<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67438</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> สธ.แจงแนวปฏิบัติ&#039;ร้านนวด-สปา&#039;เปิดแล้วต้องป้องกันเคร่งครัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค.63-ที่กระทรวงสาธารณสุข ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงแนวปฏิบัติร้านนวด ร้านสปาเพื่อสุขภาพ รองรับมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ที่จะเปิดให้บริการวันที่ 1 มิ.ย.ว่า ประเทศไทยมีร้านนวด ร้านสปาเพื่อสุขภาพกว่า 10,500 แห่ง แบ่งเป็นร้านนวดประมาณ 9,400 แห่ง ร้านสปา 900 แห่ง และร้านนวดเพื่อเสริมความงามอีก 200 แห่ง ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อม โดยตัวผู้ประกอบการจะต้องมีการจัดเตรียมสถานที่อุปกรณ์ให้มีความพร้อม เช่น หน้ากากอนามัยไว้สำหรับให้ลูกค้าสวมใส่ขณะให้บริการทุกครั้ง เจลแอลกอฮอล์ อุปกรณ์สำหรับวัดอุณหภูมิ ก่อนเข้าร้าน ไม่เฉพาะผู้รับบริการผู้ให้บริการก็เช่นเดียวกันต้องมีการ คัดกรองอุณหภูมิผู้ให้บริการ และต้องให้คำแนะนำสำหรับผู้เข้ามารับบริการว่าขณะอยู่ในร้านนวดและสปาต้องปฏิบัติตัวอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พนักงานต้อนรับก็ต้องมีการเว้นระยะห่างเวลาพูดคุยหรือสอบถามผู้เข้ารับบริการอย่างน้อย 1 เมตร รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆที่ไว้ให้บริการกับลูกค้า ห้องให้บริการนวดต้องเป็นห้องเดี่ยว 1 คนต่อ 1 ห้อง ระบายอากาศได้ดี ขณะที่ให้บริการต้องไม่ชวนให้ลูกค้าพูดคุยแต่จะพูดคุยได้ในเฉพาะที่จำเป็น สังเกตสุขภาพของผู้มาใช้บริการว่ามีอาการไอหรือไม่ หากพบว่ามีอาการไอมีน้ำมูกก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เช่นเดียวกันกับตัวเองก็ต้องสังเกตสุขภาพตัวเองถ้ามีอาการต้องหยุดให้บริการทันที ส่วนอุปกรณ์เสื้อผ้าต้องมีการเปลี่ยนทุกครั้งหลังให้บริการ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า แม่บ้านก็เป็นส่วนที่สำคัญต้องมีการดูแลสุขอนามัยตนเอง สวมหมวกคลุมผม สวมหน้ากากอนามัยดูแลความสะอาดภายในร้าน โดยเฉพาะขยะที่มีการเก็บแล้วต้องเก็บให้มิดชิดเหมาะสม พร้อมกันนี้ต้องเรียนรู้การทำความสะอาดเช่นปลอกหมอนผ้าปูที่นอน เตียงห้ามสะบัดโดยเด็ดขาดต้องม้วนเก็บเพราะการสะบัดจะเป็นการฟุ้งกระจายทำให้เกิดการแพร่ระบาดเชื้อโรคได้ ที่สำคัญผู้เข้ารับบริการต้องปฏิบัติตามคำแนะนำร้านประกอบการอย่างเคร่งครัด เช่นการสวมหน้ากากอนามัยล้างมือก่อนใช้บริการและหลังบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสุวกรณ์ แนวจำปา ผู้อำนวยการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของร้านนวดและสปาสำหรับผู้ประกอบการ จะต้องมีการลงทะเบียน ขอรับยูเซอร์เนม และพาสเวิร์ดได้ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพแล้วเข้าสู่ระบบเพื่อกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดให้ครบถ้วน ก่อนจะส่งข้อมูลกลับมาเจ้าหน้าที่ของเราก็จะทำการตรวจสอบผ่านหลักเกณฑ์หรือไม่ เมื่อผ่านเกณฑ์เจ้าหน้าที่เขาจะกดยอมรับ ถ้าไม่ผ่านก็จะกดปฏิเสธและให้สถานประกอบการนั้นกลับไปแก้ไข ประเมิณตนเองเข้ามาใหม่ และสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตต้องประเมินผลทุก 7 วัน ส่วนผู้เข้ารับบริการสามารถประเมินผลผ่านคิวอาร์โคดว่าร้านที่ใช้บริการผ่านเกณฑ์มาตรฐานการควบคุมการแพร่ระบาดหรือไม่ ถ้าเป็นลูกค้าจากต่างประเทศที่มีความเสี่ยงต้องมีการคัดกรองเป็นพิเศษ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ามีพนักงานนวดที่การเดินทางกลับจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเปิดกิจการร้านนวด ผู้ประกอบการจะต้องมีมาตรการอย่างไรเพื่อความเชื่อมั่นของผู้มาใช้บริการ &amp;nbsp;ทพ.