<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 11:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 11:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายวิญญัติ&#039;เดือดแทน&#039;นายหญิงปู&#039; ใช้ม.44ยึดทรัพย์เลวร้ายที่สุด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ธ.ค. 62 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกรณีการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า &amp;ldquo;มาตรา 44 มีแต่ความเลวในใจคนเท่านั้นที่ยอมรับได้ ในฐานะนักกฎหมาย ที่เห็นความไม่เป็นธรรมจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ผมขอพูดจากความรู้สึกและจิตใต้สำนึกล้วนๆ กล่าวคือ ผู้ใดสามารถยอมรับความไม่เป็นธรรมจากการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้อย่างไม่รู้สึกถึงความอยุติธรรม นั่นแสดงว่าเป็น &amp;ldquo;พวกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว&amp;rdquo; หากมาตรา 44 ดีจริง จะมีบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดของบุคคลที่ใช้อำนาจภายใต้มาตรานี้ไว้ด้วยเหตุใด&amp;nbsp; เมื่อกล้าไปก้าวล่วงทุกอำนาจได้แล้ว จะกลัวทำไม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า &amp;ldquo;สุจริต&amp;rdquo; &amp;ldquo;ไม่เลือกปฏิบัติ&amp;rdquo; &amp;ldquo;ไม่เกินสมควรแก่เหตุ&amp;rdquo; หรือ&amp;rdquo;ไม่เกินแก่กรณีความจำเป็น&amp;rdquo; เขียนขึ้นเพื่อปิดบังอำพรางในสิ่งที่ตรงกันข้ามทั้งนั้น&amp;nbsp; เพราะมันคือการมอบอำนาจให้ใช้อำนาจได้อย่างที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่กลับได้รับการคุ้มครองผู้ใช้อำนาจไว้โดยไม่รับผิดชอบนั่นเอง กรณีการยึดทรัพย์สินที่เกิดขึ้นกับอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความไม่ยุติธรรมและขัดต่อหลักนิติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่านยิ่งลักษณ์ได้แสดงความในใจและความคิดเห็นในฐานะผู้ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เพราะท่านเป็นปุถุชนที่มีความรู้สึกเป็นความปกติของมนุษย์ที่ต้องการแสดงออกต่อกรณีมาตรา 44&amp;nbsp; โดยเฉพาะกรณีที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังและคณะบุคคล รวมทั้งกรมบังคับคดี ดำเนินการบังคับยึดทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ทำมาหาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงก่อนเข้าสู่ตำแหน่งโดยที่ไม่มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแม้แต่เรื่องเดียวที่พิพากษาให้ชดใช้ความเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนจากการทำละเมิด&amp;nbsp; มีแต่คำสั่งของคณะบุคคลเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการชี้มูลของ ป.ป.ช. คดีจำนำข้าวและมีคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีการเมืองก็เป็นเรื่องทางอาญาจากการกล่าวหาว่าการปฏิบัติหน้าที่ว่าเป็นการมิชอบเรื่องนั้นก็ว่าไป&amp;nbsp; แต่ก็ไม่มีคำพิพากษาตอนใดระบุว่าอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้เป็นผู้กระทำความผิดทุจริตแต่อย่างใดเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางตรงกันข้ามกลับไม่มีคำพิพากษาทางแพ่งของศาลที่จะมีผลทำให้กรมบังคับคดีสามารถดำเนินการได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบังคับคดีดังกล่าวก็อาศัยอำนาจและอาศัยความคุ้มกันจากอำนาจตาม มาตรา 44&amp;nbsp; การที่กรมบังคับคดีชี้แจงออกมาก็ฟังไม่ขึ้น เพราะอ้างคำสั่งกระทรวงการคลังที่ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดของศาลให้อดีตนายกฯ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมหลายหมื่นล้านบาท&amp;nbsp; กระทรวงการคลังจะนั่งเทียนเอาตัวเลขมาอย่างไรหรือไม่นั้น&amp;nbsp; แต่ความจริงที่หมอคนหนึ่งไม่เข้าใจหรืออาจบิดเบือนก็คือ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว และคณะอื่นๆ ถูกแต่งตั้งมาจากการใช้มาตรา 44 ทั้งนั้น&amp;nbsp; หลายคนได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งใหญ่โตเชิดหน้าชูคอได้&amp;nbsp; คนในสังคมทั่วไปรับทราบดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการยึดทรัพย์ทุกขั้นตอนก็มาจากการอาศัยอำนาจมาตรา 44&amp;nbsp; นี่คือความจริงที่หมอนี่ไม่พูด&amp;nbsp; ส่วนที่ชี้แจงว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้ใช้สิทธิทางศาลต่างๆ แล้ว&amp;nbsp; แต่ไม่สามารถทำอะไรกับบรรดาการกระทำและคำสั่งต่างๆ เหล่านั้นได้ ก็เพราะมาตรา 44 มิใช่หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนทุกคนที่ต้องอยู่ใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ อันเป็นกติกาสากลที่สังคมโลกและมนุษย์ด้วยกันยอมรับได้&amp;nbsp; แต่ความวิปริตและประพฤติมิชอบของการใช้อำนาจที่อ้างกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมและตามอำเภอใจ เหล่านี้คือ &amp;ldquo;ขบวนการสมรู้ร่วมคิดที่เลวร้ายที่สุด&amp;rdquo;&amp;nbsp; จำหน้าคนเหล่านี้ให้ดีและจำชื่อคนพวกนี้ให้แม่น กฎแห่งกรรมมีจริงถึงเวลานั้นคำนำหน้าอาจไม่ใช่หมออีกต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52744</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายแดง, มาตรา44, ยิ่งลักษณ์, ยึดทรัพย์, วิญญัติ ชาติมนตรี, หมอวรงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นปช.ดิ้นขอความเป็นธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;ทนายแดง&amp;quot; สวน &amp;quot;ราเมศ&amp;quot; ยกคำพิพากษาฎีกาสั่ง 3 แกนนำ นปช.