<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 20:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตื่นตัว!ไม่“ตื่นตูม”ทำความเข้าใจ   ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ1ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องเรียกว่าเป็นประเด็นอยู่พอสมควร สำหรับข่าวเรื่องการ &amp;ldquo;ปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท&amp;rdquo; ซึ่งมีผลไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา และเรื่องนี้ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนที่เข้าใจ และคนที่อาจจะยังไม่เข้าใจอยู่พอสมควร จนกลายเป็นประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้มีเงินฝากอยู่กับสถาบันการเงินได้ในระดับหนึ่ง ทำให้หลายคนอาจจะมีคำถามตามมาว่า แล้วหลังจากวันที่ 11 ส.ค. 2564 จะเป็นอย่างไรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สิ่งแรกที่ต้องเริ่มทำความเข้าใจ คือ การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากดังกล่าว เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 นั่นหมายความว่า การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดย ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) อธิบายเกี่ยวกับหลักการของกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงิน โดยเฉพาะผู้ฝากเงินรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 98.03% ซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารทางการเงินได้อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตาม พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 นั้น ได้กำหนดวงเงินคุ้มครองเงินฝากตั้งแต่แรกที่ 1 ล้านบาทอยู่แล้ว แต่เพื่อให้ผู้ฝากเงินเข้าใจและปรับตัวกับระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดจำนวน จึงได้กำหนดให้ปรับวงเงินคุ้มครองลดหลั่นตามลำดับ จากความคุ้มครองเต็มจำนวนที่ 50 ล้านบาท มาสู่ 25 ล้านบาท มาสู่ 15 ล้านบาท มาสู่ 10 ล้านบาท มาสู่ 5 ล้านบาท และ 1 ล้านบาท ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากคือ ผู้ฝากที่เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อเปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยจะคุ้มครองในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน โดยเงินนำฝาก ในที่นี้จะรวมถึงเงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ฝากแต่ละรายในทุกสาขาและทุกบัญชีของสถาบันการเงินแห่งนั้นมาคำนวณรวมกัน ต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน หรือหากมีมากกว่า 1 ล้านบาท ก็จะได้รับความคุ้มครอง 1 ล้านบาท ส่วนที่เกินจะไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่หากผู้ฝากเงินยังมีบัญชีเงินฝากอยู่กับสถาบันการเงินอื่นๆ อีก ก็จะใช้หลักเกณฑ์การคุ้มครองแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น อาจจะมีคำถามตามมา สำหรับเงินฝากในส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทที่ได้รับความคุ้มครอง จะเป็นอย่างไร &amp;ldquo;ทรงพล&amp;rdquo; ชี้แจงว่า ในกรณีที่สถาบันการเงินซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองถูกปิดกิจการ โดยผู้ฝากเงินจะได้รับเงินฝากคืนจาก สคฝ. ซึ่งทำหน้าที่ดูแลในส่วนนี้อย่างรวดเร็ว ภายใต้วงเงินและภายใต้ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่เกิน 30 วัน ส่วนกรณีเงินฝากที่มีจำนวนเกินกว่าวงเงินจ่ายคืน ในปัจจุบันหมายถึง ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทแรกที่ได้รับความคุ้มครองนั้น จะได้รับเงินคืนเพิ่มเติมภายหลังจากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ปิดกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ฝากเงินที่เป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท กองทุนต่างๆ มูลนิธิ วัด สมาคม สหกรณ์ บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ฝากเงินที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยประเภทของเงินฝากและสถาบันการเงินที่ฝากต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ขณะที่หากเป็นชาวต่างชาติที่เปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่อยู่ในประเทศไทย จะได้รับการคุ้มครองต่อเมื่อเป็นบัญชีเงินฝากในประเทศที่เป็น &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; ในประเภทที่ให้ความคุ้มครอง เว้นแต่เป็นเงินฝากใน &amp;ldquo;บัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-Resident Baht Account)&amp;rdquo; ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยน ซึ่งก็คือประเภทบัญชีเงินฝากพิเศษที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในไทยเป็นสกุลเงินบาท เพื่อทำรายการเฉพาะตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ สคฝ.นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกคนจะได้รับการคุ้มครองทั้งหมดตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายในปัจจุบัน สำหรับเงินฝากส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง นั่นคือส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท จริง ๆ แล้วก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับคืนเช่นกัน โดยตามกระบวนการแล้วหากสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่งมีปัญหา สคฝ. จะเข้าไปดูแลในส่วนกระบวนการชำระบัญชีของสถาบันการเงินที่ถูกปิด ที่อาจจะมีการขายสินทรัพย์ของธนาคารเพื่อให้ได้มาเป็นเงินสด และนำเงินที่ได้รับจากการชำระบัญชีมาจ่ายคืนให้แก่ผู้ฝาก โดยจะต้องรอตามลำดับการชำระคืนเจ้าหนี้ตามกฎหมาย ผู้ฝากเงินที่ฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทก่อน หลังจากนั้นผู้ฝากเงินจึงจะได้รับเงินส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทคืน แม้ว่าอาจจะไม่มีการการันตีว่าจะได้ครบตามจำนวนที่ฝากเงิน โดยปัจจุบันสถานะของกองทุนคุ้มครองเงินฝาก อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 1.31 แสนล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่มีเงินมากกว่า 1 ล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่มีการเลือกลงทุนในหลายรูปแบบที่แตกต่างกันไป ทั้งผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ผ่านที่ปรึกษาทางการเงินที่จะมีการให้คำแนะนำกับผู้ฝากเงินอยู่แล้ว เพราะการพิจารณาการลงทุนส่วนใหญ่จะมีการดูผลตอบแทน และพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนควบคู่อยู่แล้ว ดังนั้นผู้ที่มีเงินจำนวนมากก็จะพิจารณากระจายการลงทุนที่นอกเหนือจากการฝากเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนน้อย แต่ความเสี่ยงก็ต่ำกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวเรื่องการปรับลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ สคฝ.ก็ยัง &amp;ldquo;ไม่พบสัญญาณการโยกย้ายเงินฝากที่ผิดปกติแต่อย่างใด&amp;rdquo; ในทางกลับกัน พบว่า ภาพรวมการฝากเงินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยซ้ำโดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการฝากเงินเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6% แม้ว่าปีที่ผ่านมาอัตราการฝากเงินจะเติบโตลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2% ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากผลกระทบของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัดภาพมายังปัจจัยที่จะทำให้ &amp;ldquo;กลไก&amp;rdquo; การคุ้มครองเงินฝากทำงานตามหลักเกณฑ์ นั่นคือ สถานะของสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองในปัจจุบัน ต้องบอกว่า &amp;ldquo;แข็งแกร่ง&amp;rdquo; โดย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ออกมาระบุชัดเจนว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันสถาบันการเงินในประเทศไทยยังคงมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ทั้งในส่วนของระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ระดับ 20% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ประกอบกับการมีสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง และสามารถรองรับความผันผวนของสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาวงเงินความคุ้มครองเงินฝากเดิมออกไปอีก รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเกิดความเชื่อมั่นในระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงการคลัง สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการประเมินร่วมกันแล้วว่า การคุ้มครองเงินฝากดังกล่าวมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่สถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ธปท.ก็ยืนยันอีกเสียงว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยยังมีความเข้มแข็ง โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2564 ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 20% เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 8.23 แสนล้านบาท และมีการกันสำรอง อยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤติ (Liquidity Coverage Ratio : LCR) อยู่ที่ 186.5% ถือเป็นเครื่องสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า สถานะของธนาคารพาณิชย์ไทยยังแข็งแกร่งและเพียงพอที่จะสามารถรองรับความต้องการสินเชื่อและความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภาคเอกชน นำโดย &amp;ldquo;สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)&amp;rdquo; ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้มีการส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วที่มีการปรับลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 5 ล้านบาทจนมาถึงปัจจุบัน ที่จะมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 1 ล้านบาท ก็มั่นใจว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็รับรู้และอาจจะลดความกังวลในส่วนนี้ไปแล้ว ขณะที่รัฐบาลเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเข้ามารับภาระในส่วนนี้ด้วย ถ้าจะมีความกังวลน่าจะเป็นกลุ่มผู้ที่มีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนที่น้อยกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยในขณะนี้ไม่ได้มีจำนวนมาก รวมถึงการแข่งขันกันในเชิงธุรกิจก็ไม่ได้ดุเดือด ต่างจากต่างประเทศที่มีจำนวนธนาคารมากและการแข่งขันสูง ขณะที่ศักยภาพและสถานะของธนาคารทุกธนาคารในประเทศก็ค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีด้านไหนที่สื่อถึงความอ่อนแอหรือไร้ความมีเสถียรภาพออกมา จนทำให้ผู้บริโภคไปฝากเงินแล้วเป็นกังวลได้ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในระบบธนาคารของประเทศไทยอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เดิมที่ต้องมีการค้ำประกันเงินฝาก เนื่องจากประเทศไทยเปิดวิกฤติด้านการเงิน หลังจากที่มีวิกฤติต้มยํากุ้งสถาบันการเงินในประเทศไทยมีการปรับตัวจนเกิดความแข็งแรงขึ้นมาก และปัจจุบันวิกฤติต่างๆ ก็น้อย น้อยลงจนถึงไม่มีแล้ว จึงทำให้มั่นใจในศักยภาพของธนาคารในประเทศได้ว่าจะแข็งแรงและอยู่ได้อีกยาวนาน&amp;quot; สุพันธุ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่ถูกจัดรวมอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ดังนั้น การที่ สคฝ.ปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลง จึงไม่ได้ส่งผลต่อการคุ้มครองเงินฝากของลูกค้าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแต่อย่างใด การคืนเงินต้น และการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงินนั้น มี รัฐบาลเป็นประกัน ทั้งสิ้น!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113199</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, คุ้มครองเงินฝาก, ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์, สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.), อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61166d257a719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75402</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถาบันคุ้มครองเงินฝากการันตีแบงก์ไทยสถานะแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.2563 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) กล่าวว่า ยืนยันว่าปัจจุบันสถานะของสถาบันการเงินของประเทศไทยมีความแข็งแกร่ง ไม่มีแห่งไหนมีปัญหา จึงไม่อยากให้ประชาชนต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานะของสถาบันการเงินแต่อย่างใด เพราะทุกแห่งมีการกันสำรองหนี้เสียไว้สูงกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันไม่มีธนาคารไหนในประเทศไทยที่สถานะมีปัญหา ทุกแห่งยังแข็งแรง มีการกันสำรองไว้สูงกว่าเกณฑ์เป็นจำนวนมาก จึงขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวล หรือใส่ใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากจนเกินไป โดยที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ยืนยันว่าแล้วว่าทุกธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) อยู่ในระดับสูง จึงไม่จำเป็นต้องวิตกเรื่องสถานะของธนาคารว่าไม่แข็งแกร่ง&amp;rdquo; นายทรงพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทรงพล กล่าวอีกว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 คาดว่าสถานการณ์เงินฝากของประชาชนจะยังเติบโตได้เป็นอย่างดี โดยจะสูงกว่าภาพรวมการฝากเงินปกติ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 4-6% ต่อปี โดยประชาชนส่วนใหญ่ยังมีการนำเงินมาฝากไว้กับสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการพักเงิน ก่อนจะมีการโยกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในระยะต่อไป เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี และรัฐบาลมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาด ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก เป็นผลให้การใช้จ่ายของประชาชนชะลอตัวลงด้วย แต่หลังจากมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว คาดว่าจะมีการนำเงินฝากออกมาใช้จ่ายในช่วงไตรมาส 2/2563 ก่อนจะเริ่มนำเงินกลับมาฝากกับสถาบันการเงินอีกในช่วงครึ่งปีหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการฝากเงินในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองของ สคฝ. จำนวน 80.82 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1.38% หรือคิดเป็น 1.1 ล้านราย และจำนวนเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครอง อยู่ที่ 14.