<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/07/2019 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/07/2019 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาองค์กรชุมชนฯ ยื่นข้อเสนอ 10 ด้านให้ 4 กระทรวงแก้ไขปัญหา เน้นกระจายอำนาจ-แก้ไขปัญหาทรัพยากร-ลดความเหลื่อมล้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนฯ ยื่นข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อนายสนธิรัตน์&amp;nbsp; สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นิด้า/ สภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติรวบรวมข้อเสนอจากเวทีสภาฯ และเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ยื่นข้อเสนอต่อ 4 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; เกษตร-การพัฒนาสังคม-ทรัพยากร-พลังงาน แก้ไขปัญหา 10 ด้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; ป่าไม้&amp;nbsp; ที่ดิน&amp;nbsp; แหล่งน้ำ&amp;nbsp; กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น&amp;nbsp; เสนอเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง&amp;nbsp; ปัญหาประมง&amp;nbsp; แก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบ&amp;nbsp; หาตลาดยางใหม่นอกจากจีน&amp;nbsp; และแก้ไขผลกระทบจากโครงการรัฐขนาดใหญ่&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 21-22 กรกฎาคม&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) เขตบางกะปิ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศและภาคีที่เกี่ยวข้องประมาณ 140 คน&amp;nbsp; ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสรุปและรวบรวมปัญหาต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ&amp;nbsp; และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายชูชาติ&amp;nbsp; ผิวสว่าง&amp;nbsp; ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติ&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การจัดประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับตำบลระดับชาติ พ.ศ. 2561 (จัดเมื่อ 30-31 มกราคม 2562) เพื่อรวบรวมปัญหาจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ ผ่านการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงได้มีการสังเคราะห์ปัญหา&amp;nbsp; จัดหมวดหมู่ปัญหา&amp;nbsp; และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายของสภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายชูชาติ&amp;nbsp; ผิวสว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายชูชาติกล่าวว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ  รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรชุมชนในตำบลเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; สมาชิกองค์กรชุมชนและประชาชนทั่วไปในตำบลสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;โดยการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมาในแต่ละตำบล &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้จัดตั้งขึ้นแล้วประมาณ 7,300 สภาฯ ทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อเป็นเวทีในการปรึกษาหารือ &amp;nbsp;เวทีในการวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;และสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานรัฐ ทั้งในระดับจังหวัด &amp;nbsp;รวมถึงคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการได้ โดยจะมีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ถือเป็น &amp;lsquo;สภาของประชาชน&amp;rsquo; อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มาตรา 32 (2) กำหนดให้สภาองค์กรชุมชน ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด&amp;nbsp; ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และ(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;การประชุมสภาองค์กรชุมชนที่นิด้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้สภาองค์กรชุมชนได้จัดเวทีสาธารณะเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ จากเครือข่ายประชาชน และภาคประชาสังคมทั่วประเทศ &amp;nbsp;เช่น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-MOVE)&amp;nbsp; คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีประเด็นสำคัญในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ 10 ด้าน&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในวันนี้ (22 กรกฎาคม) ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนได้เข้ายื่นข้อเสนอและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ คือ&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; และกระทรวงพลังงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.นโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ &amp;nbsp;/ 1.1 นโยบายที่ดิน &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม &amp;nbsp;มาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินที่เหมาะสมกับการทำเกษตรถูกใช้ไปดำเนินการผิดประเภท, ยกเลิก พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต สิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากรที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน, ผลักดันให้มี พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร (ในรูปแบบโฉนดชุมชน), การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรกรรมของเกษตรกรรายย่อย, ออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินเพื่อป้องกันที่ดินกระจุกตัวกับกลุ่มนายทุน, ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกมิชอบ (มาตรา 61) และที่ดินทิ้งร้างว่างเปล่า (มาตรา 6) กระจายที่ดิน 1 ล้านไร่ให้ชุมชนไร้ที่ดิน 10 ล้านคน, คืนสัมปทานที่ดินต่างชาติ/นายทุนให้คนจนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.2 นโยบายป่าไม้&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยุติ / ยกเลิกนโยบายและกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน, ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่าและแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้, การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;เพราะการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวทำให้มีการละเมิด/คุกคามชีวิต/ทรัพย์สินและส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินป่าทั่วประเทศ, ยุติการนำนโยบาย มติ และระเบียบของ คทช. มาบังคับใช้กับชุมชนที่มีรูปแบบการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน เนื่องจากไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่, ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541&amp;nbsp; รวมทั้งมติอื่นที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติคณะรัฐมนตรีในการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ, ยกเลิกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 &amp;nbsp;เนื่องจากร่างกฎหมายทั้งสามฉบับมีเนื้อหาที่ลิดรอนและละเมิดสิทธิชุมชนในเขตป่า, ยกเลิกเขตเศรษฐกิจพิเศษในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่ประกาศทับซ้อนพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;1.3 แก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;ยกเลิกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2561, ผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอัตราก้าวหน้า พ.ศ. ......., พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 เกี่ยวกับกลไกและกระบวนการเข้าถึงกองทุนยุติธรรมของผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม, พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ให้มีการปรับปรุงกลไกมาตรการและกระบวนการอนุญาตและลดข้อจำกัดการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน (อาทิ มาตรา 9 และ มาตรา 12), พระราชบัญญัติป่าชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ต้องทบทวนเรื่องหลักการ พ.ร.บ.ป่าชุมชน เปลี่ยนจากการควบคุมเป็นส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการป่าไม้ &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;2. การกระจายอำนาจ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น และสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อลดการรวมศูนย์ของรัฐส่วนกลางที่มีการผูกขาดทางอำนาจและระบบเศรษฐกิจ ให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีข้อเสนอการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ให้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด,อำเภอ และกำนัน,ผู้ใหญ่บ้าน) ซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจของส่วนกลางและขึ้นตรงต่อสายการบังคับบัญชาของรัฐส่วนกลาง ไม่มีอิสระในการบริหารงานและงบประมาณ ให้มีเพียงการปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต.,เทศบาล,อบจ., กทม.,เมืองพัทยา,..) และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ โดยตรงจากประชาชน เพื่อความเป็นอิสระในการบริหารงานและงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;3. นโยบายสังคมสูงวัย&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;ให้รัฐบาลร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชน ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาระบบรองรับสังคมสูงวัย&amp;nbsp; และการเตรียมความพร้อมทั้ง 4 มิติ (เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม สุขภาพ), ให้ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) ภายใต้กรมกิจการผู้สูงอายุ สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุในชุมชนให้เข้มแข็ง, ให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทย&amp;nbsp; แก้ไขระเบียบการจ่ายเงิน การสมทบ ให้สามารถดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตและการจัดสวัสดิการประชากรในพื้นที่ได้, ขอให้รัฐบาลส่งเสริมการออมในรูปแบบการออมต้นไม้เพื่อสวัสดิการบำเหน็จบำนาญ&amp;nbsp; โดยให้สภาองค์กรชุมชนเป็นหลักในการดำเนินงานร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;4.นโยบายเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานและงบประมาณกับสภาองค์กรชุมชนตำบลกว่า 7,000 สภาฯ ให้จัดทำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก &amp;nbsp;หรือแผนธุรกิจชุมชน &amp;nbsp;กับกลุ่มองค์กรวิสาหกิจชุมชน &amp;nbsp;ตั้งแต่กระบวนการผลิต การแปรรูป และการตลาด ที่สอดคล้องกับภูมินิเวศและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น, ให้รัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบลในการปลูกไม้เศรษฐกิจชุมชน &amp;nbsp;เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;5. นโยบายภัยพิบัติ &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมระบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน &amp;nbsp;เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชนในการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุและการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ โดยเสริมความรู้ความสามารถร่วมกันทุกภาคส่วนในการจัดการภัยพิบัติ เสริมศักยภาพอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ การจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน การสนับสนุนเครื่องมืออุปกรณ์ตามแผนรับมือภัยพิบัติไปที่ชุมชนโดยตรง, จัดตั้งกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุนจัดการภัยพิบัติระดับท้องถิ่น, ปรับปรุงกลไกคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.), ปรับปรุงกฎหมาย &amp;nbsp;โดยการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อให้เอื้อในการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;6. นโยบายภัยการบริหารจัดการน้ำ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;รัฐบาลควรทบทวนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน&amp;nbsp; ให้ดําเนินการให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมของประชาชน &amp;nbsp;โดยกําหนดให้โครงการขนาดใหญ่ต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนตำบลเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง,&amp;nbsp; รัฐบาลควรปฏิรูประบบการจัดการน้ำ&amp;nbsp; โดยเปลี่ยนจากการจัดทําแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ &amp;nbsp;เป็นการจัดทํา &amp;ldquo;แผนยุทธศาสตร์พัฒนาลุ่มน้ำของประเทศ&amp;rdquo; ให้สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสภาองค์กรชุมชนตำบลเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผน, รัฐบาลควรออกกฎหมายการเก็บภาษีการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำจากธรรมชาติ &amp;nbsp;และการพัฒนามาตรการของภาษีสิ่งแวดล้อม หรือภาษีภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้น้ำจากธรรมชาติ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;7.นโยบายเกษตรกรรมยั่งยืนและคุ้มครองพื้นที่การเกษตร&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการควบคุมการใช้และจำหน่ายสารเคมีและปัจจัยให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. วัตถุอันตราย 2551 ยุติการใช้สารเคมีการเกษตรกำจัดศัตรูพืชอันตรายทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต คลอร์ไพริฟอส คาร์โบฟูราน และเมทโทมิล, ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. ความปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พ.ศ. &amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip; , ผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. &amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip; ,&amp;nbsp; แก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ. 2518 ให้เอื้อต่อการผลิต เก็บรักษา ขยายพันธุ์ และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อย เพื่อลดการผูกขาด, ปฏิรูป แก้ไข&amp;nbsp; และบังคับใช้ พ.ร.บ.ค่าเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้สามารถคุ้มครองสิทธิเกษตรกรได้อย่างเป็นธรรม ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;กรีดยาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;8.นโยบายการปฏิรูปยางพาราทั้งระบบ&amp;nbsp; มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;1.ปฏิรูปเกษตรกรชาวสวนยาง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ใช้กลไกมาตรา 49 (5) จัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง &amp;nbsp;ลักษณะสังคมสวัสดิการ ในรูปแบบสมัครใจจ่ายสมทบ, ให้ขึ้นทะเบียนชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ &amp;nbsp;เพื่อเป็นเกษตรกรชาวสวนยางตามมาตรา 4, ให้รัฐบาลและการยางแห่งประเทศไทยจัดทำยุทธศาสตร์ยางพาราหรือแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะชาวสวนยาง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;2.ปฏิรูปสวนยาง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เปลี่ยนการทำสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นการทำสวนยางอย่างยั่งยืน โดยการลดจำนวนต้นยางเหลือ 40 ต้นต่อไร่, ให้ กยท.ส่งเสริมและสนับสนุนให้ปลูกพืชร่วมยาง &amp;nbsp;ทำเกษตรผสมผสาน และการทำเกษตรอินทรีย์ในสวนยาง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร &amp;nbsp;3. ปฏิรูปการผลิต และการแปรรูป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ผลิตและแปรรูปยางเพื่อเพิ่มมูลค่า, ให้รัฐบาลประกาศนโยบายการใช้ยางในประเทศให้ถึง 25% ภายใน 2 ปี &amp;nbsp;โดยกำหนดเป็นระเบียบตามกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; ฯลฯ 4. ปฏิรูปการตลาด &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ให้การยางแห่งประเทศไทยตั้งบริษัทค้ายางตามมาตรา 10 เพื่อถ่วงดุลและรักษาเสถียรภาพราคายางพารา, ให้ลดการพึ่งพาตลาดประเทศจีน &amp;nbsp;และหาตลาดใหม่รองรับ&amp;nbsp; 5. ปฏิรูปหน่วยงานของรัฐและการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)&amp;nbsp; ให้รัฐบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด, ให้รัฐบาลแต่งตั้งบอร์ดการยางเฉพาะกิจ เพื่อทำการปฏิรูป กยท. โดยต้องคัดเลือกจากคนดี มีความสามารถ มีคุณธรรม มีความเชี่ยวชาญเรื่องการยาง &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;9. นโยบายการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และการประมง&amp;nbsp; / การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง &amp;nbsp;มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแบบมีส่วนร่วม, ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS), แก้ไขกฎหมายอุทยานแห่งชาติเพื่อใช้ประโยชน์ทางทะเลในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ &amp;nbsp;ให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการ &amp;nbsp;เพื่อการพัฒนาอนุรักษ์ฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน, ให้รัฐบาลมีการทบทวนยกเลิกกิจการโครงการขนาดใหญ่ &amp;nbsp;โรงงานอุตสาหกรรมหนักอุตสาหกรรมปิโตรเคมี &amp;nbsp;เส้นทางขนส่ง Land bridge ที่ส่งผลต่อการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญตลอดแนวชายฝั่งทะเลและส่งผลกระทบกับชุมชน, ให้รัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายระบบนิเวศน์และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งเพิ่มเติมจากอวนลาก ได้แก่ อวนรุน และเรือที่ใช้เครื่องปั่นไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ประมงชายฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และ ฉบับเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; 1.ให้จัดตั้งกองทุนประมงพื้นบ้าน &amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการประมง &amp;nbsp;ส่งเสริมนวัตกรรมด้านการตลาด &amp;nbsp;2.กรณีการประมงในเขตอุทยานแห่งชาติ แม้ได้รับการผ่อนปรนในทางปฏิบัติ แต่ยังไม่มีหลักประกันที่ชัดเจนในการประกอบอาชีพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;จึงเห็นควรให้กรมอุทยานแห่งชาติเร่งดำเนินการจัดทำข้อมูลเสนอรัฐบาลให้ทันกับเวลาที่กำหนด โดยเปิดให้การประมงที่ยั่งยืนสามารถทำประมงได้โดยไม่ผิดกฎหมาย &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;10.นโยบายผลกระทบจากนโยบายของรัฐและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ / ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มีข้อเสนอ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้มีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานกลางของคณะกรรมการผู้ชำนาญการของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการพิจารณารายงาน EIA และระบบใบอนุญาต EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC)&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รัฐบาลควรปรับปรุงนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในประเด็นด้านการจัดทำผังเมืองให้ประชาชนมีส่วนร่วม &amp;ldquo;อย่างแท้จริง&amp;rdquo; ในการกำหนดทิศทาง &amp;nbsp;เป้าหมายหรือออกแบบการพัฒนาร่วมกัน &amp;nbsp;และให้มีกลไกตัวแทนองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนร่วมในกลไกการดำเนินงานในทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการอุตสาหกรรมอ้อย/น้ำตาล&amp;nbsp; ให้ยกเลิกมติ ครม. ว่าด้วยการอนุมัติกำลังหีบอ้อยและน้ำตาลทราย โครงการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ทั้งหมด 29 โครงการที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ให้รัฐบาลสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนจัดเวทีสาธารณะเพื่อเปิดเวทีกลางรับฟังความคิดเห็นและการเสนอข้อมูลนโยบายการพัฒนา อ้อย น้ำตาล และอุตสาหกรรมชีวภาพระดับภาค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการรถไฟทางคู่&amp;nbsp; ให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจุดก่อสร้างรถไฟทางคู่ทุกเมือง โดยมีองค์ประกอบของภาคประชาชนและสภาองค์กรชุมชนอยู่ด้วย, ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)&amp;nbsp; วางแผนการพัฒนาโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน &amp;nbsp;และศึกษาผลกระทบทางสังคม (SIA) ร่วมกับตัวแทนภาคประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โรงงานไฟฟ้า&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาพจาก energydigital.com&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โครงการโรงงานไฟฟ้าชีวมวล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การกําหนดสถานที่และพื้นที่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล จําเป็นต้องกําหนดระยะห่างเป็นข้อกําหนดกฎระเบียบที่ชัดเจน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ระยะห่างจากบ้านเรือนประชาชนอย่างน้อยเท่าไหร่, การประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพ ให้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทุกโครงการ โดยปรับข้อกําหนดเรื่อง EIA จากตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน &amp;nbsp;ให้เป็น 1 เมกะวัตต์ขึ้นไปต้องทํา EIA ทุกโครงการ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&amp;nbsp; สามารถใช้อํานาจตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กําหนดให้โรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นกิจการที่่อาจเป็นอันตราย &amp;nbsp;แล้วออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการขออนุญาตและติดตามตรวจสอบโครงการได้, ให้รัฐบาลสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนจัดเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการให้ข้อมูลนโยบายโรงงานไฟฟ้าชีวมวลระดับพื้นที่&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแถลงข้อเสนอของสภาองค์กรชุมชนฯ ต่อกระทรวงที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41607</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูชาติ  ผิวสว่าง, ทรัพยากร, รมว.พลังงาน, ลดความเหลื่อมล้ำ, สนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์, สภาองค์กรชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d356a224a68e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
