;เพียงอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยค่อนข้างล้าหลังกว่าคนอื่นมาก&amp;nbsp;นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว จากการทำนายทางเศรษฐกิจพบว่า ในเอเชียมีโอกาสโตได้ประมาณ 7-8%&amp;nbsp;แต่ไทยตอนนี้จีดีพีจะโต&amp;nbsp;3-4%&amp;nbsp;ก็เป็นเรื่องยากแล้ว ดังนั้นอาจจะต้องหันกลับมาถามตัวเองว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ส่วนสมรรถนะในการแข่งขันที่ไทยยังไม่ได้พัฒนา คือการประยุกต์เอาสมองกล (AI)&amp;nbsp;เข้ามาในกระบวนการผลิตและจำหน่าย ไทยทำอยู่แค่พยายามให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี&amp;nbsp;(BOI)&amp;nbsp;เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติที่ใช้เทคโนโลยีสูงๆ เข้ามา ตรงนี้เป็นจุดหนึ่งของนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)&amp;nbsp;ที่ไทยตั้งใจจะพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค ก็ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ในระยะต่อไปจะใช้ระบบออโตเมชันมากขึ้น ต้องยอมรับว่าเหล่านี้เป็นความพยายามจากนโยบายของภาครัฐ แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะช้าไปมากกว่าที่ควรจะเป็น หรือยังไม่ค่อยมีการพัฒนามากนักก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ระบุว่า ได้แบ่งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยออกเป็น&amp;nbsp;2 ระยะ คือ ปัญหาเก่า/ปัญหาระยะสั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ความเข้าใจและไม่เข้าใจของประชาชนที่สะสมมา โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการแก้ปัญหาโควิด-19&amp;nbsp;ที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินถึง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ล้านล้านบาท แต่เศรษฐกิจก็ยังติดลบ เพราะเศรษฐกิจเสียหายไปเยอะมาก แม้รัฐบาลจะพยายามอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือเข้าไปยังไง เศรษฐกิจก็ยังติดลบ ทำให้อาจต้องกลับมาทบทวนดูว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลควรทำอะไรและแก้ไขอะไรได้บ้างมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดแรกที่ต้องคิดย้อนกลับไปดูตั้งแต่ตอนที่ใช้มาตรการล็อกดาวน์และสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ได้ ตอนนั้นประชาชนเชื่อมั่นมาก นานาประเทศก็ยกย่องว่าไทยเก่งมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่มาถึงปัจจุบันไทยไม่สามารถหยุดการระบาดได้ จากการที่เคยมั่นใจในตัวเอง ก็มาถึงจุดที่ไม่แน่ใจว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่เคยมั่นใจว่าทำสำเร็จ อันที่จริงแล้วมันคือความประมาทเลินเล่อที่ทำให้เกิดการระบาดครั้งใหม่มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วินัยของประชาชนไม่ใช่ปัญหา แต่ความไร้วินัยของบางคนเท่านั้นที่เป็นปัญหาของเรื่องนี้ การระบาดระลอกนี้เกิดจากบ่อนพนัน คลับ บาร์ และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ &amp;nbsp;สำหรับประเทศไทยคำว่าวินัยหายไปเพราะลืมตัวเอง &amp;nbsp;อาจเป็นความโชคไม่ดีของประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเข้าไปจัดการปัญหา และการแก้ปัญหาที่ทำได้ตอนนี้คือการรอวัคซีนให้เพียงพอ เพราะทั่วโลกก็มองเหมือนกันว่าการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุดจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าถ้ารัฐบาลจัดการการฉีดวัคซีนจะไม่ทันต่อการแก้ปัญหาแน่นอน เรื่องนี้ต้องให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย ก็อยากฝากให้รัฐบาลตระหนักถึงประเด็นนี้!
