<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2021 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2021 13:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4ปีภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ช่วยดัน“หวานน้อย”ติดเทรนด์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;10เม.ย.64- เมื่อเดือนกันยายน 2560 กรมสรรพสามิตได้ประกาศเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีค่าความหวานหรือน้ำตาลมากกว่าที่กฎหมายกำหนด จนทำให้ภาษีจะสูงขึ้นประมาณ 2% จากที่เคยเก็บในขณะนั้นที่ 20% โดยอัตราการจัดเก็บภาษีช่วง 2 ปีแรกที่บังคับใช้วันที่ 16 ก.ย. 2560 ถึง 30 กันยายน 2562 ในกลุ่มเครื่องดื่มน้ำผลไม้และน้ำพืชผัก หากมีน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตรจะไม่เสียภาษี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมามีการจัดเก็บระยะที่ 2 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน 2564 ได้เพิ่มอัตราการเก็บภาษีต่อเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตรมากยิ่งขึ้น โดยเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัมยังคงเก็บอัตราเดิม แต่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกิน 10 กรัมจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นสูงสุด 4 เท่าตัว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ถือเป็นความพยายามในการปรับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเพื่อแก้ไขปัญหาโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ทางเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากในการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเก็บภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย ดร.สิรินทร์ยา พูลเกิด ได้ทำการสํารวจการบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวานของคนไทยภายหลังการออกมาตรการเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เกี่ยวกับความรู้ ปริมาณ และความถี่ของการบริโภคเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาล และการรับรู้ต่อการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การศึกษาวิจัยนี้ครอบคุลมประชากรทั่วทุกภาคในทุกกลุ่มวัยรวม 11,553 คน พบว่า ความรู้เกี่ยวกับปริมาณนํ้าตาลที่ควรบริโภคต่อวัน กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 81.9 ไม่ทราบว่า &amp;ldquo;ปริมาณนํ้าตาลที่บริโภคต่อวัน คือ ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน&amp;rdquo; มีเพียงร้อยละ 18.1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ปริมาณของการดื่มเครื่องดื่มที่มีนํ้าตาลทุกประเภทเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 519.3 มิลลิลิตร หรือเกือบเท่ากับน้ำดื่มบรรจุขวดขนาดเล็กที่มีปริมาณความจุ 600 มิลลิลิตร ส่วนนํ้าอัดลม ดื่มเฉลี่ยต่อวันมากที่สุดเท่ากับ 281.8 มิลลิลิตร (หรือประมาณครึ่งขวดขนาดกลาง 550 มิลลิลิตร)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการรับรู้ต่อการเก็บภาษีฯ ของรัฐนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 38.7 คิดว่า ราคาเครื่องดื่มประเภทชาเขียวหรือนํ้าอัดลมในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 37.9 เชื่อว่าเครื่องดื่มยี่ห้อที่ตัวเองดื่มลดปริมาณนํ้าตาลลง แต่ก็มีกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 15-59 ปี ถึงร้อยละ 40.3 คิดว่า ผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีรสหวานยังคงใส่ปริมาณนํ้าตาลเท่าเดิม ประเด็นเรื่องราคาเครื่องดื่มกับการตัดสินใจในการเลือกซื้อนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 43.7 คิดว่า ราคาเครื่องดื่มไม่มีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกซื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับการจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่เติมนํ้าตาลเกินกว่าที่กําหนด มีเพียงร้อยละ 19.2 ของกลุ่มตัวอย่างที่รับรู้ว่า หน่วยงานภาครัฐได้มีการจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่เติมนํ้าตาลเกินกว่าที่กำหนด และประชาชนมากกว่า 3 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่างคิดว่า