<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112852</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 16:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 16:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นพพร ลุยทวงหนี้ &#039;ณพ ณรงค์เดช&#039; ก้อนแรก 70 ล้านเหรียญสหรัฐ พ่วงฟ้อง พรบ.คอมพิวเตอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 นายนพพร ศุภพิพัฒน์ อดีตผู้ถือหุ้นวินด์ เอนเนอยี่ และเจ้าหนี้ของนายณพ ณรงค์เดช เปิดเผยถึงความคืบหน้าของข้อพิพาทระหว่างตนเองและนายณพว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายให้ทนายดำเนินการยื่นคำร้องขอให้อนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ ดำเนินคดีใหม่แล้ว&amp;nbsp; โดยการยื่นเรื่องให้อนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์พิจารณาประเด็นกระบวนการพิจารณาและเนื้อหาทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อที่จะได้ตัดสินประเด็นภาระหนี้ที่นายณพ ยังค้างชำระเงินจากการซื้อหุ้นบริษัท วินด์ เอนเนอยี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังจากที่ อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้พิจารณาตัดสินชี้ขาด ให้นายณพ ชำระหนี้ค่าหุ้นส่วนแรก มูลค่ากว่า 70 ล้านเหรียญสหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว แต่นาย ณพ ก็ยังไม่ได้ชำระหนี้ในส่วนนี้&amp;nbsp; ขณะที่ส่วนคำชี้ขาดส่วนที่สองของค่าหุ้นส่วนที่เหลือกว่า 525 ล้านเหรียญนั้น ตนขอพึ่งอนุญาโตตุลาการแห่งประเทศสิงคโปร์ ให้ช่วยวินิจฉัยปัญหาอีกครั้ง เพื่อชี้ขาดประเด็นเรื่องภาระหนี้ส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด และค่าใช้จ่ายที่ นายณพ ณรงค์เดชค้างชำระ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายนพพร ยังได้ยื่นฟ้อง นายณพ และนางพอฤทัย ณรงค์เดช ภรรยา ในข้อหาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ตามพรบ.คอมพิวเตอร์ ภายหลังจากที่ทั้งสองคน ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ส่วนตัว ที่บิดเบือนความจริง จนทำให้บุคคลทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ที่ทำให้ผู้ถือหุ้นวินด์เข้าใจผิดว่า ข้อพิพาททั้งหมดสิ้นสุดแล้ว และไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อตน และคดีความอื่นๆ ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่&amp;nbsp;โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 13 ธันวาคม 2564 เวลา 13.00 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112852</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณพ ณรงค์เดช, ทวงหนี้, นพพร ศุภพิพัฒน์, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, วินด์ เอนเนอยี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611247570f59c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49898</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/11/2019 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/11/2019 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหี้ยม!อดีตกำนันบุกทวงหนี้ไม่ได้ รัวยิงดับ 3 ศพไม่เว้นเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ย 62 - เมื่อเวลา 08.00 น.ร.ต.ท.นันทิยา รักดี รอง สว.(สอบสวน)สภ.เมืองชุมพร ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันตายหลายศพที่บ้านเลขที่ 9/2 หมู่ 7 ตำบลขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบพร้อมด้วย พ.ต.อ.ภัคพล ทวิชศรี รอง ผบก.ภ.จ.ชุมพร พ.ต.อ.ธานี นากหกวิ ผกก.สส.ภ.จ.ชุมพร พ.ต.ท.ปนินทร โชติ รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ต.ชนะภัย บุญนาค สวป. พร้อมกำลังชุดสายตรวจ สายสืบ ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่เกิดเหตุเป็นถนนหมู่บ้านสายทุ่งเบี้ยห่างจากถนนเอเชีย 41 ประมาณ 5 กม.บ้านหลังเกิดเหตุอยู่ในซอยขุนศรี เป็นบ้านปูนชั้นเดียวหลังใหญ่หลังคาทำเป็นดาดฟ้า รอบๆเป็นสวนทุเรียนและกล้วยหอมทอง รวมพื้นที่กว่า 15 ไร่ ตรวจสอบที่หน้าบ้านมีรถเก๋งโตโยต้าวีออส สีบรอนด์ ทะเบียน กง 585 ชุมพร จอดอยู่ บริเวณโต๊ะนั่งรับแขกใกล้ประตูเข้าบ้าน พบศพทราบชื่อคือ นางจินดา พรหมทอง อายุ 61 ปี เจ้าของบ้าน สภาพนอนตายอยู่โต๊ะนั่งรับแขก มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืนขนาด 9 มม.ที่ใบหน้า 3 นัด ส่วนอีกศพอยู่ใกล้ๆกัน ทราบชื่อคือ นางพรทิพย์ ทองพรหม อายุ 38 ปี เป็นลูกสาวของนางจินดา ถูกยิงด้วยปืนขนาดเดียวกันที่ใบหน้า 2 นัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในห้องครัวในบ้านพบศพทราบชื่อคือ เด็กหญิงนัยปพร ภูวิชิต อายุ 13 ปี ลูกสาวของนางพรทิพย์ และเป็นหลานของนางจินดา นอนตายอยู่ใต้โต๊ะกินข้าว ถูกยิงด้วยปืนชนิดเดียวกันที่ศีรษะและใบหน้ารวม 5 นัด ส่วนบนโต๊ะมีจานข้าว 3 จานพร้อมกับข้าวลักษณะกำลังนั่งกินกันอยู่ ที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนตั้งแต่หน้าบ้านเข้าไปถึงในบ้าน กว่า 10 ปลอก จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีผู้รอดชีวิตอีก 2 คน เป็นเด็กหญิงอายุ 15 ปี และเด็กชายอายุ 12 ปี ทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน และเป็นลูกสาวของนางพรทิพย์ผู้เสียชีวิต ซึ่งวิ่งหนีได้ทันขณะมือปืนไล่ยิงไม่เลือกหน้าออกไปขอความช่วยเหลือจากญาติๆ ในละแวกใกล้เคียง เนื่องจากทั้ง 2 คน ยังเป็นเด็กและอยู่ในอาการตกใจ เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบนำตัวออกไปเพื่อสอบปากคำเป็นพยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวนนายอนนต์ ภูวิชิต อายุ อายุ 38 ปี สามีของนางพรทิพย์และเป็นลูกเขยนางจินดาผู้ตายกล่าวว่า ช่วงเช้าตนได้รีบขับรถออกไปทำงานแถวสี่แยกปฐมพร ส่วนแม่ยายกับภรรยาได้เตรียมหาอาหารให้ลูกๆตนทั้ง 3 คน ได้กินเพื่อจะไปส่งที่โรงเรียนซึ่งลังเรียนอยู่ชั้น ม.3, ม 1. และ ป.6 &amp;nbsp;โรงเรียนเอกชนในตัวเมืองชุมพร &amp;nbsp;หลังจากตนกำลังขับรถไปที่ทำงานได้ไม่นานลูกสาวคนโตอายุ 15 ปีที่รอดชีวิตกับน้องชายวัย 12 ปี โทรมาบอกตนว่าแม่กับยายและน้องสาวอายุ 13 ปี ได้ถูก &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; อดีตกำนันตำบลขุนกระทิงบุกมายิงตายทั้ง 3 คน แล้ ส่วนพี่สาวกับน้องชาวคนสุดท้องวิ่งหนีตายรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด ตนตกใจมากจึงรีบขับรถมาที่บ้านทันทีก็พบว่าทั้งแม่ยายภรรยาและลูกสาวคนกลางของตนถูกยิงตายอย่างโหดเหี้ยมแล้ว ซึ่งมือปืนคือ &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; มีบ้านอยู่ห่างกันประมาณ 3 กม. เคยมาที่บ้านบ่อย และเมื่อ 2 วันที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุก็ได้มาหาแม่ยายตนส่วนจะพูดคุยกันเรื่องอะไรนั้นตนไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสุวพิศ เกตุสถิต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลขุนกระทิงกล่าวว่า ผู้ก่อเหตุคือ &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง รู้จักสนิทกับตนก่อนเกิดเหตุได้มาปรึกษาพูกคุยกับตนว่า นางจินดาเจ้าของบ้านเป็นหนี้อยู่หลายล้านบาท ได้มาทวงหลายครั้งก็ผัดผ่อนเรื่อยมา ตอนนี้ตนเองกำลังย่ำแย่เดือนร้อนเรื่องเงินไม่รู้จะไปหาที่ไหน ส่วนสาเหตุจะมาจากเรื่องอะไรนั้นตนไม่ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ภัคพล ทวิชศรี รอง ผบก.ภ.จ.ชุมพร กล่าวว่าหลังเกิดเหตุได้ไม่นานตอนนี้ &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; หรือ นายสุนันท์ รามดง อายุ 65 ปี อดตีกำนัน อยู่บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ 7 ตำบลขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร มือปืนที่ก่อเหตุยิง 3 ศพ ได้ขับรถยนต์กระบะไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองชุมพรแล้วพร้อมปืนขนาด 9 มม.