<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2021 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2021 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.มอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เป็นประธานการจัดกิจกรรม KM Day การบริหารจัดการความรู้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่ผู้สร้างสรรค์การจัดการความรู้ในด้านต่างๆ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ณ ห้องประชุม 601 ชั้น 6 อาคารสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยมีบุคลากรของ สศอ. ตลอดจนบุคลากรจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้สนใจเข้าร่วมงาน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองชัย ชวลิตพิเชฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210908/image_big_61385866e0738.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ชี้ดัชนีเอ็มพีไอกระเตื้องสะท้อนภาคอุตสาหกรรมไทยค่อยๆ ฟื้นตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค.2563 นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนก.ค.2563 อยู่ที่ระดับ 85.47 ขยายตัวจากเดือนก่อน 3.12% โดยขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 แต่หดตัว 14.69% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมยังคงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 56.01% จากเดือนก่อนอยู่ที่ 55.07%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แนวโน้มเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมไทยค่อยๆ ฟื้นตัวหลังจากที่ภาครัฐมีการคลายล็อกกิจกรรมและกิจการบางประเภทให้สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาเปิดดำเนินการแล้วเกือบทั้งหมด โดยเมื่อพิจารณาดัชนีการส่งสินค้าและดัชนีแรงงานอุตสาหกรรมพบว่ามีทิศทางเป็นไปตามสถานการณ์การผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และมีแนวโน้มติดลบน้อยลงเรื่อย ๆ&amp;rdquo;นายทองชัย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเห็นสัญญาณบวกได้จากบางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะการหยุดผลิตในประเทศที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 จึงเปลี่ยนคำสั่งซื้อมายังไทย ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มปรับแผนการผลิตโดยให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง จึงเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับผลประโยชน์หลังจากที่ประเทศไทยมีการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าดัชนีเอ็มพีไอเดือนก.ค สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และกำลังทยอยฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับปกติในช่วงก่อนโควิด-19 ภายใต้เงื่อนไขว่าไทยจะไม่มีการระบาดของโควิด-19 รอบที่ 2 สอดคล้องกันกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับปกติ ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นในบางอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) หลายตัวยังคงขยายตัวดี เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยารักษาโรคที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศคู่ค้าที่สำคัญ และสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศจีนได้ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต้องชะงักลง อุตสาหกรรมบางประเภทต้องขาดชิ้นส่วนการผลิต เกิดปัญหาทางด้านการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบจากฐานการผลิตในต่างประเทศ เช่น จีน ได้ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องย้ายฐานการผลิตออกเพื่อกระจายความเสี่ยง จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะได้รับอานิสงส์&amp;rdquo;นายสุริยะ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เนื่องจากไทยมีจุดแข็งทางด้านของแรงงานฝีมือและการควบคุมโควิด-19 ที่ดี สอดรับกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มุ่งพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมที่จะย้ายเข้ามาใหม่ได้ รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) การเตรียมความพร้อมในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75618</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ค., ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ), ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200826/image_big_5f4633a7d1655.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2019 20:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2019 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาตัดสิทธิ์จีเอสพี...ลามทุนนอกหนีไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะเดียวกัน การที่ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติในสินค้ากลุ่มนี้ ที่ลงในจีนอยู่ก่อนแล้ว และมีแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อหนีภัยสงครามการค้า อาจชะลอการย้ายฐาน หรืออาจไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศ และอาจทำให้การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการหมุนเวียนของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ทั้งการลงทุน การนำเข้า การส่งออก ก็เป็นไปตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก และไทยเองก็ถือว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณในการส่งออกสินค้าบางชนิดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างเช่น อาหาร รถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีทั้งของอุปโภคและบริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประเทศคู่ค้าหลักๆ ก็คงหนีไม่พ้น จีน สหรัฐอเมริกา ฝั่งยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นประเทศคู่ค้าหลักกันมานาน แต่ล่าสุดประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายบริหารประเทศใหม่ในหลายๆ ด้าน ทำให้เกิดความโกลาหลให้กับเศรษฐกิจของโลกพอสมควร จึงเป็นพลังที่จะทำให้เศรษฐกิจในประเทศไทยผันผวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สิ่งที่กล่าวมานั้นเทียบไม่ได้เลยกับการที่ออกประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (สิทธิ์จีเอสพี) กับประเทศไทย ซึ่งถือว่าจะเป็นการปล่อยปัญหาให้กับประเทศโดยตรงจึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ การนำเสนอเรื่องการตัดสิทธิ์จีเอสพีของสหรัฐจึงได้รับความสนใจอย่างมาก และเป็นคำถามสำคัญให้กับกลุ่มผู้บริหารประเทศว่าจะทำอย่างไรต่อไป และมีแนวทางเยียวยาหรือแก้ไขอย่างไรบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งจีพีเอสคือสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้กับประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา โดยลดภาษีสินค้านำเข้าให้ เพื่อให้สินค้าจากประเทศเหล่านี้สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศพัฒนาแล้วได้ ไทยเองรับสิทธิ์จีเอสพีจากหลายประเทศ และที่ผ่านมาก็เคยถูกตัดสิทธิ์มาแล้วหลายครั้งเช่นกัน และเมื่อถูกตัดสิทธิ์จะทำให้สินค้าเหล่านั้นต้องมีการจ่ายภาษีที่สูงขึ้นและกระทบกับต้นทุนการส่งออกเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสิทธิ์จีเอสพีนั้น ประเทศที่ให้สิทธิ์ ไม่ได้เรียกร้องผลประโยชน์ใดๆ ตอบแทน แต่การให้สิทธิ์ก็เป็นการให้แบบมีเงื่อนไข เช่นในกรณีของสหรัฐจะมอบให้กับประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวไม่เกิน 12,735 เหรียญสหรัฐเท่านั้น โดยล่าสุดในปี 2018 ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติต่อหัวของไทยอยู่ที่ประมาณ 7,200 เหรียญสหรัฐ จึงเข้าเงื่อนไขดังกล่าวนี้ในการรับสิทธิ์จีเอสพีจากสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการตัดสิทธิ์จีเอสพีรอบล่าสุดโดยสหรัฐอเมริกานี้จะกระทบสินค้าทั้งสิ้น 573 รายงาน โดยมีทั้งส่วนที่เป็นสินค้าอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหารทะเลที่โดนยกเลิกทั้งหมด รวมแล้วเป็นมูลค่ากว่า 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 40,000 ล้านบาท การตัดสิทธิ์ดังกล่าวจะมีผลจริงในอีก 6 เดือนข้างหน้า นั้นก็คือจะเริ่มในวันที่ 25 เม.ย.2563&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หน่วยงานที่ดูแลหลักในการเจรจาดังกล่าว ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ที่จะต้องหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดกับผู้ประกอบการในไทย โดยคณะรัฐมนตรี เศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะทำงาน และหาช่องทางยื่นเรื่องให้สหรัฐทบทวนการเรื่องดังกล่าวและทำการคืนสิทธิ์ให้กับประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการร่วมกับภาคเอกชน เพื่อหาช่องทางในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยเร่งให้มีการหาตลาดอื่นๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการ และหาแนวทางแก้ไขในเรื่องดังกล่าว โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าการส่งออก ซึ่งกำหนดตลาดใหม่ที่สำคัญไว้ใน 10 ประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ได้แก่ จีน อินเดีย แอฟริกาใต้ เอเชียใต้ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ญี่ปุ่น