หน่วยงานภาครัฐยังให้ข้อมูลเรื่องการจัดเก็บภาษีในเครื่องดื่มที่เติมนํ้าตาลกับประชาชนไม่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตามการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีความหวานในระยะที่ 3 ซึ่งจะเริ่มในเดือนตุลาคมปีนี้นั้น มีแผนจัดเก็บเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาล 6-8 กรัมจะปรับอัตราภาษีขึ้นเป็น 0.30 บาทต่อลิตร จากเดิม 0.10 บาทต่อลิตร หากมีน้ำตาล 8-10 กรัมก็จะปรับเป็น 1 บาทต่อลิตรจากเดิม 30 สตางค์ แต่ถ้ายังคงไว้ซึ่งน้ำตาล 10-14 กรัมต่อลิตรก็จะปรับเพิ่มจาก 1 บาท เป็น 3 บาทต่อลิตร ส่วนเครื่องดื่มหวานจัดน้ำตาล 14-18 กรัม จะปรับขึ้นจาก 3 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข รักษาการในตำแหน่งทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) ในฐานะผู้จัดการโครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ให้ความเห็นว่า การขึ้นภาษีรอบแรกมีมาตั้งแต่ปี 2560 เท่ากับว่าผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวถึง 4 ปี โดยในรอบแรกตั้งแต่ปี 2560 เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงไม่เกิน 10 กรัมจะเสียภาษีน้อยมาก พอรอบที่สองน้ำตาลไม่เกิน 10 กรัมก็ยังเสียไม่มากนัก ส่วนรอบที่สามที่จะเริ่มในเดือนตุลาคมนี้จึงเท่ากับว่าผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวนานพอสมควร หากปรับสูตรเครื่องดื่ม เพื่อไม่ให้มีน้ำตาลไม่เกิน 6% ก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่สำคัญเป็นเป้าหมายของเราในการขึ้นภาษี ก็เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้น ซึ่งของที่ว่านี้ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่อย่างใด เพราะเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในชีวิต หากกินหวานมากเกินไป ก็เป็นแหล่งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) โรคกลุ่มนี้เป็นง่าย แต่ตายยาก เมื่อเป็นแล้วคนในครอบครัวต้องเสียเวลามาดูแลอีก &amp;nbsp;อย่างเบาหวาน คนที่เป็นต้องกินยาตลอดชีวิตและต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา&amp;rdquo; ทพญ.ปิยะดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้จัดการโครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานได้รณรงค์สร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคหวานของคนในสังคมต้องมาอย่างต่อเนื่องในทุกโอกาสและช่องทาง ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับคำชื่นชมจากนานาประเทศ โดยเฉพาะความกล้าหาญในการจัดการด้านภาษี เพื่อให้คนในประเทศบริโภคหวานน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต้องรู้ก่อน ว่ากินหวานแล้วอ้วน เรื่องนี้สำคัญ จากนั้นก็จะนำไปสู่เรื่องของการจัดสิ่งแวดล้อมในบ้าน ต้องไม่มีสิ่งของที่เรียกว่าของหวานอยู่ในตู้เย็น เมื่อเริ่มได้แบบนี้แล้ว ความรู้ที่มีก็จะส่งต่อไปยังชุมชนทำกติการ่วมกัน หรือจัดสิ่งแวดล้อมไม่ให้เอื้อต่อการกินหวาน อย่างในโรงเรียนก็อย่าให้มีน้ำอัดลมและขนมกรุบกรอบขาย เป็นต้น&amp;rdquo; ทพญ.ปิยะดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่ามาตรการภาษีจะช่วยส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อยได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการลดความเสี่ยงจากโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ แต่การให้ความรู้กับประชาชนในการบริโภคก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ซึ่งวันนี้คนไทยจำนวนมากก็หันมารับประทาน &amp;ldquo;หวานน้อย&amp;rdquo; กันมากขึ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม, ภาษีน้ำตาล (sugar tax) เพื่อสุขภาพ, หวานน้อยสั่งได้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210410/image_big_6071492b72e68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วันอ้วนโลก’  คนไทย 20.8 ล้านคน น้ำหนักเกินมาตรฐาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยเป็นโรคอ้วนลงพุงสูงถึง 20.8 ล้านคน หญิงอ้วนกว่าชาย 14 ล้านคน : ชาย 6.8 ล้านคน สสส.