ที่ใช้ก่อเหตุ เบื้องต้นได้รับรายงานว่าสาเหตุมาจากปัญหาเรื่องหนี้สินที่ผู้ตายกู้ยืมจาก &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; มือปืนซึ่งต้องรอผลการสอบสวนผู้ต้องหาอย่างละเอียดถึงสาเหตุที่แท้จริงอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสอบสวนของตำรวจหลังผู้ก่อเหตุเข้ามอบตัวทราบว่า นายสุนันท์ รามดง หรือ&amp;rdquo; กำนันไข่&amp;rdquo; อดีตกำนันตำบลขุนกระทิง ช่วงเช้าได้เดินทางมาหา นางจินดา พรหมทอง อายุ 61 ปี เจ้าของบ้าน เพื่อมาทวงหนี้ที่กู้ยืมไปลงทุนทำสวนทุเรียนและกล้วยหอมทองจำนวนกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2558 และได้ทยอยจ่ายเป็นเบี้ยหัวแตกมาเรื่อยๆจนเหลือประมาณ 8 ล้านบาท ประกอบกับช่วงหลัง &amp;ldquo;กำนันไข่&amp;rdquo; มีความเดือนร้อนเรื่องเงิน และที่ดินซึ่งจำนองไว้ก็กำลังจะถูกยึด จึงมาตามมาทวงหนี้อีก แต่ผู้ตายยังไม่มีให้จนเกิดมีปากเสียงกันขึ้นอย่างรุนแรง จึงชักปืนยิงรัวใส่นางจินดาและนางพรทิพย์ซึ่งกำลังนั่งอยู่ด้วยที่โต๊ะรับแขกหน้าบ้าน เพื่อจะขับรถเก๋งออกไปส่งลูกๆทั้ง 3 คน ไปส่งที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หลังจากรัวยิงทั้ง 2 ศพที่หน้าบ้านแล้ว กำนันไข่ได้ถือปืนวิ่งเข้าไปในบ้านยิง เด็กหญิงนัยปพร อายุ 13 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 ที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่จนตายคาจานข้าว ส่วนพี่สาวอายุ 15 ปี เรียนชั้น ม.3 และน้องชายอายุ 12 ปี เรียนชั้น ป.6 กำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันได้วิ่งหนีออกไปทางตูหลังบ้านได้ทัน แล้วไปขอความช่วยเหลือจากญาติในละแวกใกล้เคียง &amp;nbsp;หลังจากก่อเหตุได้ไม่นานกำนันไข่มือปืนได้ขับรถยนต์ไปมอบตัวกับตำรวจ สภ.เมืองชุมพร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวไปสอบสวนอย่างเคร่งเครียดก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะต้องรอสอบปากคำพยานและญาติฝ่ายผู้ตายด้วย เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป.
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49898</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำนันไข่, ทวงหนี้, สภ.เมืองชุมพร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191109/image_big_5dc67f8ab5fc9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 20:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศในราชกิจจาฯห้าม &#039;เจ้าหนี้&#039; ทวงหนี้เกินวันละ1ครั้ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.62 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ เรื่อง จำนวนครั้งในการติดต่อทวงถามหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา๙ (๓) และมาตรา ๑๖ (๑) แห่งพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘ คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ๑ ประกาศนี้เรียกว่า&amp;ldquo;ประกาศคณะกรรมการก ากับการทวงถามหนี้ เรื่อง จำนวนครั้งในการติดต่อทวงถามหนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ๒ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นก าหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ให้ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ได้ทราบการทวงถามหนี้ ไม่เกินหนึ่งครั้งต่อหนึ่งวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศณ วันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการกำกับการทวงถามหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมายเกี่ยวกับการทวงหนี้นั้น ทางเพจเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;Law Inspiration&amp;nbsp;ได้อธิบายไว้ว่า กฎหมายทวงหนี้ 1 ครั้งต่อหนึ่งวันนั้นจะเริ่มบังคับใช้วันที่ 21 พ.