<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16032</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำดอกไม้ประดิษฐ์ ช่วยวัยเก๋าสุขใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกงานฝีมือให้เหมาะกับผู้สูงวัยจำเป็นต้องดูจากความชอบส่วนตัว และประสบการณ์ในการทำงานชิ้นนั้นๆ มาก่อน จึงจะทำให้คุณย่าคุณยายมีความสุขกับสิ่งที่ทำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนวัยเกษียณได้ทำงานประดิษฐ์ที่ชอบและคุ้นเคย ย่อมทำให้ชิ้นงานออกมาสวยสมบูรณ์แบบ แถมยังสร้างความภาคภูมิใจให้กับท่านได้ไม่น้อย &amp;ldquo;ประดิษฐ์ดอกไม้&amp;rdquo; ถือเป็นตัวอย่างงานดีไอวายที่เหมาะกับคนวัยนี้ อาทิ การเข้าช่อดอกไม้ หรือหากผู้สูงวัยชอบที่จะสร้างสรรค์ดอกไม้ด้วยตัวเอง เช่น ดอกกุหลาบที่ได้จากการพับหลอด หรือดอกไม้แสนสวยที่ต้องอาศัยการตัดกลีบแปะกาว และนำมาประกอบกัน กระทั่งเป็นงานประดิษฐ์ที่สวยงาม ตรงนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้สูงวัยแต่ละท่าน และหากยิ่งทำเป็นกลุ่มก็จะทำให้คนวัยเกษียณมีสังคมและได้พูดได้คุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลโดย: ทวีรัตน์ ทองดี&amp;nbsp;
พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.ศรีธัญญา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16032</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทวีรัตน์ ทองดี, ประดิษฐ์ดอกไม้, เล็กๆน้อยๆ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180823/image_big_5b7eb7c033451.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ให้ความรัก-เอาใจใส่-ให้เกียรติ เทคนิคดูแลผู้สูงวัยป่วยจิตเวช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(การโอบกอดและสื่อ สารกันกับผู้สูงวัยด้วยความเข้าใจ เทคนิคสร้างสุขภาพแจ่มใส กายแข็งแรง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายครอบครัวที่ต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ป่วยจิตเวช ที่มักมี &amp;ldquo;ภาวะหลงลืม&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เดินหายไปในที่ต่างๆ&amp;rdquo; ร่วมด้วย ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่าโรคจิตเวชนั้นเกิดจากภาวะที่สารเคมีในสมองทำงานผิดปกติ ทั้งเสื่อมลงจากอายุที่เพิ่มขึ้น และกรรมพันธุ์ของโรคที่ซ่อนอยู่ในตัว หรือแม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการถูกลูกหลานทอดทิ้ง ภาวะต่างๆ เหล่านี้ก็ส่งผลทำให้คุณตาคุณยายเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอาการเด่นชัดก็มีทั้งที่นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่คุยกับใคร หรือมาพบแพทย์ด้วยภาวะเอะอะโวยวายเสียงดัง แม้ว่าการรักษาโรคจิตเวชในผู้ป่วยจะดีขึ้นภายใน 3-4 สัปดาห์ แต่การดูแลสุขภาพทางกายและจิตใจควบคู่กันหลังรับการรักษา ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทวีรัตน์ ทองดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่นก-ทวีรัตน์ ทองดี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.