<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 15:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์เผยบริษัทตั้งใหม่เดือนส.ค.64  ลด 2% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า เดือนส.ค.2564 มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 5,553 ราย เทียบกับก.ค.2564 ลดลง 2% และเทียบกับส.ค.2563 เพิ่มขึ้น 0.3% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 11,833.29 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึง คนโดยสาร ที่ติดอันดับ 3 ต่อเนื่องมาแล้ว 4 เดือนติดต่อกัน ตามการขยายตัวของธุรกิจโลจิสติกส์และการค้าออนไลน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 1,176 ราย เทียบกับก.ค.2564 เพิ่ม 3% และเทียบกับส.ค.2563 ลดลง 12% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 4,832.30 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจการให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดรวมธุรกิจตั้งใหม่ในช่วง 8 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ส.ค.) มีจำนวน 52,236 ราย เพิ่มขึ้น 17% ทุนจดทะเบียน 158,584.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% ส่วนธุรกิจเลิกกิจการ 7,246 ราย ลดลง 18% ทุนจดทะเบียน 39,443.61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.04%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพลกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ในเดือนส.ค.2564 ลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังเข้มข้นต่อเนื่อง และยังมีการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น การงดรับประทานอาหารในร้านอาหาร และมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ส.ค.2564 ส่งผลให้การจดทะเบียนตั้งใหม่ชะลอตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การลดลงของการจดตั้งบริษัทใหม่ ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย ในเดือนส.ค.2564 ซึ่งอยู่ที่ 40 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าถึง 4% เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบธุรกิจที่มีการชะลอตัว เพื่อติดตามสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564 และจำนวนผู้ได้รับวัคซีนในประเทศที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และวัคซีนมีเพียงพอ จะเป็นปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นที่ดีในช่วงครึ่งปีหลัง รวมทั้งการฟื้นตัวของการส่งออก และมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะเป็นปัจจัยเสริมช่วยให้ความเชื่อมั่นในการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ขยายตัวเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน มีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ส.ค.2564) จำนวน 807,531 ราย &amp;nbsp;มูลค่าทุน 19.31 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 197,063 ราย คิดเป็น 24.40% บริษัทจำกัด จำนวน 609,161 ราย คิดเป็น 75.43% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,307 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117996</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศ, ทศพล ทังสุบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61517d7ab3bfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116909</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์อนุมัติต่างชาติ 24 ราย ลงทุนในไทย คิดเป็นวงเงินกว่า 900 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย. 2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า เดือนส.ค.2564 ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้อนุญาตให้คนต่างชาติ 24 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากสิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และโปแลนด์ มีการนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 908 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทย 636 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นวิทยาการซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electronic Vehicle) องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบรถไฟความเร็วสูงเทคนิคการเดินรถไฟความเร็วสูง องค์ความรู้เกี่ยวกับการขนย้ายและติดตั้งแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม และองค์ความรู้เกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่ 1.ธุรกิจนายหน้า ค้าปลีก ค้าส่งสินค้าสำหรับใช้ในอุตสาหกรรม จำนวน 3 ราย โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น และสิงคโปร์ มีเงินลงทุนจำนวน 144 ล้านบาท ได้แก่ การทำกิจการนายหน้าเพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทซิลิโคน (Silicones) โลหะผสมพิเศษ (Specialty foundry alloys) วัสดุคาร์บอนผสมเพื่องานอุตสาหกรรม (Carbon materials) ซิลิคอนและไมโครซิลิกา (Silicon materials and Microsilica) เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การค้าปลีกเครื่องทดสอบกำลังไฟและทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าสำหรับแบตเตอรี่ของยานพาหนะ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การค้าส่งโช๊คอัพรถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนของโช๊คอัพรถจักรยานยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ธุรกิจบริการโดยเป็นคู่สัญญากับเอกชน จำนวน 3 ราย โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น