<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102616</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 09:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 09:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่พลาด!&#039;จาตุรนต์&#039;โหน&#039;เพนกวิน&#039;ด่ารัฐ-ผู้มีอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.2564 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาว่าเพนกวินและน้องๆ บางคนได้รับการประกันตัวออกมาแล้ว หลังจากต่อสู้มายาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพนกวิน ถูกคุมขังมาตั้งแต่ 9 ก.พ.2564 พร้อมแกนนำอีกหลายคน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิด หลังจากนั้นทั้งเพนกวินและผู้คนในสังคมหลายฝ่ายต่างก็ช่วยกันต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ มาอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง 15 มี.ค.2564 เพนกวินได้ประกาศต่อศาลว่าจะอดอาหารเพื่อประท้วงเรื่องสิทธิประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังศาลไต่สวนคำร้องขอประกันตัวครั้งที่ 10 (11 พ.ค.2564) เพนกวินถึงได้รับสิทธินั้น ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิโดยชอบที่เขาควรได้รับตั้งแต่แรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำให้เขาต้องถูกคุมขังอยู่นานกว่า 91 วัน และต้องอดอาหารไปกว่า 57 วันเพื่อเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรม&amp;nbsp;
ต้องย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาตั้งแต่ถูกดำเนินคดีเป็นต้นมา แสดงให้เห็นถึงความอยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างชัดแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิทธิในการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่ควรจะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นจึงเป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่ผ่านมามีการคุมขังพวกเขาไว้โดยไม่มีเหตุผล เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ยังมีผู้เห็นต่างจากรัฐ ผู้ต้องขังทางการเมืองที่ต้องเผชิญกับความอยุติธรรมและความโหดร้ายของผู้มีอำนาจอยู่อีกหลายคน และยังมีหลายครอบครัวที่ต้องขมขื่นจากระบบที่ไม่ยุติธรรมนี้ บางคนมีรายงานด้วยว่าติดเชื้อโควิด-19 ขณะที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปล่อยให้ผู้ต้องขังในเรือนจำติดเชื้อโควิด เป็นความบกพร่องของรัฐ ควรจะมีการสอบสวนว่าพวกเขาติดมาจากไหน อย่างไร เมื่อพบว่ามีคนหนึ่งติดเชื้อโควิดแล้วกลับยังไม่รีบดูแลคนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงหรือต้องอยู่ใกล้กันให้ดี ไม่ช่วยให้เขาได้รับการประกันตัว ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิโดยชอบของเขา ถือเป็นความโหดเหี้ยมของผู้มีอำนาจทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมของไทยถูกตั้งคำถามอย่างมากมาหลายเรื่องมาอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งคนที่เคยติดคุกในต่างประเทศเพราะกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดก็กลับถูกตัดสินให้สามารถเป็นรัฐมนตรีต่อไปได้ วันนี้ยิ่งถูกตั้งคำถามในเรื่องสิทธิมนุษยชนพื้นฐานซ้ำอีก สั่นคลอนศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมอย่างยิ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102616</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทษช., นายจาตุรนต์ ฉายแสง, อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ, เพนกวิน, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b3ecc042eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88948</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2021 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จาตุรนต์&#039;โชว์กึ๋นอดีตรัฐมนตรีร่ายยาวแนะวิธีสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ม.ค.2564 - &amp;nbsp;นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง โพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะบทความเรื่อง &amp;ldquo;บทเรียน &amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo; ยังไม่สายเกินไป ที่รัฐจะเรียนรู้และปรับปรุง&amp;ldquo; มีเนื้อหาว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull;ลักษณะพิเศษของการแพร่ระบาดในไทย
การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากหลายๆ ประเทศ ขณะที่บางประเทศอาจมีปัญหาเรื่องภูมิอากาศ วัฒนธรรมหรือความเชื่อที่ไม่เอื้อต่อการจัดระยะห่าง การใช้หน้ากากอนามัยและการล้างมือ ซึ่งสังคมไทยมีปัญหาเหล่านี้น้อย แต่การระบาด 2 รอบที่ผ่านมากลับมีสาเหตุปัญหาจากการที่คนบางกลุ่มมีอภิสิทธิ์ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะในครั้งหลังนี้เกี่ยวพันกับการแสวงประโยชน์โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ซึ่งเป็นเหมือนวัฒนธรรมในการปล่อยปละละเลยเพื่อหาประโยชน์ที่โยงใยไปยังผู้มีอำนาจที่เหนือกว่า และไม่สามารถตรวจสอบได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull;ขาดการเรียนรู้และสรุปบทเรียน
การระบาดครั้งนี้น่าแปลกใจที่ภาครัฐเหมือนจะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการระบาดครั้งที่แล้วเท่าใดนัก หลายเรื่องไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ายังอยู่ในสถานการณ์การระบาดและมีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น การบริหารจัดการจึงดูฉุกละหุก แม้แต่เรื่องการรักษาพยาบาลและสถานที่รักษาพยาบาล ยังไม่รวมไปถึงการเตรียมรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมาอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ขาดการจัดความสมดุลระหว่างการป้องกันการแพร่ระบาดกับการดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ปัญหาใหญ่คือ ภาครัฐยังรับมือด้วยวิธีการแบบเดิมๆ คือ คนที่สั่งปิด สั่งหยุด สั่งห้ามกับคนที่ดูแลเรื่องผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องคนตกงานและผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ยังเป็นคนละส่วนและดูเหมือนไม่ได้มีการพูดคุยหารือกัน&amp;nbsp;
รัฐกำลังออกคำสั่งที่ทำให้คนตกงานเป็นล้านคน ส่วนราชการที่สั่งปิด สั่งห้าม ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบและไม่ได้เตรียมมาตรการเยียวยารองรับล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ต้องตระหนักว่าไม่ควรทำให้คนต้องตกงานมากมายมหาศาล โดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการปิดสถานประกอบการที่ออกมานั้น ควรพิจารณาดำเนินการด้วยความระมัดระวังและสร้างความเสียหายให้น้อยที่สุด ซึ่งสามารถแยกประเภทความเสี่ยงตามลักษณะของการประกอบกิจการได้ หากกิจการไหนพอที่จะสามารถใช้มาตรการป้องกันการระบาดได้ ก็ควรพิจารณาให้เปิดและใช้มาตรการป้องกันที่เข้มงวด ซึ่งน่าจะสร้างความเสียหายน้อยกว่าการสั่งปิดแบบเหมารวม จนกลายเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ต้องดูแลผู้ประกอบการ เพื่อปกป้องแรงงาน&amp;nbsp;
ที่สำคัญและควรพิจารณาเป็นลำดับแรกๆ คือ จะทำอย่างไรไม่ให้กิจการต่างๆ ต้องล้มลงไปเสียก่อน และจะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับแรงงานจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาคน รักษางานและการจ้างงานไว้ให้มากที่สุด ไม่ให้มีการลาออกหรือเลิกจ้างมากเกินไป ซึ่งรัฐควรจะพิจารณาช่วยจ่ายค่าจ้างร่วมกับผู้ประกอบการระหว่างที่ต้องปิดกิจการเหมือนอย่างที่ทำกันในหลายประเทศ ต้องคิดว่าจะดูแลเยียวยากันอย่างไร เป็นเวลาเท่าไร ที่จำเป็นอย่างมากและยังไม่ได้มีการพูดถึงก็คือ ระบบฐานข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ เพื่อจะได้ทราบว่า มีสถานประกอบการต้องปิดตัวลงไปเท่าไร มีคนต้องหยุดงาน ถูกเลิกจ้างหรือได้รับผลกระทบเท่าไร เพื่อจะได้นำไปสู่การเยียวยาอย่างทั่วถึงและตรงจุดมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะให้ผู้ที่รับผิดชอบมองปัญหาอย่างสมดุลระหว่างการป้องกันการแพร่ระบาดกับการดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจ ศบค.