ศรีธัญญา มาให้ข้อมูลลูกหลานในการดูแลสุขภาวะของผู้สูงวัยที่ต้องทำควบคู่ไปการรับยา เพื่อปรับสารเคมีในสมองในด้านที่บกพร่องให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง ว่า สำหรับผู้สูงอายุ 60 ขึ้นไป ถ้ามีอาการทางจิตให้นึกถึงธรรมชาติที่เกี่ยวกับพัฒนาการของคนสูงอายุ ที่มักจะเริ่มเสื่อมลงในทุกเรื่อง เรียกได้ว่าเป็นภาวะเสื่อมตามธรรมชาติ ที่สำคัญสมองก็จะเริ่มช้า แม้กระทั่งการกินอาหาร ดังนั้นการดูแลคนไข้สูงอายุจะต้องมีมาตรฐาน สำหรับอาการของคนไข้ทางจิตสูงวัย ให้นึกถึงตอนเป็นหนุ่มๆ เวลาป่วยและมีอาการทางจิตก็จะค่อนข้างมากตามไปด้วย เป็นต้นว่า หากก้าวร้าวก็จะแรงเยอะ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็มักจะเป็นเรื่องเดิมๆ &amp;nbsp;เช่น ถ้าก้าวร้าวก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ว่าเมื่อตอนเป็นหนุ่มแรงเยอะ พอเริ่มแก่ตัวลงก็จะก้าวร้าวเยอะ ซึ่งบางรายก็จะมีลดน้อยลงบ้างตามอายุ แต่ก็ยังมีภาวะดังกล่าวอยู่ และบวกความดื้อ ไม่ยอม รวมถึงความเป็นผู้สูงอายุที่กลัวความโดดเดี่ยวเดียวดาย ยึดติดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ตามสภาวะของผู้สูงอายุซึ่งมีความเป็นตัวตนค่อนข้างสูง มันก็จะบวกเรื่องนี้เข้ามา ดังนั้นจึงมีความยากในการดูแล เพราะต้องให้ความเอาใจใส่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคลที่ไม่เหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากผู้สูงอายุท่านไหนเป็นคนน่ารัก พูดคุยง่าย ก็จะง่ายสำหรับการดูแลของลูกหลาน แต่ถ้าคนไหนที่ยิ่งสูงอายุยิ่งดื้อและเอาแต่ใจ ก็จะสร้างความยากในการดูแล ประกอบกับผู้สูงอายุบางคนยังมี &amp;ldquo;อาการหลงลืม&amp;rdquo; ร่วมด้วยกับภาวะโรคจิตเวช เป็นต้นว่า กินข้าวแล้วบอกว่ายังไม่กิน ก็จะมีวิธีช่วยกันคิดกับกลุ่มญาติ เช่น เสนอให้ลูกหลานทำ &amp;ldquo;สมุดเซ็นรับทราบ&amp;rdquo; เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ทั้งนี้ ผู้สูงอายุก็อาจสงสัยอยู่บ้างว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ทั้งนี้ก็ไว้ใจอยู่บ้าง เนื่องจากมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ากินข้าวแล้ว ซึ่งวิธีนี้จะดีกว่ารอให้ท่านคิดว่าทำไมไม่ยอมให้กินข้าว เพราะไม่อย่างนั้นเมื่อลูกหลานมาหาก็จะฟ้อง เราต้องช่วยญาติที่ดูแลคิด และถามถึงการดูแลผู้ป่วยว่าที่ผ่านมาทำอย่างไร กระทั่งได้เป็นข้อเสนอดังกล่าว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หลักการดูแลผู้ป่วยจิตเวชร่วมกับการรับยาปรับสมดุลของสารในสมอง แนะนำให้ลูกเอาใจใส่ ชวนคุย และให้เกียรติท่าน โดยยกให้ท่านเป็นที่ปรึกษา เพื่อทำให้คุณตาคุณยายเกิดความภูมิใจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมี &amp;ldquo;ภาวะหลงลืม&amp;rdquo; ร่วมด้วย เป็นต้นว่า การ &amp;ldquo;เดินหาย&amp;rdquo; ออกจากบ้านไป กระทั่งเวลาผ่านไปจนตำรวจนำมาบ้าน ที่บางครั้งผู้สูงอายุกลับมาด้วยสภาพมอมแมม ข้าวปลาไม่กิน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็พบได้ค่อนข้างบ่อย ดังนั้นลูกหลานต้องดูแลใกล้ชิด ที่สำคัญยังพบอาการทางจิตอย่าง &amp;ldquo;ภาวะหงุดหงิด ก้าวร้าว&amp;rdquo; แต่เมื่อได้รับยาปรับสารเคมีในสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวก็จะดีขึ้นภายใน 3-4 สัปดาห์ แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ก็จะมีจุดหนึ่งคือ &amp;ldquo;นิสัยเดิมๆ&amp;rdquo; เช่น เป็นคนที่นิสัยไม่ยอมใคร หรือบวกกับภาวะผู้สูงอายุมีอีโก้ในตัวเองสูง ลูกหลานสามารถนำเอาความรักและความเข้าใจ ตลอดจนการเคารพ ให้เกียรติผู้สูงอายุ มาใช้ในการดูแลคนสูงวัยที่ป่วยจิตเวชได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จริงๆ แล้วการนำเอาวิธีดูแลแบบธรรมชาติที่สุด อย่างการให้ความรักและความเคารพ สามารถนำมาปรับใช้ในการดูแลคุณพ่อคุณแม่ได้ เพราะบ่อยครั้งลูกหลานที่อาศัยอยู่ด้วย ให้เงินหรือซื้อแต่ของมาให้ ประกอบกับผู้วัยท่านต้องการความรักแทนที่จะซื้อของมาให้ แต่วิธีที่ดีนั้น แนะนำให้ลูกมานั่งกินข้าวกับพ่อแม่จะดีที่สุด หรือการที่ลูกมักจะบอกกับแม่ว่า ไม่อยากให้ท่านออกไปหาเพื่อน เพราะสุขภาพไม่ค่อยดี แต่เราต้องคิดว่า ในความเป็นจริงแล้ว แม่ก็ต้องการสังคมและเพื่อน แม่อยากไปวัด แต่อันที่จริงแล้วท่านไม่ได้อยากไปวัด แต่ท่านอยากมีเพื่อน มีคนคุยด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือลูกบางคนก็มักจะพูดว่า แม่ไปวัดบ่อยๆ ทำไม!! เนื่องจากลูกบางคนจะไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้สูงอายุอยากออกจากบ้าน ก็แนะนำให้ถามแม่ต่อว่า &amp;ldquo;แม่ไปวัดเพราะอะไร&amp;rdquo; เราก็จะได้รับคำตอบถึงเหตุผลที่แม่อยากไปวัด เพราะที่วัดมีเพื่อนนั่นเอง ดังนั้นการดูแลผู้สูงอายุป่วยจิตเวชไม่ใช่แค่การรับยา แต่ต้องสื่อสารกันให้เยอะ อธิบายให้เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย แม้แต่การโอบกอดก็เป็นอีกวิธีเติมความรัก ความผูกพันได้เช่นกัน รวมถึงการใช้คำพูดที่สื่อให้พ่อแม่เห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ ก็จะยิ่งสร้างความภูมิใจให้กับท่าน เช่น หากลูกซื้อของฝากแม่ แนะนำให้ใช้คำพูดในการสร้างพลังเชิงบวก เช่น &amp;ldquo;แม่หนูเจอของที่แม่ชอบ หรือหนูจำได้ว่าแม่ชอบของอันนี้เลยซื้อมาฝาก&amp;rdquo; เนื่องจากผู้สูงวัยค่อนข้างละเอียดอ่อน ขณะเดียวกันก็น้อยใจง่าย และกลัวการถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง สิ่งที่ลูกหลานควรทำมากที่สุด หากยิ่งมีคุณพ่อคุณแม่ป่วยโรคจิตเวช คือการไปกอด ไปอยู่ใกล้ กินอาหารร่วมกัน ลูกหลานต้องหล่อเลี้ยงอารมณ์ความรู้สึกของท่าน เพื่อป้องความเหงา ความโดดเดี่ยว ที่ไม่เพียงชะลออาการของโรคจิตเวช แต่ยังป้องกันโรคซึมเศร้าในคนสูงวัยได้อีกด้วยค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15247</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ทวีรัตน์ ทองดี, ภาวะหลงลืม, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180812/image_big_5b705761b2f90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2018 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โลกความเป็นแม่...ไม่เคยล้มป่วย เสียงสะท้อนจาก...ศรีธัญญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(กิจกรรมบำบัดของ รพ.ศรีธัญญา เพื่อถ่ายโอนความรู้สึก ปัญหา ตลอดจนสิ่งที่ต้องการ เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่แต่ละคนได้พบเจอในผู้ป่วยจิตเวช ที่อาศัยการแชร์ข้อมูลระหว่างกันและกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากกลุ่มเพื่อน หนึ่งในการรักษาควบคู่กับการให้ยาปรับสารเคมีในสมองผู้ป่วย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คนเป็นแม่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน หรือต่อให้ต้องป่วยร้ายแรงเพียงใด ทว่าการเลี้ยงดูบุตรย่อมมาก่อนเสมอ แม้ว่าบ่อยครั้งเราจะเห็นภาพของคุณแม่วัยรุ่นที่อยู่ในภาวะไม่พร้อมแล้วทำแท้ง หรือทิ้งลูกน้อยไว้ในถังขยะ ..