อาคม กล่าวว่า ผู้ให้บริการบ้านเรามีประมาณ 150,000 คนที่ขึ้นทะเบียนไว้ ผู้ให้บริการจะต้องมีการ ตรวจคัดกรองผู้ให้บริการ มีอาการสุ่มเสี่ยงหรือไม่ ส่วนคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศจะต้องมีการกักตัวตามมาตรการของรัฐและตรวจสุขภาพว่าไม่มีอาการป่วยหรือเข้าข่ายหรอืไม่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ติดเชื้อแต่มีอาการไข้เล็กน้อยทางเราก็ไม่ยอมให้บริการ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการสิ่งสำคัญเรากำลังยกระดับร้านนวดร้านสปาของไทยให้เข้าสู่ระดับที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะการนวดของเราเป็นมรดกโลกแล้ว สร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่มาใช้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67438</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ, ร้านนวด, ร้านสปาเพื่อสุขภาพ, สธ., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed34b9cb8a62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27148</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2019 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2019 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.ยังไม่ชง คกก.ประกอบโรคศิลป์ตีความ &quot;ค่ายา&quot; รพ.เอกชน เป็นส่วนหนึ่งการรักษาหรือไม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ม.ค.62- ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงกรณีสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเสนอให้คณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะตีความค่ายาในโรงพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาหรือเป็นสินค้า ว่า ขณะนี้ยังไม่มีการยื่นเสนอประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ เพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลาและหลายวิชาชีพในการมาช่วยให้ข้อมูลตีความเรื่องดังกล่าว อีกทั้งยังต้องรอดูมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะมีการหารือในวันที่ 22 ม.ค. 2562 ด้วยว่า จะเห็นชอบให้ค่ายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุมตามที่ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เห็นชอบหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพ.อาคม กล่าวว่า ทั้งนี้ในส่วนของ &amp;quot;ยา&amp;quot; ถือเป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะตีความอย่างไรย่อมมีผลแน่นอน ซึ่งหากตีความว่ายาในโรงพยาบาลไม่ใช่สินค้า เป็นส่วนหนึ่งของบริการก็อาจจะไม่เข้าในเรื่องของสินค้าควบคุมหรือไม่ แต่หากเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาก็จะเข้าเป็นบริการทางการแพทย์ที่จัดเป็นบริการควบคุมอีกหรือไม่ ก็ต้องมีการมาหารือกันอีกว่า ถ้าเป็นส่วนหนึ่งของบริการแล้ว จะสามารถควบคุมได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งต้องรอดูมติ ครม.อีกว่า คิดเห็นอย่างไร จะเพิ่มเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุมหรือไม่อย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27148</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการประกอบโรคศิลป์, ควบคุมค่ายา-รักษา รพ.เอกชน, ตีความค่ายาเป็นค่ารักษาพยาบาลด้วยหรือไม่, ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ, สถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190121/image_big_5c459769d8b0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2019 22:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฟเขียวค่ารักษา ยาและเวชภัณฑ์ ขึ้นบัญชีควบคุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กกร.