<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/12/2020 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.ลุยดูแลคนเดินทางช่วงวันหยุด 10-13 ธ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ธ.ค.63-นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)เปิดเผยว่า เนื่องในวันหยุดราชการตามมติคณะรัฐมนตรีระหว่าง&amp;nbsp; วันที่ 10 &amp;ndash; 13 ธันวาคม 2563 ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก กรมทางหลวงจึงได้ดำเนินการตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการบูรณาการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ในส่วนของกรมทางหลวงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวงประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและปลอดภัยรองรับการเดินทางของประชาชน โดยให้โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และงานซ่อมบำรุงทางและสะพาน หยุดดำเนินการดังกล่าว เพื่อทำการคืนพื้นผิวจราจรให้มีช่องจราจรเท่าเดิมหรือให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด พร้อมติดตั้งป้ายจราจร ป้ายเตือน ไฟสัญญาณต่างๆในพื้นที่บริเวณก่อสร้างและตรวจสอบ&amp;nbsp; ให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายสราวุธ กล่าวว่า หากพบว่ามีปริมาณจราจรหนาแน่นจะทำการประสานงานกับตำรวจ&amp;nbsp; ทางหลวง ในการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรหรือการจัดช่องทางพิเศษ (Reversible Lane) เพื่อให้การเดินทางของประชาชนเป็นไปอย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86391</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเดินทาง, ช่วงหยุดยาว, ทล.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201209/image_big_5fd06c0bde9d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2018 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2018 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.เปิดแผนลงทุนทางด่วนเชื่อมสุวรรณภูมิ  3 หมื่นล้าน รองรับนักท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทล.เปิดแผนลงทุนทางด่วน 3 หมื่นล้านบาทเชื่อมสุวรรณภูมิ &amp;nbsp;หวังรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวของสนามบิน &amp;nbsp;คาดใช้เวลาศึกษา1 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ทล.มีแผนลงทุนพัฒนาทางยกระดับช่วงศรีนครินทร์-สนามบินสุวรรณภูมิ วงเงินลงทุนราว 3 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรที่หนานแน่นมากยิ่งขึ้นตามแนวเส้นทางดังกล่าวตลอดจนรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวของสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งมีผู้โดยสารมากกว่าปีละ 50 ล้านคน โครงการดังกล่าวมีระยะทางราว 13 ก.ม. เป็นรูปแบบทางยกระดับขนาด 3 ช่องจราจร แยกทิศทางไป-กลับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้ทล.ได้อยู่ระหว่างจัดทำรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ควบคู่ไปกับการจัดทำร่างเอกสารเงื่อนไขการประกวดราคา(ทีโออาร์)เพื่อหาตัวที่ปรึกษาเข้ามาออกแบบรายละเอียดโครงการต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาศึกษา 1 ปี ก่อนดำเนินการถอดแบบและประกวดราคาโครงการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอรรถสิทธิ์ สวัสดิ์พานิช ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ทล. กล่าวว่า ขณะนี้ทล.อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลเพิ่มเติมด้านอีไอเอ คาดว่าจะเสนอสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)ภายใน 1-2 เดือนนี้ สำรับรูปแบบการก่อสร้างนั้นจะเป็นทางยกระดับแยกทิศทางสองฝั่งขนานไปกับมอเตอร์เวย์สาย 7 โดยจุดเริ่มต้นโครงการนั้นจะเชื่อมต่อกับทางด่วนศรีรัชบริเวณศรีนครินทร์เพื่อให้การจราจรสามารถวิ่งบนทางยกระดับไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้เลยโดยไม่ต้องลงมาปะปนกับการจราจรบนท้องถนนข้างล่าง เนื่องจากปัจจุบันมอเตอร์เวย์ช่วงดังกล่าวไปจนถึงสนามบินสุวรรณภูมินั้นมีปริมาณจราจรหนานแน่นอย่างมากโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนและช่วงเทศกาล ดังนั้นโครงการนี้จะไม่เพียงช่วยแก้รถติดแต่ยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถรองรับปริมาณจราจรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตให้มีความสะดวกรวดเร็วได้อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่าหลังจากศึกษาและออกแบบรายละเอียดเสร็จแล้วคาดว่าจะสามารถประกวดราคาได้ในปี 2563 ซึ่งตามแผนก่อสร้างนั้นจะเป็นการก่อสร้างตอม่อเสาทางยกระดับบริเวณร่องถนนระหว่างมอเตอร์เวย์และทางคู่ขนานซึ่งเป็นพื้นที่ทั่วไปไม่มีบ้านเรือนประชาชน