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.12% จากสิ้นปีก่อน โดยกว่า 98% เป็นผู้ฝากรายย่อยที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท และอีก ส่วนอีก 99% เป็นผู้ฝากเงินที่มีเงินฝากไม่เกิน 5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปริมาณเงินฝากมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ฝากเกือบทุกกลุ่ม โดยปริมาณเงินฝากที่เพิ่มขึ้นสูงสุด มาจากผู้ฝากเงินบุคคลธรรมดา และผู้ฝากภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐและกองทุนต่าง ๆ และเป็นการขยายตัวในทุกระดับวงเงินฝาก โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของเงินฝากในระดับเงินฝากวงเงินสูงกว่า 25 ล้านบาท อย่างไรก็ดีจากปริมาณเงินฝากที่ขยายตัวในอัตราสูง เป็นผลมาจากความผันผวนในตลาดการเงิน ทำให้นักลงทุนโยกย้ายเงินลงทุนมาฝากเงินมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย เพราะเงินฝากมีความปลอดภัยสูง เมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นในตลาดเงินที่ผลตอบแทนลดลง และยังมีแนวโน้มการออมเพื่อสำรองการใช้จ่ายในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา สคฝ. มีเงินกองทุนที่มาจากการส่งเงินสมทบของสถาบันการเงิน ทั้งสิ้น 1.29 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมี สคฝ. บริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ อาทิ พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรของ ธปท. ประมาณ 70% สะท้อนสถานะของ สคฝ. ที่แข็งแกร่ง มีความคุ้มในการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนของผู้ฝากเงิน โดย สคฝ. จะให้การคุ้มครองเงินฝากแก่ผู้ฝากทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ฝากเงินเป็นสกุลเงินบาทกับสถาบันการเงินภายใต้กฎหมาย ว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากทั้ง 35 แห่ง ขณะนี้ สคฝ. อยู่ระหว่างการศึกษาผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อพิจารณาขยายการคุ้มครองในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การคุ้มครองจะคุ้มครองทันทีในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบัน ในบัญชีเงินฝาก 5 ประเภท ได้แก่ 1. เงินฝากกระแสรายวัน 2. เงินฝากออมทรัพย์ 3. เงินฝากประจำ 4. บัตรเงินฝาก และ 5. ใบรับฝาก ซึ่งในกรณีที่สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองถูกเพิกถอนใบอนุญาต ผู้ฝากจะได้รับเงินคืนภายใน 30 วัน ตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด โดยปัจจุบันวงเงินคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 5 ล้านบาท จนถึงวันที่ 10 ส.ค. 2564 หลังจากนั้นวงเงินคุ้มครองจะลดลงเหลือ 1 ล้านบาท ซึ่งวงเงินคุ้มครองดังกล่าว สามารถครอบคลุมการคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนของผู้ฝากเงิน 80.51 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.63% ของผู้ฝากเงินทั้งระบบ ส่วนเงินฝากที่เกินวงเงินการคุ้มครอง ผู้ฝากมีโอกาสได้รับเงินฝากคืนเพิ่มเติม จากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการในภายหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75402</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์, ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.), สถาบันการเงิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200824/image_big_5f438a2459055.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กู้1ล้านล้าน ครม.ออก‘พรก.3ฉบับ’รับมือวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครม.ลุงตู่เคาะแล้วมาตรการเยียวยาโควิด-19 วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาทล้อไวรัส ออก พ.ร.ก. 3 ฉบับ ฉบับแรกกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทแจกประชาชนคนละ 5 พันยาวครึ่งปี ส่วนอีก 4 แสนล้านเล็งใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนอีก 2 พ.ร.ก.แบงก์ชาติจัดดูแลเอกชน-เอสเอ็มอี โดยไร้มาตรการดูแลมนุษย์เงินเดือน &amp;quot;คลัง&amp;quot; เผย 8 เม.