บ้างก็เสียชีวิต บ้างก็ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใจบุญ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นส่วนน้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องในเทศกาลวันแม่ ที่เชื่อว่าครอบครัวส่วนใหญ่จะถือโอกาสนี้แสดงถึงความรัก ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกเป็นกรณีพิเศษ ตามวิถีและค่านิยมครอบครัวของตัวเองนั้น เราพาเข้าไปคุยกับอีกโลกหนึ่งที่แตกต่าง นั่นคือ สังคมมุมหนึ่งของผู้ป่วยจิตเวช ที่บางคนก็เป็นทั้งแม่ และบางคนก็เป็นลูก ...ว่าพวกเขากับความรู้สึกของความเป็นแม่นั้น...ป่วยด้วยหรือเปล่า???&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ทวีรัตน์ ทองดี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากคำบอกเล่าของ พี่นก-ทวีรัตน์ ทองดี พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.ศรีธัญญา ให้ความรู้เกี่ยวกับ &amp;ldquo;ผู้ป่วยโรคจิตเวช&amp;rdquo; ที่หลายคนมองว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย และบางรายก็ไล่ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายตัวเอง ทั้งที่ความจริงแล้ว ผู้ป่วยโรคนี้เกิดจากภาวะสารเคมีในสมองมีความบกพร่องในด้านต่างๆ จึงทำให้อาการของโรคจิตเวชแตกต่างกันออกไป เช่น หากผู้ป่วยมีภาวะก้าวร้าว นั่นแปลว่าสารเคมีในสมองส่วนดังกล่าวทำงานผิดปกติหรือบกพร่อง เป็นต้น กล่าวโดยสรุป สาเหตุของอาการป่วยด้านจิตเวชสามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 ประเด็น 1.กรรมพันธุ์ที่ซ่อนอยู่ 2.ความเครียดจากการเลี้ยงดูของครอบครัว 3.สารเสพติด, การดื่มแอลกอฮอล์ที่ไปกระตุ้นให้สมองยิ่งทำงานผิดปกติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วยจิตเวชจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1.&amp;ldquo;โรคจิตเภท&amp;rdquo; ที่พบได้สูงถึงร้อยละ 55-60% ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่มีความผิดปกติด้านความคิดและพฤติกรรม เช่น การที่ผู้ป่วยชอบสะสมสิ่งของแปลกๆ หรือชอบแปะรูปข้างผนัง โดยรูปดังกล่าวจะบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกัน อีกทั้งมีภาวะหูแว่วและภาพหลอน 2.&amp;ldquo;โรคไบโพลาร์&amp;rdquo; หรืออารมณ์ 2 ขั้ว เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย และมักจะมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย แต่พอดี ผู้ป่วยจะรู้ตัวเอง ทั้งนี้ การรักษาโรคจิตเวช แพทย์จะให้ยาปรับสมดุลสารเคมีในสมองเพื่อให้ทำงานได้ปกติในส่วนที่ผู้ป่วยบกพร่อง ประกอบการใช้กิจกรรมกลุ่มเข้ามาบำบัด ในลักษณะของการสะท้อนปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อให้ผู้ป่วยเห็นภาพ กระทั่งสามารถที่จะกลับใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยทั่วไปเมื่อผู้ป่วยได้รับยา 3-4 สัปดาห์ ก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ หรือบางรายต้องกลับมาพบแพทย์ตามนัด