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง แจงตัวเลขเนื่องใน &amp;ldquo;วันอ้วนโลก&amp;rdquo; เสี่ยงป่วยโรค NCDs ชี้โรคอ้วนเป็นภัยคุกคามชีวิต จุดเริ่มต้นของสุขภาพแย่ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดโควิด-19 อาการรุนแรงและเสียชีวิต เกิดปมด้อย เร่งสร้างสังคม &amp;ldquo;ลดหวาน มัน เค็ม&amp;rdquo; ตระหนักภัยร้าย &amp;ldquo;น้ำหนักเกิน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยทั้งหญิงและชายเป็นโรคอ้วนลงพุงสูงถึง 20.8 ล้านคน...เป็นผู้ชาย 6.8 ล้านคน เป็นผู้หญิง 14 ล้านคน ลักษณะที่เรียกว่าอ้วนลงพุง เส้นรอบเอวตั้งแต่ 80 ซม.ขึ้นไป (เพศหญิง) เส้นรอบเอวตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไป (เพศชาย) ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (เพศหญิง) ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (เพศชาย) ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป ระดับความดันโลหิต 130/85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือด 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อ้วนลงพุง&amp;rdquo; มหันตภัยเงียบที่คุณคาดไม่ถึง อ้วนลงพุงเกิดจากการมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป ไขมันนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วนลงพุง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ นับตั้งแต่ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เมตาบอลิกซินโดรม โรคหลอดเลือดดำอุดตัน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคไขมันเกาะตับ โรคซึมเศร้า โรคหลอดลมอุดกลั้น โรคหอบหืด คุณภาพไตลดลง เพิ่มอัตราการเสียชีวิต โรคเกาต์ โรคข้อเข่าเสื่อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ้วนลงพุงเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไขมันสะสมที่หน้าท้องและมีรอบเอวขนาดใหญ่ ทั้งยังมีระดับความดันโลหิต ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ได้มากขึ้น บุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนลงพุง ผู้สูงอายุ ชาวเอเชียหรือผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกา-คาริบเบียน ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวอ้วนลงพุงหรือเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดเสวนาถอดบทเรียนสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ) กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 เนื่องใน &amp;ldquo;วันอ้วนโลก&amp;rdquo; (World Obesity Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคม ทุกคนร่วมมือลดภัยโรคอ้วนเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงภัยเงียบที่แฝงมากับพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมจนน้ำหนักเกิน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ (NCDs : non-communicable diseases)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบ &amp;ldquo;คนอ้วน&amp;rdquo; มากกว่า 800 ล้านคน กระจายอยู่ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ขณะที่ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบเด็กและผู้ใหญ่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวนมาก จากการบริโภคเกินความจำเป็น ไม่ถูกหลักโภชนาการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปี 2557 ถึงปัจจุบัน พบคนไทย 19.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 34.1 มีภาวะ &amp;ldquo;อ้วน&amp;rdquo; และมีคนไทยที่รอบเอวเกิน &amp;ldquo;อ้วนลงพุง&amp;rdquo; กว่า 20.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 37.5 ทั้ง 2 กลุ่ม เสี่ยงป่วยเป็นโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) กำหนดให้มีวันอ้วนโลก มีเป้าหมายให้ทุกคนเห็นว่า &amp;ldquo;น้ำหนักเกิน&amp;rdquo; เป็นภัยคุกคามชีวิต เพราะ &amp;quot;ความอ้วน&amp;rdquo; คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ไม่ดี ส่งผลต่อสมรรถภาพการทำงาน คุณภาพการนอน การใช้ชีวิตในสังคม ความกังวลในรูปลักษณ์ของตนเอง เกิดปมด้อย อาจมีปัญหาสุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า หากทุกคนรู้วิธีป้องกันและดูแลเรื่องอาหารและมีกิจกรรมทางกาย จะช่วยลดความเสี่ยงได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันอ้วนลงพุง คือ ควบคุมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดการสะสมของไขมันหน้าท้อง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 150-300 นาที ทำกิจกรรมหรือทำงานอดิเรกเพื่อการผ่อนคลายความเครียด และเลิกสูบบุหรี่ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และนักโภชนาการอิสระ กล่าวว่า การใช้ชีวิตประจำวันทำให้เกิด &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; ได้ เพราะการกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ บริโภคหวาน มัน เค็มมากเกินไป ใช้ชีวิตไม่สมดุล ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีส่วนทำให้น้ำหนักตัวเกินและส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ส่วนที่คิดว่าโรคอ้วนมาจากพันธุกรรม ในทางการแพทย์พบว่าอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อย สิ่งที่ดีที่สุดคือ กินผัก-ผลไม้ให้ได้วันละ 400 กรัม มีกิจกรรมทางกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้ร่างกาย เพราะความอ้วนเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ไตวาย เกาต์ ตับแข็ง ฯลฯ หากสังคมสานพลังรักสุขภาพจะช่วยหยุดปัญหาเหล่านี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ กรรมการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนเสี่ยงติดโควิด-19 มากกว่าคนปกติ แต่ในทางการแพทย์พบว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าติดโควิด-19 อาจจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตง่ายกว่าคนที่สุขภาพแข็งแรง ดูได้จากปรากฏการณ์การระบาดของโรคติดเชื้ออื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ทำให้คนอ้วนจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงกลุ่มแรกๆ เพราะคนอ้วนจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแรกๆ ที่เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.ท.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เราสามารถป้องกันไม่ให้อ้วนได้ โดยกินอาหารที่พอเหมาะ ให้ได้พลังงานเพียงพอกับงานและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนัก สามารถเน้นการลดปริมาณอาหารที่กินให้น้อยลงได้ด้วยการเลือกรูปแบบการกินอาหารแบบใดก็ได้ เช่น แบบอาหารคีโต (Keto diet) กินแบบจำกัดเวลา หรืองดอาหารช่วงยาวในแต่ละวัน (Intermittent Fasting, IF) หรืออาหาร 2:1:1 แต่ต้องกินให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อไม่ให้เกิดโทษกับร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อรณา จันทรศิริ นักวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า การมีกิจกรรมทางกาย หมายถึง กิจกรรมที่มีการใช้พลังงานในทุกรูปแบบ &amp;ldquo;ทุกขยับนับหมด&amp;rdquo; จึงสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะเมื่อมีเวลาออกกำลังกาย การมีกิจกรรมทางกายประจำ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดไขมัน ควบคุมน้ำหนัก และป้องกันโรคเรื้อรังได้ เมื่อทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ควบคู่ไปกับการมีสุขภาพแข็งแรงและจิตแจ่มใส แนะนำให้คนอ้วนที่เริ่มลดน้ำหนักเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ เช่น อาจเริ่มเดินให้ครบ 8,000-10,000 ก้าวต่อวัน จากนั้นให้คิดถึงโอกาสที่จะพิชิตเป้าหมายแต่ละวันให้สำเร็จ เช่น การชวนเพื่อนที่ออกกำลังอยู่แล้วไปออกกำลังกายด้วยกัน หาสถานที่และปรับวิถีชีวิตให้สามารถมีกิจกรรมทางกายได้จนเป็นนิสัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เด็กจ้ำม่ำเป็นต้นตอเกิดโรคมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.โรคระบบทางเดินหายใจ เพราะไขมันสะสมรอบทางเดินหายใจ เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.โรคกระดูกและข้อต่อ น้ำหนักตัวกดกระดูกและข้อต่อต่างๆ ทำให้ปวดหลัง ขาโก่งหรือปวดข้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4.โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ นิ่วในถุงน้ำดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5.โรคผิวหนังผิดปกติ ผิวหนาดำคล้ำที่รักแร้ คอและขาหนีบ เพราะเกิดจากผิวหนังเสียดสีกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6.โรคมะเร็ง มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7.กลุ่มอาหารเมตาบอลิก ภาวะอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8.