<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ตบโบนัส&#039;กำนัน-ผญบ.&#039; 699ล้านตอบแทนสู้โควิด19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเฮ! ครม.ไพเขียวงบ 699 ล้านให้ค่าตอบแทนพิเศษ 7 เดือน ตอบแทนช่วยป้องโควิด-19 ด้าน &amp;quot;สภาพัฒน์&amp;quot; แจงส่วนราชการเสนอโครงการขอใช้เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจทะลุ 1.36 &amp;nbsp;ล้านล้านบาท มากกว่าเงินกู้ 3 เท่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.63 ว่า ครม.มีมติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ และแพทย์ประจำตำบล ที่มีอยู่ประมาณ 290,000 คน โดยเห็นควรพิจารณาให้ค่าตอบแทนเพิ่มเติมพิเศษ 7 เดือน ตามความจำเป็นของแต่ละตำแหน่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมลกล่าวว่า สืบเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แต่งตั้งให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานโรคติดต่อในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงการช่วยดำเนินการค้นหาเชิงรุก และการดูแลสถานการณ์ในช่วงเคอร์ฟิว ทำให้กระทบต่อรายได้ อีกทั้งค่าตอบแทนในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนแหล่งที่มาของงบประมาณจะใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ในแผนบุคลากรของรัฐ ประมาณ 699 ล้านบาท โดยเห็นควรให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ไปจัดทำรายละเอียดและหลักเกณฑ์ให้ค่าตอบแทนพิเศษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ครม.ยังมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ &amp;nbsp;เพื่อยกเว้นและลดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร ทะเบียนครอบครัว ทะเบียนชื่อบุคคลและบัตรประชาชนสำหรับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ที่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการติดต่อขอรับบริการเกี่ยวกับการทะเบียนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) &amp;nbsp;หรือสภาพัฒน์ ได้รายงานความคืบหน้าการวิเคราะห์และกลั่นกรองแผนงานหรือโครงการที่ 3 ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.2563 วงเงิน &amp;nbsp;400,000 ล้านบาท ว่าจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 22 มิ.ย.63 มีข้อเสนอโครงการในรอบที่ 1 รวมทุกแผนงาน จำนวน 43,851 ข้อเสนอ วงเงินกว่า 1.36 ล้านล้านบาท ซึ่งแผนงาน 3.2 มีข้อเสนอโครงการมากที่สุด จำนวน 42,405 โครงการ ตามมาด้วยแผนงาน 3.1 จำนวน 1,259 โครงการ ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากข้อเสนอโครงการมีจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้การวิเคราะห์โครงการของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ล่าช้าไปกว่ากำหนดอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าจะสามารถวิเคราะห์เสร็จในเบื้องต้นภายในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ และสามารถส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้เพื่อพิจารณาได้ทันในวันที่ &amp;nbsp;1 ก.ค.63 เพื่อนำส่งโครงการที่ผ่านการพิจารณาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามกำหนดไว้ในวันพุธที่ 8 ก.ค.ต่อไป&amp;quot; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในช่วงก่อนที่จะให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้พิจารณานั้น สภาพัฒน์จะเปิดให้ประชาชนได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอโครงการที่ผ่านการวิเคราะห์ของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ผ่านทางระบบ ThaiME (http://thaime.nesdc.go.th) เพื่อใช้ประกอบการกลั่นกรองโครงการต่อไปให้เกิดความรอบคอบและโปร่งใส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณีที่ภาคส่วนต่างๆ ยังมีความกังวลว่า บางข้อเสนอโครงการอาจมีความไม่เหมาะสมและไม่คุ้มค่าในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ขอยืนยันว่าคณะทำงานของสภาพัฒน์ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการประกอบด้วยนักวิชาการผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญจากหลายสาขา ได้วิเคราะห์โครงการโดยยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คือการใช้เงินกู้นี้จะต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั่วถึงเที่ยงธรรม เน้นความคุ้มค่าและมีมาตรการป้องกันการทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี สศช.กำหนดจัดแถลงข่าวสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับ &amp;quot;ความก้าวหน้าของการวิเคราะห์โครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&amp;quot; ในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย.63 เวลา 09.30 น. ณ ห้องแถลงข่าว อาคาร 5 ชั้น 1 สศช.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69525</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพร ศิริสัมพันธ์, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200623/image_big_5ef20b0e683c8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูเก็ตกับ &#039;ศูนย์สุขภาพโลก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รัฐบาลกู้เงินมา ๑ ล้านล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมาย เพื่อ.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้ปราบโควิด, แจกจ่ายชาวบ้าน, สร้างงาน, กระตุ้น-ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แบบเฉพาะหน้าและแบบยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็น ส.ส.