เกาหลี ตุรกี เยอรมนี สหภาพยุโรป รวมถึงอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้สหรัฐตัดสิทธิ์ไทย แต่ยังมีโอกาสเจรจาขอคืนสิทธิ์ได้ เพราะในการประกาศ สหรัฐใช้คำว่า แขวน (suspend) ซึ่งต่างจากอินเดียและตุรกี ที่ใช้คำว่ายุติการให้สิทธิ์ (terminate) และถอนออกจากการเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิ์ แต่ภายหลังการเจรจาแล้ว สหรัฐจะคืนสิทธิ์ให้หรือไม่ อยู่ที่การพิจารณา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม จากสถิติการใช้สิทธิ์จีเอสพีส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ์ประมาณ 70% ของมูลการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ ส่วนอีก 30% ไม่ใช้สิทธิ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสินค้าไทยมีศักยภาพการแข่งขันที่ดีในตลาดสหรัฐ ไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์จีเอสพี และผู้นำเข้ายอมเสียภาษีนำเข้าในอัตราปกติแทน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยการตัดสิทธิ์ครั้งนี้จะส่งกระทบต่อสินค้าบางรายการเท่านั้น ไม่ใช่ทุกรายการ รวมถึงเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการแบน 3 สารเคมีเพื่อการเกษตรกรรมของไทย แต่เรื่องดังกล่าวเป็นการทบทวนตามระยะเวลาอยู่แล้ว โดยยังมีประเทศอื่นที่ถูกตัดสิทธิประโยชน์จีเอสพีเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์&amp;nbsp; เปิดเผยภายหลังการประชุมวอร์รูม ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนในกลุ่มสินค้าที่สหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพี ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อรับฟังผลกระทบ และข้อเสนอแนะของภาคเอกชนในการแก้ปัญหา หรือลดผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิ์ ซึ่งภาคเอกชนส่วนใหญ่บอกว่า ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะได้ปรับตัวด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มความสามารถในการแข่งขันมานานแล้ว เนื่องจากรู้ว่าวันหนึ่งสหรัฐต้องตัดสิทธิ์จีเอสพีไทย และบอกอีกว่า สินค้าของตัวเองเหมาะกับตลาดไหนอีกบ้าง นอกเหนือจากสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย กล่าวว่า กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะจะต้องกลับมาเสียภาษีเฉลี่ยที่ 5% จากก่อนหน้านั้นไม่เสียภาษีเลย และจากการหารือกับผู้นำเข้า ส่วนมากบอกว่าหนักใจ และอาจชะลอการนำเข้าได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน การที่ไทยถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติในสินค้ากลุ่มนี้ที่ลงในจีนอยู่ก่อนแล้ว และมีแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย เพื่อหนีภัยสงครามการค้า อาจชะลอการย้ายฐาน หรืออาจไปประเทศเพื่อนบ้านไทยแทน ซึ่งจะทำให้สูญเสียเงินลงทุนจากต่างประเทศ และอาจทำให้การลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สศอ.คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไม่มาก อย่างไรก็ตาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ สศอ. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล และ สศอ.จะแถลงการประเมินผลกระทบอีกครั้งใน 1 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวอาจจะเกิดจากการที่สหรัฐขอเปิดตลาดสุกรเนื้อแดงเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และต้องการนำเข้าสารเร่งเนื้อแดงเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่มีข้อยุติ พร้อมระบุว่า การตัดสิทธิ์จีเอสพีสินค้าไทยนั้นจะมีผลกระทบต่อสินค้าบางรายการ แต่ผลกระทบที่ชัดเจนโดยตรงขณะนี้คือเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้นอยู่กับการส่งออกโดยตรง แม้ขณะนี้เศรษฐกิจของไทยเริ่มแข็งแรงขึ้น แต่สินค้าที่อยู่ภายใต้จีเอสพีก็ต้องเตรียมพร้อมเสมอ เมื่อถูกตัดจะทำอย่างไร โดยผู้ประกอบการธุรกิจต้องหาตลาดใหม่ในการลดทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ภาครัฐในการกำหนดท่าทีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง เพราะจะมีผลวันที่ 25 เม.