โรคซึมเศร้าหรือเครียด ไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่มั่นใจรูปลักษณ์ของตัวเองหรือถูกเพื่อนล้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;9.โรคอ้วน ความเสี่ยงต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปฏิบัติการลดน้ำหนักเด็กอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.สำรวจสิ่งที่เด็กกินในชีวิตประจำวันว่าเด็กรับประทานแป้งมากเกินไป หรือกินอาหารทอดมากไปหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.เด็กวัยเรียนสอนให้เข้าใจเรื่องการกินอาหาร และเด็กต้องรับรู้ว่าตัวเองอ้วน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.ปรับปรุงวิธีการปรุงอาหาร เน้นต้ม นึ่ง เพื่อช่วยลดปริมาณไขมัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4.สร้างวินัยทางบวกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่เป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก ให้เขารู้สึกว่าเป็นการบังคับหรือแย่งชิงขนมมาจากเขา ใช้วิธีการขอหรือแบ่งปัน โดยใช้เหตุผลที่ง่ายสอดคล้องกับวัยที่เขาจะเข้าใจได้ เน้นการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกอยากทำมากกว่า และเพิ่มแรงจูงใจโดยการให้ความชื่นชมกับเขาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5.ลดความอ้วนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำให้เด็กรู้สึกฝืนใจหรือลำบาก โดยวิธีการควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหารให้ลงไปราว 300-500 กิโลแคลอรี่/วัน น้ำหนักลดลงได้ครึ่ง-1 กก./สัปดาห์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6.อาหารเช้าคือมื้อสำคัญ เมนูคุณภาพง่ายๆ ข้าวต้ม โจ๊ก หรือข้าวสวยกับแกงจืด เนื้อสัตว์เลาะไขมันออก หรือเนื้อปลา หรือถ้าบางวันไม่มีเวลาปรุง เป็นแซนด์วิชกับนม 1 แก้วก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7.ช่วงเวลาอาหารเย็นเหมาะกับการฝึกเด็กกินผัก ผลไม้ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างพฤติกรรมใหม่ในการกินอาหาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8.ชวนเด็กออกกำลังกายหรือเล่น อย่าปล่อยให้เอาแต่นั่งๆ นอนๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;SOOK PUBLISHING เรียบเรียงข้อมูลจากครอบครัวอ่อนหวาน สนับสนุนโดยกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน http://resource.thaihealth.or.th/library/10363 สารพัดโรครุมเร้าเด็กอ้วน โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. Htttp://resource.thaihealth.or.th/media/thaihealth/14584#0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;แพทย์หวั่นคนไทยกินหวาน ดื่มเหล้าจัด&amp;nbsp;รัฐจ่ายให้ผู้ป่วย NCDs 5 แสนล้านบาท/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;แพทย์หวั่นวิตกคนไทยกินหวาน ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ยั้ง สารพัดโรครุมเร้า แจงตัวเลขรัฐจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยโรค NCDs 4-5 แสนล้านบาท/ปี เตือนคนไทยบริโภคน้ำตาลเกิน ระวังไขมันพอกตับ เสี่ยงมะเร็งตับ WHO หนุนไทยปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลตามกรอบเวลาเดิม กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับสูตรลดน้ำตาล สสส.ชวนคนไทยบริโภคหวานให้น้อยลง สร้างสุขภาพ ป้องกัน NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าร่างกายสามารถขับน้ำตาลทั้งหมดออกมาได้ แต่ในทางการแพทย์พบว่า ถ้าบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับสูง เพราะน้ำตาลที่ค้างในร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมันเกาะตามกล้ามเนื้อและตับ ทำให้อ้วนลงพุง หากปล่อยไว้นานจะทำให้อวัยวะต่างๆ อักเสบเรื้อรัง สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดโรคคือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอันดับ 2 คือ บริโภคน้ำตาลมากเกินความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;น้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เช่น มะเร็งตับ ไขมันเกาะตับ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ไขมันอุดตันในหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และโรคอ้วน ปัจจุบันมีคนเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs คิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณดูแลผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี จึงเป็นที่มาของการผลักดันให้ปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกๆ 2 ปี และอีกไม่กี่เดือนจะถึงเวลาต้องปรับภาษีเพิ่มอีก เสนอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ควรชะลอ เพราะหากควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มได้ จะช่วยลดปัญหาคนป่วยได้ส่วนหนึ่ง และที่ผ่านมาได้ให้เวลาผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับสูตรลดน้ำตาลในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์มา 4 ปีแล้ว การเดินหน้าเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับตัว เพราะถ้าลดปริมาณน้ำตาลที่ผสมในเครื่องดื่มลงได้ก็จะไม่ต้องเสียภาษีมาก คนไทยก็จะได้บริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง&amp;rdquo; ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ผู้ทรงคุณวุฒิและรักษาการผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กล่าวว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง (3 in 1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล โดยจัดเก็บเป็นระบบขั้นบันได และปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 ปี ให้ได้ตามเกณฑ์แนะนำที่ 6% ในปี 2566 เพื่อให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มในภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 โดยกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุดร้อยละ 7.2 ขณะที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม พบปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยในปี 2555-2562 ว่า ระหว่างปี พ.ศ.2551-2560 คนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น แต่หลังการบังคับใช้เรื่องภาษี พบคนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลงร้อยละ 15.3 ในปี 2561 และร้อยละ 14 ในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ รักษาการผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า โรคที่เกิดขึ้นกับคนไทย 2 ใน 3 ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินหวานที่ล้นเกิน โดยบริโภคน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชา/วัน เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) ซึ่งผลสำรวจพบว่า ร้ายแรงกว่าโควิด-19 กว่า 5 เท่า เพราะพบคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs เฉลี่ยวันละ 1,000 คนต่อวัน ขณะที่ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการกินของคนไทย โดย Thai Health Watch จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2563 พบคนไทยนิยมกินอาหารรสหวานจัด หรือมีปริมาณน้ำตาลมาก เช่น เครื่องดื่มชา/กาแฟ น้ำหวาน เมื่อร่างกายรับเข้าไปในปริมาณมากจะมีผลกระทบกับหลอดเลือด หัวใจ และไต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทซ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ฟันผุ เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรการทางภาษีนั้นช่วยลดการบริโภคสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลได้ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดปรับอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มแบบขั้นบันได จึงขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีตามที่กำหนดไว้ เพราะการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราภาษียังสะท้อนชัดไปถึงประชาชนว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96593</URL_LINK>