ไฟเขียว &amp;quot;ยา-เวชภัณฑ์-ค่าบริการทางการแพทย์&amp;quot; ขึ้นบัญชีสินค้าควบคุม ตั้งอนุ กก.หาข้อสรุปมาตรการดูแล ยันให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย รมว.สธ.แจงกำหนดราคาต้องหารือก่อน ไม่ใช่บังคับเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 มกราคม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่า ได้พิจารณาทบทวนรายการสินค้าและบริการประจำปี 2562 โดยในส่วนของบัญชีสินค้าควบคุม มีมติให้เพิ่มสินค้า 1 รายการ คือ ยาและเวชภัณฑ์ เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม และถอดสินค้า 4 รายการ ออกจากบัญชีสินค้าควบคุม ได้แก่ น้ำตาลทราย เยื่อกระดาษ เม็ดพลาสติก และแบตเตอรี่รถยนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาเหตุที่ถอดน้ำตาลทรายออก เนื่องจากปัจจุบันมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายให้ลอยตัวตามกลไกตลาด อีกทั้งสถานการณ์ขณะนี้ ราคาน้ำมันทรายปรับลดลงมามากเหลือ กก.ละ 10 บาท จากเดิมที่เคยขึ้นไปถึง กก.ละ 22 บาท ทำให้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในบัญชีควบคุม ส่วนเยื่อกระดาษ เม็ดพลาสติก และแบตเตอรี่รถยนต์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะมีผู้ผลิตสินค้าหลายราย มีการแข่งขัน ไม่มีปัญหาทางด้านกลไกราคา จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม ส่งผลให้บัญชีสินค้าควบคุมประจำปี 2562 จะเหลือ 46 รายการ จากเดิมมี 49 รายการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนบัญชีบริการควบคุม ที่ประชุมมีมติให้เพิ่มบริการทางการแพทย์เข้ามาอยู่ในบัญชีบริการควบคุม ทำให้จากเดิมที่มีรายการในบัญชีบริการควบคุม 5 รายการ เพิ่มเป็น 6 รายการ ส่งผลให้จะมีบัญชีสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2562 ทั้งหมด 52 รายการ ลดลงจากเดิม 54 รายการ ซึ่งจะนำผลที่ประชุมครั้งนี้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า มาตรการดูแลสินค้ายาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันภัย ตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งจะทำหน้าที่ในการศึกษาและพิจารณาหาข้อสรุปเกี่ยวกับมาตรการที่จะเข้ามาดูแลสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ทั้งผู้บริโภคและโรงพยาบาลเอกชน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยังตอบไม่ได้ว่ามาตรการที่จะทำออกมาจะทำให้ราคายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงบริการทางการแพทย์ ราคาลดลงหรือไม่ เพราะต้องขึ้นอยู่กับข้อสรุปของคณะอนุกรรมการที่ตั้งขึ้น แต่ยืนยันว่าทุกอย่างจะดำเนินการเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย และถือเป็นครั้งแรกที่กระทรวงพาณิชย์ยกระดับนำรายการสินค้ายาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เพื่อดูแลอย่างจริงจัง&amp;rdquo; รมว.พาณิชย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่ต้องนำรายการยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เข้าเป็นบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เนื่องจากที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียนถึงค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนคิดราคาสูงเกินความเป็นจริง ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขปัญหา เบื้องต้นอาจมีการกำหนดส่วนต่างกำไรว่าไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น