และอิตาลี มีเงินลงทุนจำนวน 244 ล้านบาท ได้แก่ บริการบริหารจัดการและให้บริการเดินรถและซ่อมแซมบำรุงรักษาโครงการเกี่ยวกับรถไฟ (Operation-Maintenance) และการดำเนินกิจการทางพาณิชย์ (Commercial Operation) ภายใต้โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ระหว่างสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินอู่ตะเภา บริการจัดหาวัสดุอุปกรณ์และติดตั้งแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม (Wellhead Platforms) รวมถึงการเชื่อมต่อท่อลำเลียงใต้ทะเล (Associated Pipes and Tie-In) และเชื่อมต่อการทำงานกับแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า จำนวน 12 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น และสิงคโปร์ มีเงินลงทุนทั้งสิ้นจำนวน 458 ล้านบาท เช่น บริการสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน บริการให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งสินค้าประเภทอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ที่ใช้เพื่อการเกษตร และบริการที่เกี่ยวเนื่อง บริการชำระเงินภายใต้การกำกับประเภทการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;บริการรับชำระและโอนเงินด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ จำนวน 6 ราย โดยเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น มีเงินลงทุนจำนวน 62 ล้านบาท เช่น บริการสินเชื่อเพื่อสวัสดิการพนักงาน (Welfare Loans) ของบริษัทในเครือในประเทศไทย บริการบริหารจัดการเนื้อหาสารสนเทศดิจิทัล และทำการตลาดและส่งเสริมการขายเนื้อหาสารสนเทศดิจิทัล บริการเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) ให้แก่บริษัทในเครือในต่างประเทศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนม.ค.-ส.ค.2564 นักลงทุนต่างชาติได้รับอนุญาตแล้ว 132 ราย เงินลงทุน 9,383 ล้านบาท ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ และสนับสนุนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น ธุรกิจบริการเป็นที่ปรึกษา บริหารจัดการ และให้บริการเดินรถและซ่อมแซมบำรุงรักษารถไฟความเร็วสูง ภายใต้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินในประเทศไทย ธุรกิจบริการออกแบบ จัดหา ก่อสร้าง ติดตั้งฯ ระบบชำระค่าธรรมเนียมผ่านทาง และระบบควบคุมการจัดการการจราจร ภายใต้โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม วางระบบและทดสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์สำหรับโครงการศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าอัจฉริยะระหว่างประเทศ ธุรกิจบริการวิจัย พัฒนา และทดสอบชิ้นส่วนของเครื่องทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศสำหรับยานยนต์ ธุรกิจค้าส่ง และให้คำปรึกษาแนะนำการใช้งาน การบำรุงรักษาและซ่อมแซมเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจบริการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้านประกันภัย บริการเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) ให้แก่บริษัทในเครือในต่างประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116909</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว, ต่างด้าว, ทศพล ทังสุบุตร, ประกอบธุรกิจในประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606ac87c84f55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี บริษัทใหม่เดือนมี.ค.64 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เมษายน 2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมี.ค.2564 มีจำนวน 8,841 ราย เพิ่มขึ้น 46% ทำสถิติสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มมีการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หลังจากที่เคยทำสถิติสูงสุดเป็นครั้งแรกในเดือนม.ค.2556 ที่มีจำนวนตั้งใหม่ 8,184 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนมูลค่า 19,426.89 ล้านบาท ลดลง 21% และธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนยอดรวมไตรมาสแรก ปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) มีจำนวนตั้งใหม่ 23,389 ราย เพิ่มขึ้น 21% ทุนจดทะเบียน 70,074.93 ล้านบาท ลดลง 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจเลิกประกอบกิจการในเดือนมี.ค.2564 มีจำนวน 790 ราย ลดลง 17% มีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 5,550.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% โดยธุรกิจที่เลิกสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนยอดรวมเลิกกิจการไตรมาสแรก มีจำนวน 2,478 ราย ลดลง 22% ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเลิกกิจการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 19,827.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยที่ส่งผลให้มีการจดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่เพิ่มขึ้น มาจากสัญญาณเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการลงทุนทำธุรกิจ มีการตั้งธุรกิจใหม่ในส่วนของวิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นตามการส่งเสริมของรัฐบาล และธุรกิจที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในช่วงโควิด-19 เช่น ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ธุรกิจขายส่งสินค้าสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ มีจำนวนเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;นายทศพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพลกล่าวว่า แนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือนต่อๆ ไป ต้องจับตาการกลับมาระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเม.ย.2564 ที่เป็นปัจจัยสำคัญส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและธุรกิจ และอาจจะส่งผลต่อการจัดตั้งธุรกิจใหม่ได้ แต่เป็นช่วงสั้นๆ เพราะกรมฯ ประเมินว่า ปีนี้การตั้งบริษัทใหม่จะมีการฟื้นตัวดีขึ้น โดยไตรมาสแรก สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ระดับ 19,000-20,000 ราย และไตรมาสที่ 2 มั่นใจว่าจะดีขึ้น และยอดรวมทั้งปี จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ที่ 64,000-65,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันมีธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ วันที่ 31 มี.ค.2564 จำนวน 789,851 ราย มูลค่าทุน 19.33 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 193,374 ราย คิดเป็น 24.48% บริษัทจำกัด จำนวน 595,190 ราย คิดเป็น 75.36% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,287 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100284</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล ทังสุบุตร, ธุรกิจตั้งใหม่, มี.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210422/image_big_6080decc91008.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99969</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชวนประชาชนใช้บริการออนไลน์ช่วงโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เมษายน 2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้กำหนดนโยบายการให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจ จะต้องไม่หยุดชะงัก แม้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะทำงานที่บ้าน (Work From Home) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยล่าสุดสามารถใช้บริการงานต่างๆ ของกรมฯ ผ่านช่องทางออนไลน์จำนวน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ด้าน ได้แก่ การจดทะเบียนธุรกิจ การขอข้อมูลธุรกิจ การส่งงบการเงิน และการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจ จึงขอเชิญชวนประชาชนและภาคธุรกิจเข้ามาใช้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยการให้บริการจดทะเบียนธุรกิจ สามารถขอรับบริการผ่านทางเว็บไซต์ของกรมฯ&amp;nbsp;www.dbd.go.th&amp;nbsp;ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจองชื่อนิติบุคคลออนไลน์ การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration)&amp;nbsp;การจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ (e-Secured)&amp;nbsp;และการเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ได้รับการส่งเสริมจาก&amp;nbsp;BOI (e-Foreign Certificate)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การให้บริการข้อมูลธุรกิจ ครอบคลุมการให้บริการข้อมูลแก่ภาคธุรกิจและประชาชนในด้านต่างๆ ได้แก่ การให้บริการหนังสือรับรอง รับรองสำเนานิติบุคคลผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในรูปแบบของเอกสารและอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ (e-Service / e-Certificate / e-Certificate File)&amp;nbsp;การให้บริการคลังข้อมูลธุรกิจ (DBD Datawarehouse+)&amp;nbsp;ผ่านทางเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน&amp;nbsp;DBD e-Service&amp;nbsp;ทั้งระบบ&amp;nbsp;Android&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;IOS&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การให้บริการด้านงบการเงินของนิติบุคคล ได้แก่ การให้บริการนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing)&amp;nbsp;ซึ่งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด สามารถจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เสมือนการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีที่ได้เดินทางไปยังสถานที่จัดประชุม โดยปฏิบัติตามพ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563&amp;nbsp;ที่ได้ออกประกาศใช้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;เม.ย.2563&amp;nbsp;เป็นต้นมา (รายละเอียดดูได้จาก &amp;nbsp;http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/030/T_0020.PDF)&amp;nbsp;ดังนั้น หากบริษัทใดที่ยังไม่ได้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ก็สามารถจัดประชุมผู้ถือหุ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ และเมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขอให้นิติบุคคลนำส่งงบการเงินผ่านระบบ&amp;nbsp;DBD e-filing&amp;nbsp;ของกรมฯ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งสามารถนำข้อมูลที่ได้นำส่งไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;การให้บริการส่งเสริมธุรกิจ ครอบคลุมธุรกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การให้บริการรับการอบรมออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์&amp;nbsp;DBD Academy (www.dbdacademy.com)&amp;nbsp;และการขอเครื่องหมายรับรองผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์&amp;nbsp;DBD Registered&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;DBD Verified&amp;nbsp;ผ่านทาง&amp;nbsp;www.Trustmarkthai.com&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมฯ ได้เปิดช่องทางการติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ ประกอบด้วยงานบริการข้อมูลธุรกิจ document@dbd.go.th&amp;nbsp;งานการจดทะเบียนนิติบุคคล &amp;nbsp;regis@dbd.go.th&amp;nbsp;งานทะเบียนบริษัทมหาชน bservice@dbd.go.th&amp;nbsp;งานการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ foreign@dbd.go.th&amp;nbsp;งานด้านกฎหมาย law.dbd.15@gmail.com&amp;nbsp;และงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ&amp;nbsp;stro@dbd.go.