                <HASHTAG>IHPP, World Obesity Federation, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.สง่า ดามาพงษ์, ดร.แดเนียล เคอร์เทซ, ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม, น้ำตาล, พ.ท.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช, รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, สสส., สหพันธ์โรคอ้วนโลก, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP), สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย, สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส., องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย, อรณา จันทรศิริ, เครือข่ายคนไทยไร้พุง, เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_605468e738fdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87345</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2020 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2020 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ตลาดศรีเมือง &quot; ราชบุรีนำร่องร้านเครื่องดื่ม&quot;หวานน้อย สั่งได้ &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กาญจนา ด้วงพิบูลย์ เจ้าของร้านถั่วปั่น เพื่อสุขภาพ หน้าร้านมีป้ายโลโก้ &amp;quot;หวานน้อย สั่งได้ &amp;quot;เพื่อรณรงค์คนไทยลดกินน้ำตาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล และมีการส่งออกมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลแห่งชาติ โดยทางเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน พบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึง 25.5 ช้อนชา/วัน เท่ากับ ดื่มน้ำอัดลม 3 กระป๋อง กาแฟเย็นขนาน 22 ออนซ์ 2 แก้วเท่านั้น และเครื่องดื่ม อย่าง ชาไทย ชาเขียว โกโก้ ชานม ต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในความนิยมของคนไทย เพราะความหวานจาก นมข้นหวาน นมสด นมจืด น้ำตาล ที่มีส่วนผสมอยู่ด้วย เวลาดื่มนั้นทำให้ร่างกายเรารู้สึกสดชื่น และมีกำลัง แต่การได้รับปริมาณความหวานที่มากเกินไป จะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพแน่นอน เบื้องต้นก็คือ ในช่องปาก เช่น ฟันผุ &amp;nbsp;ตามมาด้วย โรคติดต่อเรื้อรัง(NCDs) ภาวะอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเหตุให้ เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานราชบุรี ร่วมกับ &amp;nbsp;บริษัทแอ็กโกรคอมเมอร์สกรุ๊ปจำกัด (ตลาดศรีเมือง) จ.ราชบุรี จัดโครงการ &amp;ldquo;ตลาดศรีเมือง เครื่องดื่มหวานน้อย สั่งได้&amp;rdquo; ด้วยขนาดการเป็นตลาดค้าส่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก มีผู้ประกอบการการค้าส่งผักและผลไม้กว่า 2,500 ราย &amp;nbsp;ร้านอาหาร 100 ร้าน ร้านเครื่องดื่ม 16 ร้าน &amp;nbsp;และมีผู้บริโภคกว่า 10,000 ราย/วัน การดำเนินโครงการจึงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่พฤษภาคม โดยมีจำนวนร้านเครื่องดื่มเข้าร่วมโครงการครบทั้ง 16 ร้าน และมีตราสัญลักษณ์ประจำโครงการติดอยู่ที่ร้าน เพื่อให้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มหวานน้อยเพื่อสุขภาพเป็นการเปิดทางเลือกให้ลูกค้าเลือกรสชาติที่พึงพอใจอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) &amp;nbsp;กล่าวว่า การดำเนินโครงการรณรงค์ไม่กินหวานเกิดขึ้นมาหลายปี โดยเริ่มแรกมุ่งเป้าหมายไปที่นักเรียน ในโรงเรียน แต่ยังไม่สามารถลดการบริโภคน้ำตาลของคนไทยได้ จึงเพิ่มกลุ่มเป้าหมายมาที่คนวัยทำงาน หรือบุคคลทั่วไป ที่ชอบดื่มกาแฟ หรือน้ำหวานต่างๆ ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านเครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีเข้าร่วมโครงการกว่า 200 ร้าน เพื่อต้องการให้ผู้บริโภคใส่ใจการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น โดยได้ดำเนินกิจกรรมให้ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มมีความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการมีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และวิธีชงเครื่องดื่มในความหวานระดับต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			มอบป้ายสัญลักษณ์มอบให้แก่ร้านเครื่องดื่ม &amp;quot;หวานน้อย สั่งได้&amp;quot;
		