รวมถึงค่าบริการทางการแพทย์ เช่น ค่าเอกซเรย์ ค่าห้องพักฟื้น ที่จะมีการเข้าไปดูแลราคาให้เหมาะสมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กล่าวถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาลแพงว่า ในภาครัฐเชื่อว่ามีการควบคุมที่ดีอยู่แล้ว โดยพื้นที่ไหนจะมีการตั้งคลินิกนอกเวลา จะต้องทำประชาพิจารณ์ และได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่ก่อนถึงจะทำได้ ส่วนโรงพยาบาลเอกชน ต้องมีการหารือกันระหว่างกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และกระทรวงพาณิชย์ ส่วนจะต้องกำหนดราคาหรือไม่นั้น ต้องดูตามความเหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการกำหนดค่ารักษาพยาบาลให้เป็นสินค้าควบคุมนั้น เรื่องนี้ต้องมีการคุยกัน แต่ไม่ใช่ลักษณะของการบังคับให้เอกชนต้องทำตาม เพราะค่ารักษาพยาบาลแต่ละแห่งมีหลายอย่างประกอบกัน ทั้งต้นทุนต่างกัน ค่าใช้จ่ายต่างกัน ค่ารักษาไม่ใช่อาหาร ไม่ใช่เนย แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำคือการประกาศค่าใช้จ่ายให้ประชาชนทราบเพื่อจะได้รู้งบประมาณ และเตรียมพร้อมด้านการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส. เปิดเผยว่า มีเรื่องร้องเรียนโรงพยาบาลเอกชนเข้ามาประมาณ 300 เรื่องต่อปี โดยค่ารักษาพยาบาลแพง มีการร้องเรียนเข้ามามากที่สุด อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สบส. พยายามแก้ไขราคายาไม่ให้เกินจริง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26195</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ, นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190109/image_big_5c3614590ae73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้องโอนคดีให้ป. หมอละเมิดคนไข้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บุ๋ม&amp;quot; เข้ายื่นหนังสือถึง ผบ.ตร.ขอโอนคดีหมอล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ให้กองปราบฯ เผยแจ้งความท้องที่นานเป็นเดือน เพิ่งมาเรียกสอบหลังเป็นข่าวครึกโครม ซ้ำร้ายตำรวจกางบันทึกประจำวันให้สื่อถ่ายออกทีวีประจานผู้เสียหาย เผยเจ้าทุกข์โผล่แล้วกว่า 50 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ น.ส.ปนัดดา หรือบุ๋ม วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำความดี นำผู้เสียหายที่ถูกสูตินรีแพทย์ในจังหวัดนครสวรรค์ทำอนาจารล่วงละเมิดทางเพศขณะตรวจภายใน จำนวน 6 คน ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อขอให้โอนสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวจาก สภ.เมืองนครสวรรค์ มาให้กองบังคับการปราบปรามเป็นผู้ทำคดีแทน หลังจากก่อนหน้านี้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความ แต่คดีไม่คืบหน้าเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังมีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่รวมแล้วกว่า 50 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ปนัดดากล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนมากว่า 2 เดือน หลังผู้เสียหายเข้าแจ้งความ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์กลับไม่พยายามหาพยานหลักฐาน เพิ่งจะมาเรียกสอบหลังจากที่เป็นข่าวครึกโครมขึ้นมา ซึ่งหลังจากนั้นก็มีผู้เสียหายกว่า 50 คน ที่เคยเข้ารับการตรวจภายในที่คลินิกของแพทย์คนดังกล่าว ต่างร้องเรียนว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศในลักษณะเดียวกัน ที่ตกใจมากที่สุดคือมีสื่อนำเสนอชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ของหญิงผู้เสียหาย ทำให้ตัวเขาถูกละเมิดสิทธิ์ สภาพจิตใจย่ำแย่มาก โดยที่ปรากฏเป็นข่าวทางสถานีโทรทัศน์ พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกางบันทึกประจำวันให้สื่อถ่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการแจ้งความดำเนินคดีของผู้เสียหายขณะนี้ น.