น่าจะเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบนี้ควบคู่กับตัวเลขผู้ป่วยในแต่ละวันด้วย รัฐจะต้องประเมินสถานการณ์และวางระบบการเยียวยาเอาไว้แต่ต้น การใช้มาตรการเข้มข้นแบบเหวี่ยงแหนี้จะทำให้มีคนตกงานมหาศาล ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก คำถามคือรัฐบาลจะหาเงินจากไหน จะโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่ยังไม่ได้ใช้ได้มากแค่ไหน งบประมาณในปีหน้าจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไรและถ้าจะต้องกู้เพิ่ม จะวางแผนการใช้จ่ายอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วกว่าครั้งที่แล้ว ซึ่งขณะนี้ควรมีแผนไว้แล้วว่าระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว จะต้องดำเนินการอย่างไร ถ้าปัญหาหนักหนาและยืดเยื้อ อย่างน้อยที่สุด ขั้นต่ำคือ รัฐต้องดูแลประชากรไม่ให้อดอาหาร ดังนั้นจะต้องคิดว่าจะดูแลเรื่องอาหารอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยให้คนต้องไปอาศัยแต่โรงเจ โรงทาน เหมือนครั้งที่แล้ว และจะต้องดูแลไม่ให้คนถูกเลิกให้เช่าที่อยู่อาศัย เพื่อให้ได้มีที่อยู่ในระหว่างนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; มีมาตรการแรงงานต่างด้าว เพื่อป้องกันการระบาดอย่างได้ผล
ในส่วนของแรงงานต่างด้าว มีปัญหาต้องแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การแพร่ระบาดครั้งที่แล้วทำให้แรงงานต่างด้าวกลับประเทศไปหลายแสนคน รัฐบาลไม่ได้หาทางให้แรงงานเหล่านี้กลับมาได้เร็วและรัดกุม ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างล่าช้า ระบบในการดูแลแรงงานต่างด้าวของไทยเราเป็นระบบที่มุ่งหารายได้จากธุรกิจแรงงานต่างด้าว ทั้งจากผู้ประกอบการหรือครัวเรือนที่อาศัยแรงงานต่างด้าวและจากแรงงานต่างด้าวเอง มีบทกำหนดโทษรุนแรง มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่สูงมาก จนในที่สุดก็เกิดการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ออกนอกระบบ เกิดการทุจริตผิดกฎหมายเพื่อหาประโยชน์จากการนำแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ ทำให้การดูแลป้องกันการแพร่ระบาดไม่อาจทำได้ &amp;nbsp;การระบาดครั้งนี้จึงมีแรงงานต่างด้าวติดเชื้อโควิดกันมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาเฉพาะหน้าคือจะดูแลแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในประเทศอย่างไร ไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายจนทำให้เขารู้สึกว่าต้องหนีตายออกจากระบบ สร้างแรงจูงใจให้ทุกคนให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาด ให้การรักษาพยาบาลที่ดีแก่แรงงานต่างด้าวที่ป่วยทุกคนไม่ว่าจะเข้าประเทศโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ส่วนในระยะยาว คงต้องยอมรับว่าระบบเศรษฐกิจของไทยยังต้องอาศัยแรงงานต่างด้าวจำนวนมากไปอีกนาน ระบบในการดูแลแรงงานต่างด้าวที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจหรือแม้แต่สำหรับครัวเรือนนี้ ต้องมีการปรับปรุงเสียใหม่อย่างจริงจัง เรื่องนี้ต้องการมุมมองที่แตกต่างจากที่เป็นอยู่อย่างมากและต้องเริ่มคิดกันอย่างจริงจังตั้งแต่บัดนี้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ยังไม่รู้ว่ารัฐจะแก้ไขปัญหาการระบาดอย่างครอบคลุมได้อย่างไร และถ้ายังทำแบบที่ทำอยู่ก็จะยิ่งอันตราย ซึ่งสุดท้ายจะสร้างผลกระทบกับคนไทยและประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้แรงงานเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจประเทศ ที่เดิมก็แย่อยู่แล้วก็จะแย่ไปอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull; ต้องไม่ละเลยผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน
อีกส่วนที่กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในการระบาดรอบที่ผ่านมาก็มีปัญหานี้เกิดขึ้น แต่วันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าผู้รับผิดชอบจะมีการเตรียมการรับมือที่ชัดเจน ก็คือผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรได้ทำการศึกษาและพบว่า เด็กทั่วโลกมีอัตราการติดเชื้อและเสียชีวิตน้อยถึงน้อยมาก แต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สูงอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กในครอบครัวที่ยากจนหรือในประเทศที่ยากจน โดยเฉพาะผลกระทบจากการต้องหยุดเรียน ขาดเรียนหรือขาดการเข้าถึงการเรียนออนไลน์ รวมไปถึงการขาดอาหาร การรักษาพยาบาลหรือขาดโอกาสในการได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆเนื่องจากโรงพยาบาลต้องหยุดให้บริการ การต้องประสบปัญหาครอบครัว ไม่ได้รับการดูแล ถูกรังแก ทำร้าย ต้องเผชิญกับอุบัติเหตุและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งได้สรุปออกมาว่า มีเด็กนับพันล้านคนที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้หลายประเทศประสบปัญหาการระบาดเช่นเดียวกับไทย และหลายประเทศก็มีผู้ติดเชื้อสูงกว่าไทย แต่ก็ยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าจะปิดโรงเรียนหรือไม่ เพราะเขาเห็นว่าการที่เด็กไม่ได้ไปโรงเรียนเป็นความเสียหายที่ใหญ่มาก ขณะที่ไทยมีการถกเถียงกันในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อยเพราะภาครัฐกลับเลือกที่จะประกาศหยุดการเรียนการสอนไปเลยโดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งไม่ทราบว่าผู้รับผิดชอบฝ่ายต่างๆ มีการรวบรวมข้อมูลหรือไม่ว่ามีการหยุดเรียนกี่โรงเรียน ปิดกี่โรงเรียน มีเด็กไม่ได้เรียนกี่คน ได้เรียนกี่คน มีเครื่องมือและเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกี่คน และที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้มีกี่คน การปิดโรงเรียนที่ผ่านมาและที่กำลังทำอยู่นี้มีผลกระทบต่อเด็กในด้านต่างๆ อย่างไร ทั้งหมดนี้จะต้องรับผิดชอบต่อพวกเขาอย่างไร ซึ่งควรจะต้องคิดเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;bull;ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เลวร้ายลง
ใน 1 ปีมานี้ ที่เราต้องอยู่กับการระบาดของโควิด-19 ยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนยากคนจน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมากที่สุด ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่แย่ลงมากนี้มีการศึกษาและให้ความสำคัญโดยองค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลหลายประเทศ แต่สำหรับประเทศไทยซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับต้นๆของโลกกลับยังเป็นมิติที่ถูกพูดถึงน้อย และรัฐบาลไทยไม่ได้พูดถึงเลยตั้งแต่การระบาดครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดการระบาดครั้งนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88948</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทษช., นายจาตุรนต์ ฉายแสง, อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200913/image_big_5f5e2e4b64af2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 08:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 08:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทืบซ้ำทันที!พิชัยบี้&#039;ประยุทธ์&#039;ลาออกตาม&#039;ปรีดี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;02 ก.ย.2563 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวว่า ตามที่นายปรีดี ดาวฉาย รมว.