<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106332</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประเมินภาพรวมสิ่งแวดล้อมไทย  สู่แผนการกำกับดูแลในพื้นที่อีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการตื่นตัวเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมมาตลอดเวลา และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ประเทศผู้นำระดับโลกได้เริ่มมุ่งความสนใจไปยังประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยมีการประกาศแผนการดำเนินงานสำคัญต่างๆ ออกมา ยิ่งเป็นสัญญาณที่ต้องทำให้ทุกประเทศปรับตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวน &amp;nbsp;เนื่องจากในอนาคตการดูแลสิ่งแวดล้อมเหมือนจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของหลายๆ &amp;nbsp;ประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุนี้เองแม้ประเทศไทยจะมีการตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่พอสมควร จึงเกิดคำถามขึ้นว่า การดำเนินงานของประเทศไทยนั้นไปในแนวทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่? และผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือผู้ที่ต้องทำงานด้านนี้จนมีความเชี่ยวชาญ และมองเห็นถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขได้ดีที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ กรรมการ​ปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp; หนึ่งในนักวิชาการ คนทำงาน และผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีในวงการสิ่งแวดล้อมมาตลอดหลายปี จึงถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่จะตอบคำถามด้านนี้ได้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ภาพรวมด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยถือว่ามีการทำงานด้านนี้มาโดยตลอด จุดแข็งของประเทศไทยคือการมีหน่วยงาน มีกฎหมาย และแผนการทำงานในทุกระดับ รวมทั้งยังมีคณะกรรมการระดับชาติครอบคลุมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ทะเล ที่ดิน &amp;nbsp;แร่ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่สภาพภูมิอากาศ และถูกกำกับดูแลจากระดับรองนายกฯ นั่งเป็นประธาน เมื่อมาดูที่กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีกว่า 50 ฉบับ และจะมีมากขึ้นในอนาคต ซึ่งในหลายๆ เรื่องอยู่ระหว่างการจัดทำใกล้จะออกมาบังคับใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อน ต้องยอมรับว่าการทำงานของประเทศในด้านนี้ไม่ได้บูรณาการร่วมกันในหลายเรื่อง แม้ว่าจะมีของในมือเยอะก็ตาม เพราะว่าการทำงานส่วนใหญ่จะเป็นการแยกส่วนการดูแล แต่ละคณะกรรมการจะมีแผน นโยบายหรือแผนแม่บทอยู่แล้ว แต่เมื่อนำไปสู่การใช้จริงนั้นมักเกิดปัญหา และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นเสมอคือเรื่องการของบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื่องจากแผนเหล่านั้นมักจะเกี่ยวเนื่องกับหน่วยงานของหลายๆ กระทรวง และแต่ละกระทรวงเมื่อไปของบมาดำเนินงานจะได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสำนักงบประมาณ ในบางกรณีงบประมาณอาจจะไม่ครอบคลุมถึงหน่วยงานนั้น จากแผนที่ควรจะทำประกอบกันจากภารกิจของหลายหน่วยงาน ก็ไม่มีงบประมาณในการดำเนินงานให้ครบ หรืออีกกรณีหนึ่งคือ แผนงานที่จำเป็นต้องทำเป็นเรื่องแรกๆ อาจจะไม่ได้งบมาดำเนินการ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และอีกจุดอ่อนหนึ่งที่ทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ควร ก็คือความไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ถึงแม้ว่าในประเทศจะมีกฎหมายอยู่จำนวนมาก แต่ก็ถูกจัดทำและร่างขึ้นมาในช่วงต้นปี 2500 ออกมาในช่วงที่ประเทศไทยเปลี่ยนกติกาและรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ และในปัจจุบันยังมีกฎหมายหลายตัวที่ไม่ได้มีการแก้ไข ซึ่งถือเป็นการกำกับดูแลที่เก่าและย้อนหลังไปกว่า 30 ปี ในเรื่องความเท่าทันในการเปลี่ยนแปลงจึงล่าช้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงประเทศไทยเองก็มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อย กฎหมายเหล่านั้นเมื่อจะถูกแก้ไขแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จึงถูกล้มเลิกไปและทำขึ้นมาใหม่ จึงถือว่าตกขบวน และอีกกรณีหนึ่งก็คือ กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ ห้าม บังคับ และมีบทลงโทษ แต่กฎหมายในเชิงส่งเสริม &amp;nbsp;ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือสร้างแรงจูงใจในทางบวก ที่มีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มีอยู่น้อย ถึงที่ผ่านมาจะมีการพยายามที่จะร่างกฎหมายรูปแบบดังกล่าวขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สำเร็จเลยสักครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความตื่นตัวของภาคเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเอกชนที่ตื่นตัวขึ้นมาในปัจจุบันเป็นทิศทางที่ดี &amp;nbsp;หลายๆ หน่วยงานจะต้องมีแผนดำเนินการเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของโลก อาทิ &amp;nbsp;การออกประกาศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่กำหนดว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องมีการรายงาน ESG หรือแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากหลายประเทศบนโลกมีการกำหนดการดูแลสิ่งแวดล้อมจากสินค้าหรือการดำเนินงานของบริษัทนั้นๆ ที่ชัดเจน ซึ่งหากไม่มีการดูแลที่ดีพอก็อาจจะไม่สามารถทำการซื้อขายในประเทศนั้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยกับพลังงานทดแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความชัดเจนของการผลักดันเรื่องพลังงานทดแทนในประเทศไทย ส่วนหนึ่งมาจากการตอบสนองด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากประเทศไทยเองในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมอยู่หลายด้าน โดยเฉพาะด้านที่เห็นชัดที่สุดคือเรื่องของมลภาวะและขยะ จึงเกิดแผนพลังงานหรือการใช้พลังงานที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของประเทศที่มีการกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์แห่งชาติ ว่าจะเป็นการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ]&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน การใช้พลังงานทดแทนก็เป็นแนวทางการดำเนินงานของแผนพลังงานด้วยเช่นกัน โดยมีการกำหนดอยู่ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ &amp;nbsp;หรือพีดีพี ที่มีการกำหนดสัดส่วนของพลังงานทดแทนที่ต้องมีในประเทศไทย อีกกรณีหนึ่งคือเมื่อภาคเอกชนใช้พลังงานสะอาด หรือมีการดูแลสิ่งแวดล้อม ก็จะไปเข้ากับกลไลการค้าที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ โดยในหลายประเทศมีการดำเนินเรื่องการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ในขั้นตอนการดำเนินงานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่อีอีซีกับการดูแลสิ่งแวดล้อม
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พื้นที่อีอีซีนั้นเป็นพื้นที่ที่ต้องการจะส่งเสริมการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคต หรืออุตสาหกรรมเป้าหมายสมัยใหม่ (นิวเอส-เคิร์ฟ) ซึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาด ซึ่งเมื่อการลงทุนนั้นเกิดขึ้นอย่างครบวงจร เรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีปัจจัยที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เมื่อเทียบกับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ของอีสเทิร์นซีบอร์ดเดิม เนื่องจากพื้นที่นั้นจะเน้นการลงทุนที่เป็นปิโตรเคมี อาจจะทำให้เกิดมลพิษจนต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบันพื้นที่อีอีซีการลงทุนยังมีอยู่น้อย ที่พอเห็นในตอนนี้จะมีด้านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า &amp;nbsp;(รถอีวี) ขณะที่นิวเอส-เคิร์ฟตัวอื่นๆ เช่น เมดิคอลหรือด้านเทคโนโลยีและโรโบติกส์ยังเห็นน้อยอยู่ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากปัจจัยที่กระทบต่อปัญหาการลงทุนอย่างโควิด-19 ด้วย &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าในระยะต่อไปอาจจะชัดเจนขึ้น เพราะทิศทางของภาคอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันพื้นที่อีอีซีมีกรรมการพัฒนาที่ชัดเจน มีกฎหมายและข้อบังคับหลายมาตราที่เป็นไปเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม ซึ่งมีแผนงานที่ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการอยู่ด้วย โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังคงมีอยู่ คือเรื่องการจัดการขยะ กับการดูแลสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่ออกมาจากกระบวนการด้านปิโตรเคมีและการใช้ยานพาหนะ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ให้ลุล่วง และวางระบบให้เหมาะกับการพัฒนาพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อพูดถึงแผนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม หรือความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ผู้ที่จะพูดได้ดีที่สุดคงเป็นผู้ที่ทำงานในส่วนนั้น โดย นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการสายงานนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นหนึ่งในผู้ร่วมกำกับดูแลงานด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี ได้อธิบายแผนงานดังกล่าวไว้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีอีซีได้ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าดำเนินการตามแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561-2564 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรฯ จัดทำแผนสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี &amp;nbsp; โดยที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 พ.ค.62 ได้รับทราบในหลักการร่างแผนสิ่งแวดล้อมในอีอีซี พ.ศ.2561-2564 ตามมติคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 2/2562 ทั้งนี้ แนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซีมี 4 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความสำคัญกับการลดมลพิษ เน้นบำบัด กำจัดของเสีย &amp;nbsp;และควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยเร่งกำจัดขยะมูลฝอยตกค้างสะสมในสถานที่กำจัดในพื้นที่ การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติภัยสารเคมี พัฒนาระบบประกันความเสี่ยงของโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อีอีซี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง และชุมชนน่าอยู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ป่าในเมือง &amp;nbsp;เพิ่มพื้นที่ดูดซับมลพิษทางอากาศ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี) และเมืองการบินภาคตะวันออก ในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการวางผังใช้ประโยชน์ที่ดินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมืองให้รองรับคนทุกกลุ่ม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมการผลิต บริการ และบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม สนับสนุนเครือข่ายชุมชนจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหมู่บ้าน, อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล เป็นต้น รวมทั้งเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ ลำธาร ทรัพยากรดิน และความหลากหลายทางชีวภาพ บริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงน้ำภาคการผลิต ส่งเสริมเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศ และลดการรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรมลงไม่น้อยกว่า 10% ในแต่ละจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นกรอบแนวทางบริหารจัดการที่เน้นจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เตรียมความพร้อม รู้เท่าทัน การจัดการสิ่งแวดล้อม และรักษาทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต ของพื้นที่อีอีซี และเชื่อว่าจะสนับสนุนให้ประชาชนได้รับการยกระดับคุณภาพชีวิต อยู่ในสิ่งแวดล้อมเมืองที่ดีได้มาตรฐานสากล ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างสมดุลเป็นธรรมแน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106332</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นิวเอส-เคิร์ฟ, บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, สิ่งแวดล้อม, ิอีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c6fefe21ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้การปทส.ลั่น คดีรุกป่าสงวน ครัวทอนไม่ช้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ผู้การ ปทส.ลั่นคดีรุกป่าครอบครัว &amp;ldquo;จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; ไม่ช้าแน่นอน ชี้เพิ่งรับคำร้องทุกข์ ต้องใช้เวลาสอบพยานหลักฐาน &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; นั่งหัวโต๊ะบี้เร่งจำแนกที่ดินป่าสงวนฯ 6.3 ล้านไร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ก.พ. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผบก.ปทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมป่าไม้เข้าแจ้งความเพิ่มเติมนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ, น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้เอกสารที่ออกโดยมิชอบครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี จำนวน 2,154-3-82 ไร่ ว่าเจ้าหน้าที่เพิ่งรับคำร้องทุกข์ไว้ จากนี้พนักงานสอบสวนต้องสอบพยานแวดล้อม รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ที่ดิน เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และพยานบุคคลต่างที่ถูกอ้างอิงถึง
&amp;ldquo;เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานตามขั้นตอน แต่รับรองว่าไม่ช้า เพราะขึ้นอยู่กับพยานจะมาให้ความร่วมมือหรือเปล่า เช่น เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ส่วนการที่จะเรียกนายธนาธร แม่และพี่สาวมาให้การ เป็นขั้นตอนที่ต้องได้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ส่วนนี้เขาก็มีสิทธิ์ให้การ ซึ่งนอกจากนายธนาธรแล้ว เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนก็จะเรียกมาสอบทั้งหมด&amp;rdquo; พล.ต.ต.พิทักษ์กล่าว
วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทางและมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ครั้งที่ 1/2564&amp;nbsp; ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน ที่ 1/2564 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูล ความจำเป็น ความเหมาะสม ความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้ 1.คำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานติดตามและขับเคลื่อนนโยบาย แนวทาง และมาตรการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน 2.การจำแนกประเภทที่ดิน จังหวัดสระแก้ว และจังหวัดนครพนม (ขอเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีเดิมเฉพาะแห่ง) และ 3.การเร่งรัดจำแนกประเภทที่ดิน ในพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่ยังไม่ได้สำรวจและจำแนกประเภทที่ดินอย่างละเอียด เนื้อที่ประมาณ 6.3 ล้านไร่
นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นควรมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการสำรวจข้อมูลที่ดินพื้นที่ป่าไม้ถาวรนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ยังไม่ได้มีการดำเนินการสำรวจจำแนกประเภทที่ดิน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2525 (แก้ไขเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2527) เนื้อที่ประมาณ 6.3 ล้านไร่ และให้รายงานผลการดำเนินงาน เมื่อดำเนินการสำรวจเสร็จสิ้นแล้ว
ทั้งนี้ ในวาระอื่นๆ ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 (One Map) และรับทราบการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่กองทัพภาคที่ 3 ส่งกลับคืนกรมป่าไม้ ท้องที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และมอบหมายให้คณะทำงานกลั่นกรองฯ พิจารณาให้ความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมการนโยบาย แนวทาง และมาตรการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92151</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมป่าไม้, จึงรุ่งเรืองกิจ, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ที่ดินป่าสงวน, ปทส., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจ้าหน้าที่ที่ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601d594e54cf0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯมอบต้นตะเคียนทอง วันต้นไม้ประจำปีของชาติ  ทส.ดีเดย์ 21 พ.ค. ปลูกป่าทดแทน หลังถูกไฟเผาเสียหายหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายกฯเชิญชวนคนไทยร่วมปลูกต้นไม้ในบ้านและสถานที่สาธารณะในโอกาส &amp;ldquo;วันต้นไม้ประจำปีของชาติ ปี พ.ศ. 2563&amp;rdquo; พร้อมมอบต้นตะเคียนทองให้ ทส.ปลูกเป็นปฐมฤกษ์เพื่อขยายผลการฟื้นฟูป่า หลังถูกไฟเผาทำลายเสียหายหนัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบต้นตะเคียนทองให้ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เพื่อเป็นปฐมฤกษ์ในการปลูกต้นไม้และขยายผลการฟื้นฟูพื้นที่ป่าทั่วประเทศ เนื่องในวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ.2563 วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2563 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมข้าราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯร่วมในพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยในโอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศเชิญชวนประชาชนทุกคนทั่วประเทศ มาร่วมกันปลูกต้นไม้ในบริเวณที่พักอาศัย โรงเรียน ศาสนสถาน หน่วยงานราชการ และสถานที่สาธารณะ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุไฟป่าให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้นโยบายการฟื้นฟูป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2532 กำหนดให้&amp;ldquo; วันวิสาขบูชา&amp;rdquo; ของทุกปีเป็น &amp;ldquo;วันต้นไม้ประจำปีของชาติ&amp;rdquo; เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ขณะที่ในการดำเนินโครงการปลูกต้นไม้และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก &amp;ldquo;รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;rdquo; มีประชาชนปลูกต้นไม้และลงทะเบียน จำนวน 10.5 ล้านต้น เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 10 ล้านต้น และยังคงมีประชาชนสนใจที่เข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯจึงขยายระยะเวลาโครงการภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;รวมใจไทยปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน&amp;rdquo; สืบสานสู่ 100 ล้านต้น ภายในปี พ.ศ.2565 โดยในขณะนี้มีประชาชนร่วมกันปลูกต้นไม้และลงทะเบียนผ่านเว็บไซด์กรมป่าไม้ ไปแล้วจำนวนกว่า 13.7 ล้านต้น และในปี 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดเตรียมกล้าไม้จานวน 152 ล้านกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;จากสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2563 ทาให้พื้นที่ป่าได้รับความเสียหาย จึงต้องเร่งฟื้นฟูป่าอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือ ดังนั้นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเตรียมวางแผนสาหรับการปลูกฟื้นฟูสภาพป่าจากสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้น โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูพื้นที่ป่า โดยสนับสนุนหมู่บ้านเครือข่ายความร่วมมือ ในการควบคุมไฟป่า 802 หมู่บ้านทั่วประเทศ ร่วมฟื้นฟูป่าที่ถูกไฟไหม้ และเตรียมกล้าไม้ ในการใช้ปลูกฟื้นฟูจำนวน 66 ล้านกล้า ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในการฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าภาคเหนือ โดยจะเริ่มกิจกรรมปลูกในวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะได้ร่วมกับทางจังหวัดเชียงใหม่ และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันปลูกฟื้นฟูสภาพป่าภาคเหนือ โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเป็นประธานในงานการจัดกิจกรรม