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;การให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน ตลอดจนเป็นการพัฒนาการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ตามนโยบายรัฐบาล&amp;nbsp;e-Government&amp;nbsp;ที่ทำให้เกิดความสะดวกในการตรวจสอบ การจัดเก็บเอกสาร ลดการใช้กระดาษและลดพื้นที่จัดเก็บ ช่วยประหยัดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ รวมถึงช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนไม่ต้องเดินทางมาขอรับบริการ ณ สำนักงานของกรมฯ เป็นการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ท่ามกลางสถานการณ์ที่โรคโควิด-19&amp;nbsp;กำลังระบาดอยู่ขณะนี้&amp;rdquo;นายทศพลกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99969</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ทศพล ทังสุบุตร, บริการออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606ac87c84f55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 15:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนภัย!!!&#039;มิจฉาชีพ&#039;สร้างข้อมูลธุรกิจปลอมหลอกเหยื่อร่วมลงทุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;5 เมษายน 2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับการประสานงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศว่ามีกลุ่มโจรกรรม (Scammer) ปลอมแปลงเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยใช้ชื่อโดเมนเนมที่มีชื่อกรมฯ เป็นตัวสะกดอยู่ภายในนั้น คือ http://dbdthailandcompanies.com ซึ่งมีลักษณะรูปแบบคล้ายกับเว็บไซต์หลักของกรมฯ หน้าภาษาอังกฤษ และมีช่องทางให้ผู้ที่เข้าไปในเว็บไซต์ปลอมข้างต้นสามารถกรอกข้อมูลเพื่อเข้าไปตรวจสอบเลขนิติบุคคล ซึ่งเลขดังกล่าวเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นจริงกับกรมฯ จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการกระทำนี้ มีเจตนาเพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่เข้าไปใช้เว็บไซต์ปลอมเชื่อว่าเลขนิติบุคคลที่ได้สมมุติขึ้นมีการจดทะเบียนจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และอาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ติดต่อกับผู้ทำเว็บไซต์ปลอมนี้ ถูกล่อลวงและหลงเชื่อให้ร่วมดำเนินธุรกิจจนกระทั่งเกิดความเสียหายตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบการกระทำผิดในลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง และพบว่ากลุ่ม Scammer มีพฤติการณ์ลักษณะใกล้เคียงกัน คือ สร้างเว็บไซต์ที่มีหน้าตาเหมือนของกรมฯ ซึ่งจดทะเบียนโดเมนเนมที่ต่างประเทศ และให้เลขนิติบุคคลที่ผู้กระทำผิดเป็นคนกำหนดขึ้นแก่ผู้ที่ติดต่อทำธุรกิจ โดยคาดว่ากลุ่มเป้าหมายของ Scammer ที่ต้องการให้ตกเป็นเหยื่อคือ นักธุรกิจชาวต่างชาติ และเมื่อนำเลขนิติบุคคลดังกล่าวมาใช้ตรวจสอบกับเว็บไซต์ปลอมที่ทำขึ้นมาก็จะปรากฎข้อความที่ทำให้เชื่อว่าเป็นธุรกิจที่ถูกจัดตั้งตามกฎหมายจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกถึงที่มาและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ดังกล่าว ประกอบกับประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมายและการปราบปรามผู้กระทำผิดทางอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ก่อนจะส่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ จนถึงขั้นเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอเตือนไปยังผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนให้ดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบการมีตัวตนของธุรกิจที่แน่ชัด โดยสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ผ่าน 2 ช่องทาง คือ 1.Moblie Application : DBD e-Service และ 2.เว็บไซต์กรมฯ www.dbd.go.th เท่านั้น (ค้นหาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) เลือกหัวข้อบริการออนไลน์ จากนั้นเลือก บริการข้อมูลธุรกิจ และ DBD Data Warehouse+ ไม่เสียค่าบริการใดๆ และใช้งานระบบได้ตลอด 24 ชั่วโมง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบธุรกิจชาวไทยที่กำลังติดต่อหรือจะร่วมลงทุนกับนักลงทุนชาวต่างชาติ นอกจากจะใช้หนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกจากกรมฯ เป็นเอกสารให้คู่ค้าพิจารณาเพื่อเป็นเครื่องยืนยันความมีตัวตนแล้ว กรมฯ มีข้อแนะนำเพิ่มเติมว่าท่านสามารถให้ข้อมูลแก่นักธุรกิจชาวต่างชาติว่าสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านระบบ DBD Data Warehouse+ ซึ่งเป็นบริการของกรมฯ ในฐานะหน่วยงานของรัฐบาลไทยได้อีกช่องทางด้วย เพื่อเป็นการตรวจสอบข้อมูลแบบเชิงลึกสร้างความมั่นใจและตอกย้ำความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจอีกขั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98391</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ทศพล ทังสุบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606ac87c84f55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริษัทตั้งใหม่ก.พ.64เพิ่มขึ้น13%ธุรกิจปลูกข้าวเจ้ามาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า สถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลเดือนก.พ.2564 มีจำนวน 7,265 ราย เมื่อเทียบกับเดือนม.ค.2564 ลดลง 0.3% เทียบกับก.พ.2563 เพิ่มขึ้น 13% มีทุนจดทะเบียน 19,717.90 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจปลูกข้าวเจ้า ซึ่งเป็นธุรกิจที่ขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 หลังจากที่ไม่เคยติดอันดับมาก่อนหน้านี้ เป็นเพราะการสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนหันมาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนยอดรวมบริษัทตั้งใหม่ 2 เดือนปี 2564 (ม.ค.-ก.พ.) มีจำนวน 14,548 ราย เพิ่มขึ้น 9% มีทุนจดทะเบียน 50,648.04 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่สูงเกิน 7,000 ราย 2 เดือนติดต่อกัน แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการทำธุรกิจ เพราะคนมั่นใจเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้น มั่นใจในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเริ่มมีการฉีดวัคซีน และยังมาตรสนับสนุนของรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอี รวมทั้งจะมีการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวฟื้นตัว&amp;rdquo;นายทศพลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริษัทเลิกกิจการในเดือนก.พ.2564 มีจำนวน 583 ราย เทียบกับม.ค.2564 ลดลง 47% เทียบกับก.พ.2563 ลดลง 28% มีทุนจดทะเบียนเลิก 6,366.74 ล้านบาท โดยธุรกิจ 3 อันดับที่เลิกมาก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร ส่วนยอดรวมเลิกกิจการ 2 เดือนปี 2564 มีจำนวน 1,688 ราย ลดลง 24% มีทุนจดทะเบียนเลิก 14,277.28 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทศพล กล่าวว่า แนวโน้มการจดทะเบียนในเดือนมี.ค.2564 จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เพราะคนเริ่มมั่นใจในการลงทุนทำธุรกิจ คาดว่ายอดรวมจดทะเบียนตั้งใหม่ไตรมาสแรก จะอยู่ที่ระดับ 19,000-20,000 ราย ส่วนไตรมาสที่ 2 ก็จะยังดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยอดรวมทั้งปี จะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ที่ 64,000-65,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ล่าสุด ณ วันที่ 28 ก.พ.2564 มีธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 781,829 ราย มูลค่าทุน 19.26 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 190,849 ราย คิดเป็น 24.41% บริษัทจำกัด จำนวน 589,969 ราย คิดเป็น 75.43% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,284 ราย คิดเป็น 0.16%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97778</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, จดทะเบียนนิติบุคคล, ทศพล ทังสุบุตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603754a443173.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมพัฒน์ฯ‘หนุน’ ธุรกิจโลจิสติกส์ยกระดับมาตรฐานบริการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.2564 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ในช่วงที่ผ่านมาของประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยเกื้อหนุนการขยายตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ส่งผลให้ความต้องการด้านใช้บริการโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรง บริษัทผู้ให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการให้มีความสอดคล้องกันแต่ละพื้นที่ และให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการร่วมงานกับพันธมิตรในท้องถิ่นที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ไทยให้มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล จึงจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับมาตรฐาน ISO 9001 เพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และได้รับการยอมรับจากผู้ใช้บริการอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับ ข้อกำหนดมาตรฐานระบบงานคุณภาพ ISO 9001 และแนวทางการนำระบบมาตรฐาน ISO 9001 ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการดำเนินงานภายในองค์กร รวมถึงสร้างความเป็นเลิศในด้านคุณภาพ จากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบมาตรฐาน ISO 9001 นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์เชิญชวนนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจด้านการให้บริการโลจิสติกส์ เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ให้มีระบบการบริหารจัดการและผ่านการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001 ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดี กล่าวทิ้งท้ายว่า โลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตเพิ่มมากขึ้นทุกปี และเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีผู้ประกอบการหลายรายที่มองเห็นช่องทางและต้องการแย่งชิงพื้นที่การตลาด ดังนั้น หากผู้ประกอบธุรกิจไทยมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล จะช่วยส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน มีธุรกิจที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ (ISO 9001) ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว จำนวน 643 ราย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95467</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทศพล ทังสุบุตร, ธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์, อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6046e3f984dc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