แม่..ป่วยจิตเวชก็ขึ้นชื่อว่าแม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไล่มาถึงประเด็นคนเป็นแม่ป่วยจิตเวชที่มารักษาใน รพ.ศรีธัญญา พี่นก พยาบาลชำนาญการ ระบุว่า เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมามีด้วยกัน 2 ราย ที่เป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ แต่ไม่ได้คลอดใน รพ.ศรีธัญญา เนื่องจากรักษาอาการภาวะซึมเศร้าและดีขึ้น ทั้งนี้ เจ้าตัวเล่าว่า คนไข้เมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์ก็จะมักจะ &amp;ldquo;ห่วงลูกในท้อง&amp;rdquo; มากกว่าเรื่องอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้ป่วยจิตเวชสามารถเลี้ยงดูลูกได้เหมือนคุณแม่ปกติ หากดูแลตัวเองโดยการรับประทานยาและพบแพทย์โดยสม่ำเสมอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคจิตเวชที่เข้ามารักษาซึ่งตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2-3 เดือน แม้แต่ญาติที่พามารักษาเขาก็จะไม่รู้ แต่ เมื่อเขารู้ตัวว่าตัวเองท้องก็จะเป็นห่วงลูกก่อนเลย เพราะเขาจะบอกกับพยาบาลว่า &amp;ldquo;พี่ หนูท้องนะ!!!&amp;rdquo; ถ้ากินยาตัวนั้นตัวนี้ มันจะมีผลอะไรกับลูกไหม?? หรือบางครั้งอยากกินอาหารรสจัดก็จะไม่กล้ากิน นอกจากว่าเขาจะแพ้ท้องและอยากกินจริงๆ ก็จะขอกินกับเพื่อนคำสองคำเพื่อให้รู้รสเท่านั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาบอกได้เลยว่า ผู้ป่วยที่มีความสุขและมีพื้นฐานการเลี้ยงดูที่ดีจากครอบครัว กระทั่งผู้ป่วยที่ถูกสามีทำร้ายร่างกายขณะที่ยังท้อง เขาก็จะแสดงความรักและเป็นห่วงลูกก่อนเสมอ เมื่อเขาเริ่มจำความรู้สึกเดิมได้ ก็นึกถึงเรื่องท้องก่อนเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ คนเป็นพ่อและแม่ส่วนใหญ่จะไม่ทิ้งลูก ขอยกตัวอย่างพ่อแม่อายุเยอะที่มาเยี่ยมลูกสาวป่วยโรคจิตเวช บางรายซื้อของมาให้ลูกกิน และเอามือลูบหลังลูก ดังนั้นต่อให้ลูกเอะอะโวยวาย หรือแสดงอารมณ์หลุดโลกแค่ไหน คนเป็นพ่อแม่ย่อมรับได้ทุกอย่างค่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการเลี้ยงดูลูกของคุณแม่ป่วยจิตเวชจะเหมือนกับคุณแม่ทั่วไปหรือไม่นั้น หากว่าแม่ป่วยมีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่เป็นปกติ รับประทานยาติดต่อกันตลอด หรือหากสามารถคอนโทรลตัวเองได้ ก็จะสามารถเลี้ยงดูลูกได้เหมือนคุณแม่ปกติ คิดง่ายๆ ว่าถ้าแม่ป่วย 3 วันดี 4 วันไข้ หรือมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวใส่ลูก ก็จะส่งผลต่อลูก หรือเกิดการเลียนแบบคุณแม่ได้ ดังนั้นหากแม่ป่วยที่รักลูกก็ต้องรักษาตัวเองให้เป็นปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งคุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติ หรือหาจุดตัดของปัญหา หรืออาการป่วยของตัวเองได้ และแก้ไขได้ ก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เช่น คุณแม่เริ่มมีอาการเครียดง่าย ก็ต้องหาวิธีสร้างความผ่อนคลายโดยการคิดบวก, หากิจกรรมทำ เป็นต้นว่าออกกำลังกาย หรือไปเที่ยวร่วมกับครอบครัว หรือเกิดภาวะเครียดจากการที่หายใจแรง ก็อาจต้องผ่อนลมหายใจให้ช้าลง ขณะเดียวกันให้ตั้งสติ และรีบบอกญาติให้พามาโรงพยาบาลค่ะ หรือจะใช้การฝึกสมาธิและสวดมนต์ก็สามารถทำได้เช่นกัน ถ้าเรื่องไหนที่ทำให้เราสบายใจ สร้างความผ่อนคลายได้ ก็ให้รีบทำ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ที่ผ่านมาจะมีผู้ป่วยโรคจิตเวชตั้งครรภ์เข้ารับการรักษาที่ค่อนข้างน้อย ทว่าก็พบปัญหาหลักๆ คือ นอกจากเรื่องสุขภาพ โดยคุณแม่อาจมีโรคประจำตัว อาทิ โรคเบาหวาน และโรคความดัน ตลอดจนโรคอื่นๆ ที่จำเป็นต้องดูแลร่วมด้วย ขณะมีบุตรแล้ว การดูแลและเลี้ยงดูหลังคลอดก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย กระทั่งบางรายปฏิเสธไม่มีบุตรต่อ พี่ทวีรัตน์ บอกให้ฟังถึงคำแนะนำดังกล่าวไปยังผู้ป่วย