ย. 62 นี้เป็นต้นไป การทวงหนี้หมายถึงการทวงหนี้ตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 เท่านั้น ไม่รวมถึงการทวงหนี้ทั่วไป ผู้ทวงถามหนี้ตามกฎหมายนี้ หมายถึงเจ้าหนี้ผู้ให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือคนที่ซื้อหรือรับโอนหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ที่สำคัญ คือ หนี้นั้นจะเป็นหนี้โดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เข้าข่ายทั้งสิ้น โดยตัวอย่างเจ้าหนี้ตามกฎหมายนี้ เช่น ธนาคาร บริษัทบัตรเดคริต บริษัทเช่าซื้อ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเป็นกรณีเพื่อนยืมเงินเพื่อนแล้วไม่คืน ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ แต่ถ้าเจ้าหนี้ทวงเกินวันละหนึ่งครั้ง มีความผิดทางปกครอง คณะกรรมการทวงหนี้สามารถสั่งให้หยุดได้ ถ้าไม่หยุดก็อาจโดนโทษปรับทางปกครองสูงสุด 100,000 บาท นอกจากห้ามทวงหนี้เกินวันละหนึ่งครั้งแล้ว พ.ร.บ. ยังกำหนดเรื่องการทวงหนี้ว่า ห้ามพูดจาดูหมิ่นลูกหนี้, ห้ามข่มขู่ใช้ความรุนแรง, ห้ามประจาน และ ทวงได้แค่ 08.00 - 20.00 วันจันทร์ - ศุกร์ ส่วนวันหยุดราชการทวงได้ตั้งแต่ 08.00 - 18.00 เท่านั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44136</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวงหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190418/image_big_5cb8838b37db0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2019 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2019 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เหวง&#039;ชมรัฐบาลส่งของเยี่ยม&#039;จ่านิว&#039;เป็นสิ่งที่รัฐบาลที่มีจิตสำนึกดีงามต้องทำอยู่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.62-นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าเรื่องจ่านิวเป็นเรื่อง&amp;quot;การคุกคามสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตย&amp;quot; เป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องปกป้องพิทักษ์รักษาสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด รัฐบาลไม่ใช่เพียงแค่ส่งเจ้าหน้าที่และสิ่งของไปเยี่ยมเยียนพร้อมกับรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นทั้งหมดเท่านั้น (ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลที่มีจิตสำนึกดีงามต้องทำอยู่แล้ว) แต่รัฐบาลต้องดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดแลผู้สั่งการและ นำตัวผู้ดำเนินการทั้งหมดมารับโทษทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเรื่องที่น่าฉงนสงสัยและน่าเป็นห่วงที่ ที่ปรึกษารองนายกฯฝ่ายความมั่นคงกล่าวว่าเรื่องจ่านิวมีเค้าเกี่ยวโยงกับกลุ่มทวงหนี้นอกระบบ ซึ่งบ่งบอกชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะบิดเบือนเรื่องที่เกิดขึ้นให้จ่านิวเสียหาย เพราะจ่านิวไม่ได้มีกรณีกู้หนี้นอกระบบแต่อย่างใด แต่จ่านิวเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านการยึดอำนาจรัฐประหารและเรียกร้องสนับสนุนประชาธิปไตยมาโดยตลอด การกระทำของที่ปรึกษารองนายกจึงเท่ากับต้องการทำให้ทิศทางคดีผิดทิศผิดทางไปโดยสิ้นเชิงใช่หรือไม่? สงสัยว่ารัฐบาลต้องการเช่นนั้นหรือเปล่า?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีกรณีที่เกิดกับเอกชัยหงส์กังวาลและฟอร์ดเส้นทางแดงที่คล้ายคลึงกับกรณีของจ่านิวที่ถูกลักลอบรุมทำร้ายอันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่คัดค้านเผด็จการเรียกร้องประชาธิปไตยดังนั้นหากรัฐบาลจริงใจในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบในการจับกุมคนร้ายและผู้บงการดังกล่าวมาลงโทษทางกฎหายให้ได้และต้องสร้างหลักประกันการแสดงออกทางการเมืองที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไปในอนาคต.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40013</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่านิว, ทวงหนี้, น.พ.เหวง โตจิราการ, แกนนำนปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180623/image_big_5b2e517cc75a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