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานกล่าวอีกว่า สำหรับการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มมีเมนูให้สั่งตามระดับความหวาน 4 ระดับ คือ 100% หวานปกติ 50% หวานปานกลาง 25% หวานน้อย และ 0% ไม่หวาน แม้ว่าไทยจะมีการเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มสำเร็จรูป แต่เครื่องดื่มที่ชงตามร้านที่ขายทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ จะแตกต่างกัน เพราะร้านสามารถชงได้ตามสูตรของตนเอง ดังนั้นการลดหวานก็เป็นการสร้างความตระหนักรู้ทั้งผู้ขาย และผู้บริโภค โดยจะค่อยๆลดหวาน จนถึงในระดับที่ผู้บิโภคอาจจะไม่ทานหวานอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ในพื้นที่ในตลาดศรีเมือง ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะนับว่าเป็นลาดกลางขนาดใหญ่ในการส่งผักและผลไม้ อีกทั้งยังมีการใส่ใจเรื่องผักผลไม้ อาหาร และเครื่องดื่มที่ปลอดภัย โดยจำนวนร้านเครื่องดื่มที่มีอยู่ในตลาดทั้ง 16 ร้านก็เข้าร่วมโครงการหมด ตั้งแต่เริ่มดำเนินการก็ได้มีการติดตามโดยมีการสุ่มตรวจค่าน้ำตาลโดยเครื่องวัดความหวานซึ่งไม่ได้เป็นการเข้าไปบังคับว่าจะต้องทำให้ทุกเมนูหวานน้อย แต่ทางร้านจะมีสูตรเฉพาะอยู่แล้ว เราเพียงสร้างทางเลือกให้กับลูกค้าได้ที่สามารถเลือกหวานน้อยได้ และไม่ใช่เพียงแค่เครื่องดื่มแต่ในอนาคตยังมองไปถึงในเรื่องของอาหารและขนมอีกด้วย&amp;rdquo; ทพญ.ปิยะดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วีณา ศรีสรรพางค์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัทแอ็กโกรคอมเมอร์สกรุ๊ปจำกัด (ตลาดศรีเมือง) กล่าวว่า ตลาดศรีเมืองเป็นตลาดค้าส่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันตก ทางตลาดได้จัดให้มีร้านค้าบริการอาหารและเครื่องดื่มให้ผู้มาใช้บริการด้วย ประกอบกับนโยบายเพื่อสังคมของตลาดที่มียุทธศาสตร์ให้เป็นตลาดอาหารปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางผลิตถึงปลายทางผู้บริโภค จึงเกิดเป็นกิจกรรมสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การสุ่มตรวจคุณภาพของผักผลไม้ และอาหารที่จำหน่ายภายในตลาด ซึ่งการจัดโครงการตลาดศรีเมืองเครื่องดื่มหวานน้อยสั่งได้ เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพของลูกค้าตลาด โดยผลการดำเนินงานโครงการที่ผ่านมาพบว่า ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มภายในตลาดต่างสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวน 16 ร้าน ช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกที่จะสั่งความหวานของเครื่องดื่มตามใจชอบได้ อีกทั้งยังพบว่ามีลูกค้าชอบสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยจำนวนมาก นับว่ามีประโยชน์ทั้งที่เป็นทางเลือกสุขภาพที่ดีให้กับลูกค้า และเพิ่มยอดขายจากการมีสินค้าสุขภาพตอบรับกระแสความต้องการลดความอ้วนในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;


	
		
			วันดี เปลี่ยนวงษ์ เจ้าของร้านดีลิเชียส คาเฟ่(กลาง)
		
	


&lt;p&gt;&amp;nbsp;1ใน 16 ร้านเครื่องดื่มในตลาดศรีเมืองที่เข้าร่วมโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเจ้าของร้านกาแฟ วันดี เปลี่ยนวงษ์ เจ้าของร้านดีลิเชียส คาเฟ่ บอกว่า ปกติจะชงเครื่องดื่มตามมาตรฐานเครื่องดื่มทั่วไป แต่ก็จะชงไม่ค่อยหวาน เพราะลูกค้าจะสั่งหวานน้อยเยอะ อาจจะด้วยคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เคยเจอลูกค้าสั่งหวานมากประมาณ 75 ml อย่างชาเขียว น้ำตาลตะโนด 1 ช้อน น้ำทรายแดง ครึ่งช้อน น้ำผึ้ง 2 ช้อน ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะสั่งหวานน้อยหรือไม่ ก็จะลดปริมาณลงมา การเข้าร่วมโครงการก็จะทำให้ผู้บริโภคมีความสนใจในร้านมากขึ้นด้วย ที่เราสนใส่ใจสุขภาพของเขา และลูกค้าก็ชอบที่เราชงเครื่องดื่มหวานน้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กาญจนา ด้วงพิบูลย์ เจ้าของร้านถั่วปั่น เพื่อสุขภาพ บอกว่า ปกติมีการขงเครื่องดื่มตามส่วนผสมทั่วไป ส่วนใหญ่จะสั่งหวานน้อย อย่างเช่น เครื่องดื่มถั่วปั่นที่จะผสมน้ำผึ้ง 40 ml พอลูกค้าสั่งหวานน้อยก็จะลดสัดส่วนของน้ำผึ้งลงมาเหลือ 20 ml หรือบางคนไม่ชอบหวานก็จะไม่ใส่น้ำผึ้ง หรืออย่างชาไทย &amp;nbsp;ปกติจะใส่นมขน 45 ml ถ้าลดหวานลงมาก็จะใส่20 ml ซึ่งพอตลาดมีโครงการนี้เข้ามาก็มีความสนใจ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายลูกค้าด้วย หากบริโภคหวานมากเกินไปก็จะทำให้เกิดโรคได้ง่ายด้วย&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87345</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ตลาดศรีเมือง, ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม, เด็กไทยไม่กินหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fddc94df27f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