ตลอดจนญาติที่ดูแลไว้น่าสนใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาในรอบหลายปีมีคุณแม่ป่วยจิตเวชที่พบว่าไม่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์กับใคร ที่สำคัญพ่อแม่หรือญาติที่พามารักษาก็ไม่รู้ว่าลูกตั้งครรภ์ ประกอบกับบางครั้ง ตัวผู้ป่วยหญิงเองก็ปฏิเสธที่จะมีบุตร เพราะอาจจะส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกหลังคลอด เนื่องจากมีฐานะยากจน ในส่วนนี้เราจะไม่ตัดสินใจให้เขา แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้คอยรับฟัง และ แนะนำให้เขาทิ้งเวลาไว้สักพัก โดยอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ เพราะอาจจะทำให้ความคิดเปลี่ยน ขณะเดียวกันก็จะบอกให้พ่อแม่พาลูกที่ป่วยซึ่งมีอาการดีขึ้นไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์เด็ก ตรงนั้นจะทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองและอยากเลี้ยงลูกต่อไป&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแนวโน้มของผู้ป่วยจิตเวชตั้งครรภ์ในอนาคตมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากคนมีความรู้มากขึ้น อีกทั้งญาติผู้ป่วยก็มักจะไม่สนับสนุนเรื่องการมีบุตร ส่วนนี้ในฐานะพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วย เราก็จะให้คำแนะนำโดยการชี้ให้เห็นถึงผลดี-ผลเสียของการตั้งครรภ์ขณะป่วย เพื่อให้คุณแม่และครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคนไข้อาการดีขึ้น และมาปรึกษาเราเรื่องการมีบุตร ทางทีมพยาบาลของเราก็จะให้คำแนะนำในเชิงว่า ถ้ามีลูกต้องคิดให้รอบคอบ ต้องหมั่นดูแลตัวเองสม่ำเสมอ และอย่างที่บอกไปว่า ผู้ป่วยจิตเวชสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ ดังนั้นถ้าเราเป็นแม่และเห็นลูกป่วยเหมือนตัวเองก็คงรู้สึกไม่ดี จึงจำเป็นต้องให้ครอบครัวมีส่วนตัดสินใจร่วมกันเอง แต่ถ้ารายไหนที่ตั้งครรภ์แล้ว เราก็จะแนะนำให้ทิ้งเวลาไว้ เพื่อเปลี่ยนความคิดในการเอาเด็กไว้ค่ะ อย่างที่บอกข้างต้นค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(กันตรัตน์ เชาว์ทัศน์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน กันตรัตน์ เชาว์ทัศน์ พยาบาลวิสัญญี ศูนย์บำบัดรักษาด้วยไฟฟ้า รพ.ศรีธัญญา กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;จากประสบการณ์ที่ทำงานด้านการรักษาผู้ป่วยจิตเวชมา 18 ปี มองว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ ถ้ากินยาปกติก็แทบแยกไม่ออกว่าเขาเป็นผู้ป่วย ดังนั้นเขาสามารถเลี้ยงดูลูกได้ค่ะ แต่ถ้าหากขาดยา เขาก็จะเป็นใครก็ไม่รู้ เพราะเราไม่สามารถไปควบคุมสมองได้ ดังนั้นที่เขาทำจึงไม่ใช่ตัวตนของเขา แต่เป็นความผิดปกติของสารในสมอง ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่าจะท้อง หรืออยากมีลูก ก็ต้องวางแผนการดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ที่สำคัญญาติเองก็ต้องดูแลให้คนไข้กินยา เพราะเมื่อใดที่เขาปกติ เขาก็จะดูแลตัวเองและลูกได้ค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15143</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันตรัตน์ เชาว์ทัศน์, ทวีรัตน์ ทองดี, รพ.ศรีธัญญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรคจิตเภท, โรคไบโพลาร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180810/image_big_5b6d77665725e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