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกปัญหาคือปัญหาระยะยาว เป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย โดยหากถามว่าในอนาคตประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในโลกต้องใช้อุตสาหกรรมอะไร ก็ได้คำตอบว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมรถยนต์ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็เติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็ขาดการพัฒนาในเรื่องเทคโนโลยีไป สิ่งที่ไทยเหลือตอนนี้คือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทรัพยากรมนุษย์&amp;rdquo; แต่ก็ต้องมาดูอีกว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทำได้แค่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทางออกหนึ่งคือไทยต้องเปิดประเทศ เพื่อเปิดให้แรงงานที่มีฝีมือ มีความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาให้ได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไทยอยู่ระดับ&amp;nbsp;35%&amp;nbsp;สูงกว่าฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ตรงนี้ทำให้ต้องมาถามตัวเองอีกครั้งว่า &amp;ldquo;ทำไมไทยไม่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน?&amp;rdquo;&amp;nbsp;ส่วนการจะแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีดังกล่าวก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่อีก ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบว่า การเก็บภาษีของไทยยังไม่มีศักยภาพในการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างบุคลากรที่มีฝีมือได้มากพอนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทนง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทิ้งท้ายว่า&amp;nbsp;อีกประเด็นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้คือ &amp;ldquo;ระบบการศึกษา&amp;rdquo; ที่จะสร้างให้คนเข้าใจการใช้เครื่องมือดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ มากกว่าเป็นของเล่นเพื่อทำให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีความสุขและมีเสน่ห์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105446</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (อีวี), ทนง พิทยะ, หนี้สาธารณะ, เศรษฐกิจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bca4b09105e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;storage.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; Line ID:@thaipost บันทึกในวัน 14 ตุลา..วันที่คนไทยส่วนใหญ่ยังระลึกได้ดีว่า เมื่อปี 2516 เป็นวันมหาวิปโยคที่ประชาธิปไตยต้องแลกด้วยเลือดเนื้อชีวิตและน้ำตา!!! มาถึงปี 2561 นี้ ก็ได้แต่หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะปีนี้ปีหน้าหรือปีไหนๆ ...0 นับอายุคนเดือนตุลา..ยามนี้ก็เลยวัยเกษียณไปไม่ต่ำกว่ากึ่งทศวรรษ บางท่านก็โลดแล่นอยู่บนการเมือง บางรายก็ไปมีเส้นทางทำมาหากินของตัวเอง และหลายคนก็เป็นนักวิชาการครูบาอาจารย์ทั้งในและต่างประเทศ ...0&amp;nbsp; เวลาเปลี่ยนสังคมต้องปรับ น่าสนใจเหมือนกันว่า นักการเมืองที่เป็นอดีตคนเดือนตุลาจะยังคงหลงยุคหลงทางอยู่ในวังวนของคำว่า &amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot; โดยมองข้ามข้อเท็จจริง &amp;quot;คนรวยไม่โกง&amp;quot; เป็นแค่กลยุทธ์ขายฝัน..หรือเปล่า?? ...0 อยู่กับปัจจุบันเป็นสิ่งที่ต้องท่องจำ ..เมื่อวานนี้ในอดีตที่ร้องหาประชาธิปไตยด้วยความบริสุทธ์จริงใจของนิสิตนักศึกษาและประชาชนทุกหมู่เหล่านั้น น่าจะไม่มีอีกต่อไป จึงนับเป็นหน้าที่ของคนไทยที่มีสิทธิคนละสิทธิในมือสำหรับเดินเข้าคูหาเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ จะบันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้เพื่อการตัดสินใจ..อย่าให้เผด็จการสวมสูทประชาธิปไตย หรือพวกธนาธิปไตย ตามมาหลอกมาหลอนนะจ๊ะ ...0 รู้เขาหลอกก็เต็มใจให้หลอก..ความเคลื่อนไหวของพรรคที่นำหน้าด้วยคำว่า &amp;quot;เพื่อ&amp;quot; ตอนนี้น่าสนใจที่สุด ทั้ง &amp;quot;เพื่อชาติ&amp;quot; และ &amp;quot;เพื่อธรรม&amp;quot; น่าสงสัยว่า &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; ไม่เห็นออกมาโวยว่าจะสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนเหมือนกับตอนฟ้องร้องกล่าวโทษ &amp;quot;พรรคเพื่อนไทย&amp;quot; เลยเนาะ ...0 จะกล่าวโทษว่า ..เลือกปฏิบัติ!! ก็คงไม่เต็มปาก ในเมื่อส่องเข้าไปลึกๆ ทั้ง 2 พรรคเพื่อ...??เกิดใหม่สดๆ ร้อนๆ หน้าตาคุ้นเคยกันกับเพื่อไทยทั้งน้าน ไม่ว่าจะเป็น &amp;nbsp;ยงยุทธ ติยะไพรัช, จตุพร พรหมพันธุ์ และข่าวล่ามาเร็ว ทนง พิทยะ ก็จะร่วมสังฆกรรม ซึ่งความชัดเจนก็จะตามมา ส่วน คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะได้นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสมใจอยากหรือไม่..