และหน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการ ขอใช้งบในส่วนนั้นๆ ไปทำให้เกิดผล ผมก็ปลื้มใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ดูแล้ว จำนวนเงินที่ขอกันมา มากกว่างบ ๒-๓ เท่าตัว มองมุมลบ ก็นินทาว่า &amp;quot;รุมทึ้งงบ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้ามองมุมบวก เป็นบุญแผ่นดินยิ่งนัก ที่มีล้านคิด-หลากไอเดีย ไหลบรรเจิดผ่านโครงการ ทั้งหมด-ทั้งมวลเป้าหมายพัฒนาชาติ-ค้ำชูประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อประเทศและประชาชน อนาคตอยู่ในแผนคิดของคนระดับปัญญาชาติหลากหลายเช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องบอกว่า น่าปลื้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลยุคนี้ บริหารประเทศแบบมียุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเป็นช่วงๆ วงรอบ ๒๐ ปี เป็นเข็มชี้ทิศอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น ผมว่าคุณทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาฯ &amp;quot;สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&amp;quot; ต้องชอบใจแน่ๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นผม ผมก็ชอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่มีคนมากมายช่วยคิดในทางพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมประเทศ หลากหลายดี อันไหนใช่ อันไหนตรง และโปร่งใส มีประชาชนเป็นผลได้ที่ตอบโจทย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะ &amp;quot;อนุมัติ&amp;quot; ผ่านโครงการให้เลย!&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมก็มีอยู่ ๑ โครงการ ขอเสนอในนาม &amp;quot;ประชาชนเพื่อชาติ&amp;quot; ในวาระร่วมกันฟันฝ่าจนชนะโควิด ในจำนวน ๑๘๔ ประเทศ ไทยฟื้นคืนแข็งแกร่ง อันดับ ๒ ของโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่กล่าวขาน-ยกย่องจากนานาชาติ ว่าการแพทย์-การสาธารณสุขไทย เป็นเยี่ยม คนไทยสามัคคีรวมใจสู้ เป็นเลิศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอเสนอโครงการ ในงบราวๆ ๒-๓ พันล้าน ผ่านสภาพัฒน์ไปยังท่านนายกฯ ประยุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รับรอง &amp;quot;ตอบโจทย์ประเทศ&amp;quot; ด้านท่องเที่ยวแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสำเร็จ........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้ ด้วยค่าในตัวมันเอง จะประกาศ &amp;quot;มาตรฐานไทย-มาตรฐานโลก&amp;quot; ให้ทั้งโลกรับรู้ด้วยยอมรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ โครงการ &amp;quot;พัฒนาการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความปลอดภัยและมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยว&amp;quot; ที่จังหวัดภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้พื้นที่ราชพัสดุ ข้างสถานีตำรวจท่าฉัตรไชย อำเภอถลาง ประมาณ ๑๔๐ ไร่ ห่างสนามบินภูเก็ตราวๆ ๑๖-๑๗ กิโล เป็นที่สร้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นชื่อโครงการ อาจหลับตาไม่เห็นภาพ ก็จะบอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้ เป็นศูนย์ทางการแพทย์นานาชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อ &amp;quot;ชีวิต&amp;quot; ยั่งยืนแบบ &amp;quot;มีชีวา&amp;quot; ครบวงจรทางด้านสุขภาพและอนามัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และนี่แหละ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอบโจทย์ Medical Hub ด้านท่องเที่ยว-พักผ่อน เชิงสุขภาพ Longevity ระดับ World Class ของจริง!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นจินตนาการ พูดกันมายาวนาน แต่ไม่เคยเป็นรูป-เป็นร่างให้จับต้องได้ซักที ครั้งนี้แหละ ฝันเป็นจริงกันละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็หวังรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ ผู้ใช้เวลาแค่ ๖ ปี ผลักดันโครงการเก่า-ใหม่ พลิกโฉมหน้าประเทศไทย จนจำภาพเดิมแทบไม่ได้ นี่แหละ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยเจียดซัก ๒-๓ พันล้าน สร้าง Medical Hub ที่ภูเก็ต เอาทีเดียวให้ครบ-จบตามเป้าหมาย อีกซักผลงานเถอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใน Medical Hub แยกเป็นส่วนๆ ประมาณนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขระดับนานาชาติครบวงจร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ศูนย์อภิบาลสุขภาพผู้สูงอายุนานาชาติ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-สถาบันบําราศนราดูร เขตภาคใต้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ศูนย์เวชศาสตร์โรคเขตร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ศูนย์ใจรักษ์ (ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูครบวงจร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ศูนย์รังสีรักษา เขตอันดามัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนี่ย...ถ้าทั้งหมดนี้เกิด ที่นายกฯ เคยแถลง ไทยเราจะเปิดท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ด้านการฟื้นฟูสุขภาพ สมดุลทางธรรมชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่แหละ ตรงภูเก็ตนี่แหละ ที่เดียวจบ-ครบวงจร ท่องเที่ยวคุณภาพ ด้วย Value ไม่ใช่ Price ทั้งด้าน ใจ-กาย-สภาพแวดล้อม คือจักรวาล เสริมการแพทย์ เข้าสู่ภาวะสมดุลแห่ง Vitality