ส.ปนัดดาเปิดเผยว่า มี 1 คน ที่เหลือขาดอายุความแล้ว เพราะเหตุเกิดมาแล้ว 5-6 ปี แต่หญิงเหล่านั้นยินดีเป็นพยาน เพราะปกติแล้วหญิงที่ถูกกระทำในลักษณะดังกล่าวไม่กล้าที่จะแจ้งความเพราะอาย บางคนมีครอบครัว มีสามีแล้วก็ไม่กล้าแจ้ง แต่ขอแนะนำว่าผู้หญิงถ้าถูกข่มขืนให้ไปตรวจร่างกายภายใน 24 ชั่วโมง เราต้องปกป้องสิทธิ์ของเรา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนที่มีคำถามถึงหลักฐานการดำเนินคดีกับแพทย์คนดังกล่าว ที่อาจต่อสู้คดีว่าเป็นการวินิจฉัยทางการแพทย์ ยืนยันว่าเคสนี้มีหลักฐานที่ไม่ใช่เครื่องมือการแพทย์แน่นอน แต่ไม่ขอเปิดเผย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้าย น.ส.ปนัดดากล่าวว่า ขอให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติช่วยตรวจสอบด้วยว่าตำรวจเป็นคนเปิดเผยรายชื่อผู้เสียหายหรือไม่ ส่วนสื่อที่เสนอข่าวอาจจะมีการฟ้องดำเนินการทางกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า ตนพร้อมทีมแพทย์จะลงพื้นที่ จ.นครสวรรค์&amp;nbsp;เพื่อดูพยานหลักฐาน หลังเหยื่อสาววัย&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ปีอ้างว่าเคยถูกหมอล่วงละเมิดทางเพศ โดยจะตรวจดูว่ามีการลงบันทึกยอมความกันไว้หรือไม่&amp;nbsp;ถ้ามี สามารถนำมาประกอบเป็นพยานหลักฐานบางอย่างได้&amp;nbsp;รวมทั้งข้อความทางไลน์เกี่ยวกับการโอนเงินจำนวน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แสนบาท โดยหากทางหมอทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ถ้าหมอบริสุทธิ์ เหยื่อก็ต้องรับผิดชอบ&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กรณีมีการส่งข้อความแช้ตทางไลน์เหมือนกับว่าหมอกับคนไข้สนิทสนมในเชิงชู้สาว โดยหมอบอกว่าจะดูแลจนชั่วชีวิต&amp;nbsp;เป็นข้อความระหว่างหมอกับคนไข้ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้&amp;nbsp;รวมทั้งมีการซื้อของจากต่างประเทศมาฝาก&amp;nbsp;ดูแล้วห่วงใยเกินระหว่างหมอกับคนไข้ ซึ่งเราจะตรวจสอบว่าทำไมต้องโอนเงินให้คนไข้ ถ้าตัวเองไม่ได้ทำผิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัจฉริยะกล่าวว่า ขณะนี้ผู้เสียหายมีประมาณ 3 ราย แม้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในปี&amp;nbsp;2559&amp;nbsp;ก็สามารถดำเนินคดีได้&amp;nbsp;เพราะเพิ่งรู้ว่าไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จึงมอบอำนาจหน้าที่การตรวจสอบให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) นครสวรรค์ ดำเนินการ โดย สบส.จะเป็นพี่เลี้ยงในกรณีร้องขอให้ช่วยเรื่องข้อกฎหมาย แต่กรณีนี้จะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 เพียงประเด็นเดียว เรื่องไม่ได้ควบคุมกำกับให้เกิดความปลอดภัยในการให้บริการ ส่วนประเด็นอื่นจะเป็นเรื่องการเข้าข่ายความเสียหายส่วนบุคคลที่อาจเป็นคดีอาญา ดังนั้นต้องไปฟ้องร้องกันในชั้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้เป็นความผิดที่มีอัตราโทษค่อนข้างสูง จึงต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนเช่นกัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ทาง สบส.ยังไม่ได้รับการรายงานผลกการตรวจสอบแต่อย่างใด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า สบส.