จ่ายค่าชดเชยคดีเผาเมืองช่วงชุมนุมปี 53 แค่บางส่วน ซัดกลับลืมเหตุใช้กระสุนจริงกับ ปชช.แล้วหรือ &amp;quot;จตุพร&amp;quot; ยอมรับคำตัดสิน ยันไม่หนีพร้อมชดใช้ เล็งหาช่องร้องขอความเป็นธรรม ระบุมาเป็นประธาน นปช.หลังเหตุการณ์หลายปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 ส.ค. นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ในฐานะทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยผลคำพิพากษาศาลฎีกาส่วนคดีแพ่งที่ให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช., นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ชดใช้ค่าเสียหายคดีวางเพลิงเผาทรัพย์ ระหว่างการชุมนุมของ นปช.ในปี 2553 รวมกว่า 19.3 ล้านบาทว่า ฝากถึงนายราเมศในฐานะที่บอกว่าเป็นผู้รับมอบจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ให้ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ว่าหากจะมาพูดถึงบางส่วนบางตอนในคำพิพากษาที่อ้างว่าถึงที่สุดแล้ว ตนถือว่าเป็นคำพูดของคนนอกคดี ศาลแพ่งก็ไม่รับฟ้องในส่วนของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ &amp;nbsp;อดีตรองนายกฯ ตั้งแต่แรก ส่วนในสำนวนนายราเมศรู้ข้อเท็จจริงอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิญญัติกล่าวว่า ลำพังเพียงผลคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยข้อเท็จจริง อันเป็นที่มาของเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยที่แตกต่างกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นั้น ตนมองว่ายังเป็นปัญหามากที่จะมาชี้วัดความจริงที่เกิดขึ้นได้เพียงใด เจ้าของอาคารและผู้เช่าอาคารเขารู้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น การเผาทรัพย์หลายแห่งวันนั้นเป็นผลมาจากคำสั่งใคร ความเห็นตนต่อคำวินิจฉัยคดีนี้ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลฎีกา ตนน้อมรับแต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถยึดเป็นข้อยุติสรุปเหตุการณ์ครั้งนั้นได้หรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมและหลายท่านมีข้อโต้แย้งหลายประเด็น ทั้งจากข้อเท็จจริงในทางนำสืบของโจทก์ทั้งสี่ด้วย หากเข้าใจเอาว่าการเผาทรัพย์หลังยุติการชุมนุมเกิดจากผู้ชุมนุม นปช. จับใครได้หรือไม่ ทั้งที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมของเจ้าหน้าที่เป็นกองทัพ แล้วที่คนในประเทศรับรู้ว่ามีประชาชนตายร่วมร้อย บาดเจ็บนับพันคน จะทำไม่รู้ไม่ชี้ ทหารนับหมื่นที่มีการออกคำสั่งใช้อำนาจพิเศษให้มาควบคุมพื้นที่ มีการใช้กระสุนจริงกับประชาชนนั้น ความจริงเช่นนี้ไม่มีความหมาย หรือว่านายราเมศแกล้งลืม&amp;quot; ทนายความ นปช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจตุพรกล่าวว่า ตนและพวกพร้อมยอมรับคำตัดสินของศาล หลังจากนี้จะหารือกับศาลและโจทก์ในคดีดังกล่าวเพื่อดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป รวมถึงจะหาช่องทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เนื่องจากข้อเท็จจริงในส่วนของตนนั้นตกเป็นจำเลยที่ 6 พยานทั้งของโจทก์และจำเลยพูดตรงกันว่าไม่ได้มีส่วนในการปลุกเร้าให้ประชาชนก่อเหตุ เพียงแต่บอกให้ไปรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เช่นเดียวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ตกเป็นจำเลยที่ 11 แต่ผมต้องชดใช้ค่าเสียหาย เพราะเป็นประธาน นปช. แต่ข้อเท็จจริงช่วงที่เกิดเหตุก็ไม่ได้เป็นประธาน นปช. มาเป็นในปี 2557 หรือหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 4 ปี จึงอยากหาช่องทางร้องขอความเป็นธรรมในส่วนนี้&amp;quot; นายจตุพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน นปช.กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้พูดถึงเรื่องวิบากกรรมของ นปช.ยังไม่สิ้นสุด พูดไม่ทันขาดคำอย่างกับตาเห็น ในวันที่ 22 ส.ค.62 มีคำพิพากษาศาลแพ่งให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหายในคดีแพ่ง &amp;nbsp;ซึ่งต่างคนก็ไม่ทราบว่าศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาเนื่องจากไม่ได้รับหมายศาล คดีนี้โจทก์ในฐานะเจ้าของอาคารพาณิชย์และผู้เช่าอาคารพาณิชย์ บริเวณถนนราชปรารภ ซึ่งเกิดเพลิงไหม้ได้ฟ้องไม่ใช่เพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ยังมีจำเลยอีกหลายคน โดยคดีนี้มี 2 สำนวนซึ่งมารวมกันภายหลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จำเลยที่ 1 ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จำเลยที่ 2 ชื่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จำเลยที่ 3 &amp;nbsp;กระทรวงการคลัง จำเลยที่ 4 กระทรวงกลาโหม จำเลยที่ 5 กองทัพบก จำเลยที่ 6 ตน จำเลยที่ 7 นาย ณัฐวุฒิ จำเลยที่ 8 นายอริสมันต์ จำเลยที่ 9 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 10 หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ &amp;nbsp;บริพัตร จำเลยที่ 11 นายทักษิณ ชินวัตร ในการวางเพลิงคดีดังกล่าวนี้ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาได้แม้แต่เพียงรายเดียวในคดีอาญา ส่วนในคดีแพ่งโจทก์ก็ไม่สามารถมายืนยันได้ว่าใครเป็นคนเผา และโจทก์ก็ไม่ได้ปรักปรำใคร ได้ฟ้องคนที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมทั้งหมด ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุมร่วมกันเป็นจำเลย เรียกค่าเสียหายตามจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อผมได้ยินข่าวคำพิพากษานี้ด้วยว่าไม่ได้รับหมายจึงไม่ได้ไปฟัง เมื่อฟังข่าวนี้เราก็เลือกที่จะตั้งหลักแล้วก็เงียบ แต่ปรากฏว่านายราเมศเป็นคนออกมาแถลงเรื่องนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องอธิบายด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง แล้วศาลฎีกาลงให้พวกตนทั้งสามคนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 19 ล้าน 3 แสน รวมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 เป็นเงินประมาณ 30 ล้านบาท&amp;quot; ประธาน นปช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลา 19.00 น.