ทว่าต้องเร่งศึกษาแนวทางจัดทำระบบระบายน้ำและการรื้อย้ายท่อน้ำใต้ดินใหม่บริเวณที่ต้องลงเสาตอม่อ อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวจะมีการเวนคืนพื้นที่เพียงบางส่วนแต่ไม่กระทบกับบ้านเรือนของประชากร สำหรับจุดที่จะเวนคืนนั้นจะเป็นพื้นที่บริเวณทางเลี้ยวเข้าสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ก่อตั้งป้ายโฆษณาขนาดใหญ่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17280</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, ทล., ทางด่วนเชื่อมสุวรรณภูมิ, ทางยกระดับช่วงศรีนครินทร์-สนามบินสุวรรณภูมิ, ธานินทร์ สมบูรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a71861da3e24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.สรุปตัวเลขอุบัติเหตุเดือน พ.ค.  ทางหลวงภาคเหนือมาเป็นอันดับหนึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมทางหลวง สรุปตัวเลขอุบัติเหตุบนทางหลวงประจำเดือน พ.ค.เกิดอุบัติเหตุ1,181 ครั้ง ผู้เสียชีวิตลดลง 28% จากปีที่ผ่านมา โดยภาคเหนือเกิดอุบัติเหตุสูงสุด 26% แนะผู้ใช้ทางขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร
&amp;nbsp;
19 มิ.ย.61-รายงานข่าวจากกรมทางหลวง(ทล.) โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้สรุปรายงานข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงทั่วประเทศประจำ&amp;nbsp; เดือนพฤษภาคม 2561 จากการรายงานอุบัติเหตุทางระบบ HAIMS พบว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวงในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จำนวน 895 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 142 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 716 คน จำนวนรถ ที่เกิดอุบัติเหตุ 1,181 คัน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของกรมทางหลวงเสียหายประมาณ 13 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบสถิติอุบัติเหตุประจำเดือนพฤษภาคม2560 จำนวนอุบัติเหตุลดลงจากปีที่ผ่านมา 1% ผู้เสียชีวิตลดลง 28% บาดเจ็บลดลง 9% จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุลดลง 5% ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุมาจากผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด 65% (559 ครั้ง) รองลงมาได้แก่ หลับใน 8% (67 ครั้ง) การตัดหน้าระยะกระชั้นชิด 7% (56 ครั้ง) และอุปกรณ์รถบกพร่อง 4% (33 ครั้ง)

สำหรับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบริเวณทางตรง 58% (494 ครั้ง) ทางโค้งปกติ 17% (149 ครั้ง) และทางแยกระดับเดียวกัน 7% (62 ครั้ง) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ 36% (421 คัน) รถยนต์นั่ง 21% (247 คัน) และรถจักรยานยนต์ 13% (154 คัน) ซึ่งหากจำแนกตามภาคของการเกิดอุบัติเหตุพบว่าเส้นทางในภาคเหนือเกิดอุบัติเหตุสูงสุด 26% ภาคตะวันออกเหนือ 21% และภาคใต้ 15% นอกจากนี้ ทางหลวงที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ ทางหลวงหมายเลข 304 วังน้ำเขียว &amp;ndash; ดอนขวาง จำนวน 14 ครั้ง หากจำแนกตามรายจังหวัดพบว่าจังหวัดนครราชสีมาเกิดอุบัติเหตุสูงสุด รองลงมาได้แก่ จังหวัดตาก และจังหวัดสุพรรณบุรี ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้มีมาตรการแก้ไขที่ได้ดำเนินการร่วมกับตำรวจทางหลวงในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจจับความเร็วยานพาหนะที่วิ่งบนทางหลวง ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดและป้องกันอุบัติเหตุ&amp;nbsp; ที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางโปรดขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร เพื่อความปลอดภัยของท่านและผู้ร่วมทาง รวมถึงป้องกันและลดอุบัติเหตุให้ได้ประสิทธิผลต่อไป หากประชาชนผู้ใช้ทางต้องการแจ้งอุบัติเหตุหรือสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11653</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, การเสียชีวิต, ทล., ประสบอุบัติเหตุ, รถชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180619/image_big_5b287a688846a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2018 11:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2018 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.สร้างมอเตอร์เวย์สาย7 พัทยา – มาบตาพุด คืบ75%พร้อมให้บริการปี63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทล.เผย มอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 พัทยา &amp;ndash; มาบตาพุด คืบหน้ากว่า 75 % ยืนยันทดสอบให้บริการได้ภายในปี 62 เปิด พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปี63 หวังรองรับ อีอีซี&amp;nbsp;ปี60 -64&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย.61- นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)เปิดเผยคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สาย กรุงเทพฯ - บ้านฉาง ช่วงพัทยา &amp;ndash; มาบตาพุด &amp;nbsp; ว่า โดยปัจจุบันทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายพัทยา &amp;ndash; มาบตาพุด มีความก้าวหน้ากว่า75%(ณ เดือนพฤษภาคม 2561) &amp;nbsp;คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 61 ขณะที่งานก่อสร้างระบบบริหารจัดเก็บค่าผ่านและซ่อมบำรุง (O&amp;amp;M) คาดว่าจะสามารถลงนาม สัญญากับเอกชนได้เร็วๆ นี้ ก่อนเริ่มทดสอบระบบในปี 62 และเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในปี 63 สอดคล้องกับแผนงานพัฒนาเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ปี60 -64 ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความพิเศษโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 7กรมฯได้ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบโดยติดตั้งเครื่องวัดความขรุขระของผิวด้วยเลเซอร์ (Laser Profilometer) ซึ่งใช้วัดดัชนีความเรียบขรุขระสากล (International Roughness Index, IRI) หากเป็นถนนคอนกรีตต้องมีค่าต่ำกว่า 2.5 และถนนแอสฟัลต์ต้องมีค่าต่ำกว่า 2.0 จึงตรวจรับงาน อันเป็นไปตามมาตรฐานสากล และคำแนะนำของธนาคารโลก (World Bank) &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นเส้นทางที่สามารถเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งระหว่างภาคกลางกับภาคตะวันออกได้อย่างสมบูรณ์ นับเป็นเส้นทางสายหลักที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมทั้งในภาคธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยแนวเส้นทางที่สามารถรองรับการเดินทางและการขนส่งสินค้าในภาคตะวันออกไปยังทั่วทุกภูมิภาค เชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบังและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งทางรถไฟ และการขนส่งทางอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานอู่ตะเภา เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทางหลวงหมายเลข 7 สายพัทยา &amp;ndash; มาบตาพุด เป็นการก่อสร้างเส้นทางสายใหม่ ผ่านพื้นที่ 2 จังหวัด มีจุดเริ่มต้นที่ กม. 2+300 เชื่อมกับทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ผ่านอำเภอบางละมุง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สิ้นสุดที่เทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง บริเวณ กม. 34+400 ระยะทางรวม 32 กม &amp;nbsp; ใช้งบประมาณการก่อสร้าง 14,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณจากกองทุนเงินค่าธรรมเนียมผ่านทางของทางหลวงพิเศษสำหรับงานก่อสร้างในส่วนงานโยธา แบ่งออกเป็น 13 สัญญา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10870</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, ทล., ธานินทร์ สมบูรณ์, ภาคตะวันออก, มอเตอร์เวย์พัทยา – มาบตาพุด, มอเตอร์เวย์หมายเลข7, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b18b3beb4d0b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมทางหลวงลุ้นเปิดประมูลมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ ปลายปี61</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทล.เล็งเปิดประมูลมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ ปลายปี61 คาดว่าจะเริ่มเชิญชวนเอกชนช่วงปลายปีนี้ ก่อนเปิดประมูลโครงการในเดือน ก.พ. 62&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง(ทล.)เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการมอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ชะอำ ระยะทาง 109 กม. วงเงิน 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแผนปฏิบัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะเร่งด่วน หลังจากที่ ที่ประชุมคณะกรรมการ PPP ครั้งที่ 2/2561 ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานเจ้าของโครงการเร่งรัดโครงการภายใต้มาตรการ PPP Fast Track ให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่วางไว้ นั้น ขณะนี้กรมทางหลวงได้ส่งโครงการไปยังกระทรวงคมนาคมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมจะส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)แล้วโดยจะต้องรอส่งเรื่องเข้าคณะกรมการ(บอร์ด)PPP ภายใน60วัน หรือ เร็วกว่านั้น ส่วนทีโออาร์ของโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างร่างซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จซึ่งจะมีเพียง1สัญญา เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐบาลส่วนขั้นตอนการประกวดราคาโครงการนั้นคาดว่าจะเริ่มเชิญชวนเอกชนช่วงปลายปีนี้ ก่อนเปิดประมูลโครงการในเดือน ก.