ย. 2 แสนรายเตรียมเป๋าตุงประเดิมรับ 5 พันบาท ชี้มีแค่ 8 ล้านได้สิทธิ์จากลงทะเบียน 24.5 ล้านคน ใจป้ำ! ใช้ไฟฟรี 90 หน่วย 3 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แบบเต็มคณะครั้งแรก หลังจากช่วงที่ผ่านมาได้ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยทุกคนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 โดยนั่งเว้นระยะห่าง และจำกัดผู้เข้าร่วมประชุมและผู้ติดตามเพื่อไม่ให้เกิดความแออัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้คือ การพิจารณารายละเอียดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีวงเงินสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท รวมทั้งมีการพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3 ฉบับด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อเวลา 14.05 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า วันนี้รัฐบาลได้ประกาศให้โรคไวรัสโควิด-19 เป็นวาระแห่งชาติไปแล้วในที่ประชุม ครม. จึงอยากให้ทุกคนได้รับฟังในเรื่องของการใช้จ่ายในภาครัฐ รวมทั้งมาตรการและการดำเนินการต่างๆ ที่ออกมา โดยยินดีรับข้อสังเกตข้อเสนอแนะจากทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจต่างๆ แต่ขอให้เห็นใจรัฐบาลด้วย บางอย่างถ้าสามารถช่วยเหลือกันได้ก็ขอความกรุณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ช่วงปี 2561-2562 การประกอบกิจการต่างๆ ก็ได้รับผลกำไรมากพอสมควร ดังนั้นในปี 2562-2563 ช่วงที่เกิดปัญหาโรคไวรัสโควิด-19 ก็คงต้องย้อนไปดูผลประกอบการในปีที่ผ่านมาตามวงรอบของบัญชีว่าเป็นอย่างไร ถ้าทั้งหมดสามารถพิสูจน์และชี้แจงได้ว่าปัญหาเป็นเรื่องผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 รัฐบาลก็ยินดีดูแลแก้ไขให้ในส่วนของงบประมาณเพื่อเยียวยา รวมทั้งในส่วนของแรงงานและผู้ประกอบการ แต่ถ้าจะเหมาทั้งหมดเท่าไหร่ก็คงรับไม่ไหว เพราะงบประมาณที่เรามีอยู่นั้นจำกัด ขอขอบคุณทุกท่านหากรับฟังรายละเอียดและสงสัยอะไร สามารถประสานงานติดต่อสอบถามขึ้นมาได้ รัฐบาลยินดีพร้อมรับฟังจากทุกความคิดเห็นของท่าน&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนในวันนี้เป็นนโยบายที่รัฐบาลโดยตนเองในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาลได้ให้นโยบายลงไป วันนี้ส่วนราชการต่างๆ ทุกกระทรวง รองนายกฯ และ ครม.ก็ได้นำเสนอความต้องการในมาตรการต่างๆ ขึ้นมา แต่จำเป็นต้องคัดกรองให้เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ถือเป็นสิ่งสำคัญ คิดได้ทำได้ แต่ถ้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็เป็นเรื่องอันตรายในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ขอยืนยันอีกครั้งว่าจะกวดขันในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องประสงค์ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
แจก 5 พันยาว 6 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (กค.) กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการดูแลและเยียวยาโควิด-19 ระยะ 3 ที่โดยกระทรวงเสนอให้มีการออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นแผนงานด้านสาธารณสุขและแผนงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบวงเงิน 600,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นได้ขยายเวลาการดูแลภาคประชาชนที่ได้ลงทะเบียนผ่าน www.เราไม่ทิ้งกัน.com และมีคุณสมบัติที่ตรงตามเกณฑ์กำหนด จากเดิมจ่ายเงิน 5,000 &amp;nbsp;บาทเป็นเวลา 3 เดือน จะขยายเป็น 6 เดือน โดยคิดเป็นวงเงินจาก 15,000 ล้านบาท เป็น 30,000 ล้านบาท รวมถึงการเยียวยาเกษตรกรและด้านสาธารณสุขและแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศวงเงิน 400,000 &amp;nbsp;ล้านบาท ครอบคลุมการเพิ่มศักยภาพ และยกระดับการค้า &amp;nbsp;การผลิต และการบริการในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและในระดับพื้นที่ โดยจะให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทุกกระทรวงที่ต้องดำเนินงานต่างๆ เสนอโครงการเข้ามาใช้งบประมาณในส่วนนี้ &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และเสนอ ครม.เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนอนุมัติการใช้เงินต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทจะเป็นเงินสกุลบาทเป็นหลัก โดยทยอยกู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของงบประมาณ ซึ่งคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้ได้ภายในเดือน เม.ย.นี้ และภายในต้นเดือน &amp;nbsp;พ.ค.การกู้เงินจะเริ่มขึ้นได้ ซึ่งการกู้เงินดังกล่าวจะไม่ทำให้เต็มเพดานหนี้สาธารณะ โดยจากที่ดูอัตราส่วนหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2564 มีอัตราส่วนเพียง 57% แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่สถานการณ์ปกติ หากจำเป็นต้องขยายเพดานก็พร้อมนำเสนอการขยายเพดานการก่อหนี้สูงกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ 60% เป็นการชั่วคราว&amp;quot; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมย้ำว่า เงินที่จะกู้นี้ถือว่าสมเหตุสมผลถ้าเปรียบเทียบกับวิกฤติที่เกิดขึ้น เพราะกู้จริงแค่ 1 &amp;nbsp;ล้านล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 9 แสนล้านบาท เป็นการดำเนินการของ ธปท.