จะลงไปตรวจสอบคลินิกแห่งนี้ว่าได้มาตรฐานจริงหรือไม่ โดยจะนำเข้าคณะกรรมการสถานพยาบาลพิจารณาในการอนุญาตเปิดคลินิกต่อไป ส่วนประเด็นจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีบุคคลที่ 3 ในห้องตรวจคนไข้ สำหรับคลินิกนรีเวชระหว่างการตรวจภายใน จะต้องมีบุคคลที่ 3 หรือมีผู้ช่วยแพทย์ที่เป็นผู้หญิงคอยอยู่กับแพทย์ขณะตรวจภายในห้องเสมอ เรื่องนี้ถือเป็นมาตรฐาน หากไม่มีก็ถือว่าไม่เหมาะสม และต้องมีการปรับ ส่วนเรื่องการลวนลามหรือกระทำอนาจารคนไข้ เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22390</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ, นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf413e766326.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สบส.สั่งปิดตึกรพ.พระราม2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สบส.ลงดาบ รพ.พระราม 2 สั่งปิดตึกผู้ป่วยนอก พบดัดแปลงจากที่จอดรถโดยไม่ได้ขออนุญาต พร้อมสั่งชี้แจงเหตุใดไม่มีแพทย์เข้าเวรในวันที่หญิงถูกสาดน้ำกรดไปขอรักษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโรงพยาบาลพระราม 2 ที่ถูกร้องเรียนปฏิเสธหญิงคนไข้ถูกสามีสาดน้ำกรด จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ว่า ขณะนี้ความผิดของโรงพยาบาลดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้น ที่เห็นชัดๆ กรณีที่โรงพยาบาลนำเอาที่จอดรถมาปรับปรุงดัดแปลงเป็นอาคารผู้ป่วยนอก โดยไม่ขออนุญาต จึงได้มีคำสั่งปิดไปเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีความผิดตาม &amp;nbsp;พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 2.มีคำสั่งลงโทษปรับในฐานทำความผิด พ.ร.บ.สถานพยาบาล แต่เป็นฐานความผิดที่ไม่ร้ายแรง จึงดำเนินการปรับไปเรียบร้อยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.สบส.ได้สั่งให้โรงพยาบาลพระราม 2 ทำการปรับปรุงโรงพยาบาล ในส่วนที่ไม่ตรงตามมาตรฐาน พ.ร.บ.สถานพยาบาล โดยได้ให้ระยะเวลาในการปรับปรุง 15 วัน หากยังไม่ดำเนินการจะเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งหากโดนเพิกถอนใบอนุญาตจะส่งผลให้โรงพยาบาลถูกปิด แต่ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับการสั่งปิดโรงพยาบาลเลย และ 4.ประเด็นที่ถือเป็นความผิดร้ายแรงใน พ.ร.บ.สถานพยาบาล ซึ่งจะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการเพื่อทำการพิจารณาความผิดในวันที่ 19 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ สำหรับคดีของสาวที่ถูกสาดน้ำกรดจนเสียชีวิตนั้น ต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการลงไปตรวจสอบแล้ว 2 รอบ ซึ่งก็ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องบางส่วนเข้ามาพูดคุยในประเด็นต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ประเด็นทำไมไม่มีแพทย์อยู่เวรเพื่อให้บริการ คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะได้ข้อสรุป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายประเสริฐ ฉวีอินทร์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน เพื่อขอให้ตรวจสอบใบอนุญาตก่อสร้างดัดแปลงอาคาร ตรวจสอบอาคาร และใบอนุญาตเปิดใช้อาคารของโรงพยาบาลพระราม 2 ก่อนจะแจ้งข้อมูลผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า จะร้องขอให้กระทรวงสาธารณสุขทบทวนการต่อใบอนุญาตให้ รพ.พระราม 2 ที่จะครบกำหนดใบอนุญาตสิ้นปีนี้ จนกว่าจะได้รับการแก้ไขในมาตรฐานสถานพยาบาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21982</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ, นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181114/image_big_5bec266e8a154.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