ย.2563 ยังพอมีเวลารับมือ แต่อย่างไรก็ตาม ในมุมของเอกชนกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะด้านการส่งออก แต่เชื่อว่าสินค้าไทยกลุ่มดังกล่าวยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสหรัฐ เพราะเป็นสินค้าในชีวิตประจำวัน และไทยผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและหลากหลาย&amp;rdquo; นายสุพันธุ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้จึงมีความอ่อนไหวอย่างมาก หากการหาตลาดอื่นที่จะเข้ามาทดแทนได้ไม่ทันการ คงจะต้องเกิดผลกระทบกับผู้ประกอบการในไทยไม่มากก็น้อย รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ และเร่งทำการเจรจา ต่อรอง เพื่อแลกเปลี่ยนอะไรบางให้สถานการณ์กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาต่างๆ มาแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ว่าหากมุ่งมั่นก็จะสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49392</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฤษดา ทรัพย์ทวยชน, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, สุพันธุ์ มงคลสุธี, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191102/image_big_5dbd8a6c72c43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2019 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2019 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.ร่วมเป็นเจ้าภาพถกสมาชิก197 ประเทศทั่วโลกปกป้องโอโซน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ค. 2562 นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า&amp;nbsp;ในระหว่างวันที่ 1-5 ก.ค. 2562 กรอ. จะเป็นเจ้าภาพร่วมประชุมเตรียมการรัฐภาคีพิธีสารมอนทรีออล ครั้งที่ 41 (The 41st of the Open-Ended Working Group of the Parties to the Montreal Protocol on Substances that Deplete the Ozone Layer: 41st OEWG) ที่ศูนย์ประชุมแห่งสหประชาชาติ กรุงเทพฯ ที่ประเทศสมาชิกภายใต้พิธีสารมอนทรีออล จำนวน 197 ประเทศทั่วโลกร่วมเจรจาและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการหาแนวทางเพิ่มเติมที่จะปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน และสภาพภูมิอากาศโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประชุมดังกล่าวกำหนดให้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยประเทศที่เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมแต่ละครั้งจะหมุนเวียนกัน โดยครั้งนี้สำนักเลขาธิการโอโซนฯ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้เชิญกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานต่างๆ ให้เป็นไปตามพันธกรณีภายใต้พิธีสารมอนทรีออลเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุมดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งจากประเทศสมาชิก องค์กรระหว่างประเทศ เช่น โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ธนาคารโลก ภาคเอกชนต่างๆ และองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (NGO)&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย กล่าวต่อว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าการทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเกิดจากการใช้สารเคมีที่เรียกว่าสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน หากชั้นบรรยากาศโอโซนถูกทำลายจะมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างมาก เช่น ภูมิต้านทานต่ำลงทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น โอกาสเป็นโรคมะเร็งผิวหนังและต้อกระจกเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;พร้อมกันนี้ก็จะเป็นการทำลายสมดุลธรรมชาติของระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหาร ส่งผลไปถึงผลผลิตทางการเกษตรน้อยลง ดังนั้นนานาประเทศจึงได้ร่วมมือกันลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ภายใต้พิธีสารมอนทรีออลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ทำให้ทั่วโลกสามารถลดการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนได้ถึง 99% ซึ่งส่งผลให้ชั้นโอโซนกำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูสภาพ และคาดว่าชั้นโอโซนจะกลับคืนสู่สภาพปกติเหมือนกับช่วงก่อนที่จะมีการใช้สารทำลายชั้นโอโซนได้ภายในสิ้นศตวรรษนี้ (พ.ศ. 2643)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สารที่เป็นตัวทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนมาก ได้แก่ สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC ) เคยถูกนำมาใช้เป็นสารทำความเย็นในระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ ตู้เย็น ตู้แช่รุ่นเก่า และสารเฮลอนที่เคยถูกนำมาใช้เป็นสารดับเพลิง ทั่วโลกได้ยกเลิกการใช้สารทั้งสองประเภทแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ส่วนที่ทั่วโลกกำลังลดและเลิกการใช้ในปัจจุบันคือสารไฮโดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (HCFC) ซึ่งมีศักยภาพในการทำลายชั้นโอโซนต่ำกว่าสารที่ได้เลิกใช้ไปแล้ว โดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนารวมถึงประเทศไทยมีกำหนดระยะเวลาที่ต้องใช้สารนี้ในภายปี พ.