<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 12:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.ผนึกการเคหะฯ ใช้ที่ดินรถไฟสร้างที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค.2564-นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)และนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ด้านบูรณาการใช้ที่ดินของการรถไฟฯ เพื่อจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยมี พลตรี ดร. เจียรนัย วงษ์สอาด ประธานกรรมการการเคหะแห่งชาติ นายมงคล จันทษี ผู้ช่วยผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และนายเอก สิทธิเวคิน รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน การรถไฟฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม ชั้น 3 อาคาร 5 สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายนิรุฒ กล่าวว่า ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการการใช้ที่ดินของการรถไฟฯ เพื่อจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย ระหว่างการรถไฟฯ กับการเคหะแห่งชาติในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อย ซึ่งความร่วมมือนี้ถือเป็นภารกิจเพื่อสังคมที่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมระหว่างสองหน่วยงาน ตามกรอบระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2564 &amp;ndash; 2569) ในการวางแผนพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการฯ โดยใช้ที่ดินของการรถไฟฯ เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ข้าราชการบำนาญ พนักงานรถไฟที่ปฏิบัติงานหรือเกษียณอายุไปแล้ว รวมถึงกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างของภาครัฐ และประชาชนทั่วไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
นายนิรุฒ กล่าวว่าปัจจุบัน การรถไฟฯ ได้จัดทำโครงการพัฒนาการบริหารที่ดินของการรถไฟฯ ทั่วประเทศ เพื่อนำมาจัดประโยชน์ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด และในขณะเดียวกันก็จัดพื้นที่บางส่วนมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามนโยบายของรัฐบาล และทิศทางการพัฒนาของประเทศ ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;การบูรณาการร่วมกันของทั้งสององค์กร คือการรถไฟแห่งประเทศไทย และการเคหะแห่งชาติในครั้งนี้ มุ่งหวังที่ช่วยแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ให้มีที่อยู่อาศัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119142</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.), การเคหะแห่งชาติ, ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, นิรุฒ มณีพันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211008/image_big_615fd8380b13f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเคหะฯ รับโควิดกระทบกำไรไม่ได้ตามเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย. 2564 นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อแผนงานของการเคหะฯ ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง การส่งมอบที่ล่าช้ากว่าเป้าหมายที่กำหนด รวมถึงการลงทุนแบบ PPP ที่อาจจะต้องนำทุกเรื่องกลับมาพิจารณาใหม่ เพื่อหาแนวทางและภาคเอกชนที่จะเข้ามาลงทุนได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น ส่วนผลประกอบการในปี 64 คงมีกำไรน้อยกว่าที่ประมาณการณ์ไว้ แต่ก็ยังได้กำไร 700 กว่าล้านบาท &amp;nbsp;แต่ก็ยังพยายามผลักดันเป้าหมายในปี 65 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับผลการดำเนินงานของการเคหะแห่งชาติปี 64 ได้มีการปรับปรุงองค์กรในหลายมิติ รวมถึงหาแนวทางจะทำให้องค์กรมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดภาระค่าเช่าให้กับประชาชน รวมทั้งการเคหะแห่งชาติจะเข้าไปปรับปรุงซ่อมแซมห้องพักอาศัย ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในโครงการ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนให้ผู้อยู่อาศัยมีรายได้เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะเดียวกันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก จึงออกมาตรการการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ลูกค้าใหม่ ในอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อ 0 % และลดราคาขายพิเศษ &amp;nbsp;โครงการบ้านเอื้ออาทร 56 โครงการ หน่วยละ 250,000 - 520,000 บาท และยังมีบ้านเช่าราคาพิเศษ 999 - 1,200 บาท/เดือน จำนวน 84 โครงการ ขณะที่ลูกค้าเช่าซื้อปัจจุบัน ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 6.50 % ทุกประเภทสัญญา พร้อมปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้าเช่าซื้ออีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนลูกค้าเช่าและจัดประโยชน์ จัดโปรโมชันระยะเวลา 5 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 31 ธันวาคม 64 สำหรับกลุ่มลูกค้าเช่ารายย่อยโครงการอาคารเช่า ปรับลดค่าเช่าที่มีราคาค่าเช่าตั้งแต่ 999 บาท/เดือนขึ้นไป ปรับลดเหลือ 999 บาท/เดือน หากค่าเช่าเดิมต่ำกว่า 