เศษของวันที่ 19 พ.ค.53 ภายหลังพวกตนได้ยุติการชุมนุมในเวลา 13.45 น. ซึ่งจากสาระสำคัญของคำวินิจฉัยศาลฎีกามีถ้อยคำให้การของโจทก์ที่น่าสนใจ ระบุว่าในวันที่ 19 พ.ค.มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ชุมนุมในเวลา 14.00 น. &amp;nbsp;กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศสลายการชุมนุม จนกระทั่งเวลา 16.00 น.มีเจ้าหน้าที่ทหารวางรั้วลวดหนามไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าบริเวณถนนราชปรารภ และนำป้ายข้อความว่าพื้นที่ใช้กระสุนจริงวางไว้กลางถนน เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น.มีเจ้าหน้าที่ทหารกลุ่มหนึ่งมาเคาะประตูบ้าน แจ้งให้โจทก์ที่ 2 ออกจากบ้าน โดยอ้างว่าจะมีการดับไฟฟ้าเพราะต้องการให้ผู้อยู่อาศัยในบริเวณนี้ย้ายไปอยู่ที่อื่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมพื้นที่ จะได้ปฏิบัติการเคลียร์ผู้ชุมนุมออกไปจากสามเหลี่ยมดินแดง และหากไม่ออกไปจะไม่รับรองความปลอดภัย ต่อมาเวลาประมาณ 19.45 น.ก็ได้เกิดเพลิงไหม้บริเวณอาคารของโจทก์ที่ 2 ถึง 4 ได้รับความเสียหาย ซึ่งขณะนั้นพื้นที่อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนหนึ่งของคำพิพากษามีใจความว่า ในการปราศรัยของจำเลยที่ 6 ได้ใช้คำพูดปราศรัยในทำนองปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมตอบโต้อำนาจรัฐด้วยการเผาบ้านเผาเมือง เหมือนจำเลยที่ 7 นายณัฐวุฒิ และจำเลยที่ 8 นายอริสมันต์ ซึ่งก็ได้อธิบายความกันแล้วว่าคำพูดดังกล่าวอยู่กันคนละห้วงเวลา จำเลยที่ 6 &amp;nbsp;หมายถึงตน เพียงพูดในลักษณะให้มารวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดเหมือนคำพูดของจำเลยที่ 11 คืออดีตนายกฯ ทักษิณ แต่จำเลยที่ 6 เป็นประธานกลุ่ม นปช. แสดงบทบาทเป็นหลักเป็นแกนสำคัญในการชุมนุมครั้งนี้โดยตรง จำเลยที่ 6 อยู่ร่วมรับรู้การปราศรัยของจำเลยที่ 7 และ 8 และกล่าวอ้างกรณีที่ นายจตุพรให้การเบิกความแก้ตัวแทนจำเลยที่ 7 และ 8 ในทำนองพูดเพื่อป้องปราม มิให้รัฐใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาสลายการชุมนุม&amp;quot; นายจตุพรกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน นปช.กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ คดีนี้ตนอยากสื่อสารไปยังโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ว่า ไม่มีผู้ต้องหาสักรายเดียวที่ถูกจับกุมและซัดทอด โจทก์เบิกความชัดเจนว่าถูกเจ้าหน้าที่ให้ออกจากบริเวณอาคารดังกล่าว และอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่แบบเบ็ดเสร็จ มีการขึงลวดหนามเรียบร้อย และเขียนป้ายพื้นที่ใช้กระสุนจริง รวมทั้งระบุว่าเมื่อคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วก็เป็นที่ยุติ แบบไม่ทันตั้งตัว พวกตนก็เป็นหนี้กันได้ 19 ล้าน 3 แสนบาท สามคนบวกดอกเบี้ยเฉลี่ยคนละ 10 ล้าน ซึ่งก็ต้องปรึกษาหารือกันกับพรรคพวกอีกสองคน แม้เรื่องทั้งหมดไม่ได้กระทำการ ไม่ว่าอย่างไรเมื่อคำตัดสินออกมาเช่นนี้ พวกตนก็ต้องน้อมรับทุกประการ เพียงแต่ข้อเท็จจริงโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นเอกชน เขาไม่ได้ฟ้องในลักษณะปรักปรำ เขาจึงฟ้องทุกภาคส่วน ไม่ว่าฝ่ายรัฐ กระทรวง ทบวง กรม กรุงเทพมหานคร หรือผู้ชุมนุม จำเลยอีกสองคนทั้งนายณัฐวุฒิและนายอริสมันต์ ก็มีประเด็นที่ได้มีการหักล้างกันไปแล้วว่าพูดที่เขาสอยดาวและหน้ากองบัญชาการกองทัพบก เป็นคนละบริบท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเกรงจะมีการขยายนำเอาคำพิพากษานี้มาหยิบใช้ทางการเมืองจนเกินงาม หลังจากนี้เราทั้งสามคนจะมานั่งคุยกันว่ามีขั้นตอนทางกฎหมายเรื่องชดใช้ค่าเสียหายอย่างไร ในกรณีจำเลยไม่ได้รับหมายศาลซึ่งก็พิสูจน์ได้&amp;quot; ประธาน นปช.กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพแกนนำ นปช.นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมระบุข้อความมีเนื้อหาว่า &amp;quot;นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายเหวง โตจิราการ &amp;nbsp;นายอดิศร เพียงเกษ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อาชีพ : จำเลย นางธิดา ถาวรเศรษฐ &amp;nbsp;นางสิริสกุล ใสยเกื้อ อาชีพ : นายประกัน&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44357</URL_LINK>
                <HASHTAG>19 แกนนำนปช., คดีเผาเมือง, จ่ายค่าชดเชย, ทนายแดง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190826/image_big_5d63ec2ef07f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2019 18:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2019 18:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เป็นข่าวจนได้!&#039;นุช-ธ.ก.ส.&#039;แนะกางหลักฐานว่าเงินบริจาคช่วย&#039;แหวน&#039;หรือเข้าทีมทนาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ก.ค.62- น.ส.ชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์ อดีตพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ถูกธ.ก.ส.เลิกจ้างจากการออกมาโต้แย้งการแจ้งหนี้ ในโครงการรับจำนำข้าว โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chayada Trakulrungrot ถึงกรณีน.ส.