การคลัง ลาออกจากตำแหน่ง ได้สร้างผลสั่นสะเทือนให้กับเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์อย่างมาก เท่ากับรัฐมนตรีคนนอกที่รัฐบาลเชิญมาและเหมือนไปตื้อมา เพราะไม่มีคนที่มีชื่อเสียงคนไหนอยากจะเข้ามาร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดหนักและภาวะการเมืองที่ผันผวนที่รัฐบาลถูกนักศึกษาและประชาชนจำนวนมากออกมาขับไล่เช่นนี้ แต่อยู่ได้เพียง 25 วัน ก็ต้องถอดใจลาออกไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัยกล่าวอีกว่า ได้เตือนรัฐมนตรีคนนอกแล้วว่าให้คิดให้ดีและอย่าเข้ารับตำแหน่ง เพราะภาวะเศรษฐกิจหนักหนาสาหัสมาก เป็นผลจากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวมาตลอด 6 ปี นายปรีดีคงเข้าไปเห็นตัวเลขแล้วจึงอาจเครียดจนถอดใจ อีกทั้งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ขาดความรู้ความสามารถทางเศรษฐกิจหรือเรียกได้ว่าไม่รู้เรื่องทางเศรษฐกิจเลย และความกดดันจากคนในพรรคพลังประชารัฐที่ขนาดนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ 4 กุมารยังทนไม่ได้ แถมล่าสุดยังมีความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังที่ได้เตือนว่าหาก รมว.การคลังไม่สามารถแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงได้ตามที่ต้องการ จะทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะข้าราชการจะไม่เชื่อฟัง รมว.การคลัง และสมควรที่จะต้องลาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ไม่คิดว่านายปรีดีจะลาออกจริงๆ ตามที่ได้เสนอไว้ และเป็นห่วงว่า นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงานที่น่าจะต้องเจอกับภาวะกดดันที่คล้ายกันจะสามารถทนได้ขนาดไหน การลาออกของนายปรีดีแสดงให้เห็นชัดเจนถึงปัญหาในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่เพิ่งเปลี่ยนทีมนายสมคิด และ 4 กุมารออกไป เพราะความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจ และจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีเหลือแล้ว ซ้ำเติมจากปัญหาเรื่องการซื้อเรือดำน้ำและคดีฟ้องร้องการปิดเหมืองทองที่ประชาชนไม่พอใจกันอย่างมาก สมควรที่ พล.อ.ประยุทธ์จะรู้ตัวได้แล้วว่าหมดเวลาในการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์แล้ว เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดหนักจะเกินความรู้ความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์จะแก้ไขได้ และ พล.อ.ประยุทธ์ควรจะต้องรีบลาออกตามนายปรีดีไปได้แล้ว เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาบริหารประเทศแทน ยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์พยายามดื้อรั้นที่จะอยู่ต่อไป ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ เหมือนรอวันเจ๊งเท่านั้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76209</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทษช., ปรีดี ดาวฉาย, พรรคไทยรักษาชาติ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พิชัย นริพทะพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จาตุรนต์&#039;แจงตั้งพรรคใหม่ไม่ใช่&#039;ทษช.2&#039; อิสระจากเพื่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 63 - นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกระแสข่าวการตั้งพรรคใหม่ว่า ขอชี้แจงกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ในนามส่วนตัว ดังนี้ ตนได้ออกจากพรรคเพื่อไทย มาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ ปี 2562 ในช่วงปลายปี 2561 เพื่อมาอยู่พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ต่อมาพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ตนไม่ได้ถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง เพราะไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงยังทำงานการเมืองต่อได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากการเลือกตั้ง ตนไม่ได้กลับไปพรรคเพื่อไทย และได้ใช้เวลาทั้งหมด ในฐานะนักการเมืองที่ไม่มีสังกัดพรรค ในการพูดคุยกับนักการเมือง นักธุรกิจ อดีตข้าราชการ รวมถึงคนรุ่นใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนปัญหาบ้านเมือง ปรับความคิด ซึ่งบางทีก็ใช้ความรู้เหล่านี้ ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเรื่อยมา จนกระทั่ง มีความเห็นร่วมกันว่าจะต้องตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาอีก เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจาตุรนต์ กล่าวถึงแนวทางหลักๆของพรรคที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตว่า