ยังต้องลุ้นนะ ...0 บันทึกจับตาการทำงานของ กกพ.ชุดใหม่ที่มี เสมอใจ ศุขสุเมฆ เป็นประธาน ภายใต้คำสั่ง ม.44 มาตั้งแต่วันแรก จึงไม่แปลกใจกับมติล่าสุด &amp;quot;ไม่อนุมัติ&amp;quot; ให้บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี ซื้อหุ้นบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือโกลว์ แต่ผลจากมติดังกล่าวนี้สิ ต้องไม่กะพริบตา เพราะส่วนได้ส่วนเสียนั้นมิใช่แค่บริษัทลูกของ ปตท.แน่นอน แต่มันหมายถึงความน่าเชื่อถือของระบบการค้าเสรีในประเทศด้วยจ้า ...0 เชื่อว่าอย่างไรเสีย สุรงค์ บูลกุล ในฐานะประธานบอร์ดจีพีเอสซี ต้องอุทธรณ์ตามสิทธิแน่นอนอยู่แล้ว ...0 แต่ประเด็นไม่ชอบมาพากล!!! จะร้องถามหาจากใคร??? ในเมื่อร้องเพลงรอ ร้อ รอมาเกือบปีดีดัก คำตอบที่ได้ก็ยังย่ำอยู่กับที่ &amp;quot;คดีสินบนข้ามชาติ&amp;quot;&amp;nbsp; ทุจริตจัดซื้อที่ดินปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย (เกี่ยวข้องกับ ปตท.อีกเหมือนกัน) ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. บอกว่า กันยายนจะมีข่าวคืบหน้า&amp;nbsp; ยังจำได้ไหมๆ นี่ก็ใกล้จะหมดไปอีกปีแล้วนา ...0 บันทึกปัญหาความผันผวนที่ต้องจับตาในตลาดหุ้นของยักษ์ใหญ่อเมริกาบ้างดีกว่า ..นักค้าเงินและทองยามนี้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ มีความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมเพื่อ &amp;quot;ล้ม&amp;quot; Federal Reserve หรือธนาคารกลางสหรัฐ ที่เป็นองค์กรอิสระไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติประธานาธิบดี ในขณะที่มีอิทธิพลกับระบบเศรษฐกิจโลกอย่างยิ่ง ...0 งานนี้เฟดล้มมีเฮและฮวบแน่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นและราคาทอง ..นักลงทุนทั้งหลายพึงระวังนะจ๊ะ ...0&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19905</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;ปิยสาร์&quot;, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ทนง พิทยะ, บันทึกหน้า4, พรรคเพื่อนไทย, พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ, ยงยุทธ ติยะไพรัช, สุรงค์ บูลกุล, เสมอใจ ศุขสุเมฆ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a2df4ed2a690-2.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2018 08:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2018 13:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรรคจตุพร&#039; เขย่า &#039;เพื่อไทย&#039; เย้ยที่ผ่านมาคนอีสานจำใจเลือก ย้ำ &#039;ณัฐวุฒิ-เหวง&#039; ไม่ต้องมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.61 - นายศักดิ์ระพี พรหมชาติ ผู้ประสานงานพรรคเพื่อชาติกล่าวว่า หลังจากพรรคเพื่อชาติ เริ่มประกาศแนวทางจุดยืนทางการเมืองออกไป ขณะนี้มีคนติดต่ออยากจะมาร่วมงานกับพรรคเพื่อชาติเป็นจำนวนมาก เป็นทั้งอดีตส.ส.&amp;nbsp;บุคคลที่เคยมีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่เป็นแนวร่วมคนเสื้อแดง นักการเมืองท้องถิ่น ที่ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคอีสานนั้นเต็ม หลายคนไม่มีพื้นที่ลง จึงได้ติดต่อมาอยากจะมาร่วมงานกับพรรเพื่อชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่อีสาน บางเขตมีผู้ประสงค์อยากจะลงรับสมัครเลือกตั้งมากกว่า&amp;nbsp;5คน ซึ่งคงจะต้องทำไพรมารีโหวต ทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องยอมรับกันตรงๆ ที่ผ่านมาพี่น้องอีสานอาจจะไม่ได้ชอบผู้สมัครบางพรรคเท่าไหร่ แต่ที่ต้องเลือกเพราะความเป็นพรรค นโยบาย คงจะแตกต่างกันในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่จะพิจารณาบุคคลเป็นหลัก คนที่จะมาร่วมงานกับเรา เป็นเหมือนมวยสดที่ทำงานคลุกคลีชาวบ้านมาตลอด ส่วนคนเดิมเปรียบเหมือนมวยเก๋า ที่ร้างสนามห่างพื้นที่มานาน การต่อสู้ครั้งหน้าจึงเป็นการวัดกันระหว่าง มวยสดกับมวยเก๋า&amp;nbsp;ในข้อเท็จจริง พรรคเพื่อชาติ เปิดโอกาสกว้างทางการเมือง ทำให้มีผู้สนใจจะมาร่วมงานด้วยเยอะ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดนายจตุพร ที่บอกเอาไว้ อดีตส.ส.