999 บาท/เดือน ให้ปรับลดราคา 50% กลุ่มเช่าจัดประโยชน์ในโครงการของการเคหะแห่งชาติ ปรับลดค่าเช่าเป็นเวลา 2 เดือน ตามสัดส่วนของผลกระทบที่ได้รับในอัตรา 30 % และ 50% เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115460</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเคหะแห่งชาติ, ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c322ef906ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2021 12:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2021 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การเคหะแห่งชาติ ผนึกภาคีสำคัญ เดินหน้า “SSC” โครงการชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชิญชวนเข้าชมและร่วมกิจกรรมนิทรรศการออนไลน์ความก้าวหน้าโครงการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยการเคหะแห่งชาติ เผยแพร่นิทรรศการ โครงการชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Smart and Sustainable Community for Better Well-being: SSC) ผ่านช่องทางออนไลน์ https://www.nha.co.th เชิญชวนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการ และการเสวนาหัวข้อ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การพัฒนาความยั่งยืนให้กับชุมชน&amp;rdquo; พร้อมร่วมกิจกรรมแสดงความคิดเห็น และลุ้นรับของที่ระลึกจากการเคหะแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 14 - 25 มิถุนายน 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติได้ดำเนินโครงการชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (Smart and Sustainable Community for Better Well-being) หรือ &amp;ldquo;SSC&amp;rdquo; มาตั้งแต่ปี 2560 และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) รวมถึงบริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด ในการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;SSC&amp;rdquo; ในมิติที่แตกต่างกัน สามารถเดินหน้าโครงการนำร่องที่โครงการบ้านเอื้ออาทรบางโฉลง (นิติบุคคล 1) ได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นแนวทางสำคัญของโครงการบ้านเคหะสุขประชา &amp;ldquo;บ้านเช่าพร้อมอาชีพ&amp;rdquo; ที่การเคหะแห่งชาติกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวต่อว่า การเคหะแห่งชาติได้รวบรวมข้อมูลและความก้าวหน้าของการดำเนินโครงการ &amp;ldquo;SSC&amp;rdquo; จัดทำเป็นนิทรรศการในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนผู้สนใจสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยังสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน รวมถึงยังเปิดช่องทางการแสดงความคิดเห็นเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการดำเนินโครงการชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในครั้งนี้อีกด้วย โดยเนื้อหาสำคัญของนิทรรศการเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเผยแพร่การเสวนาหัวข้อ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การพัฒนาความยั่งยืนให้กับชุมชน&amp;rdquo; การเคหะแห่งชาติได้บันทึกเทปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 เป็นกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืนโดยมีผู้แทนจากภาคีสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ &amp;ldquo;SSC&amp;rdquo; เข้าร่วมเสวนา ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล กรรมการการเคหะแห่งชาติ และรองคณบดีด้านยุทธศาสตร์นวัตกรรมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงภาพรวมแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงการก้าวไปสู่ Smart and Sustainable Community โดยการบูรณาการด้วยหลัก 3P ได้แก่ Profit ผลกำไร, People คุณภาพชีวิตของประชาชน และ Planet สิ่งแวดล้อม ขณะที่ นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานด้าน SSC ของการเคหะแห่งชาติที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 พร้อมทั้งการจัดทำโครงการนำร่องที่เกิดขึ้นในโครงการบ้านเอื้ออาทรบางโฉลง (นิติ 1) รวมทั้งแนวทางของ SSC ที่อยู่ในการขับเคลื่อนโครงการบ้านเคหะสุขประชา ตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร. ณัฐวิญญ์ ชวเลิศพรศิยา&amp;nbsp; ผู้อำนวยการโครงการ Industrial Liaison Program (ILP) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงแนวทางการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ด้านความมั่นคงของระบบนิเวศ การจัดการสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ขณะที่ นายจรัญ คำเงิน ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวถึง แนวทางความร่วมมือกับการเคหะแห่งชาติในการสนับสนุน Smart and Sustainable Community จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน ส่วน ดร. สิริพัชร์ ไผ่สุวัฒน์ Innovation Specialist บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะภายในชุมชนเพื่อความยั่งยืนที่มุ่งเน้นแนวทางการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการพัฒนาเพื่อป้องกันโรคมากว่าการรักษาโรคเพื่อให้ชุมชนมีความสุขอย่างยั่งยืน