ศ. 2583&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย กล่าวว่า สำหรับในส่วนของประเทศไทยนั้น ไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของพิธีสารมอนทรีออล &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 กรอ. ในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานตามพิธีสารมอนทรีออลได้ให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่องในการจัดทำโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนพหุภาคี เพื่อนำมาใช้ในการจัดซื้อเครื่องมือในกระบวนการผลิตให้เลิกใช้สารเดิม และสามารถใช้กับสารทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงดำเนินมาตรการด้านกฎหมายและประชาสัมพันธ์ควบคู่กันไป ความสำเร็จล่าสุดคือการให้ความช่วยเหลือผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและผู้ผลิตโฟม ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้สาร HCFC เป็นจำนวนมากปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีสารทดแทน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จนทำให้การใช้สาร HCFC ของประเทศไทยลดลงอย่างมากและมีผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งการใช้สารทดแทนใหม่ประกอบกับการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้สามารถผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นออกสู่ตลาดอีกด้วย ส่งผลต่อการประหยัดพลังงานของประเทศในภาพรวม แต่อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงต้องนำเข้าสาร HCFC อยู่บ้าง เพื่อมาใช้ในการซ่อมบำรุงเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็นที่ยังมีอายุการใช้งานอยู่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนที่จะต้องเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศก่อนหมดอายุการใช้งาน ซึ่งสารเหล่านี้เป็นเพียง 1% ที่ยังคงมีการใช้อยู่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สารที่นำมาใช้ทดแทนสาร HCFCs บางประเภท เช่น สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน : เอซเอฟซี (Hydrofluorocarbons: HFCs) ถึงแม้ว่าเป็นสารที่ไม่ทำลายชั้นโอโซนแต่เป็นสารที่มีศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนสูง&amp;nbsp;ส่งผลต่อปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจก และสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นการประชุมรัฐภาคีพิธีสารมอนทรีออลในการในปี พ.ศ. 2559 ณ กรุงคิกาลี จึงได้เห็นชอบให้มีการควบคุมการใช้สาร HFC ภายใต้พิธีสารมอนทรีออล ซึ่งความท้าทายของประเทศภาคีสมาชิก คือ การควบคุมการใช้ทั้งสาร HCFC และสาร HFC ในเวลาเดียวกัน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ ไม่ทำลายชั้นโอโซน และมีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนต่ำ ดังนั้นประเทศภาคีจะต้องดำเนินงานอย่างบูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การใช้สารทดแทนในระยะยาวเหล่านี้เป็นไปอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประชุมครั้งนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมโดยมี นายอภิจิณ โชติกเสถียร &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน ในวันที่ 1 ก.ค. 62 &amp;nbsp;เวลา 09.30 น. โดยประเด็นประชุมที่สำคัญ คือการดำเนินการลดและเลิกใช้สาร HCFC ควบคู่ไปกับการลดการใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนภายใต้พิธีสารมอนทรีออลฉบับปรับแก้ไข ณ กรุงคิกาลี (Kigali Amendment) การเปลี่ยนไปใช้สารทดแทนที่มีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนต่ำ และมาตรฐานความปลอดภัยของสารทดแทนมีค่าศักยภาพที่ทำให้โลกร้อนต่ำ รวมถึงการจัดสรรเงินกองทุนพหุภาคีเพื่อการดำเนินงานภายใต้พิธีสารมอนทรีออลระหว่างปี พ.ศ.2564 &amp;ndash; 2566 เพื่อนำมาช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39896</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, ประชุมเตรียมการรัฐภาคีพิธีสารมอนทรีออล ครั้งที่ 41, อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190701/image_big_5d19c7ce6b3ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีบูมไทย-เทศแห่ลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;สงครามการค้าที่เกิดขึ้น มองว่าน่าจะเป็นผลบวกกับการลงทุนไทย เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าไปยังประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการตอบโตทางการค้า เพราะไทยไม่ได้เป็นศัตรูทางการค้ากับทุกฝ่าย ทำให้ที่ผ่านมานักลงทุนทั้งจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน ต่างการเข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากวิกฤติสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนนั้น ทำให้นักลงทุนทั่วโลกมีความกังวล และภายใต้ความกังวลนั้นก็ถือว่าเป็นอานิสงส์กับประเทศไทย เพราะมีนักลงทุนจากประเทศจีนจำนวนมากที่สนใจและหันมาลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ใน 3 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่&amp;nbsp; ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;5 เดือนขอ BOI ในอีอีซีทะลัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า นายทองชัยเปิดเผยว่ายอดการขอตั้งโรงงานใหม่ และขยายโรงานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ชลบุรี, ระยอง และฉะเชิงเทรา ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-พ.ค.) พบมียอดขอประกอบและขยายกิจการโรงงานสูงถึง 209 โครงการ มีเงินลงทุน 63,651 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีเงินลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 320% และสูงกว่าในปี 2560 ที่มีเงินลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนขนาดใหญ่ใช้เงินลงทุนสูง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยโรงงานที่เข้าไปขอประกอบกิจการใหม่ และขยายกิจการในพื้นที่อีอีซีรอบ 5 เดือนแรก ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มี 39 โครงการ ยอดเงินลงทุน 16,133 ล้านบาท สูงกว่ายอดรวมทั้งปีในปี 2561 ที่มี 50 โครงการ ยอดเงินลงทุน 5,432 ล้านบาท และในปี 2560 ที่มี 51 โครงการ เงินลงทุน 12,497 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ขอประกอบกิจการใหม่และขยายกิจการ ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 13,031 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 2,599 ล้านบาท อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และแขนกล 170 ล้านบาท อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ 170 ล้านบาท และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร 162 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย กล่าวว่า เมื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การลงทุนจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อีอีซีของปีนี้ น่าจะมียอดเงินลงทุนเกิดขึ้นได้ราว 1 แสนล้านบาท ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กำหนดเป้าหมายไว้ได้ เพราะประเมินได้จากยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ&amp;nbsp; ที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2560 ถึงเดือนมีนาคม 2562 จำนวน 1,126 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนราว 7.9 แสนล้านบาท จะทยอยมาขอรับประกอบกิจการและขยายกิจการโรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดมาจากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในอีอีซีของรัฐบาล ซึ่งนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาขอรับการส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นจำนวนมาก ว่าในช่วง 1-2 ปีแรกที่นักลงทุนใช้เวลาในการพิจารณารายละเอียดโครงการ จากนั้นก็ตัดสินใจลงทุน ทำให้เกิดการลงทุนจริงเป็นจำนวนมากในปี 2562 นี้ และคาดว่าปี 2563 การลงทุนประกอบกิจการใหม่และขยายกิจการจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีนี้&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัยกล่าวว่า สำหรับยอดการขอประกอบกิจการและขยายกิจการโรงงานทั่วประเทศในรอบ 5 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) มียอดเงินลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการตั้งกิจการใหม่ 9.7 หมื่นล้านบาท และขยายกิจการโรงงาน 7.3 หมื่นล้านบาท คาดว่ายอดรวมทั้งปี 2562 จะมีมูลค่าการลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนสงครามการค้าที่เกิดขึ้น มองว่าน่าจะเป็นผลบวกกับการลงทุนไทย เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าไปยังประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการค้า เพราะไทยไม่ได้เป็นศัตรูทางการค้ากับทุกฝ่าย ทำให้ที่ผ่านมานักลงทุนทั้งจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน ต่างเข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในส่วนสงครามการค้าที่เกิดขึ้น มองว่าน่าจะเป็นผลบวกกับการลงทุนไทย เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าไปยังประเทศต่างๆ หลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการค้า เพราะไทยไม่ได้เป็นศัตรูทางการค้ากับทุกฝ่าย ทำให้ที่ผ่านมานักลงทุนทั้งจากญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และจีน