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างที่เราทุกคนยืดอกตอนนี้.........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยการแพทย์-การสาธารณสุขไทย ทั่วโลกยกนิ้วให้ หมอ-พยาบาล มาตรฐานไทย-มาตรฐานโลก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีโควิด-๑๙ เป็นตรารับประกันคุณภาพ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วทุกคนก็บอก ตรงนี้เป็น &amp;quot;จุดขาย-จุดแข็ง&amp;quot; ด้านท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพของไทย ที่จะดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลกเข้ามา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะ ระดับเศรษฐี ระดับมันสมอง เงินเขาหาได้ แต่สุขภาพเปี่ยม Vitality เขาหาที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่เดียว คือที่เมืองไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าง &amp;quot;หมอเหรียญทอง&amp;quot; เคยเสนอไอเดีย จัดโปรแกรมให้คนมีเงินในต่างประเทศ หลบโควิดเข้ามาพักผ่อน และตรวจรักษาในเมืองไทย ก็จากนิยามนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเคยได้ยิน &amp;quot;คุณธนินท์ เจียรวนนท์&amp;quot; เสี่ย CP เสนอไอเดีย หมอเราเยี่ยม สามารถใช้ดึงคนมีเงินให้เข้ามาพักผ่อน มาฟื้นฟูสุขภาพได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ Medical Hub ที่ภูเก็ตนี่แหละ ตรงโจทย์!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่คุณธนินท์เสนอและผมเห็นด้วย ประเทศกำลังพัฒนาสู่ยุคดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน ทรัพยากรบุคคลที่ใช้ตอบโจทย์ตรงนี้ ของเราถึงมี แต่ไม่พอ ถึงสร้างก็ไม่ทันใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น BOI ต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องโจทย์ประเทศ เปิดโอกาสให้ นักลงทุน คนมีเงินระดับหมื่นล้าน คนมีวิชาความรู้แขนงต่างๆ ให้เขาเข้ามา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ ซิติเซน คือความเป็นพลเมืองไทยกับเขาได้อยู่ถาวร ไม่ต้องกลัวจะแย่งอาชีพ ตรงข้าม เขาจะมาเสริมในจุดที่เราขาดด้วยซ้ำ ทั้งโลกก็ทำแบบนี้ แม้ในสหรัฐฯ เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาชีพสงวนคนไทย ตัดผม แซะขนมครก ขายของหน้าร้าน ทุกวันนี้ คนไทยยักไหล่ เบ้ปาก ไปซิ่งมอ&amp;#39;ไซค์ ไปอัพยา แปลงเพศ รับจ้างโพสต์เฟกนิวส์ และปั่นแฮชแท็ก ไฮคลาสกว่าเยอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เชื่อก็ไปสำรวจ ทุกวันนี้ ๓๙ อาชีพสงวน กลายเป็นสงวนให้ เขมร-พม่า-ลาว แทบหมดแล้ว!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจสงสัยกัน ว่าโครงการนี้ ของใครกันแน่ ลำพังผม ไม่น่ามีน้ำยาขนาดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จริงครับ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้ คนที่สมัครสมานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผลักดันให้เกิด ประกอบด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าฯ ภูเก็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-นพ.เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผอ.รพ.วชิระ ภูเก็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-นพ.ธนิศ เสริมแก้ว สาธารณสุขภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ.........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ประชาชนชาวภูเก็ต ปณิธานผนึกใจร่วมอธิษฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร&amp;quot; และ &amp;quot;ศาลหลักเมือง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอสิ่งนี้ จงบังเกิด เป็นแหล่งสร้างงาน สร้างเงิน สร้างอนาคต สร้างเกียรติยศเพิ่มพูนให้ภูเก็ต แหล่งท่องเที่ยวสวยงามติด ๑ ใน ๑๐ ของโลกแห่งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภูเก็ตนี่ ประชากรไม่มาก แต่ปีนึงๆ สร้างรายได้เข้าประเทศเฉียด ๕ แสนล้าน ตอนโควิดนี่ คนภูเก็ตปรับทุกข์ผ่านเมลผม ว่าลำบากแสนสาหัส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขั้นจั่วหัวตัวโตๆ แบบกลัวผมไม่อ่านว่า &amp;quot;คุณอาช่วยเหลือจังหวัดภูเก็ตด้วยครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนใจ-จนปัญญา อันตัวเราก็เท่านี้ จะช่วยราชสีห์ได้อย่างไร เมื่อเห็นโครงการบนความร่วมใจ ผู้ว่าฯ และ ผอ.รพ.วชิระ เป็นหัวเรี่ยว-หัวแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมจึงไม่รีรอ ช่วยดันต่อ ไปถึงท่านอนุพงษ์ รัฐมนตรีมหาดไทย, ท่านอุตตม รัฐมนตรีคลัง, ท่านอนุทิน รัฐมนตรีสาธารณสุข, ท่านพิพัฒน์ รัฐมนตรีท่องเที่ยว, ท่านเดชาภิวัฒน์ ผอ.สำนักงบประมาณ, ท่านทศพล เลขาฯ สภาพัฒน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และท่านนายกฯ ประยุทธ์ ผู้เป็นที่พึ่งประเสริฐ ช่วยให้ Medical Hub ระดับ World Class นี้ได้เกิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอบโจทย์อนาคตประเทศ ด้านท่องเที่ยวคุณภาพทางสุขภาพนานาชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การันตี ด้วยเครดิต &amp;quot;มาตรฐานแพทย์ไทย&amp;quot; ที่โลกยอมรับ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเห็นอาคารหลัก ตะคุ่มกลมกลืนแมกไม้แนบทรายชายทะเลอันดามัน มองไกลๆ เป็น &amp;quot;เต่ามะเฟือง&amp;quot; ตัวใหญ่กำลังวางไข่อย่างไร-ก็อย่างนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องชม &amp;quot;ทีมภูเก็ต&amp;quot; เขา ว่าวิสัยทัศน์ไกลแล้ว รสนิยมทางสถาปัตย์ ยังถึงซะอีก!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Medical Hub การแพทย์เพื่อสุขภาพนานาชาติ &amp;quot;ระดับ World Class&amp;quot; ที่ภูเก็ตตามที่คุยกันมานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่อยากเจาะจงเป็นความสำเร็จของใคร เพราะถ้าเกิด มันเกิดบนฐาน ๓ ฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประชาชน, แพทย์-สาธารณสุขไทย, รัฐบาล-รัฐสภา&amp;quot; ร่วมแรง-ร่วมใจ เป็นหนึ่งเดียว ในสถานการณ์ ไทยชนะโควิด-๑๙