ณัฎฐธิดา (แหวน) มีวังปลา พยานปากสำคัญในคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม ออกมาทวงถามเงินบริจาค 1 ล้านบาทจากทีมทนายเสื้อแดง ว่า &amp;nbsp;เป็นข่าวจนได้..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นุชเองก็ได้รับสายหลายสายจากหลายคนโทรมาถามประเด็นนี้..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุเพราะพี่แหวนเคยขอให้พาไปพบพี่วีระ สมความคิด..เรื่องเงินระดมทุน..ยอมรับฟังความจากพี่แหวนฝ่ายเดียว..และฟังพร้อมกันกับพี่วีระนั่นแหละ..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นนุชขอตั้งคำถามมีเรื่องเดียว ก็กางหลักฐาน หาเจตนาการโอนเงินระดมทุน..ว่าสุดท้ายผู้โอนมีเจตนาโอนมาช่วยเหลือพี่แหวนหรือประสงค์โอนเข้ากองทุนกลางของ สกสส.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตัว สกสส.เป็นกลุ่มทนายทีมแรกที่ให้ความช่วยเหลือนุช แต่ต่อมานุชตัดสินใจสู้คดีเอง เพราะอยากให้ผลแห่งการกระทำมาจากการตัดสินใจของนุชเอง..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกอย่างสิ้นสุดได้ด้วยหลักฐานและความเข้าใจ..&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาเริ่มก่อตัวจาก #เงิน จบได้ด้วย #ความโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ น.ส.ชญาดา ยังโพสต์ตอบ ผู้ที่เข้ามาโพสต์ชื่นชมว่า &amp;nbsp;หลักการมันเป็นแบบนั้นค่ะ
จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากตรงไหนก็กลับไปดูจุดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลานุชสับสน นุชไม่คิดอะไรเลย นุชวิ่งกลับไปจับหลักแรก ว่านุชโต้แย้งจำนำข้าวเพราะอะไร
เหมือนกันเลย เรื่องนี้ เงินเป็นล้าน เงินนั้นมาจากประชาชนร่วมกันบริจาค บางส่วนมาจากเงินยืม
เงินยืมไม่ยาก ยืมก็คือยืม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เงินบริจาค นี่ต้องดูที่เจตนาของผู้บริจาคเป็นหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สกสส.นุชรู้จักหลายคน เคยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ และหนุนกำลังใจในยามที่แย่มาก่อน
นุชอยากให้จบลงด้วยดี ซักที นานแล้วค่ะปัญหานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำได้ว่าไปพบพี่วีระเรื่องตัวเอง แต่พี่แหวนเห็นนุชโพสเฟสก็เลยขอไปด้วย เพราะเค้าอยากพบพี่วีระ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42325</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชญาดา ตระกูลรุ่งโรจน์, ณัฎฐธิดา(แหวน) มีวังปลา, ทนายแดง, เงินบริจาค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190730/image_big_5d4029cbe4814.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2019 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายแดงโวยคสช.โอนคดีศาลทหารไปยุติธรรม  จำเลยต้องหาเงินประกันใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค. 62 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) กล่าวถึงกรณีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 9/2562 ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการโอนคดีมาศาลยุติธรรม ว่า คำสั่งดังกล่าวตาม ข้อ 2 วรรคสอง ที่ว่า &amp;ldquo;บรรดาการกระทำความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะกระทําก่อนหรือหลังคำสั่งนี้ใช้บังคับ ให้อยู่ในอํานาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนการกระทําความผิดที่อยู่ระหว่างการดําเนินคดีของศาลทหาร ในวันก่อนวันที่คําสั่งนี้ใช้บังคับ ให้โอนคดีนั้นๆ ไปยังศาลยุติธรรม&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งพออ่านดูแล้วอาจจะมีปัญหาในทางปฏิบัติทันที&amp;nbsp; กล่าวคือ 1.บรรดาคดีต่างๆ ที่เคยอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลทหารกรุงเทพ หรือศาลทหารมณฑลทหารบกต่างๆ ในต่างจังหวัด ก็จะต้องถูกโอนไปยังศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจของศาลจังหวัดนั้น เช่น ในศาลทหารกรุงเทพฯ คดีก็จะถูกโอนไปยังศาลอาญา หรือคดีที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 จังหวัดขอนแก่น จะโอนคดีไปยังศาลจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น ซึ่งกระบวนการพิจารณาในศาลทหารที่ผ่านมาทนายความหลายท่านอาจมีข้อกังขาหรือข้อกังวลจากการสืบพยานก็ดี เมื่อไปศาลยุติธรรมก็จะดำเนินการต่อเนื่องต่อไป โดยอาจจะไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การโอนคดีไปให้ศาลยุติธรรมพร้อมกับเอาตัวจำเลยไปด้วย ศาลยุติธรรมที่รับคดีก็ต้องรับตัวและดำเนินออกหมายขังอีกครั้ง ปัญหาจึงมีว่าหลักทรัพย์ที่ใช้ในการประกันตัวจำเลยที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว จะยังไม่ได้หลักทรัพย์คืนจากศาลทหารในทันที จำเลยที่ถูกปล่อยชั่วคราวหากไม่อยากถูกคุมขังอีกในวันนั้นก็จะต้องหาหลักทรัพย์ใหม่มาวางต่อศาลยุติธรรมเพื่อประกันตัวออกไป เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาว่าทุกๆ คนต้องหาหลักทรัพย์ชุดที่สองไปประกันตัวอีก ในวันส่งตัวไปศาล บาปเคราะห์เช่นนี้จึงตกกับจำเลยซึ่งเป็นประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หัวหน้า คสช. ในฐานะที่ออกคำสั่ง หรือพูดง่ายๆ ว่า ท่านสร้างปัญหานี้ไว้ จะต้องหาทางคลี่คลายให้กับประชาชนด้วย ไม่เช่นนั้นประชาชนจะต้องถูกคุมขังซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในหลักปฏิบัติจำเลยที่ถูกปล่อยชั่วคราว หากไม่อยากถูกคุมขังอีกในวันนั้น ก็จะต้องหาหลักทรัพย์ใหม่มาวางต่อศาลยุติธรรมเพื่อประกันตัวออกไป หรือนายประกันต้องขอคัดสำเนาสัญญาประกันและใบเสร็จรับเงินหรือรับหลักประกันจากศาลทหาร