ก็ยังคงอยู่บนแนวทางหลัก คือแนวทางประชาธิปไตย พัฒนาบ้านเมือง แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้านต่างๆ อาศัยบุคคลและประสบการณ์ต่างๆ จากในอดีต ประสานกับคนรุ่นใหม่เพื่อนำมาต่อยอดเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พรรคการเมืองดังกล่าว ที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต ไม่ใช่พรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย และเป็นอิสระจากพรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ใช่พรรคไทยรักษาชาติ 2 ไม่ใช่พรรคที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้เพื่อไทย อันเนื่องด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ใช่การรวมกันของกลุ่มคนเดือนตุลา ไม่ใช่การรียูเนียน แต่จะเป็นรวมคนที่หลากหลาย ที่จะร่วมกันสร้างพรรคการเมืองเพื่อประชาชน&amp;quot; นายจาตุรนต์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกระแสข่าวการทำงานร่วมงาน หรือการตั้งพรรคร่วมกับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงค์ลี นพ.พรหมินทร์ เลิศสุรเดช นายภูมิธรรม เวชชยชัยนั้น ตนกับทั้ง 3 เป็นเพื่อนกันมานาน เคยร่วมงานการเมืองด้วยกันมาหลายสิบปี แต่ไม่ได้มีการพูดคุยเพื่อจะตั้งพรรคการเมืองร่วมกัน เราเป็นอิสระต่อกัน แต่ยังเดินบนวิถีทางประชาธิปไตยร่วมกัน ซึ่งถ้าหากในอนาคต หากจะมีโอกาสร่วมงานทางการเมืองกัน ก็มีความเป็นไปได้อยู่แล้ว เช่นเดียวกับการร่วมงานกับทุกพรรค และทุกกลุ่มการเมือง ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีก่อนหน้านี้ ที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ที่ออกมายอมรับในกรณีการพูดคุยเพื่อตั้งพรรคการเมืองนั้น ก็มีการพูดคุย พบปะกันเป็นประจำปกติ ในเรื่องสถานการณ์ทางการเมือง เช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ไม่ได้คุยถึงเรื่องแผนการทำพรรคการเมืองที่ชัดเจน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66795</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาตุรนต์  ฉายแสง, ตั้งพรรคใหม่, ทษช., พท., อ๋อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181106/image_big_5be16c6e4234b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66554</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2020 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2020 19:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;พิชัย&#039;รับหารือก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ ชี้พรรคที่มีอยู่ความนิยมตกต่ำลงอย่างมาก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค.63 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) กล่าวว่า ตามที่มีกระแสข่าวการตั้งพรรคการเมืองใหม่ และปรากฏชื่อตนเข้าร่วมนั้น ยอมรับว่ามีการพูดคุยกับหลายกลุ่มเรื่องการตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพื่อจะเป็นความหวังให้กับประชาชนได้ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่าจากสภาวะการเมืองปัจจุบัน พรรคการเมืองหลักๆที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย ต่างก็มีความนิยมที่ตกต่ำลงอย่างมาก หลายพรรคมีความแตกแยกภายในสูง ไม่สามารถสร้างความหวังให้กับประชาชนได้ ดังนั้นการมี พรรคการเมืองใหม่ จึงมีโอกาสเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้สูง หากสามารถสร้างความหวังและแก้ปัญหาให้กับประชาขนได้ ซึ่งหากพรรคการเมืองไม่สามารถสร้างความหวังได้ เกรงว่าโอกาสจะเกิดการเปลี่ยนแปลงนอกระบบจะมีสูง ซึ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังและย่ำแย่ลงไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิชัย กล่าวว่า การที่จะตัดสินใจว่าจะร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่กับกลุ่มไหน ก็ต้องขึ้นกับแนวทางของพรรคนั้นว่าจะเป็นความหวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะแนวทางการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และ ปัญหาเศรษฐกิจจะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ที่บริหารได้ย่ำแย่มาโดยตลอด ดังนั้นการตั้งพรรคการเมืองใหม่นอกจากจะเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยไม่ให้ถอยหลังอีกด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66554</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตั้งพรรค, ทษช., พิชัย นริพทะพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เหวง&#039;ทุบโต๊ะห้ามรับต่างชาติจนกว่ามีวัคซีนต้านโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.2563 &amp;ndash; นายเหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และอดีตแกนนำพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ว่า อย่ารับต่างชาติเข้าไทยจนกว่าจะมีวัคซีนเพื่อไม่ให้เชื้อโควิดหลุดเข้ามาสร้างความเสียหายครั้งใหม่เหมือนครั้งนี้ที่การระบาดเกิดจากต่างชาติ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64580</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ, ทษช., นปช., พรรคไทยรักษาชาติ, เหวง โตจิราการ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e449e0ec9f26.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62466</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 09:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!พิชัยเห็นด้วยกับมาตการรัฐบาลสู้โควิด-19วงเงิน1.9ล้านล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 เม.ย.2563 - นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า โดยหลักการแล้วเห็นด้วยกับรัฐบาลในการออกมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ชุดที่ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจจะรุนแรงมากทั้งระหว่างวิกฤตการณ์และภายหลังวิกฤตการณ์และหากจำเป็นก็อาจจะต้องใช้เงินมากกว่านี้ ซึ่งในประเทศต่างๆ ก็ได้เริ่มดำเนินการกันแล้วโดยมีการใช้เงินประมาณ 10-15% ของจีดีพี ทั้งนี้ยังต้องดูรายละเอียดว่าจะมีการช่วยเหลือในลักษณะใดบ้าง และจะได้ผลหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงการคลังที่จะมีการกู้เงินมาใช้ถึง 1 ล้านล้านบาท โดยอยากเห็นการใช้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกทาง ไม่ได้ใช้อย่างสะเปะสะปะเหมือนในอดีต และต้องเกิดประโยชน์ในระยะยาวตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พูดไว้เอง และอยากให้ช่วยผู้มีรายได้น้อยที่ลำบากที่สุดก่อนแล้วไล่ขึ้นมา อีกทั้งอาจจะต้องเผื่อเงินไว้หากสถานการณ์ยาวนานกว่านั้น โดยการขยายการช่วยเหลือเดือนละ 5,000 บาท จาก 3 เดือนเป็น 6 เดือนถือว่าถูกต้องแล้ว และอาจจะต้องนานกว่านั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ตามที่รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้มาขอรับการช่วยเหลือ 3 ล้านคน แต่กลับมีประชาชนขอรับการช่วยเหลือสมัครเข้ามาถึง 24 ล้านคน ทำให้รัฐบาลต้องขยายเป็น 9 ล้านคน แถมยังข่มขู่ว่าจะดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กับผู้กรอกข้อมูลไม่ตรง เป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำ เพราะในภาวะเช่นนี้ประชาชนเดือดร้อนกันเป็นจำนวนมาก ย่อมอยากได้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลซึ่งไม่ใช่ความผิด และในเมื่อรัฐจะใช้เงินจำนวนมหาศาลก็อยากให้พิจารณาว่าประชาชนที่เดือดร้อนมากก็ควรได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด ไม่ว่าจำนวนจะเท่าไหร่ก็ตาม หากเข้าเกณฑ์ที่จะต้องช่วยเหลือโดยอย่ากำหนดที่จำนวน แต่กำหนดตามเกณฑ์ที่เหมาะสมที่ควรได้รับ ทั้งนี้ในอดีตรัฐบาลยังแจกเงินให้คนไปเที่ยว และให้คนไปช้อปปิ้งแบบสะเปะสะปะได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นั้น การออกซอฟท์โลน 500,000 ล้านบาท เพื่อช่วยธุรกิจ SMEs เป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นไปตามที่ตนได้เคยเสนอไว้แล้วแต่แรก โดยอยากให้มีการต่อรองในการรักษาระดับการจ้างงานเพื่อไม่ให้คนตกงานเหมือนในหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว และรัฐบาลอาจจะสนับสนุนเพิ่มในส่วนนี้ด้วย อีกทั้งอยากให้ ธปท. ได้ส่งเสริมให้ทุกธนาคารทำตามแบบอย่างของ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสินที่มีการหยุดดอกเบี้ยและหยุดเงินต้นเป็นเวลา 3 เดือนเพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภาวะวิกฤติในข่วงนี้