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น &amp;quot;เต่ามะเฟืองมรกต&amp;quot; ตัวนี้........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องถือเป็น &amp;quot;หอเกียรติยศ&amp;quot; ยั่งยืนแห่งนามไทย ณ ครั้งสถานการณ์ &amp;quot;โควิด-19&amp;quot; set zero โลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ &amp;quot;ชนะ&amp;quot; เป็นของไทย &amp;quot;อีกครั้ง&amp;quot;!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68901</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพร ศิริสัมพันธ์, นพ.ธนิศ เสริมแก้ว, นพ.เฉลิมพงษ์ สุคนธผล, ภัคพงศ์ ทวิพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4fe504cfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68888</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรากฏการณ์ &#039;รุมทึ้ง&#039; 4 แสนล. ทำ ป.ป.ช.ขยับ จับตา &#039;นักโกง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้งานตามงบประมาณในพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 1.9 ล้านล้านบาท หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน ได้รับการจับตาอย่างมากจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเฉพาะวงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่จะใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งหลายภาคส่วนแสดงความเป็นห่วงในเรื่องของความ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุ้มค่า-โปร่งใส&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยิ่งมีข่าวคราวไม่ดีกับเรื่องเงินก้อนนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ว่า นักการเมืองจ้องมะรุมมะตุ้ม ตั้งแต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณากฎหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมไปถึงคำอภิปรายของนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ว่า งบประมาณส่วนดังกล่าวยังไม่มีแผนที่ชัดเจน แต่มีการจัดสรรและแบ่งปันงบประมาณที่จะลงสู่จังหวัดให้กับ ส.ส.คนละ 80 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งบประมาณดังกล่าวถูกกันไว้ให้กับ ส.ส.แต่ละคน โดยข้อมูลระบุว่า เมื่องบประมาณลงสู่จังหวัด ส.ส.ในพื้นที่สามารถเข้าไปกำหนดว่า จะนำเงิน 80 ล้านบาท ไปใช้ในโครงการใด ซึ่งเรื่องนี้จะนำไปสู่การหักหัวคิว เป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่า นี่คือคำอภิปรายของฝ่ายค้านที่อาจตั้งแง่ หรือลดทอนเครดิตฝ่ายรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ถือว่ามี &amp;ldquo;ช่องโหว่&amp;rdquo; ในลักษณะนั้นจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับ นางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง กรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ที่ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการได้มาซึ่งโครงการส่วนใหญ่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการระดมปัญหา ความต้องการ และการเสนอแผนการฟื้นฟู เป็นการทำแผนโดยหน่วยงานราชการ ซึ่งอาจเป็นการหยิบจับโครงการที่เคยมีมาแต่เดิมมาปัดฝุ่นนำเสนอใหม่ ส่งผลให้โครงการที่ถูกนำมาเสนอจำนวนมากไม่สามารถนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนได้อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่แสดงความเป็นห่วงกันมากคือ โครงการที่ลงไปสู่พื้นที่อาจไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนจริงๆ เพียงแต่ตั้งมาเพื่อจะนำไปสู่การหาผลประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่การทำงานของคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มี นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นประธาน พบว่า ณ วันที่ 5 มิถุนายน มีการเสนอเข้ามาแล้ว 28,425 โครงการ วงเงิน 590,000 ล้านบาท ซึ่งเกินกรอบวงเงิน และต้องมีการตัดทอนออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายฝ่ายมองว่า นี่คือปรากฏการณ์ &amp;ldquo;รุมทึ้ง&amp;rdquo; งบ 400,000 ล้านบาท และยังสะท้อนให้เห็นว่า เงินก้อนนี้ได้รับการหมายตาเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดคือ &amp;ldquo;กระบวนการตรวจสอบ&amp;rdquo; ที่จะสร้างความมั่นใจ มีเพียงเสียงเรียกร้องจากประชาชนเท่านั้น ที่ต้องการให้รัฐเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน-ภาคประชาสังคมเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบประเมินผลร่วมกลไกของรัฐ มากกว่ากลไกที่มีอยู่อย่าง &amp;ldquo;ThaiME&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการตรวจสอบเรื่องทุจริตก็ถูกตั้งคำถามถึงท่าทีที่ &amp;ldquo;นิ่งเงียบ&amp;rdquo; เกินไป ทั้งที่มีกลิ่นอายจากการทุจริตโครงการป้องกันผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) โดยจัดซื้อชุดของใช้ประจำวัน หรือแคร์เซตในราคาสูง ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน กระตุกเตือนให้ต้องขยับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดกิจกรรมผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช.พบสื่อมวลชน ในหัวข้อ การตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้าน &amp;ndash; เงินสะสมท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีให้ ป.ป.ช.ได้แอ็กชั่นว่า ไม่ได้อยู่เฉย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ ป.ป.ช.จะถือเป็นเคสพิเศษที่ต้องมีการตรวจสอบและจัดการให้คดีเห็นผลทันที เพราะถือว่าเป็นแผนงานที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ขณะเดียวกันหากประชาชนพบความผิดปกติเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ขอให้รีบส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบทันที&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ นายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ด้านการป้องกัน ก็พยายามให้ความมั่นใจว่า ป.