ไม่ได้เป็นการกู้ เป็นแค่นำเงินที่ ธปท.มีอยู่แล้วออกมาใช้ ที่สำคัญรัฐบาลจะเน้นกู้เงินจากแหล่งเงินในประเทศก่อน ส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศก็มีพิจารณาแพ็กเกจที่เหมาะสม เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการกู้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังกล่าวอีกว่า ในระยะที่ 3 นี้ ครม.ยังเห็นชอบมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบการเงินในการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) พร้อมเสริมสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยตราร่าง พ.ร.ก. 2 &amp;nbsp;ฉบับ ดังนี้ 1.ร่าง พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา พ.ศ. .... (ร่าง พ.ร.ก.ซอฟต์โลน 500,000 ล้านบาท) ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ให้แก่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจในอัตรา 0.01% ต่อปี เพื่อให้ธนาคารและสถาบันการเงินเฉพาะกิจไปปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้แก่เอสเอ็มอี ที่มียอดสินเชื่อคงค้างเดิมไม่เกิน 500 ล้านบาท ที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และไม่เป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) วันที่ 31 ธ.ค.62 โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับสินเชื่อเพิ่มเติมไม่เกิน 20% ของยอดสินเชื่อเดิม ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผู้ประกอบการไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่ได้เพิ่มเติมในระยะ 6 เดือนแรก &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีโครงการให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจสามารถพักชำระหนี้เดิม ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นเวลา 6 เดือนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้ชั้นดี ณ วันที่ 31 ธ.ค.62 และมีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 2.ร่าง พ.ร.ก.การสนับสนุนสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตราสารหนี้ภาคเอกชน พ.ศ. ... &amp;nbsp;สำหรับเพิ่มสภาพคล่องและรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ ภาคเอกชนและระบบการเงิน โดย ร่าง พ.ร.ก.กำหนดให้จัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (บีเอสเอฟ) โดยให้ ธปท.สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในกองทุนดังกล่าว เพื่อสนับสนุนให้การระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ในตลาดแรกทำงานได้เป็นปกติ โดยกองทุนจะเข้าไปซื้อตราสารหนี้เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องแก่บริษัทผู้ออกหุ้นกู้ที่มีคุณภาพ แต่ประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้บริษัท&amp;nbsp;
8 เม.ย.เริ่มเป๋าตุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ 1.ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. .... เพื่อให้ขยายวงเงินคุ้มครองเงินฝากที่ระดับ 5 ล้านบาทไปถึงวันที่ 10 ส.ค.64 เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงิน 2.มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เพื่อให้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้ &amp;nbsp;และ 3.การปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว การปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินจากอัตรา 0.46% ต่อปี เหลือ 0.23% ต่อปี เพื่อให้สถาบันการเงินมีต้นทุนต่ำลง และนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จะช่วยบรรเทาภาระหนี้ของภาคธุรกิจและประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ประเมินว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิ์ 5,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ไม่เกิน 8 ล้านคน จากผู้มาลงทะเบียนทั้งหมดล่าสุดที่ 24.5 ล้านคน โดยวันที่ 8-10 เม.ย. ระบบจะเริ่มส่งเอสเอ็มเอสให้ผู้ที่ได้รับเงินประมาณ 1.6 ล้านคนแรก ซึ่งเอสเอ็มเอสเข้าวันไหนก็ได้เงินวันนั้นเลย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาชีพรับจ้างกับค้าขาย และ 4 อาชีพหลักคือ แท็กซี่ &amp;nbsp;มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผู้ค้าสลาก และมัคคุเทศก์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การพิจารณาข้อมูลล็อตแรกกว่า 10 ล้านคนมีผู้ได้รับเงินแน่นอน 1.6 ล้านราย กลุ่มนี้ก็จะได้รับเงินช่วยเหลือแน่นอน 3 เดือน และเมื่อมีการกู้เงินตาม พ.