พร้อมรับรองการมีอยู่ของหลักประกันมายื่นต่อศาลยุติธรรม คสช. ศาลทหารและสำนักงานศาลยุติธรรมควรต้องรับทราบปัญหานี้&amp;rdquo; นายวิญญัติ กล่าวทิ้งท้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40612</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ทนายแดง, วิญญัติ ชาติมนตรี, ศาลทหาร, ศาลยุติธรรม, โอนคดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35310</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2019 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2019 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายแดง&#039;ไขปมไม่สั่งฟ้อง8ทหารคดี6ศพวัดปทุมปี53</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 62 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ในฐานะทีมทนายความของญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์สลายการชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่สำนักงานอัยการทหารได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มนายทหารที่ปฎิบัติหน้าที่บริเวณวัดปทุมวนารามวรวิหาร ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.กมลเกด อัคฮาด พร้อมกลุ่มพยาบาลอาสาในการสลายการชุมนุมปี 2553 เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีประจักษ์พยาน พยานพฤติเหตุแวดล้อม หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่ยืนยันได้ว่ากลุ่มผู้ต้องหากระทำผิดดังกล่าว นั้นว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-การติดตาม กล่าวโทษดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;
ศาลในคดีไต่สวนการตายในคดีประชาชนเสียชีวิตและคดี &amp;ldquo;6 ศพ&amp;rdquo; หลายศพเสียชีวิต ในขณะเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลพลเรือน ความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวโยงย่อมถึง &amp;ldquo;ผู้สั่งการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง&amp;rdquo; ใน &amp;ldquo;ศอฉ.(ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน)&amp;rdquo; อันนำมาซึ่งการกล่าวโทษของนายพะเยาว์ อัคฮาด ผู้เป็นมารดาของนางสาวกมนเกด อัคฮาด หนึ่งในผู้เสียชีวิตในวัดปทุมฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-โดยคดีนี้ปฐมบทคดีการตายของประชาชนมาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 2553 ถึงวันที่ 19 พ.ค. 2553 หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการให้ ศอฉ. &amp;nbsp;ใช้กำลังเข้าขอคืนพื้นที่และกระชับวงล้อมผู้ชุมนุม &amp;nbsp;และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ &amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;จึงสั่งการให้ผู้ปฏิบัติใช้อาวุธปืนและกระสุนปืนจริงในการขอคืนพื้นที่ดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.จนถึง 19 พ.ค. 2553 อย่างน้อย 89 ราย ซึ่งเมื่อมีการเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาและกำกับดูแล ศอฉ. &amp;nbsp;และรองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติการฝ่ายยุทธการทั้งหมดมีอำนาจสั่งให้ทบทวนวิธีการ &amp;nbsp;วิธีปฏิบัติหรือระงับยับยั้งเปลี่ยนวิธีปฏิบัติได้ แต่กลับละเว้นเพิกเฉยไม่ดำเนินการใดๆ จนกระทั่งหลังจากวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลา 03.00 &amp;nbsp; นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ &amp;nbsp;ศอฉ.ดำเนินการมาตรการปิดล้อมและสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อขอคืนพื้นที่โดย ผอ.ศอฉ. ได้สั่งการให้มีการใช้อาวุธปืนและกระสุนจริง &amp;nbsp;ตามกระดาษเขียนข่าว &amp;nbsp;จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 11 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2553 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติในการประชุมครั้งที่ 3/2553 ให้การกระทำความผิดทางอาญา 4 กรณี คือ การก่อการร้าย การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ อันเกี่ยวกับการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายในช่วงปลายปี พ.ศ.2552 เป็นต้นไป ในราชอาณาจักร รวมถึงความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกันเป็นคดีพิเศษและกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวน นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในส่วนของกลุ่มคดีการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ ดีเอสไอ ได้มีการสอบสวน ร่วมกับพนักงานอัยการ แล้วสรุปสำนวน ส่งเรื่องต่อให้อัยการสูงสุดพิจารณา และมีคำสั่งมีการพิจารณาสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ &amp;nbsp;เทือกสุบรรณ ให้ดำเนินคดีอาญาตามกระบวนการต่อไป โดยเฉพาะคดีการเสียชีวิต 6 ศพในพื้นที่เขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม ในช่วงการสลายการชุมนุมของประชาชน เดือนพฤษภาคม 2553 ที่ &amp;ldquo;ศาล&amp;rdquo; ได้มีคำสั่งไปแล้วว่า &amp;ldquo;เสียชีวิตจากกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหาร&amp;rdquo;
