<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>85340</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ในหลวง-ราชินี’ทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในหลวง-พระราชินี&amp;quot; ทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุงเป็นมิ่งขวัญ สิริมงคลบ้านเมือง ทรงแย้มพระสรวล มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด พสกนิกรเฝ้าฯ รับเสด็จเนืองแน่น เปล่งเสียงทรงพระเจริญ เรารักในหลวง กึกก้อง ปลื้มปีติชีวิตร่มเย็นเป็นสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน เวลา 18.04 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานทหาร ดอนเมือง เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่งเสด็จฯ ไปทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเสด็จฯ ถึงท่าอากาศยานตรัง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง&amp;nbsp; นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยคณะข้าราชการ และประชาชนจำนวนมาก เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ พสกนิกรชาวตรังสวมเสื้อเหลืองต่างเปล่งเสียง &amp;quot;ทรงพระเจริญ&amp;quot; ดังกึกก้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.ท.เกรียงไกร ศรีรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 4 กราบบังคมทูลเชิญเสด็จขึ้นแท่นรับการถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นแท่นทรงรับการถวายความเคารพจากกองทหารเกียรติยศ ต่อจากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ไปยังเทศบาลตำบลนาโยงเหนือ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครั้นเสด็จฯ ถึง นายไพบูลย์ โอมาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมข้าราชการและประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเทียนชนวนจากเจ้าพนักงานพระราชพิธี ทรงจุดเทียนชนวนที่โคมไฟฟ้า แล้วพระราชทานเทียนชนวนที่ทรงจุดแก่นายไพบูลย์ โอมาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นำไปสักการะพระพุทธจอมไตร ณ วัดจอมไตร ตำบลนาโยงเหนือ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เพื่อเป็นพุทธบูชา เสร็จแล้ว เสด็จฯ ไปยังศาลหลักเมืองพัทลุง ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเสด็จฯ ถึงศาลหลักเมืองพัทลุง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะข้าราชการ และพสกนิกรชาวพัทลุง เฝ้าฯ รับเสด็จ แล้วเสด็จเข้าพลับพลาพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธนวราชบพิตร ทรงกราบ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนางปราณี&amp;nbsp; รัตนประยูร รองผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร และหนังสือที่ระลึก ต่อจากนั้น พล.อ.อนุพงษ์&amp;nbsp; เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์และความเป็นมาของศาลหลักเมืองพัทลุง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นยันต์ ทรงม้วนแผ่นยันต์ แล้วสวมแหวนนพรัตน์ที่ม้วนยันต์ พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ จากนั้น พระราชทานแผ่นยันต์ที่จะบรรจุหัวเม็ดทรงมัณฑ์คืนเจ้าพนักงานภูษามาลาเชิญไปยังศาลหลักเมืองแล้ว เสด็จออกจากพลับพลาพิธีไปยังศาลหลักเมืองพัทลุง ทรงบรรจุแผ่นยันต์ที่หัวเม็ดทรงมัณฑ์ ทรงสวมยอดหัวเม็ดทรงมัณฑ์ที่ยอดเสาศาลหลักเมือง พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสักการะศาลหลักเมืองพัทลุง ทรงกราบ จากนั้น ทรงพระดำเนินไปทรงปลูกต้นพะยอมแล้ว เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ประทับพระราชอาสน์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณในการบูรณะซ่อมแซมศาลหลักเมืองพัทลุงเฝ้าฯ รับพระราชทานของที่ระลึก จากนั้น เสด็จฯ ไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ ทรงลาพระสงฆ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสร็จแล้ว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังบริเวณด้านหน้าศาลหลักเมืองพัทลุง ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ ซึ่งมีพระสงฆ์และราษฎรจากอำเภอต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุงและจากพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง โดยต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินผ่าน ราษฎรต่างพร้อมใจเปล่งเสียง&amp;ldquo;ทรงพระเจริญ&amp;rdquo; ถวายพระพร และเปล่งเสียง &amp;quot;เรารักในหลวง&amp;quot; อย่างกึกก้อง และโบกธงชาติ ธงพระปรมาภิไธย วปร. และธงพระนามาภิไธย สท. รวมถึงเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มาชูขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กับทั้งยังได้ร่วมทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงแย้มพระสรวล มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรอย่างใกล้ชิด สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ ไปยังท่าอากาศยานตรัง จังหวัดตรัง เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองแพทย์หลวงร่วมกับโรงพยาบาลพัทลุง โรงพยาบาลควนขนุน หน่วยแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง มาให้การดูแลราษฎรที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ รวมทั้งยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงครัวพระราชทาน เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกใหม่ ถูกสุขอนามัย พระราชทานเลี้ยงแก่ราษฎร โดยมีเมนูคั่วกลิ้งไก่ ไข่ต้ม ไก่นักเก็ต ไข่เจียว เพื่อให้ได้รับประทานอิ่มท้อง ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น เพราะพสกนิกรตั้งใจมาจองพื้นที่ตั้งแต่เที่ยงเพื่อรอชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการเสด็จฯ ไปทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุงในครั้งนี้ นับเป็นการเสด็จฯ มาจังหวัดพัทลุงเป็นครั้งแรกตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จังหวัดพัทลุงเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน แม้จะเคยมีหลักเมืองเป็นศูนย์กลางของเมืองมาก่อน แต่เนื่องจากมีการย้ายที่ตั้งหลายครั้ง ทำให้หลักฐานเกี่ยวกับหลักเมืองไม่ชัดเจน แม้จะมีร่องรอยอยู่บ้าง เช่น โคกบางแก้ว เมืองเก่าชัยบุรี และเมืองเก่าบ้านลำปำ ซึ่งชำรุดผุพังไปตามกาล หลังจากย้ายเมืองพัทลุงไปตั้งที่อื่นในแต่ละครั้ง ครั้งสุดท้าย เมื่อพ.ศ.2466 ย้ายมาอยู่ที่ตำบลคูหาสวรรค์ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเมืองพัทลุงในปัจจุบัน ยังไม่มีการสร้างศาลหลักเมืองแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา เมื่อ พ.ศ.2553 ชาวพัทลุงและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุนการก่อสร้างศาลหลักเมืองพัทลุงขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ณ บริเวณวัดควนปรง หมู่ที่ 2 ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมืองพัทลุง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีทำเลเหมาะสม อยู่บริเวณเนินสูง สวยงาม เส้นทางคมนาคมสะดวก และเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในอดีต โดยให้รองศาสตราจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม เป็นผู้ออกแบบการก่อสร้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลหลักเมืองมีความสำคัญตามประเพณีโบราณ นิยมสร้างหลักเมืองไว้เป็นมิ่งขวัญ เป็นนิมิตมงคล สำหรับให้รู้ว่าหลักบ้าน หลักเมืองอยู่ที่ไหน ประชาชนบ้านเมืองนั้นย่อมร่มเย็นเป็นสุข&amp;nbsp; เพราะมีเทพรักษาเมือง ได้แก่ พระทรงเมือง พระเสื้อเมือง เทวดา และเทพารักษ์ทั้งหลาย หลักเมืองต้องฝังไว้ในย่านกลางเมืองหรือให้ทำเลที่ชัยภูมิตามทิศทางของเมืองและในสมัยโบราณ เมืองเอกหรือเมืองชั้นราชธานีจะต้องมีหลักเมืองไว้เป็นนิมิตมงคลสำหรับเมืองทุกเมือง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85340</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงเปิดศาลหลักเมืองพัทลุง, ศาลหลักเมืองพัทลุง, สิริมงคลบ้านเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ในหลวง-พระราชินี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201128/image_big_5fc24dcadcd49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