ต่างจากการเข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย กล่าวว่า แม้จะมีการลงทุนตั้งโรงงานในพื้นที่อีอีซีเพิ่มขึ้นมาก แต่ก็มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง จะดำเนินการผลิตแบบเซอร์คูลาร์อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดต้นทุนมากที่สุด ทำให้มีกากอุตสาหกรรมเหลือทิ้งน้อยมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งในปัจจุบันก็เกิดธุรกิจกำจัดกากอุตสาหกรรมเพิ่มมากกว่าในอดีต จนมีจำนวนเพียงพอที่จะรองรับกากอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็เพิ่มความเข้มงวดในการกำจัดกากอุตสาหกรรม&amp;nbsp; โดยล่าสุดได้ติดระบบจีพีเอส กับรถขนส่งกากอุตสาหกรรมไปแล้วกว่า 900 คัน และจะทยอยติดตั้งให้ครบทั้ง 4 พันคันในเร็วๆ นี้ ทำให้กรมสามารถเข้มงวดการขนส่งกากอุตสาหกรรม ตั้งแต่โรงงานกำเนินกาก ไปจนถึงโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม ไม่สามารถจะออกนอกเส้นทางไปลักลอบทิ้งในที่สาธารณะได้ และยังทำให้รู้ถึงปริมาณกากอุตสาหกรรมที่อยู่ในโรงงานแต่ละแห่งแบบเรียลไทม์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ตั้งศูนย์เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ กรมโรงงานมีแผนที่จะยกระดับศูนย์ตรวจวัดคุณภาพน้ำและอากาศที่ จ.ชลบุรี ให้ เป็นศูนย์เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;nbsp; หรือศูนย์อีอีซีไออี โดยในระยะที่ 1 (ปี 2562-2563) จ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาข้อมูลเบื้องต้นถึงความเหมาะสมโครงการจัดตั้งศูนย์อีอีซีไออี ระยะที่ 2 (ปี 2563-2564) การก่อสร้างอาคารส่วนที่ 1 การกับกับดูแลสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และวัตถุอันตรายในภาคอุตสาหกรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมถึงตั้งศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม ศูนย์ข้อมูลด้านความปลอดภัย และศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งส่วนสนับสนุนการจัดการของเสียอันตราย ส่วนติดตามการขนส่งของเสีย และเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงในการลักลอบทิ้ง และหน่วยปฏิบัติการพิเศษด้านสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วซึ่งมีสถานีตรวจวัดมลพิษเคลื่อนที่ รถฉุกเฉิน พร้อมเครื่องมือวัดเก็บตัวอย่างที่ทันสมัย และระยะที่ 3 (ปี 2564-2565) การก่อสร้างอาคารศูนย์ประชุม ฝึกอบรม แสดงนิทรรศการ และถ่ายทอดเทคโนโลยี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย กล่าวว่า อีอีซีคือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์พัฒนาประเทศ 20 ปี ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐต้องการผลักดันมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยตามแนวทางประเทศไทย 4.0 (ไทยแลนด์ 4.0) และพัฒนาไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม จนหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง, กับดักความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และกับดักความไม่สมดุลของการพัฒนากรมโรงงานอุตสาหกรรม ถึงมีแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย 4.0 นั้นจะมี 3 แนวทางใหญ่ ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวทางแรก จะพัฒนากลไกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมการยกระดับผลิตภาพ โดยมีเป้าหมายปรับเปลี่ยนประเทศไทยจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง เช่น การผลักดันให้เกิดความร่วมมือกันในการยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย พร้อมทั้งเพิ่มความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกันตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 และเตรียมการวางแผนความร่วมมือด้านการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจพื้นฐาน และร่วมเป็นสื่อกลางในการให้ข้อมูลแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนแนวทางที่ 2 จะเป็นกลไกขับเคลื่อนให้คนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ การสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม เช่น การสร้างคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ การส่งเสริมและสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และการสร้างแรงงานที่มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ แนวทางที่ 3 ได้เร่งให้มีการส่งเสริมกลไกขับเคลื่อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ พร้อมทั้งส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม หรือซีเอสอาร์ การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการลดของเสีย และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กรอ.