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตามกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลทหารเริ่มมีแนวทางและกระบวนที่น่าสงสัย คือ ดีเอสไอได้มีการตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์ปฏิบัติการกลางเพื่อการสอบสวนคดีพิเศษกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ พ.ศ.2553&amp;rdquo; ขึ้นเมื่อวันที่ 18มีนาคม2558 &amp;nbsp;โดยทำในรูปแบบคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยนางสุวนา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ เป็นหน่วยงานภายใน อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและกำกับดูแลของรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง) แต่งตั้งข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการกบางเพื่อการสอบสวนคดีพิเศษกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ พ.ศ.2553 จำนวน 14 ราย ทั้งนี้ ให้ศูนย์ปฏิบัติการกลางเพื่อการสอบสวนคดีพิเศษกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ พ.ศ.2553 การแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดำเนินการสอบสวนกรณีเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของประชาชน ในปี 2553 อีกครั้ง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอ เคยสรุปสำนวนการสอบสวนในคดีต่างๆ พร้อมส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลหลายคดีไปแล้ว. มีเพียงการต้องติดตามเอาตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้ที่จะตกผู้ต้องหามาสอบสวนตามแนวคำวินิจฉัยของศาลให้ได้ นั่นคือหน้าที่ของ ดีเอสไอ
&amp;nbsp;
-คดีพิเศษเป็นอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากคณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 3 / 2553 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2553 ให้การกระทำผิดทางอาญากรณีการก่อการร้าย &amp;nbsp;การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ อันเกี่ยวกับการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายในช่วงปลายปี พ.ศ.2552 เป็นต้นไป ในราชอาณาจักร รวมถึงความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) &amp;nbsp;จึงตั้งเรื่องคดีพิเศษที่ 18 / 2553 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนท้องที่ที่ศพตั้งอยู่ดำเนินการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเกี่ยวกับเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย &amp;nbsp;ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 150 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับสำนวนไต่สวนการตายของผู้ตายมอบหมายให้กลุ่มการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ &amp;nbsp;ดำเนินการสอบสวนร่วมกับพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
&amp;nbsp;
โดยเฉพาะกรณีการตายในวัดปทุมวนารามฯ ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่าผู้ตายที่ 1 ถึงผู้ตายที่ 6 ถึงแก่ความตายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวันเหตุและพฤติการณ์ที่ตายสืบเนื่องจากการถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด . 223 หรือ 5.56 มิลลิเมตร ซึ่งวิธีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสหน้าวัดปทุมวนารามและบริเวณถนนพระรามที่หนึ่งจึงเข้าพบคุมพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. เป็นเหตุให้ผู้ตายที่ 1 ถึงผู้ตายที่ 6 ถูกกระทำให้ถึงแก่ความตาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
เมื่อตามคำสั่งของศาลที่ทำการไต่สวนการตายระบุรายละเอียดว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายทหาร พนักงานสอบสวนจึงต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามที่ศาลได้ระบุไว้ในคำพิพากษา ผลแห่งคำสั่งศาลเป็นคดีวิสามัญฆาตกรรมที่มีขั้นตอนบังคับตามกฏหมายบัตรต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป เพื่อส่งให้อัยการสูงสุดเพียงผู้เดียวเป็นผู้สั่งคดี ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 143 วรรคท้าย
&amp;nbsp;
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและอัยการ จึงมีมติร่วมกันให้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เพราะโดยความตายเป็นผลโดยตรงจากการสั่งการของบุคคลทั้งสองอันเป็นการกระทำละเว้นหรือนอกเหนือหน้าที่ที่มีอยู่ในการปาลิการแผ่นดินหรือตามกฏหมายรวมทั้งกฎการใช้กำลังในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเช่นการแจ้งข้อหาดังกล่าวได้มีการพิจารณาการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและพยายามฆ่าด้วย ในที่นี้จึงต้องนำตัวเจ้าหน้าที่ทหารทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการตายเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางอาญาด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;ดีเอสไอจะเสี่ยงติดคุกกับเรื่องนี้ก็เอาสิ !
&amp;nbsp;
-อัยการศาลทหารไม่มีอำนาจทำความเห็นสั่งคดี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อาจมีประเด็นถกเถียงหรือหาทางออกให้ทหารว่า ทหารและเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติการนั้น เป็นการปฎิบัติการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เป็นการกระทำของทหารประจำการ และเป็นอำนาจของอัยการศาลทหารหรือไม่
คงจะเป็นความฉลาดเฉลียวของเสนาธิการทหารหรืออัยการทหารหรือดีเอสไอบางคน แต่อาจไม่ละเอียดรอบคอบ คงลืมพิจารณาถึงอำนาจสอบสวน อำนาจสั่งคดี และอำนาจศาล
&amp;nbsp;
ข้อเท็จจริงที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่า กรณีนี้เจ้าหน้าที่ทหารตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดร่วมกับพลเรือนที่เป็นผู้นำในรัฐบาล คดีจึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม &amp;nbsp;มิใช่ศาลทหารเพราะเป็นคดีที่เกี่ยวกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน
&amp;nbsp;
อัยการศาลทหารจึงไม่มีอำนาจ ตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร 2498 มาตรา 14 เพราะว่า