ป.ช.มีประสบการณ์และสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้ว่าเงินกู้จำนวน 4 แสนล้านบาท จะเป็นตัวเลขที่มหาศาล แต่ไม่ใช่สถานการณ์แรกที่ ป.ป.ช.ได้เข้าไปตรวจสอบ เพราะก่อนหน้านี้เราเคยตรวจสอบทั้งโครงการมิยาซาวา และโครงการไทยเข้มแข็ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กระนั้น นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้านการปราบปราม ก็ยอมรับว่า ไม่สามารถรับปากได้ว่า จะไม่ให้เกิดการทุจริตแม้แต่บาทเดียว แต่ขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาให้อีกแรง เพื่อปิดช่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;นักโกง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ดี แม้ ป.ป.ช.จะขยับออกมาเพื่อสร้างความมั่นใจ แต่บทบาทในห้วงหลายปีที่ผ่านมาก็ถูกตั้งคำถามไม่น้อยในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีคนของฝ่ายรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เงิน 400,000 ล้านบาท ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะรั่วไหล จึงถือเป็นอีกภารกิจที่ท้าทายของ ป.ป.ช. เพื่อพิสูจน์ว่ายังเป็นองค์กรที่สามารถพึ่งพิงได้อยู่หรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68888</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ทศพร ศิริสัมพันธ์, นักโกง, สุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง, อุทิศ บัวศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200616/image_big_5ee8ca75c798e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่เสนอแผนฟื้นฟู4แสนล. พท.เดินหน้าแก้พรก.กู้เงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สศช.เผยเสนอแผนลงทุนแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาทคึกคัก หลายหน่วยงานแห่เสนอแผนลงทุน 28,000โครงการ วงเงินกว่า 3.72 แสนล้าน ยันพร้อมให้ประชาชนร่วมตรวจสอบความโปร่งใส รองประธาน กมธ.โอนงบฯ ขวาง กมธ.ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ระบุ กมธ.พิจารณาตาม ม.144 ถูกต้องแล้ว เพื่อไทยเดินหน้าเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ พ.ร.ก.กู้เงิน ห่วงรัฐบาลใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ ชงเพิ่มสัดส่วน ส.ส.อยู่ใน กก.กลั่นกรอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท หลังจากปัญหาโควิด-19 คลี่คลายผ่านการใช้งบประมาณลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท ได้กำหนดตารางแผนงานลงทุน เพื่อเปิดให้องค์กร หน่วยงานท้องถิ่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มประชาชน ชมรม เสนอแผนลงทุนเข้ามาให้ สศช.พิจารณา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้หลายหน่วยงานเสนอแผนลงทุนมาให้พิจารณาแล้ว ณ วันที่ 5 มิถุนายน จำนวน 28,331 โครงการ วงเงิน 372,000 ล้านบาท แยกเป็นหน่วยงานระดับจังหวัด 55 จังหวัด วงเงินลงทุน 203,643 ล้านบาท มีทั้งระดับจังหวัด อบจ. เทศบาล อบต. &amp;nbsp;ในส่วนของระดับกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรฯ เสนอเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาทำเกษตร เครื่องมือเครื่องจักร แหล่งน้ำ การแปรรูป กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร การช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงิน 168,000 ล้านบาท&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพรกล่าวว่า สศช.กำหนดเวลาตั้งแต่วันที่ 5-15 มิ.ย.63 อนุกรรมการได้เริ่มกลั่นกรองแผนลงทุน หลังเปิดให้ทุกภาคส่วนเสนอแผนลงทุนล็อตแรกเข้ามา จากนั้นคณะกรรมการกลั่นกรองเตรียมนำโครงการเสนอ ครม.พิจารณาแผนลงทุนล็อตแรก &amp;nbsp;2-7 ก.ค.นี้ เพื่ออัดฉีดเงินออกสู่ระบบหวังพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยอมรับยอดเงินลงทุนที่เสนอมาครั้งนี้อาจเกินกรอบเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แต่ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น แผนลงทุนที่จะได้รับการพิจารณาควรอยู่ในกรอบที่กำหนด ประกอบด้วย แผนงานการเติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแปลงใหญ่ การท่องเที่ยวคุณภาพสูง เกษตรทฤษฎีใหม่ การท่องเที่ยวชุมชน แผนงานด้านเศรษฐกิจฐานราก เช่น การผลิต แปรรูป การท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนาสินค้าโอท็อป การตลาดออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการกระตุ้นการบริโภค เช่น ด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการคลังกำลังหารือร่วมกันในการแจกคูปองให้กับนักท่องเที่ยว คาดว่าสรุปได้ในเร็วๆ นี้ หากหน่วยงานใดยังเสนอแผนลงทุนไม่ทันจะมีเปิดให้เสนอรอบ 2 อีกวันที่ 9 ก.ค.63 ยอมรับตัวเลขเงินลงทุนเป็นเพียงยอดการเสนอ คณะกรรมการต้องตรวจสอบคัดกรองให้อยู่ในกรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท
เชิญ ปชช.ตรวจสอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องการเชิญชวนประชาชนเข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เปิดเผย โปร่งใส ทั่วถึง เที่ยงธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์ ตอบสนองความต้องการ ประชาชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ ชอบด้วยกฎหมาย และยังได้เชิญบุคคลที่ 3 ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และกรรมาธิการชุดต่างๆ สภา มาร่วมทำงานตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่าเงินกู้ 400,000 ล้านบาทไปอยู่ไหน หากมีการทุจริตคอร์รัปชันจะได้มีองค์กร หน่วยงานช่วยกันตรวจสอบ ยืนยัน ส.ส.ไม่สามารถแบ่งเค้กเงินลงทุนเป็นรายพื้นที่ เพราะมีการติดตามตรวจสอบหลายมิติ&amp;rdquo; นายทศพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 กล่าวถึงกรณีที่กรรมาธิการฝ่ายค้านเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญว่าร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณขัดกับรัฐธรรมนูญว่า ร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 กำหนดไม่ให้กรรมาธิการแปรญัตติเพิ่มงบประมาณ เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้มีลักษณะคล้ายกับ พ.ร.บ.งบประมาณ และที่ผ่านมาในการพิจารณาปรับลดงบประมาณก็พิจารณาสอดคล้องกับมติ ครม.ที่มีการปรับลดงบประมาณด้านการฝึกอบรม งบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์ และงบประมาณศึกษาดูงานต่างประเทศ ซึ่งยังไม่มีการใช้จ่ายและยังไม่สามารถใช้จ่ายได้ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมทั้งงบลงทุนที่ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันในวันที่ 7 เม.ย.63 หรือลงนามสัญญาภายในวันที่ 31 พ.ค.63 จึงเชื่อว่าการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณจะผ่านไปด้วยความเรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมวิปรัฐบาลเพื่อเตรียมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 10-11 มิ.ย.นี้ โดยมีวาระพิจารณาญัตติด่วนให้มีการตั้ง กมธ.สามัญตรวจสอบการใช้งบประมาณโควิด และเรื่องเร่งด่วนในการตั้ง กมธ.วิสามัญการพิจารณา cptpp ตามที่สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลร่วมกันเสนอ ส่วนร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 63 ไม่ทันเข้าสภาในสัปดาห์นี้ได้ เนื่องจากในรายละเอียดต่างๆ ยังมีการประชุมกันอยู่ และคิดว่า กมธ.น่าจะพิจารณาเสร็จวันที่ 9 มิ.ย. หรือ 10 มิ.ย. จึงขอเลื่อนเข้าระเบียบวาระสภาในวันที่ 17 มิ.ย. ซึ่งการเลื่อนดังกล่าวจะไม่กระทบกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 เพราะร่าง พ.ร.บ.งบฯ 64 วางไว้ให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาประมาณวันที่ 24-25 มิ.ย.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามการใช้งบตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ จะสามารถตั้งได้หรือไม่ นายวิรัชกล่าวว่า ตรงนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่สิ่งที่จะพูดคุยกันคือจะให้เวลาในการพิจารณากี่วัน เพราะการใช้เงินงบประมาณครอบคลุมไปถึงปี 64 และน่าจะตั้งใช้กรรมาธิการชุดใหญ่ โดยให้มีตัวแทนเกือบทุกพรรคการเมือง และเวลาในการพิจารณาอาจจะต้องสองครั้ง คือครั้งแรก 120 วัน แล้วต่ออีก 120 วัน ก็น่าจะครอบคลุมได้ &amp;nbsp;
เดินหน้าแก้ พรก.กู้เงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค, นายโภคิน พลกุล และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา คณะกรรมการยุทธศาสตร์ ร่วมแถลงความคืบหน้ากรณีการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท โดยคุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับนั้น พรรคเพื่อไทยได้แสดงความห่วงใย และย้ำหลายครั้งว่าเป็นเม็ดเงินก้อนสุดท้ายที่จะใช้รีสตาร์ทเศรษฐกิจประเทศไทยขึ้นมาอีกครั้ง แต่จากการติดตามดูเราพบว่ามีปัญหา เพราะไม่เปิดโอกาสให้สภาได้ดูแลเม็ดเงินนี้ จึงเสนอให้มีการตรวจสอบการใช้เงิน เพื่อให้รีสตาร์ทประเทศไทยได้อย่างแท้จริง เราเห็นว่าการใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ การเยียวยาก็เกรงว่าจะไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีแผนงานที่ชัดเจน แผนงานที่ปรากฏเป็นงบที่ตรวจสอบยาก เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อย และเกิดการทุจริตได้ง่าย หากนายกฯ มีความจริงใจ โปรดพิสูจน์ความจริงใจโดยการรับข้อเสนอของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรค ในการดูแลตรวจสอบเม็ดเงินซึ่งเป็นน้ำมันถังสุดท้ายนี้ โดยการรับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ และตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขึ้นมาตรวจสอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์เทพกล่าวว่า ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท หลักการคือต้องการให้เพิ่มการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเสนอให้ในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ มีกรรมการผู้สังเกตการณ์ 4 คน โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเสนอของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 2 คน และฝ่ายค้าน 2 คน รวม 4 คน ทำหน้าที่เหมือนกรรมการทุกอย่าง เว้นแต่ไม่มีอำนาจนาจหน้าที่ในการลงมติ แต่สามารถเป็นหูเป็นตาเพื่อดูว่าใช้จ่ายเงินไปในประเด็นใดบ้าง หรือมีปัญหาอะไร อย่างน้อยจะทำให้สภาได้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ การรายงานต่อสภา เดิมให้รายงานปีละ 1 ครั้ง เรามองว่าอาจจะช้าไป จึงเสนอให้รายงานทุก 3 เดือน เพื่อให้ ส.ส.หรือ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของเข้าชื่อร้องขอข้อมูลการกู้เงินและการใช้เงิน และกระทรวงการคลังจะต้องส่งข้อมูลที่ขอให้ทางสภาภายใน 10 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์เทพกล่าวว่า ส่วน พ.ร.ก.