และ นายสรณัญช์ ชูฉัตร&amp;nbsp; ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวถึงแนวทางการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้กับ SSC และการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายหลัง COVID-19 เพื่อเป้าหมายการลดต้นทุนการใช้ชีวิตของคนอันนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี เกิดความสร้างสรรค์เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นิทรรศการออนไลน์ในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นการรวบรวมข้อมูลและความก้าวหน้าของโครงการ SSC รวมถึงเปิดมุมมองเกี่ยวกับชุมชนอัจฉริยะและน่าอยู่อย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในมิติต่างๆ ผู้สนใจสามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์ จึงขอเชิญชวนร่วมรับชมและร่วมกิจกรรมได้ที่ https://www.nha.co.th รวมทั้งติดตามความเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมเกี่ยวกับ SSC ได้ที่เว็บไซต์และแฟนเพจของการเคหะแห่งชาติ&amp;rdquo; ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติกล่าวเชิญชวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106317</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเคหะแห่งชาติ, คุณภาพชีวิต, ชุมชนอัจฉริยะ, ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210614/image_big_60c6e8212e7de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผู้ว่ากคช.&#039;โต้จิรายุ! ยัน&#039;บ้านเคหะสุขประชา&#039;โปร่งใสทำตามขั้นตอนกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 64 - นายทวีพงษ์&amp;nbsp; วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวถึงกรณีที่ นายจิรายุ&amp;nbsp; ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีตั้งกรรมการสอบกรณีโครงการบ้านเคหะสุขประชาว่า การเคหะแห่งชาติพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกขั้นตอน และได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ในประเด็นเกี่ยวกับการดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชา รวมถึงความชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินโครงการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การเคหะแห่งชาติขอยืนยันว่าได้ดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชาตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ โครงการที่ได้ทำไปนั้นเป็นการนำทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอดีตอันเป็นผลมาจากอดีตที่มีการหาผลประโยชน์และสร้างความเจ็บปวดให้การเคหะแห่งชาติ มาจัดสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยตามภารกิจของการเคหะแห่งชาติที่ต้องการให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงเป็น &amp;ldquo;บ้านเช่าพร้อมอาชีพ&amp;rdquo; สร้างเศรษฐกิจคู่ขนานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID &amp;ndash; 19) อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐเป็นเรื่องปกติของสภาผู้แทนราษฎร การเคหะแห่งชาติดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชายึดหลักความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และเตรียมชี้แจงจัดทำเอกสารรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายกรัฐมนตรีต่อไป&amp;rdquo; ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106044</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิรายุ ห่วงทรัพย์, ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, นายกฯ, บ้านเคหะสุขประชา, ผู้ว่าฯการเคหะ, สภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c322ef906ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2020 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดินหน้ายกเครื่องการเคหะ ปั้นบ้านสุขประชานำร่องอีอีซีช่วยผู้มีรายได้น้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป้าหมายแรกของการสร้างบ้าน เริ่มนำร่อง 4 โครงการ 4 ทำเล ในเขตกรุงเทพฯ เบื้องต้นจะเร่งสร้าง 2 โครงการในพื้นที่กทม.ให้แล้วเสร็จประมาณ 100 หลัง และจังหวัดในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่างโครงการที่พลูตาหลวง ชลบุรี เนื้อที่ 30 ไร่ จำนวน 448 หลัง และโครงการที่มาบตาพุด ระยอง เนื้อที่ 23 ไร่ จำนวน 324 หลัง เป้าหมายหลักคือจัดหาที่พักอาศัยบ้านราคาถูกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่อีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจกำลังซื้อประชาชนที่ชะลอตัวมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การลงทุนซื้อที่พักอาศัยอาจจะไม่เอื้อต่อผู้มีรายได้น้อยมากนัก โดยที่ผ่านมาหากจะกล่าวถึงโครงการต่างๆ ที่ดำเนินงานภายใต้การเคหะแห่งชาติ ต้องบอกว่าภาพลักษณ์มักจะเป็นชุมชนแออัด นับจากนี้การพลิกโฉมโครงการที่พักอาศัยของการเคหะแห่งชาติ จะทำให้ผู้คนต้องปรับมุมมองที่มีต่อองค์กรแห่งนี้ใหม่ โดยเฉพาะ &amp;quot;บ้านเคหะสุขประชา&amp;quot; ที่จะเป็นเรือธงหลักของการสร้างนิยามใหม่สำหรับการมีบ้านสักหลังของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผุดบ้านแสนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) เปิดเผยว่า แนวทางของการบริหารของการเคหะแห่งชาตินับจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการสร้างบ้านและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น จากที่ผ่านมาจะเห็นว่าเน้นสร้างโครงการที่พักอาศัยเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้บูรณาการด้านต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนมากนัก มองว่าการนำเทคโนโลยีหรือไอทีเข้ามาช่วยบริการจัดการ จะทำให้ทุกอย่างเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังลดปัญหาคอร์รัปชันได้ส่วนหนึ่งอีกด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้อย่างแรกเลยคือต้องเข้าไปจัดการกับ sunk cost จากโครงการบ้านเอื้ออาทรเดิมก่อน รวมถึงยังมีโครงการที่ผู้รับเหมาไม่สานงานต่อจนเสร็จ ซึ่งมีอยู่ 94 โครงการทั่วประเทศ เนื้อที่รวม 4,400 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำสำรวจความเป็นไปได้ของแต่ละโครงการ เพื่อจัดกลุ่มโครงการเกรดระดับเอ บี และซี ถ้าเป็นเอจะไปต่อได้ทันที เกรดบีจะเป็นโครงการที่ต้องปรับโครงการก่อน ส่วนเกรดซีคงเป็นโครงการที่ไปต่อไม่ได้&amp;rdquo; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ในอนาคตยังเตรียมความพร้อมเพื่อเดินหน้าโครงการ &amp;quot;บ้านเคหะสุขประชา&amp;quot; ซึ่งจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยว และมีการพัฒนาชุมชน เปรียบเสมือนนิคมสร้างตนเอง และนอกเหนือจากโซนที่พักอาศัยแล้ว จะจัดให้มีพื้นที่ &amp;quot;เศรษฐกิจสุขประชา&amp;quot; ภายในชุมชนนั้นๆ อีกด้วย มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยประกอบอาชีพอิสระในชุมชน รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนตามภูมิสังคมของพื้นที่นั้นๆ เริ่มตั้งแต่การผลิตไปจนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในเขตเมืองจัดทำเป็นตลาดชุมชน เนื่องจากประชาชนที่อยู่ในเมืองมักจะประกอบอาชีพอยู่แล้ว ส่วนโครงการในพื้นที่ภูมิภาคจัดให้มีการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และกสิกรรม เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการบ้านเช่าจะต้องเร่งผลักดันจำนวน 1 แสนหลังภายใน 5 ปี โดยใช้ที่ดินของการเคหะฯ ในการก่อสร้างทั้งหมด เนื่องจากที่ดินของการเคหะฯ มีอยู่อีกมาก ทั้งที่ดินที่เป็น sunk cost เนื้อที่รวม 4,400 ไร่ และที่ดินแลนด์แบงก์ของการเคหะฯ เองอีก 4,500 ไร่ จากการสำรวจพบว่ายังมีที่ดินหลายๆ แปลงก็มีศักยภาพที่พร้อมจะพัฒนาโครงการได้อยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นำร่อง กทม.-อีอีซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ เป้าหมายแรกของการสร้างบ้าน เริ่มนำร่อง 4 โครงการ 4 ทำเล ในเขตกรุงเทพฯ เบื้องต้นจะเร่งสร้าง 2 โครงการในพื้นที่ กทม.ให้แล้วเสร็จประมาณ 100 หลัง และจังหวัดในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการที่พลูตาหลวง ชลบุรี เนื้อที่ 30 ไร่ จำนวน 448 หลัง และโครงการที่มาบตาพุด ระยอง เนื้อที่ 23 ไร่ จำนวน 324 หลัง เป้าหมายหลักคือจัดหาที่พักอาศัยบ้านราคาถูกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่อีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;กคช.มีภารกิจในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง พัฒนาที่อยู่อาศัยทั่วประเทศแล้วกว่า 7 แสนยูนิต เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจการพัฒนาที่อยู่อาศัยในโครงการเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาลจัดหาที่พักอาศัยบ้านราคาถูกให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ใช้แรงงานภาคอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่อีอีซี และพื้นที่เขตอุตสาหกรรมได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แบ่งออกเป็น 3 ทางเลือก ได้แก่ 1.เช่าเริ่มต้น 999 บาทต่อเดือน 2.เช่าซื้อดอกเบี้ย 0% ในปีแรก และ 3.Shock Price ราคาขายเริ่มต้น 3.9 แสนบาท&amp;quot; นายทวีพงษ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปรับภาพลักษณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านเคหะสุขประชาจะจัดสร้างปีละ 20,000 หน่วย และส่งมอบในวันที่ 28 กรกฎาคมของทุกปี มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ข้าราชการชั้นผู้น้อย ข้าราชการเกษียณ โดยเป็นโครงการบ้านเดี่ยว เนื่องจากมองเห็นแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ว่าประชาชนหลีกเลี่ยงการพักอาศัยในอาคารชุด ที่สำคัญของโครงการของการเคหะฯ นับจากนี้จะต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์จากชุมชนแออัด เป็นโครงการที่มีพื้นที่สันทนาการ อาคารพื้นที่จอดรถ ส่วนที่เหลือจะสร้างเป็นเศรษฐกิจสุขประชา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชาจะแตกต่างจากโครงการบ้านเอื้ออาทร