1.คดีที่บุคคลที่อยู่ในมาศาลทหารกระทำผิดกับบุคคลที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร (ทหารกระทำผิดร่วมกับพลเรือน) 2.คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน
&amp;nbsp;
ดังนั้น หนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ลงวันที่ 30 เมษายน 2562 แจ้งผลคดีที่สำนักงานอัยการทหาร มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งแปด เนื่องจากเห็นว่าไม่มีประจักษ์พยาน พยานพฤติเหตุแวดล้อม หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่ยืนยันได้ว่าผู้ต้องหาทั้งแปดกระทำความผิด ตามหนังสือนี้จึงมีอีกนัยหนึ่งว่า เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าพวกของผู้ต้องหาทั้ง 8 ที่เป็นทหารประจำการในขณะนั้นจะอยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่ จึงต้องถือว่าพวกผู้ต้องหาทั้ง 8 และผู้เกี่ยวข้องที่ยังไม่ได้ตัวมาเป็นพลเรือน เป็นกรณีทหารร่วมกระทำความผิดกับพลเรือน จึงต้องขึ้นศาลพลเรือน
&amp;nbsp;
แม้อัยการศาลทหารซึ่งไม่ทราบเป็นผู้ใดที่ลงนามและเป็นคณะทำงานหรือไม่ เชื่อว่าในอนาคตคงได้ทราบกัน แต่หากกระทำการนอกหน้าที่และไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การกระทำนั้นย่อมผิดกฎหมาย เรื่องนี้อัยการศาลทหารต้องทบทวนบทบาทของตนเองใหม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35310</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดี6ศพวัดปทุม, ดีเอสไอ, ทนายแดง, วิญญัติ, สั่งไม่ฟ้อง8นายทหาร, อัยการทหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 10:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทนายแดงชี้กม.ข่าวกรองอันตราย! จ่อร้องผู้ตรวจส่งศาลรธน.วินิจฉัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย. 62 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อการบังคับใช้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ข่าวกรองแห่งชาติฉบับใหม่ (พ.ศ.2562) ถึง 5 ข้อกังวลต่อกฎหมายข่าวกรองแห่งชาติใหม่ ว่า &amp;quot;1.เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและอาจนำข้อมูลใช้ในทางมิชอบ 2.นิยามที่ไร้ขอบเขตทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน 3.เหตุเพื่อจำเป็นอนุญาตให้สอดแนมโดยไม่มีเส้นแบ่งและไร้การตรวจสอบจากศาล 4.ความไม่ไว้ใจเจ้าหน้าที่ ถึงความเป็นกลาง ไม่มีอคติไม่มีส่วนได้เสียในการใช้ประโยชน์จากข่าวกรอง 5.รัฐกำลังสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชนในการดำรงชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุปมีการเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า &amp;ldquo;การข่าวกรอง&amp;rdquo; โดยเพิ่มจากกฎหมายเก่า ให้รวมถึงวิธีการหาข่าวจากวิถีทางของบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การใดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยที่อ้างเหตุเพียงอาจกระทำการอันเป็นพฤติการณ์เป็นภัยคุกคามเท่านั้น จะเห็นว่าคำว่า &amp;ldquo;ภัยคุกคาม&amp;rdquo; ไม่มีความชัดเจนที่แน่นอนและเปิดช่องให้ตีความอย่างกว้างขวาง กฎหมายนี้ถือใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจบริหารโดยลำพัง โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากอำนาจตุลาการ หรือศาล ขัดต่อหลักการสากลและหลักการสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฎหมายนี้คือใบอนุญาตให้ใช้วิธีการใดๆ เพื่อล่วงรู้ สอดแนมข้อมูลบุคคลอื่นๆ โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายหรือการกระทำใด หากทำตามหน้าที่และอำนาจโดยสุจริต ซึ่งความเป็นจริงก็มุ่งจะคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไว้แล้วโดยกฎหมาย &amp;nbsp;นอกจากนี้ทั้งยังเป็นเครื่องรับรองถึงความชอบการได้มาของข้อมูลและเอกสารข่าวโดยไม่ต้องพิสูจน์และยากต่อการหักล้างในการพิจารณาพยานหลักฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกกฎหมายนี้บังคับใช้ จึงอาจทำให้ประชาชนสุ่มเสี่ยงที่จะถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างร้ายแรงและเป็นภัยเงียบ เนื่องจากจะแสดงผลก็ต่อเมื่อถูกดำเนินคดีหรือถูกแบล็คเมล์ เกิดเป็นสภาวะ &amp;ldquo;การสูญเสียการควบคุมความเป็นส่วนตัว&amp;rdquo; ที่มนุษย์ต้องการควบคุมในฐานะปัจเจกบุคคลในสังคมอย่างปราศจากการรบกวน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการต้องปิดบังใดๆ เพราะถือเป็นคนละเรื่องกันกับภัยความมั่นคง ดังนั้น จึงมองว่ากฎหมายนี้อาจเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่าเป็นบทบัญญัติกฎหมายที่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า กฎหมายข่าวกรองแห่งชาตินี้เปรียบเทียบแล้วยังดูน่ากลัวกว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ที่มีคนออกมาคัดค้านกันจำนวนมากเสียอีก เพราะ พ.ร.บ.ไซเบอร์จะดูด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ หากไม่ใช่เหตุร้ายแรงฉุกเฉินมากยังจำเป็นต้องขอศาล แต่ พ.ร.บ.ข่าวกรองฉบับใหม่นี้ กฎหมายให้อำนาจฝ่ายบริหารในการเข้าถึงข้อมูลทุกรูปแบบทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน โดยที่ไม่ต้องขอศาลและรับผิดทางกฎหมาย โดยเร็วๆ นี้ ตนเตรียมดูรายละเอียด เพื่อเตรียมไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทนายแดง, ผู้ตรวจการแผ่นดิน, พ.ร.บ.ข่าวกรอง, พ.ร.บ.ไซเบอร์, วิญญัติ ชาติมนตรี, ศาลรธน.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a685e211ae84.