เพื่อไทย ใครที่มีพื้นที่ มีที่ยืนเดิมอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมา แต่ถึงเวลาการแข่งขันทั้งเพื่อชาติ เพื่อไทย จะต่อสู้กันอย่างจริงจัง ไม่มีฮั้ว จะมาซูเอี๊ยะกันไม่มี เพราะผิดระเบียบทางกฎหมาย&amp;rdquo;นายศักดิ์ระพีกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์ระพีกล่าวอีว่า ส่วนความคิดเห็นแกนนำคนเสื้อแดง อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ ที่มองอีกมุมต่อการตั้งพรรคเพื่อชาติ และย้ำชัดว่านปช.ไม่มีแนวทางการทำพรรคการเมือง ก็ถูกอยู่แล้ว นพ.เหวง เป็นอดีตส.ส.เพื่อไทยอยู่แล้ว จะมาพรรคเพื่อชาติทำไม นายจตุพร ระบุตั้งแต่แรก ใครที่มีที่อยู่แล้วในพรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องมา ส่วนใครที่ไม่มี หากสนใจในแนวทางนี้ก็มา พรรคเพื่อชาติ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกระแสข่าวนายทนง พิทยะ อดีตรมว.คลังในรัฐบาลไทยรักไทย จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ นายศักดิ์ระพีกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค จะมีการประชุมใหญ่เลือกหัวหน้า กรรมการบริหารพรรคในช่วงพ.ย.&amp;nbsp;แต่ถ้าถามความเห็นส่วนตัวต่อนายทนง ถือเป็นคนที่เหมาะสม เป็นขุนคลังเศรษฐกิจ เป็นที่ยอมรับจากนักธุรกิจชั้นนำ เรื่องเศรษฐกิจชื่อเสียงดูแล้วได้รับการยอมรับกว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เสียอีก อย่างไรก็ดีในวันประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรค เปลี่ยนสัญลักษณ์พรรคในวันที่14ต.ค.&amp;nbsp;ที่อิมพีเรียล สำโรง ในวันนั้นเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในแนวทางพรรคมายื่นสมัครเป็นสมาชิกพรรคได้ คาดว่าจะมีผู้สนใจเดินทางมาสมัครสมาชิกจำนวนมาก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19827</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนเสื้อแดง, จตุพร  พรหมพันธุ์, ทนง พิทยะ, นปช., นายยงยุทธ ติยะไพรัช, นายศักดิ์ระพี พรหมชาติ, พรรคเพื่อชาติ(พช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181010/image_big_5bbe12104517c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2018 07:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2018 07:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พรรคจตุพร-ยงยุทธ&#039; เบนเข็มทาบ &#039;ทนง&#039; นั่งหัวหน้าพรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.61 - รายงานข่าวจากพรรคเพื่อชาติแจ้งว่า ตามกำหนดการที่จะมีการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคในช่วงกลางเดือนพ.ย. มีการวางกลยุทธ์ช่วงชิงพื้นที่ข่าว มีการวางวันประชุมเอาไว้ทั้งวันที่10 พ.ย. หรือ12 พ.ย. ซึ่งเป็นวันเปิดตัวก่อนหรือหลังพรรคประชาธิปัตย์ ประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคเพียงหนึ่งวัน ในส่วนของว่าที่หัวหน้าพรรค แม้คณะแกนนำผู้สนับสนุนพรรคเพื่อชาติอยากได้นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย และเพื่อนสนิทนายยงยุทธ ติยะไพรัช มาเป็นหัวหน้าเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ แต่ดูแนวโน้มนายนพด จะปฏิเสธ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทางพรรคจึงหันไปทาบทามนายทนง พิทยะ อดีตรมว.คลังในรัฐบาลไทยรักไทย ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อชาติแทน จากการพูดคุย เป็นไปในทิศทางที่ดีมาก เพราะนายทนง ถือเป็นบุคลที่ตรงกับแนวทางของพรรคที่จะใช้เป็นยุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อนคือ แก้ปัญหาปากท้องและสร้างความปรองดอง อย่างไรก็ดี นายทนง ได้แจ้งกับแกนนำพรรคมาว่า ระหว่างนี้ หากมีบุคคลที่เหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคกว่าตน ก็ไม่เป็นอะไร ไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องได้เป็นหัวหน้าเท่านั้น หากไม่ได้ก็พร้อมจะช่วยงานพรรคด้านอื่นๆต่อไป&amp;quot;แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อชาติระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19782</URL_LINK>
                <HASHTAG>จตุพร พรหมพันธุ์, ทนง พิทยะ, นายยงยุทธ ติยะไพรัช, พรรคเพื่อชาติ, เพื่อชาติ(พช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181012/image_big_5bc0a5035f508.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