พ. 62&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวเส้นทางมีจุดเริ่มต้นจากจุดเชื่อมมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี ที่บริเวณต่างระดับนครชัยศรี อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ผ่านจังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จนมาบรรจบกับถนนเพชรเกษม กิโลเมตรที่ 188 ในอำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร มีด่านเก็บค่าผ่านทาง 9 ด่าน ได้แก่ ด่านนครชัยศรี ตลาดจินดา บางแพ ราชบุรี วัดเพลง ปากท่อ 1 ปากท่อ 2 เขาย้อย และท่ายาง ทางแยกต่างระดับ 8 แห่ง ประกอบด้วย นครชัยศรี ตลาดจินดา บางแพ ราชบุรี วัดเพลง ปากท่อ เขาย้อย และท่ายาง มีที่พักริมทางหลวง 5 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการทางหลวงราชบุรี สถานที่บริการทางหลวงนครชัยศรี บ้านลาด บางแพ และเขาย้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ แนวเส้นทางยังผ่านพื้นที่สำคัญ ทั้งนิคมอุตสาหกรรม แหล่งเกษตรกรรม และแหล่งท่องเที่ยว คาดว่าจะมีปริมาณการจราจรเฉลี่ย 43,673 เที่ยวคัน/วัน ในปีแรกเปิดให้บริการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9859</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, ทล., ธานินทร์ สมบูรณ์, พีพีพี, มอเตอร์เวย์, สายนครปฐม-ชะอำ, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab3aadf6ac53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2018 10:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2018 10:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.เดินหน้าศึกษาสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่6</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมทางหลวง เดินหน้า ศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจฯ โครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย &amp;ndash; ลาว แห่งที่ 6 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง พร้อมรับ EEC คาดออกแบบแล้วเสร็จ ก.ค. 61
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
24 ม.ค.61-นายประมณฑ์ สถาพรนานนท์ วิศวกรใหญ่ด้านสำรวจและออกแบบ กรมทางหลวง(ทล.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย &amp;ndash; ลาว แห่งที่ 6 (อุบลราชธานี &amp;ndash; สาละวัน) เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว มีความคืบหน้ากว่า 50%และคาดว่าจะออกแบบแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2561 พื้นที่ศึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานี ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาตาล อำเภอเขมราฐ โดยแนวเส้นทางที่ได้รับการคัดเลือกและเหมาะสมของโครงการมีจุดเริ่มต้นที่ กม.23+350 (บ้านโนนตาล ต.นาตาล &amp;nbsp;อ.นาตาล) จุดสิ้นสุดที่ กม.546+800 (เมืองละคอนเพ็ง แขวงสาละวัน) รวมความยาวโดยประมาณ 25.8 กิโลเมตร สำหรับรูปแบบของสะพานจะเป็นสะพานโค้ง ARCH ซึ่งเป็นระบบ Tied Arch คานสะพานเป็นคอนกรีตหรือผสมระหว่างเหล็กกับคอนกรีต ทำให้โครงสร้างสะพานมีความแข็งแรง มีความโดดเด่นด้วยเส้นนอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการส่งออกสินค้าจากประเทศไทยไปเมืองละครเพ็ง แขวงสาละวัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้มีการขนส่งทางเรือผ่านด่านพรมแดนบ้านปากแซง จ.อุบลราชธานี ทำให้ขนส่งสินค้าได้จำนวนน้อยและ ไม่สะดวกในการเดินทาง ซึ่งจากการประชุมเรื่องการพัฒนาร่วมกันเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ระหว่างฝ่ายไทยกับฝ่ายสปป.ลาว จึงเห็นควรให้มีการจัดทำโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงบริเวณนี้ โดยการศึกษาต้องพิจารณาถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาทางหลวงให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาเซียนต่อไป อีกทั้ง โครงข่ายสะพานมิตรภาพไทย &amp;ndash; ลาว แห่งที่ 6 จะช่วยให้ประชาชนเดินทางระหว่างจังหวัดอุบลราชธานีกับแขวงสาละวัน สปป.ลาว ได้สะดวก รวดเร็ว ลดระยะเวลาการเดินทาง รวมทั้ง ส่งเสริมภาคธุรกิจขนส่งและการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1645</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ไทย, ทล., ลาว, สะพานมิตรภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180124/image_big_5a680383ae4b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