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2018 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2018 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทนายแดง&#039;ปูดผู้ใหญ่ในรัฐบาลสั่งอัยการดูแลผู้ต้องหาคดีกบฏกปปส.เป็นพิเศษ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.61 - นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และเลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) พร้อมคณะทำงาน เข้ายื่นหนังสือต่อนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ให้เร่งนำตัวผู้ต้องหากลุ่ม กปปส. ที่เหลืออีกอย่างน้อย 18 คน ฟ้องศาลอาญาในคดีร่วมกันเป็นกบฏ ซึ่งหนึ่งในนั้นมี น.ส.จิตรภัสร์ กฤดากร หรือตั๊น รวมอยู่ด้วย โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับมอบหนังสือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ เปิดเผยว่า เนื่องจากตนได้กระแสข่าวออกมาว่า มีบุคคลมีอำนาจระดับสูงในรัฐบาลกำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีการนำตัวมาฟ้อง ทั้งๆ ที่ผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นชุดเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ซึ่งมีคำสั่งฟ้องจากอธิบดีอัยการไปแล้วเมื่อปี 2558 &amp;nbsp;ต่อมาคณะทำงานคดีก็ยืนยันมติเดิมจนนำมาสู้การฟ้องแกนนำหลักๆ ไปแล้วนั้น เรื่องนี้สำนักงานอัยการสูงสุดต้องทำหน้าที่ของตนอย่างมีเกียรติให้เป็นที่ประจักษ์ว่าไม่ได้รับคำสั่งใคร เรื่องนี้จะจริงเท็จอย่างไรหรือไม่ ตนยังไม่ยืนยัน จึงมายื่นหนังสือเร่งรัดในวันนี้ ดังนั้น ในการมายื่นหนังสือครั้งนี้ มีเจตนาชัดแจ้งว่า เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะและทางราชการ จึงต้องมาบอกกล่าวความเสียหายว่า หากไม่จัดให้มีการนำตัวผู้ต้องหาที่เหลือมาฟ้องต่อศาลโดยเร็ว ภายใน 30 วันนี้ ตนมีความจำเป็นที่จะต้องกล่าวโทษและใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับ ผู้ต้องหาคดีกบฏที่ยังมิได้นำตัวมาฟ้องต่อศาลอาญาอีกหลายคน ได้แก่ นายนิติธร ล้ำเหลือ ผู้ต้องหาที่ 11 นายอุทัย ยอดมณี ผู้ต้องหาที่ 12 นายสุภวัฒน์ สุปิยะพาณิชย์ ผู้ต้องหาที่ 17 น.ส.จิตรภัสร์ กฤดากร ผู้ต้องหาที่ 19 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ต้องหาที่ 25 นายกิตติศักดิ์ ปรกติ ผู้ต้องหาที่ 27 พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ผู้ต้องหาที่ 31 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ต้องหาที่ 32 นายพิภพ ธงไชย ผู้ต้องหาที่ 33 นายอมร อมรรัตนานนท์ (รัชต์ชยุตม์ ศิรโยธินภักดี) ผู้ต้องหาที่ 37 นายกิตติชัย ใสสะอาด ผู้ต้องหาที่ 43 นายคมสัน ทองศิริ ผู้ต้องหาที่ 44 นายพิเชษฐ พัฒนโชติ ผู้ต้องหาที่ 46 นายประกอบกิจ อินทร์ทอง ผู้ต้องหาที่ 48 นายนัสเซอร์ ยีหมะ (ตัวในเรือนจำ)ผู้ต้องหาที่ 49 นายพานสุวรรณ ณ แก้ว ผู้ต้องหาที่ 50 นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด ผู้ต้องหาที่ 51 และ นางทยา ทีปสุวรรณ ผู้ต้องหาที่ 55&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าภายใน 30 วัน หากยังไม่มีการส่งฟ้องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร นายวิญญัติ กล่าวว่า คดีนี้กินเวลามากว่า 4 ปีแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่าบรรดาผู้ต้องหาที่เหลือนั้น อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษคนก่อนหน้านี้ได้มีความเห็นสั่งฟ้องไว้ จึงไม่มีเหตุผลที่จะมีการชะลอหรือประวิงคดี อาจจะมีบางคนที่ตนได้ยินข่าวมาว่ามีการยื่นร้องขอความเป็นธรรม ต้องขอตั้งขอสังเกตว่าการที่จะให้ความเป็นธรรมหรือมีคำสั่งกลับความเห็นเดิมถอนฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องของอดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษจะทำไม่ได้ คนที่มีอำนาจคนเดียวที่จะกลับคำสั่งได้คืออัยการสูงสุด ถ้าอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษคนปัจจุบันมีคำสั่งกลับคำสั่งเดิมจะเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่อให้เห็นว่ามีการเอื้อประโยชน์กับผู้ต้องหาบางราย ซึ่งตรงกับที่ตนได้ข่าวมาว่ามีบุคคลระดับสูงในรัฐบาลฝากความเป็นห่วงหรือกำชับมาให้ดูแลผู้ต้องหาบางคน หากเป็นเรื่องจริงจะทำให้หลักนิติธรรมล้มเหลว คำสั่ง คสช.ที่ 63/2558 ได้บอกไว้ชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมต้องยึดหลักไม่ให้เกิดความขัดแย้งในประเทศ ฉะนั้นเมื่อครบกำหนด 30 วัน หากยังไม่มีการดำเนินการฟ้องผู้ต้องหา ตนจะเดินทางไปฟ้องอธิบดีอัยการและคณะทำงานที่พิจารณาคดีนี้ ตามพฤติการณ์ของแต่ละคนว่าใครในคณะทำงานมีความเห็นสั่งฟ้อง หรือใครไม่สั่งฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเข้าใจต่อความอึดอัดใจของคนในตำแหน่ง &amp;nbsp;แต่เมื่อท่านเป็นข้าราชการมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ท่านย่อมต้องมีความกล้าหาญที่จะยึดหลักนิติธรรมและจริยธรรมของท่าน อย่าให้เสีย&amp;rdquo; นายวิญญัติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากได้รับหนังสือแล้ว จะรีบดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนของสำนักงานอัยการสูงสุดโดยเร็ว เกี่ยวกับเรื่องนี้เคยได้รับหนังสือจากนายวิญญัติหลายครั้งแล้ว คดีมีความคืบหน้าไปมาก อย่างน้อยที่สุดถ้าสื่อมวลชนติดตามก็จะเห็นว่ามีการดำเนินการไปแล้วพอสมควร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9210</URL_LINK>
                <HASHTAG>กปปส., คดีกบฏ, ทนายแดง, วิญญัติ ชาติมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180515/image_big_5afa60153bdd6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