เพราะภายในโครงการจะสร้างงานให้ก่อเกิดเป็นนิคมสร้างตนเอง อย่างในกรุงเทพฯ ที่จะนำร่องจะเป็นตลาดคอมมูนิตี้มอลล์ อาจจะเป็นการเชิญชวนเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการด้วยกัน โดยแนวทางของการสร้างอาชีพในลักษณะนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้คนมีรายได้มาผ่อนค่าเช่าบ้าน มองว่าเพียงแค่จำนวนของคนที่พักอาศัยอยู่ในโครงการ ก็จะช่วยกันเป็นผู้ซื้อผู้ขาย สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้เกิดขึ้น&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีรับทราบว่าการเคหะฯ เตรียมโครงการต่างๆ แล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีปัญหาในช่วงนี้ แต่ก็เป็นจังหวะที่ดีของการรีแบรนด์ตัวเองให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตหลังโควิด-19 สิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าเดิมทีจะเน้นสร้างเพื่อขายมากถึง 85% ส่วนอีก 15% เป็นเพื่อเช่า แต่ &amp;ldquo;พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรี เล็งเห็นว่าในช่วงหลังโควิดอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง จึงมอบหมายให้การเคหะฯ ได้ดำเนินสร้างที่พักอาศัยที่ดีทั้งคุณภาพของบ้านและชีวิตให้แก่ประชาชน การเคหะฯ จึงได้ปรับแนวคิดการดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชา จากซื้อหรือเช่า เป็นเช่าแล้วซื้อ (Rent to buy) เพื่อเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดภาระของคนที่ต้องการซื้อบ้านการเคหะฯ สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนจากการสร้างเพื่อขาย เป็นการสร้างเพื่อให้เช่าไปก่อน จึงเปลี่ยนเป็นการซื้อเมื่อประชาชนมีความพร้อมด้านกำลังซื้อมากขึ้นภายหลัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ขายพันธบัตรปั้นงบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ยังได้ออกพันธบัตรในรูป Social Bond เพื่อจำหน่ายนักลงทุนแทนการของบประมาณรัฐบาล และจัดระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย ในช่วงที่ผ่านมาการเคหะแห่งชาติได้ดำเนินการออกและเสนอขายพันธบัตรเพื่อสังคมของการเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2563 วงเงินรวม 6,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นพันธบัตรเพื่อสังคมที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจรุ่นแรกในตลาดทุนของประเทศไทย และเป็นการออกพันธบัตรเพื่อสังคมของรัฐวิสาหกิจกลุ่มแรกๆ ของตลาดทุนอาเซียน โดยการออกพันธบัตรฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อ Refinance การลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยทั้งประเภทเช่า เช่าซื้อ และซื้อที่มีระดับราคาที่รับภาระได้ เป็นการขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 11 &amp;ldquo;SDGs 11&amp;rdquo; ซึ่งเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563 ได้มีการแถลงข่าวและพิธีลงนามในสัญญาแต่งตั้งผู้จัดการจัดจำหน่ายพันธบัตรเพื่อสังคม พ.ศ.2563 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผลการเสนอขายพันธบัตรเพื่อสังคมของการเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2563 ทั้ง 3 รุ่นอายุ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 ได้รับการตอบรับและความสนใจเป็นอย่างมากจากนักลงทุนสถาบัน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการจองซื้อเต็มวงเงินรวม 6,800 ล้านบาท ทั้งพันธบัตรฯ รุ่นอายุ 5 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.02 ต่อปี, พันธบัตรฯ รุ่นอายุ 10 ปี วงเงิน 2,800 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.64 ต่อปี และพันธบัตรฯ รุ่นอายุ 15 ปี วงเงิน 3,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.90 ต่อปี และยังมีความต้องการซื้อในตลาดอีกมาก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีถึงแนวโน้มที่ตลาดจะตอบรับการช่วยเหลือสังคมผ่านการลงทุนพันธบัตรเพื่อสังคมในอนาคต ทั้งนี้ พันธบัตรดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ระยะยาวกับสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในวันที่ 23 กันยายน 2563 ซึ่งนับเป็นก้าวที่สำคัญของตลาดทุนไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การออกพันธบัตรเพื่อสังคม (Social Bond) ของการเคหะแห่งชาติ เป็นการออกพันธบัตรเพื่อสังคมครั้งแรกของรัฐวิสาหกิจไทยตามนโยบายของ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ต้องการให้มีการระดมทุนจากตลาดทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมผ่านการลงทุนในพันธบัตรเพื่อสังคม โดยที่นักลงทุนยังได้ผลตอบแทนทางการเงินที่เหมาะสม โดยการเคหะฯ นำเงินไปลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางได้เข้าถึงที่อยู่อาศัยทั้งประเภท เช่า เช่าซื้อ และซื้อ ที่มีระดับราคาที่รับภาระได้ ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เพียงพอ ซึ่งจะมีประชาชนประมาณ 13,569 ครัวเรือน หรือประมาณ 54,000 คน ได้รับประโยชน์จากการออกพันธบัตรในครั้งนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ การออกพันธบัตรดำเนินการออกเป็น 3 ชุด คือ อายุ 5 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาท อายุ 10 ปี วงเงิน 2,800 ล้านบาท และอายุ 15 ปี วงเงิน 3,000 ล้านบาท ออกพันธบัตรไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 ซึ่งการออกพันธบัตรเพื่อสังคมในครั้งนี้ การเคหะแห่งชาติได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการแบบให้เปล่าจาก Asian Development Bank ทำให้การออกพันธบัตรเป็นไปตามมาตรฐานสากลของ International Capital Markets Association (ICMA) และ ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยกมาตรฐานทำงาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทวีพงษ์ กล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้าง บริษัท จัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด หรือ CEMCO ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2537 ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ต้องดำเนินงานเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องการยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของการเคหะฯ มาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน &amp;ldquo;หลังจากปรับโครงสร้าง อยากเปลี่ยนมายด์เซตของคนในองค์กรใหม่ให้เข้ากับแผนงาน เพราะจากนี้เราไม่ใช่แค่สร้างบ้าน แต่เราต้องสร้างความสุข หรือแม้ว่าจะเป็นประชาชนรายได้น้อย การจะซื้อบ้านไม่ว่าระดับราคาจะไหร่ แต่มาตรฐานการทำงานต้องเท่ากัน คนทำงานของการเคหะฯ ต้องมีบริการหลังการขาย ต้องมีนิติบุคคลต่างๆ เหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ ที่พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ประชาชนคิดถึงบ้าน&amp;hellip;.คิดถึงการเคหะฯ เพราะการเคหะฯ คิดถึงคุณตลอดเวลา&amp;rdquo;. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82512</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201101/image_big_5f9eba98c4054.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69638</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับประเทศแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้สั่นคลอนเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการเดินทางและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 10% ของเศรษฐกิจโลก เกิดผลกระทบแบบโดมิโนในระบบนิเวศทางธุรกิจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ อโกด้า (Agoda) ได้ระบุว่า วิกฤติโควิด-19 ไม่ได้กระทบแค่ธุรกิจการบินและโรงแรมเท่านั้น แต่อีก 80% ของภาคการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่พักขนาดเล็ก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจการทำความสะอาด ธุรกิจนำเที่ยว ไปจนถึงการขนส่ง ต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council) คาดการณ์ไว้ว่าตำแหน่งงานมากถึง 75 ล้านตำแหน่งจะต้องเผชิญความเสี่ยงอันเนื่องมาจากความรุนแรงของการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม อโกด้ายังมองว่าอุตสาหกรรมการเดินทางและการท่องเที่ยวจะสามารถฟื้นตัวได้ด้วยการอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและเอกชนรายใหญ่รายเล็กต้องร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาและส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยให้ธุรกิจท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวอีกครั้ง รวมถึงต้องปรับปรุงสินค้าและบริการ เตรียมพร้อมรับมือนักท่องเที่ยวในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่สำคัญต้องยอมรับว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ทำให้นักท่องเที่ยวหันมามองการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและจริงจังมากขึ้น รวมถึงตระหนักถึงการกระทำซึ่งอาจเกิดจากความเคยชินมีผลกระทบอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การค้นหาโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือเลือกจุดหมายปลายทางในเมืองรองที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก เพื่อช่วยกระจายรายได้และสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์กรมหาชน) หรือ อพท. ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนและท้องถิ่น แม่ทัพใหญ่อย่าง ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ&amp;nbsp; ได้เตรียมนำหลักการตลาดมาผสมกับแนวทางการพัฒนาชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเดือนกรกฎาคม 2563 นี้ อพท.