ร.ก.ก็จะได้รับเงินต่อเนื่องไปจนครบ 6 เดือน &amp;nbsp;ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติในรอบแรกคาดว่าจะมีมากกว่าครึ่ง&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระบบจะเริ่มส่งเอสเอ็มเอสพร้อมโอนเงิน 5,000 บาท โดยในวันที่ 8 เม.ย.ประมาณ 2 แสนคน &amp;nbsp;วันที่ 9 เม.ย.ประมาณ 7 แสนคน และวันที่ 10 เม.ย.อีกประมาณกว่า 6 แสนคน ส่วนคนที่ไม่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับเอสเอ็มเอสในวันที่ 9 เม.ย.เป็นต้นไปว่าไม่ผ่านคุณสมบัติ ซึ่งไม่สามารถอุทธรณ์ได้ &amp;nbsp;และในช่วงวันที่ 11-12 เม.ย. ระบบก็จะส่งเอสเอ็มเอสให้ผู้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติไม่ชัดเจน ให้ส่งข้อมูล และกรอกแบบสอบถามกลับเข้ามาผ่านทางออนไลน์ให้พิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีและดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้เอกชนผ่านร่าง พ.ร.ก. 2 ฉบับ ซึ่งมาตรการประกอบด้วย 4 ส่วนที่สำคัญ คือ 1.การเลื่อนกำหนดการชำระหนี้สำหรับเอสเอ็มอีที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท เป็นเวลา 6 เดือน 2.การสนับสนุนซอฟต์โลน วงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่ง ธปท.หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทำให้มีเงินสดในมือเพื่อรองรับรายจ่ายจำเป็น โดยเฉพาะค่าจ้างพนักงาน นอกจากนั้น ธปท.คาดหวังว่าในช่วง 6 เดือนนี้ ธนาคารต้องทำงานร่วมกับลูกหนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ปรับแผนการผ่อนชำระหนี้ให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง และช่วยจัดโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมกับธุรกิจของลูกหนี้&amp;nbsp;
ธปท.ชี้ไม่ใช่ พ.ร.ก.กู้เงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการเสริมสภาพคล่องเพื่อดูแลเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน โดยการจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราว สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดี ที่มีตราสารหนี้ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2563-2564 และ 4.การปรับลดเงินนำส่งสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (เอฟไอดีเอฟ) ของธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของภาคธุรกิจและประชาชนลงเหลือ 0.23% จากปกติที่ 0.46% เป็นระยะเวลา 2 ปี เพื่อให้สถาบันการเงินไปปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มเติมให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจในทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธปท.ขอเรียนว่า พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับนี้ไม่ใช่ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะแท้จริงแล้ว พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับนี้เป็นการให้อำนาจ ธปท.บริหารจัดการสภาพคล่องและปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และให้มีกลไกที่รัฐบาลจะช่วยรับภาระชดเชยความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต&amp;quot; นายวิรไทกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 3 &amp;nbsp;เม.ย. ตามมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ ธปท. ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และนอนแบงก์ได้เร่งดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ทั้งการดูแลสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบ้าน เป็นต้น สถาบันการเงินได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือลูกหนี้แล้ว &amp;nbsp;9.9 แสนราย คิดเป็นวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;ซึ่งทำให้เข้าถึงลูกหนี้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาทนั้น เบื้องต้นประเมินว่าจะครอบคลุมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี &amp;nbsp;ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย 1.7 ล้านราย คิดเป็นยอดคงค้าง 2.4 ล้านล้านบาท&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้ความเห็นชอบขยายระยะเวลาบังคับใช้วงเงินการคุ้มครองเงินฝาก 5 ล้านบาท จากเดิมถึงวันที่ 10 ส.ค.63 เป็น 10 ส.ค.64 เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;