เอสเอ็มอี จริงๆ ไม่ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และอาจจะเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือในส่วนนี้ กฎหมายฉบับนี้ควรจะเน้นการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เราคิดว่าควรจำกัดไว้ว่าแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และทุกแห่งรวมกันต้องไม่เกิน 1,000 ล้านบาท และได้เปิดโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ตามคำนิยามในกฎหมายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถเข้าถึงเงินจำนวนนี้ได้ โดยแต่เดิมวิสาหกิจไม่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารไม่มีสิทธิ์ไปขอ ดังนั้นเราคิดว่าแม้วิสาหกิจที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคาร มันก็น่าจะเปิดโอกาสให้เขาขอสินเชื่อได้ โดยกำหนดกรอบเบื้องต้นไว้จะต้องไม่เกิน 15 ล้านบาท โดยเราจะส่งรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับนี้ให้กับทางสภาเอสเอ็มอีช่วยให้ความเห็นประกอบเพิ่มเพื่อจะได้พัฒนาต่อไป และให้มีการรายงานต่อสภาทุก 3 เดือน ว่าใครกู้ยืมเงินแก่ใครบ้าง การชำระเงินคืนเป็นอย่างไร และการชดเชยความเสียหายจากของสถาบันเงินเป็นอย่างไร ซึ่งจะให้โอกาส ส.ส. ส.ว. สามารถขอข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์เทพกล่าวอีกว่า ส่วน พ.ร.ก.ตราสารหนี้ ที่จะมีคณะกรรมการกำกับกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เราได้มีการเสนอให้มีคณะกรรมการผู้สังเกตการณ์ โดยเป็นผู้ทรงวุฒิที่เสนอจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านอย่างละ 2 คน โดยไม่มีอำนาจในการลงมติ นอกจากนั้นยังได้กำหนดเรื่องอำนาจในการผ่อนผัน ซึ่งแต่เดิมให้อำนาจในการผ่อนผันกว้างขวางมาก เช่น การซื้อตราสารหนี้ซึ่งจะต้องซื้อไม่เกินร้อยละ 50 ของตราสารหนี้ที่ออกใหม่ แต่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการกำกับฯ ผ่อนผันได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งเราเห็นว่าไม่ควผ่อนผันให้ซื้อเกินร้อยละ 60 และควรจะขายให้คนทั่วไปก่อนอย่างน้อยร้อยละ 40 ไม่ใช่ให้รัฐบาลซื้ออย่างเดียว และควรจะมีการรายงานให้สภาทราบทุก 3 เดือน ว่าการลงทุนที่ทำไปเป็นอย่างไร รวมถึงให้โอกาส ส.ส.และ ส.ว.เข้าชื่อขอข้อมูลรายละเอียดในการลงทุนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายโภคินกล่าวว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินนั้น ก็เพื่อตรวจสอบหรือการเข้าไปดูแลการใช้เงินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันน้อยที่สุด การเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมนั้น ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่เพราะเราเห็นปัญหา จึงยกร่างให้ดีที่สุด หาก ส.ส.รัฐบาลรวมทั้ง ส.ว.ร่วมสนับสนุน การใช้เงินของประเทศจะเป็นประโยชน์สูงสุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ กล่าวว่า การโอนงบประมาณจำนวนกว่า 8.8 หมื่นล้านบาท ตนมีความเป็นห่วง เพราะเงินงบประมาณที่โอนมานั้น รัฐนำกลับไปใส่ในงบกลางหรืองบสำรองฉุกเฉิน ใส่พานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีอำนาจสั่งจ่าย ดังนั้นทางพรรคฝ่ายค้านจะตรวจสอบการใช้จ่ายเงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คือการแก้ปัญหาโควิด-19 และการเยียวยาประชาชน หากลักไก่เอาไปทำอย่างอื่นรับรองว่าเจอกันแน่นอน โดยรัฐบาลต้องไม่นำเงินที่กระทรวงต่างๆ โอนให้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออาวุธหรือใช้จ่ายแบบสุรุ่ยสุร่ายอย่างที่ทำมาตลอด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68180</URL_LINK>
                <HASHTAG>การุณ โหสกุล, ทศพร ศิริสัมพันธ์, วิรัช รัตนเศรษฐ, วิเชียร ชวลิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5ede340ebea72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.ย้ำเงินกู้ฟื้นฟู4แสนล้านต้องโปร่งใสตรวจสอบได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.63-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า การเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก หลังจากปัญหาโควิด-19 คลี่คลายผ่านการใช้งบประมาณลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน&amp;nbsp; 400,000 ล้านบาท ได้กำหนดตารางแผนงานลงทุน เพื่อเปิดให้องค์กร หน่วยงานท้องถิ่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มประชาชน ชมรม เสนอแผนลงทุนเข้ามาให้ สศช.พิจารณา&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตามขณะนี้หลายหน่วยงานเสนอแผนลงทุนมาให้พิจารณาแล้ว ณ วันที่ 5 มิถุนายน จำนวน 28,331 โครงการ วงเงิน 372,000 ล้านบาท แยกเป็นหน่วยงานระดับจังหวัด&amp;nbsp; 55 จังหวัด วงเงินลงทุน 203,643 ล้านบาท มีทั้งระดับจังหวัด อบจ. เทศบาล อบต.&amp;nbsp; ในส่วนของระดับกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรฯ เสนอเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อพัฒนาทำเกษตร เครื่องมือเครื่องจักร แหล่งน้ำ การแปรรูป กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแผนพัฒนาอุตสหากรรมอาหาร การช่วยเหลือเอสเอ็มอี วงเงิน 168,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สศช.กำหนดเวลาตั้งแต่วันที่ 5-15 มิ.ย.63 อนุกรรมการได้เริ่มกรั่นกรองแผนลงทุน หลังเปิดให้ทุกภาคส่วนเสนอแผนลงทุนล็อตแรกเข้ามา จากนั้นคณะกรรมการกลั่นกรองเตรียมนำโครงการเสนอ ครม.พิจารณาแผนลงทุนล็อตแรก&amp;nbsp; 2-7 ก.ค.นี้ เพื่ออัดฉีดเงินออกสู่ระบบหวังพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ยอมรับยอดเงินลงทุนที่เสนอมาครั้งนี้อาจเกินกรอบเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แต่ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น แผนลงทุนที่จะได้รับการพิจารณาควรอยู่ในกรอบที่กำหนด ประกอบด้วย แผนงานการเติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแปลงใหญ่ การท่องเที่ยวคุณภาพสูง เกษตรทฤษฎีใหม่ การท่องเที่ยวชุมชน แผนงานด้านเศรษฐกิจฐานราก เช่น การผลิต แปรรูป การท่องเที่ยวชุมชน การพัฒนาสินค้าโอทอป การตลาดออนไลน์