จะส่งเสริมให้โรงงานมุ่งสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยุคดิจิตอล และเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบกิจการโรงงานในด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มผลผลิตโดยให้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดของเสียและมลพิษต่างๆ ให้เหลือน้อยที่สุดหรือไม่เกิดขึ้น และเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย เพื่อส่งเสริมให้โรงงานเป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) พร้อมยกระดับเอสเอ็มอีผ่านกลไกศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมแห่งอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองชัย กล่าวว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการพัฒนาจัดทำระบบออกใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ไลเซนส์) ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ซึ่งเป็นระบบการออกใบอนุญาตแบบออนไลน์ตามนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และสร้างความโปร่งใสในการบริหารงาน คาดว่าระบบอี-ไลเซนส์จะสามารถนำมาใช้เป็นรูปธรรมได้ภายในปี 63 ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39260</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190623/image_big_5d0f863942ff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37322</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2019 19:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2019 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรอ.ลั่นพรบ.วัตถุอันตรายใหม่บังคับใช้ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรอ.เผยกฎหมายวัตถุอันตรายใหม่จะมีผลบังคับต.ค.นี้ มั่นใจสามารถควบคุมการประกอบกิจการวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลดล็อคการนำเข้าเพื่อศึกษาวิจัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 62 - นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 62 และจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 27 ต.ค. 62 เป็นต้นไป นับเป็นข่าวดีต่อประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจประเทศอย่างมาก เนื่องจาก พ.ร.บ.วัตถุอันตรายฉบับใหม่จะช่วยขับเคลื่อนกลไกการควบคุมวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมและการเพิ่มมาตรการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงควบคุมการนำผ่านวัตถุอันตรายไม่ให้ถูกปล่อยทิ้งจนเกิดอันตรายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการแก้ไขและเพิ่มเติมกฎหมายใหม่ที่สำคัญคือมีการแยกนิยามเรื่องการนำผ่านออกจากการนำเข้า ทำให้สามารถออกกฎเกณฑ์และวิธีการควบคุมที่เหมาะสมกับลักษณะของการประกอบการดังกล่าวได้ ซึ่งจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้นำวัตถุอันตรายไปทิ้งโดยไม่สามารถระบุตัวผู้ครอบครองวัตถุอันตรายดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากข้อมูลการนำเข้าวัตถุอันตรายที่ผ่านมา พบว่าส่วนหนึ่งมีความต้องการที่จะนำวัตถุอันตรายเข้ามาใช้ในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งภาคเอกชนต้องการที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการวิเคราะห์วิจัยในระดับภูมิภาค ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ได้เปิดโอกาสให้มีการยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในบางส่วนได้หากจะนำวัตถุอันตรายมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่กล่าวมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนกรณีที่วัตถุอันตรายซึ่งได้มีการทำประกันไว้ แล้วเกิดความเสียหายขึ้น กฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มเติมหลักการเกี่ยวกับการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น เพื่อจะชดเชยให้กับผู้ได้รับความเสียหาย และหน่วยงานผู้เข้าช่วยเหลือ เคลื่อนย้าย หรือขจัดความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด จากนั้นจึงให้ผู้รับประกันภัยไปไล่เบี้ยเอากับบุคคลซึ่งเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อไป&amp;rdquo; นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37322</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรอ., กระทรวงอุตสาหกรรม, ทองชัย ชวลิตพิเชฐ, วัตถุอันตราย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190531/image_big_5cf118946f7eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