จะร่วมมือกับภาคเอกชนท่องเที่ยว ทั้งสภาอุตสาหกรรมฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวอาเซียน สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย และสมาคมไทยท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อส่งบุคลากรลงพื้นที่พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวให้กับ 40 ชุมชน ในพื้นที่พิเศษและเขตพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวอย่างน้อย 20 เส้นทาง ดึงให้คนลงไปเดินทางท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังเตรียมหารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เพื่อหาช่องทางผลักดันเส้นทางดังกล่าวลงไปในแพ็กเกจกำลังใจ ซึ่งเป็นแพ็กเกจหนึ่งของการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว โดยเป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเดินทางท่องเที่ยว อบรม หรือสัมมนาภายในประเทศของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวม 1.2 ล้านคน ที่จะต้องซื้อผ่านบริษัททัวร์ในประเทศ แพ็กเกจ 2 วัน 1 คืน ถ้าสามารถนำเส้นทางเหล่านี้ลงไปเป็นทางเลือกท่องเที่ยวแล้ว เชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ลงไปถึงมือชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงได้เสนอของบจากโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท วงเงินรวม 1,400 ล้านบาท นำมาพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนของ อพท. เพื่อพัฒนาชุมชนและศักยภาพของคนทางด้านท่องเที่ยวให้สามารถพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน&amp;nbsp; อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพัฒนาและส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวท้องถิ่น ชุมชนแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการปลูกจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนถึงการรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดละขยะพลาสติก เพื่อลดมลพิษและรักษาระบบนิเวศที่ดีให้คงอยู่เพื่อลูกหลานในอนาคตต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; บุญช่วย ค้ายาดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69638</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, บุญช่วย ค้ายาดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67299</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจโรงแรมหลังวิกฤติโควิด-19  ปรับตัวรับชีวิตวิถีใหม่ New Normal</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การเจ็บตัวจากโควิดจะสอนว่าโมเดลธุรกิจเดิมๆ ใช้ไมได้ หลังจากนี้ลูกค้าจะหายและกลายเป็นศูนย์ จากเดิมโลว์ซีซั่นยังพอมีมาบ้าง หลังโควิดอาจจะมีสถานการณ์อื่นที่ทำให้กังวล โมเดลธุรกิจอาจจะต้องปรับไปสู่อย่างอื่น ในวันที่ไม่มีลูกค้า อาจจะลดขนาดห้อง หรือรองรับผู้ที่ต้องการพักระยะยาวอย่างกลุ่มทำงานไปเที่ยวไป และการนำธุรกิจอาหารเข้าสู่บริการเดลิเวอรี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์ของโควิด-19 ได้เข้ามาเร่งรัดให้ธุรกิจต้องปรับตัวเร็วขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและบริการอย่าง &amp;ldquo;ธุรกิจโรงแรม&amp;rdquo; ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในยามที่ตัวเลขของผู้เข้าพักเป็นศูนย์ เนื่องจากไม่มีการเดินทางช่วงการแพร่ระบาด หากเป็นเช่นนั้น New Normal แบบไหนที่กำลังจะเข้ามาเป็นวิถีใหม่ของวงการโรงแรม เพื่อที่จะต้องปรับ ตั้งรับ และสามารถดำรงอยู่หลังจากวิกฤติเริ่มคลี่คลายในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ต้องปรับรับการเปลี่ยนแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการคณะทำงานสัมมนา เผยแพร่ จัดการองค์ความรู้ และสื่อสารสาธารณะ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายรายต้องปิดดำเนินกิจการชั่วคราว แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อสภาพคล่องของบริษัทต่างๆ หากนักท่องเที่ยวกลับมาเดินทางอีกครั้ง เชื่อว่าจะเห็นการทำโปรโมชั่นกันรุนแรงมากขึ้น โดยการโฆษณาจะไปแข่งขันกันในช่องทางออนไลน์เป็นหลัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการทำการตลาด ก็มีผลต่อต้นทุนเพราะรายจ่ายด้านการทำตลาดที่เพิ่มขึ้น และลูกค้าหลักคือคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ อาจจะเกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการขนาดเล็กและใหญ่ เนื่องจากผู้ประกอบการโรงแรมจะต้องเพิ่มมาตรฐานสาธารณสุขให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ล้างมือ น้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กอาจจะเตรียมได้ยาก เพราะมีผลต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจ จึงต้องไปลดต้นทุนส่วนอื่น และเร็วที่สุดคงเป็นการลดพนักงาน เหลือแต่พนักงานที่จำเป็น และมีดิจิทัลเข้ามาช่วย ปัจจุบันภาคของธุรกิจโรงแรมตกงานประมาณ 1 ล้านคน อาจจะกลับเข้ามาทำงานสัก 7-8 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคจะไม่รีบตัดสินใจ และจะพิจารณาโรงแรมที่ต้องการเข้าพักไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ราคาดีที่สุด อาจจะมีการเลือกโรงแรมแล้วติดต่อสอบถามราคากับทางผู้ประกอบการโดยตรง หรือติดต่อหลังไมค์อีกรอบ ทำให้อำนาจการต่อรองจะไปอยู่ที่นักท่องเที่ยวมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การเจ็บตัวจากโควิดจะสอนว่าโมเดลธุรกิจเดิมๆ ใช้ไม่ได้ หลังจากนี้ลูกค้าจะหายและกลายเป็นศูนย์ จากเดิมโลว์ซีซั่นยังพอมีมาบ้าง หลังโควิดอาจจะมีสถานการณ์อื่นที่ทำให้กังวล