3 เดือนใช้ไฟฟรี!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เพิ่มเติม ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ คือ 1.เห็นชอบกำหนดนโยบายมาตรการค่าไฟฟ้าฟรีแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ ซึ่งเป็นประเภทที่ 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และประเภทที่ 1.1.1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จาก 50 หน่วยต่อเดือนเป็น 90 หน่วยต่อเดือน &amp;nbsp;โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานดำเนินการ และ 2.ขยายเวลาการชำระค่าไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้งมิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์ เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิลสำหรับใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือน เม.ย.-มิ.ย.63 โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) &amp;nbsp;ขยายระยะเวลาการชำระค่าไฟฟ้าให้ กฟน.และ กฟภ.โดยไม่มีเบี้ยปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;การดำเนินมาตรการดังกล่าวจะช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นวงเงิน ประมาณ 9,375 ล้านบาท โดยค่าไฟฟ้าฟรี 3 เดือนตั้งแต่ เม.ย.-มิ.ย. ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนรวม 3,029 ล้านบาท มีประชาชนที่ได้รับประโยชน์รวม 6.435 ล้านราย ส่วนการขยายเวลาชำระค่าไฟฟ้า 3 เดือน ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนรวม 6,346 ล้านบาท และประชาชนได้ประโยชน์ 4.265 ล้านราย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลยังกล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของที่นำเข้ามาเพื่อใช้รักษาวินิจฉัย หรือป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ตามรายการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศกำหนด โดยแก้ไขวันใช้บังคับจากเดิมให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 ก.ย.63 เป็นให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 ถึงวันที่ 30 &amp;nbsp;ก.ย.63 เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62437</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, รณดล นุ่มนนท์, ลวรณ แสงสนิท, วิรไท สันติประภพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุตตม สาวนายน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c7f7077799.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62406</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เคาะยืดคุ้มครองเงินฝาก 5 ล้านบาท/บัญชีถึงส.ค.64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เมษายน 2563 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 7 เมษายน 2563 ได้มีมติให้ความเห็นชอบในการขยายระยะเวลาบังคับใช้วงเงินการคุ้มครองเงินฝาก จำนวน 5 ล้านบาท จากเดิมถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นขยายระยะเวลาถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2564 เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นภาวะการระบาดใหญ่ทั่วโลก และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อนานาประเทศทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน และระบบการเงินทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 และรักษาความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินไว้ อันจะเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงต่อระบบสถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวม จึงขยายระยะเวลาการบังคับใช้วงเงินคุ้มครองเงินฝาก โดยมีรายละเอียด ดังนี้ กำหนดวงเงินความคุ้มครองเงินฝาก ปัจจุบัน จำนวน 5 ล้านบาท ถึงวันที่ 10 ส.ค. 2564 และตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2564 เป็นต้นไป คุ้มครองจำนวน 1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขยายวงเงินคุ้มครองเงินฝากครั้งนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ฝากเงิน ในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน และทำให้ผู้ฝากเงิน มีความมั่นใจต่อการใช้บริการของสถาบันการเงินเป็นปกติ โดยวงเงินคุ้มครองที่ 5 ล้านบาทต่อคนต่อสถาบันการเงิน ครอบคลุมผู้ฝากถึงร้อยละ 99.65 ของจำนวนผู้ฝากเงินทั้งระบบ (ณ 31 ธ.ค. 62) และในปัจจุบันสถาบันการเงินของไทยได้รับการกำกับดูแลจากทางการอย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทรงพล กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;การขยายวงเงินคุ้มครองในครั้งนี้ เป็นการดูแลคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนผู้ฝากเงิน สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะดูแลผลประโยชน์ของผู้ฝากอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62406</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์, สถาบันคุ้มครองเงินฝาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c4ce67435b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