โดยใช้โอกาสในวันดังกล่าวเป็นปฐมฤกษ์ในการปลูกต้นไม้พร้อมกันทั้ง 25 อำเภอ ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมปลูกป่าขึ้นบริเวณป่าห้วยตึงเฒ่า ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดพื้นที่เกิดเหตุไฟไหม้ป่าบริเวณเชิงดอยสุเทพและลุกลามขยายวงกว้างสร้างความเสียหายวงกว้าง ภายในงานจะได้มอบกล้าไม้ให้กับหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายป้องกันไฟป่า 50 เครือข่ายในจังหวัดเชียงใหม่ นำไปปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65194</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, วันต้นไม้ประจำปีของชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200506/image_big_5eb22928be0fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 14:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สส.เปิดหลักสูตรธรรมมาภิบาลสิ่งแวดล้อม เสริมแนวรบอนุรักษ์-สร้างผู้นำองค์กรสีเขียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 (ปธส.7) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักบริหารระดับสูงขององค์กรภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ให้เป็นนักบริหารยุคใหม่ที่มีหัวใจสีเขียว และเป็นต้นแบบการบริหารจัดการแบบองค์รวมและบูรณาการตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันภัยคุกคามจากวิกฤติสิ่งแวดล้อมได้แผ่ลามไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทำให้เกิดมลพิษ ภัยพิบัติ รวมถึงปัญหาความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้ ดิน น้ำ อาหาร และพลังงาน โดยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ได้มุ่งแก้ปัญหาโดยให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้ความร่วมมือของทุกฝ่าย ซึ่งกลไกหนึ่งที่จะทำให้สำเร็จได้ คือ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ที่ต้องแสดงบทบาทผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กรเพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายวิจารย์ กล่าวต่อว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปธส.) ขึ้น เพื่อเสริมสร้างศักยภาพนักบริหารระดับสูงขององค์กรต่าง ๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวมและบูรณาการตามหลักธรรมาภิบาล สามารถวิเคราะห์และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานจริยธรรมสิ่งแวดล้อม ตัดสินใจแก้ไขปัญหาบนหลักเหตุและผล คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ รวมทั้งเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงและเป็นต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม มีการเชื่อมโยงไปสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร ปธส.7 ประกอบด้วย ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหารและตำรวจ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ เอกชน องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และผู้นำท้องถิ่น รวม 60 คน โดยมีการเรียนทุกวันศุกร์และเสาร์ ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ถึง 23 สิงหาคม 2562 เป็นเวลา 4 เดือน หรือใช้เวลาการอบรมทั้งสิ้น 231 ชั่วโมง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับการดำเนินงานในหลักสูตร กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้รับความร่วมมือจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีประสบการณ์สูงด้านการบริหารจัดการและนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม มาช่วยดูแลเนื้อหาด้านวิชาการและบริหารจัดการหลักสูตร โดยเนื้อหาในการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มวิชา ประกอบด้วย กลุ่มวิชาที่ 1 หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการสำหรับผู้บริหาร, กลุ่มวิชาที่ 2 กระแสโลกและแนวโน้มด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กลุ่มวิชาที่ 3 เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กลุ่มวิชาที่ 4 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มวิชาที่ 5 การเสริมสร้างประสบการณ์เชิงประจักษ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;การเพิ่มขีดความสามารถให้แก่นักบริหารระดับสูงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาสังคม ให้เป็นนักบริหารยุคใหม่ที่มีหัวใจสีเขียวและเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการแบบองค์รวมและบูรณาการตามหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างผู้นำในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการผลักดันองค์กรให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายความร่วมมือ เพื่ออนุรักษ์ดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศชาติต่อไปในอนาคตด้วย&amp;rdquo; อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิจารย์ สิมาฉายา, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ทส., สส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190402/image_big_5ca30d57e7836.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