อย่างไรก็ดีในส่วนของ ธปท. ที่จะจัดตั้งกองทุนขึ้นมาดูแลตลาดตราสารหนี้เอกชนวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อให้ธปท.สามารถเข้าไปซื้อตราสารหนี้เอกชนที่มีเครดิตเรทติ้งไม่น้อยกว่า investment grade ขึ้นไปนั้น อยากให้ ธปท. ฟังความเห็นของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีต รองนายกฯ อดีต รมว. คลัง และ อดีต ประธาน ธปท. ที่ให้ความเห็นว่า ธปท. ควรดำเนินการผ่านธนาคารพาณิชย์จะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ เพราะการดำเนินการดังกล่าวอาจจะผิดกฎข้อบังคับของ ธปท. เองได้ อีกทั้ง ธปท. ไม่ควรไปเข้าไปทำหน้าที่แทนธนาคารพาณิชย์ จะมาอ้างเหมือนกับธนาคารกลางของสหรัฐดำเนินการก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะสถานะของประเทศต่างกัน นอกจากนี้ยังอยากให้ ธปท. รักษาอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับต่ำ ถ้าเป็นไปได้ควรอยู่ต่ำกว่า 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนธุรกิจส่งออกของไทยให้ฟื้นกลับมาได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปัจจุบัน กิจกรรมทางธุรกิจดูเหมือนจะหยุดชะงักทั้งหมด ซึ่งจะเป็นปัญหาในอนาคตอันไกล้ได้ ทั้งนี้เพราะห่วงว่าอีกไม่นานนัก ประชาชนจำนวนมากจะกังวลว่าจะอดตายมากกว่าจะติดโวรัสโควิด-19ตาย เพราะหากวงจรธุรกิจหยุดชะงักแล้ว การจะฟื้นเศรษฐกิจจะทำได้ยากมาก ประชาชนจำนวนมากจะไม่มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว โดยคาดกันว่าอาจจะมีคนตกงานกันถึงกว่า 5 ล้านตน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลได้พิจารณาสนับสนุนให้สามารถทำกิจกรรมทางธุรกิจได้อย่างน้อย 40-50% โดยหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ไปในตัวด้วย โดยไม่ปิดกิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมด โดยจะต้องมีการเว้นระยะห่างที่เหมาะสม แต่ธุรกิจยังคงสามารถดำเนินไปได้บ้าง ในบางสาขาธุรกิจ โดยอยากให้ มีการพัฒนาระบบออนไลน์ของราชการให้สมบูรณ์เต็มที่ เพื่อที่สามารถทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้โดยไม่ต้องไปเองที่หน่วยราชการ ถือเป็นการสร้างโอกาสในการพัฒนาระบบราชการในภาวะวิกฤตนี้ไปด้วย นอกจากนี้การพัฒนาธุรกิจ delivery ตามที่ได้แนะนำแต่แรก ผู้ประกอบอาชีพอิสระ มอเตอร์ไซต์รับจ้าง คนขับแท็กซี่ แม้กระทั่ง นักศึกษาจบใหม่ น่าจะหันมาทำเรื่องนี้ในช่วงเวลานี้ เพราะหากสถานการณ์ลากออกไป ยังสามารถหารายได้ประคองชีวิตได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในภาวะวิกฤตนี้ ต้องยินดีที่รัฐบาลได้เริ่มการใช้นโยบายการเงินของ ธปท. ร่วมกับนโยบายการคลังของ กระทรวงการคลังเพื่อนำมาแก้ปัญหาพร้อมกันเหมือนที่ตนได้แนะนำแต่แรก แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดการช่วยเหลือของกระทรวงการคลัง โดยหวังว่าจะมีการช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันรัฐบาลน่าจะถือโอกาวนี้ปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตไปในตัว ทั้งนี้รวมถึงประชาชนเองก็จะต้องคิดในกรอบใหม่เพื่อเอาตัวรอดในวิกฤตการณ์นี้ให้ได้ โดยเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ และหลังจากวิกฤตการณ์แล้วประเทศไทยจะพัฒนายิ่งขึ้นไปอีก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62466</URL_LINK>
                <HASHTAG>1.9 ล้านล้านบาท, ทษช., พรรคไทยรักษาชาติ, พิชัย นริพทะพันธุ์, เฟซบุ๊ก, โพสต์, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191231/image_big_5e0b57c82f475.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