โมเดลธุรกิจอาจจะต้องปรับไปสู่อย่างอื่น ในวันที่ไม่มีลูกค้า อาจจะลดขนาดห้อง หรือรองรับผู้ที่ต้องการพักระยะยาวอย่างกลุ่มทำงานไปเที่ยวไป และการนำธุรกิจอาหารเข้าสู่บริการเดลิเวอรี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปลายปี 64 ใช้บริการเพิ่มแค่ 50%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการผู้จัดการบริษัท เอเชียโฮเต็ล จำกัด (มหาชน) หรือ ASIA กล่าวว่า ภายใต้สมมุติฐานที่อัตราการติดเชื้อใหม่ต่ำมากอย่างที่เป็นในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระยะสั้นสุดคือเริ่มจากเดือนมิถุนายน 2563 จนถึงปลายปี มองว่าโรงแรมในเมืองไทยคงเริ่มทยอยเปิดดำเนินการ ลูกค้าที่ได้คงมีเฉพาะคนไทยและผู้มีถิ่นพำนักในไทย เพราะยังมีการเดินทางจากต่างประเทศน้อยมาก หรือยังไม่เปิดเลย อัตราเข้าพัก 10-30% เฉลี่ยๆ กันไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนต่อมา ระยะกลางคือประมาณปลายปีไปจนถึงตลอดปี 2564 น่าจะเริ่มเปิดให้มีการบินระหว่างประเทศกับประเทศที่ควบคุมได้ โดยไม่ต้องกักตัว 14 วัน และอาจเริ่มมีการเดินทางเป็นหมู่คณะในประเทศไทย ในรูปของการสัมมนา และการดูงานบ้าง อัตราการเข้าพักอาจเพิ่มขึ้นเป็น 30-50% โดยระยะยาวน่าจะไปถึงปลายปี 2564 การเดินทางน่าจะกลับมามีมากขึ้น ถึงแม้อาจไม่เท่าเดิม แต่ข้อจำกัดต่างๆ น่าจะลดลงมากแล้ว หรือค้นพบวัคซีนแล้ว แต่ก็มีปัจจัยลบที่เศรษฐกิจโลกยังซบเซาต่อเนื่อง ได้แต่คาดหวังอัตราการเข้าพักที่สูงกว่า 50% ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับรูปแบบของการให้การบริการ ในระยะสั้นยังควบคุมอย่างเข้มข้น การให้บริการในลักษณะกลุ่ม เช่น อาหารบุฟเฟต์อาจจะยังไม่สามารถทำได้ แต่พอพ้นระยะสั้น และแน่ใจว่าการควบคุมทำได้ดีแล้ว การให้บริการแบบกลุ่มน่าจะกลับมาได้ แต่คงเป็นในรูปแบบที่มีการป้องกันมากขึ้น เช่น มีฝาปิดอาหารป้องกันละอองน้ำลาย มีคนคอยตักอาหารให้ เป็นต้น เพราะถ้าเริ่มให้บริการคนเป็นหลักร้อยสองร้อยก็คงยากที่เป็นอาหารแบบกล่องสำหรับรับประทานคนเดียว เพราะคุณภาพและความหลากหลายของการเลือกอาหารจะถูกนำมาพิจารณาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เน้นเทคโนโลยีแทนคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวชลลดา สุนทรวสุ กรรมการผู้จัดการ ศิลาวดี พูล สปา รีสอร์ต เกาะสมุย กล่าวว่า ตอนนี้เริ่มเห็นว่ามีกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศกันบ้างแล้ว พบลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยและได้มาตรฐานมากกว่าราคา ดังนั้นบริษัทได้ปรับเปลี่ยนหลายอย่างภายในโรงแรม เน้นเรื่องสุขอนามัยเข้ามาเสริมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของใช้หรือของตกแต่ง หนังสือ ใบปลิวต่างๆ ดูว่าสิ่งไหนไม่จำเป็นก็เอาออกหมดเลย เพราะสิ่งของบางอย่างที่จำเป็นอยู่ในห้องแต่ไม่ได้ถูกทำความสะอาดในเชิงลึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ของโควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการได้มาพิจารณาการบริการต้นทุนได้ละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะการตัดของไม่จำเป็นต้องใช้ออกไป ซึ่งก็จะช่วยลดต้นทุนในส่วนต่างๆ ไปได้ แม้ว่าจะต้องมาเพิ่มค่าใช้จ่ายกับการดูแลความสะอาด อาทิ น้ำยาฆ่าเชื้อ แอลกอฮอล์ล้างมือ ซึ่งต้องทำเป็นมาตรฐานที่สูงขึ้นก็ตาม นอกจากนี้พนักงานก็ต้องปรับตัวเช่นกัน คนหนึ่งคนต้องทำหลายอย่าง ไม่ใช่ทำได้อย่างเดียว หรือมีมัลติสกิลและความยืดหยุ่นมากขึ้น จำนวนคนน้อยลงจากเทคโนโลยี และคนต้องมีคุณภาพมากขึ้น&amp;quot; ชลลดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หนุนท่องเที่ยวชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า อพท.เตรียมปรับแผนการทำงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาคเอกชน โดยการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2563 จัดเป็นกิจกรรมอบรมนักสื่อความหมายท้องถิ่นให้แก่ชุมชน โดยใช้มัคคุเทศก์อาชีพเป็นวิทยากรให้ความรู้ เพื่อเป็นการยกระดับเพิ่มศักยภาพให้แก่ชุมชน ขณะเดียวกันมัคคุเทศก์อาชีพก็จะมีรายได้และมีงานทำจากความชำนาญที่มีอยู่ และจะร่วมกับบริษัทนำเที่ยวพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในชุมชนและพื้นที่พิเศษของ อพท. เพื่อจะได้มีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันยังมีแผนการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายหลังจากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ อพท.จะร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) และสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวภูมิภาคแห่งประเทศไทย เตรียมจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67299</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชลลดา สุนทรวสุ, ทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ, สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร, อีโคโฟกัส, เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed1022ae2a82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