สำหรับการกระตุ้นการบริโภค เช่น ด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และกระทรวงการคลังกำลังหารือร่วมกันในการแจกคูปองให้กับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp; คาดว่าสรุปได้ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวไทย หากหน่วยงานใดยังเสนอแผนลงทุนไม่ทันจะมีเปิดให้เสนอรอบ 2 อีกวันที่ 9 ก.ค.63 ยอมรับตัวเลขเงินลงทุนเป็นเพียงยอดการเสนอ คณะกรรมการต้องตรวจสอบคัดกรองให้อยู่ในกรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท

&amp;ldquo;ต้องการเชิญชวนประชาชนเข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมวงเงิน&amp;nbsp; 400,000 ล้านบาท เพราะคณะกรรมการกลั่นกรองยึดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เปิดเผยโปร่งใส&amp;nbsp; ทั่วถึง เที่ยงธรรม เกิดผลสัมฤทธิ์ ตอบสนองความต้องการ ประชาชนมีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ ชอบด้วยกฎหมาย และยังได้เชิญบุคคลที่ 3 ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และกรรมาธิการชุดต่าง ๆ สภา มาร่วมทำงานตรวจสอบ&amp;nbsp; ติดตาม ประเมินผล เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ว่าเงินกู้ 400,000 ล้านบาทไปอยู่ไหน หากมีการทุจริตคอร์รัปชั่นจะได้มีองค์กร หน่วยงานช่วยกันตรวจสอบ ยืนยัน ส.ส.ไม่สามารถแบ่งเค้กเงินลงทุนเป็นรายพื้นที่ เพราะมีการติดตามตรวจสอบหลายมิติ&amp;rdquo;นายทศพร กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68112</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพร ศิริสัมพันธ์, เงินกู้โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec288ef2248a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 13:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศช.ชี้ผลกระทบจากโควิด-19 เสี่ยงทำคนตกงานถึง 8.4 ล้านคน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.63-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมในไตรมาส 1 ของปี 2563 พบว่าการจ้างงานลดลงชัดเจน 0.7% ส่วนมากเป็นการจ้างงานภาคเกษตรกรรม 3.7% โดยประเมินว่ามีความเสี่ยงที่แรงงานจะถูกเลิกจ้างสูงถึง 8.4 ล้านคน ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

อย่างไรก็ตามแต่หากสถานการณ์ดีขึ้นแบบนี้ มีการคลายล็อกดาวน์ตามแผนการผ่อนปรนในแต่ละเฟส จะทำให้ตลอดทั้งปีอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 2 ล้านคน จากปกติอัตราว่างงานมีเพียงปีละ 4-5 แสนคนเท่านั้น และปรับตัวใกล้เคียงกับวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ส่วนอีกปัจจัยที่น่ากังวลคือ แต่ละปีจะมีเด็กจบใหม่ 5.2 แสนคน ซึ่งตลาดแรงงานอาจรองรับได้ไม่เพียงพอ

สำหรับสถานการณ์หนี้ครัวเรือน ตอนนี้สัดส่วนอยู่ที่ 78.9% ต่อจีดีพี สูงที่สุดในรอบ 14 ไตรมาส หรือประมาณ 3 ปีกว่า ๆ แต่ปีนี้มีปัจจัยโรคโควิด-19 ทำให้ขนาดเศรษฐกิจลดลง ครัวเรือนกู้เงินประกอบธุรกิจ เช่าซื้อรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ลดลง แต่กู้เงินอุปโภคบริโภคมากขึ้นแทน ซึ่งในระยะยาวน่าเป็นห่วง ส่วนอัตราหนี้เสีย หรือ NPL ตอนนี้อยู่ที่ 3.23% ต่อสินเชื่อรวม ปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.9% ในช่วงสิ้นปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตามโดยกลุ่มเด็กจบใหม่มีพฤติกรรมก่อหนี้เกินตัวชัดเจน เพราะเน้นการใช้จ่ายเงินเพื่อสันทนาการ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ท่องเที่ยว ดูแลความสวยความงามของตัวเอง พอมีรายได้เพิ่ม ก็ช็อปปิ้งมากขึ้น ออมเงินต่ำ และยังพบพฤติกรรมก่อหนี้ซ้ำ นำเงินที่กู้เพื่อประกอบอาชีพและการศึกษาไปใช้ในการบริโภค ถ้าไม่สามารถชำระหนี้ได้จะไปกู้เงินอีกที่มาจ่าย

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี63 ประชาชนมีความเครียดและความกังวล เพราะสัดส่วนการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ขยายตัวถึง 3% โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขยายตัว 5.5%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67175</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec288ef2248a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66213</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2020 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2020 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาพัฒน์หั่นจีดีพีไทยตกแรงติดลบ 6%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงปรับคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1/2563 ติดลบ 1.8 %เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก กระทบต่อการท่องเที่ยว ประกอบกับการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสแรกที่น้อย ขณะที่การบริโภคเอกชนก็ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก กระทบต่อการท่องเที่ยว ประกอบกับการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสแรกที่น้อย ขณะที่การบริโภคเอกชนก็ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/62 สศช.คาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบหนักสุดในไตรมาส 2 และหวังว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 สามารถพลิกกลับมาได้ และหวังว่าในปี 2564 จะมีวัคซีน ออกมา ซึ่งจะช่วยให้โลกกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง&amp;rdquo;นายทศพร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 คาดว่าจะติดลบ 5-6%โดยมีค่ากลางที่ติดลบ 5.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66213</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ทศพร ศิริสัมพันธ์, สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200512/image_big_5eba9ce9ea570.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
