<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2020 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ฤดูกาลเปลี่ยน&quot; ถึงยุค&quot;บริหารจัดการน้ำ&quot;ต้องวางแผนเก็บไว้ใช้ให้ได้นานกว่า 1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เสี่ยงเกิดอุทกภัยน้ำหลากฤดูฝนปี63
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ปี 2563 อย่างเป็นทางการแล้ว ช่วยคลี่คลายจากช่วงที่ผ่านมา ที่หลายจังหวัดต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้งอย่างหนัก &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำที่ดี มีประสิทธิภาพยังจำเป็น เพื่อเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนแทน โดยมีแนวโน้มจะเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฝนที่แปรปรวน &amp;nbsp;ตกเหนือเขื่อนบ้าง ใต้เขื่อนบ้าง &amp;nbsp;จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมและเก็บกักไว้ใช้ฤดูแล้งปี 63 และปี 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) &amp;nbsp;มียุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ เสนอ 8 มาตรการสำคัญรับสถานการณ์น้ำหลากฤดูฝน ปี 2563 เพื่อให้ กอนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตรการป้องกันและลดผลกระทบความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ดังนี้ การคาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม โดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์รายเดือนของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(องค์การมหาชน) ในระบบ ONE MAP ร่วมกับข้อมูลเส้นทางลำน้ำ และข้อมูลพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยที่หน่วยงานจัดทำไว้ &amp;nbsp;พื้นที่การเตือนภัยน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากต่อเนื่อง 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ถัดมามาตรการปรับแผนการเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำท่วมซ้ำซาก ปรับแผนปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวทันก่อนฤดูน้ำหลาก และปรับเป็นพื้นที่รับน้ำ &amp;nbsp;,การจัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำ ,การตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ &amp;nbsp;ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปรับปรุงแก้ไข &amp;nbsp;,สำรวจแม่น้ำคูคลอง และขุดลอก โดยเร่งให้เสร็จภายในมิถุนายนนี้ ขอให้ท้องถิ่นจัดเก็บขยะที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ &amp;nbsp;,เตรียมพร้อมเครื่องจักรช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดน้ำท่วม มาตรการสุดท้ายสร้างความรู้กับประชาชน สร้างเครือข่ายสื่อสารข้อมูลและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทันต่อเหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ในฐานะกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) &amp;nbsp;กล่าวว่า การจัดการน้ำให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือน้ำฤดูฝน &amp;nbsp;แม้ว่าประเทศไทยมีแหล่งกักเก็บน้ำทั่วไปความจุ 80,000 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร แต่ยังมีแหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติขนาดเล็กแสนกว่าแห่ง แต่ละปีๆ พัฒนายาก วิธีการนี้ต้องปรับรูปแบบเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนลงแหล่งน้ำเหล่านี้ &amp;nbsp;บริหารจัดการหาทางเก็บน้ำในอ่างให้อยู่มากกว่าหนึ่งปีขึ้นไป เพราะอาจมีฝนทิ้งช่วง วิธีการเพิ่มน้ำในอ่างให้มากขึ้น นอกจากพึ่งฝนแล้ว ยังมีการขุดลอกแหล่งน้ำ เสริมสันฝายเพื่อให้ปริมาณน้ำในอ่างมีมากขึ้น ขุดเชิงลึกและเสริมให้สูงขึ้น เราทำมาตลอด แต่ตามนโยบาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;สั่งการให้ใช้ระบบสูบกลับ &amp;nbsp;เอาน้ำระบายออกไปแล้ว สูบกลับมาใช้ เดิมใช้ในพื้นที่ที่มีค่าลงทุนสูง แต่เนื่องจากฤดูฝนเปลี่ยนแปลง การใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก น้ำไม่เข้าอ่างตามที่คาดการณ์ และฝนตกกระจุกตัวและแช่อยู่ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ที่ไม่มีแหล่งเก็บน้ำ ต้องทำโครงข่ายน้ำ หากเอาน้ำจากจุดที่มากไปน้อย เช่น โครงการผันน้ำแม่กวง-แม่งัด แต่บางแห่งหาแหล่งน้ำยาก การสูบกลับจึงเป็นนโยบายหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; การสูบกลับ &amp;nbsp;เอาน้ำที่ตกหรือไหลท้ายอ่างเก็บน้ำ สูบย้อนกลับเข้าไป ซึ่งต้องอาศัยแหล่งพลังงานมาป้อนด้วย เมื่อก่อนอาจไม่คุ้ม แต่ปัจจุบันการสูบกลับ เหมาะกับใช้ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ไม่เหมาะกับการทำนา ฉะนั้น ต้องดูเป็นพื้นที่ ตัวอย่างชัดเจน คือ ภาคตะวันออก ทำทุกอย่างแล้ว เสริมอ่างเก็บน้ำ ทำโครงข่ายน้ำแล้ว แต่น้ำยังไม่เพียงพอ หมายความว่า ฝนที่ตกท้ายอ่าง หรือตกในสาขาอื่น ก็สูบกลับไปเติมสาขาเดิม ต้องทำทุกรูปแบบ เพราะการสร้างแหล่งเก็บน้ำใหม่อาจส่งผลกระทบ เมื่อเร็วๆนี้ พล.อ.ประวิตร ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดพื้นที่ที่ต้องค้นหาน้ำบาดาลให้ได้ ทุกพื้นที่ของไทยจะต้องทำกิจกรรมเพื่อเอื้อเศรษฐกิจให้ได้ บางพื้นที่ใช้น้ำผิวดิน บางพื้นที่ใช้น้ำบาดาล หรือใช้ทั้งสองแบบ &amp;nbsp;&amp;ldquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สมเกียรติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต้องควบคุมปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ เฝ้าระวังใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เลขาธิการ สนทช. กล่าวถึงการเตรียมรับมือช่วงฤดูฝนว่า ฝนทิ้งช่วง มาล่า มาน้อย ต้องใช้น้ำจากเขื่อน เสริมน้ำฝน ถัดมาจะบริหารน้ำท่า ฝนตกท้ายเขื่อน มีประตูน้ำ ฝาย ควบคุมยกระดับน้ำไปใช้หรือเก็บน้ำ รวมถึงการป้องกันอุทกภัย สำหรับการเก็บจะวางแผนการเก็บและใช้คู่กันไป โดยจำลองสถานการณ์ 5 Scenario หรือความน่าจะเป็นที่สำคัญ &amp;nbsp;หากฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย พื้นที่ใดปล่อยน้ำ และเก็บน้ำ การบริหารจัดการต้องดูทุกมิติ และทำเป็นขั้นตอน ดึงน้ำ ระบายน้ำ เพื่อให้เกิดความมั่นคง ยั่งยืนต่อผู้ใช้น้ำ และเสถียรภาพตัวเขื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo; หน้าฝนนี้มีการคาดการณ์ล่วงหน้า 3-4 เดือน เตรียมพร้อม ถึงแม้มีอปุกรณ์ เครื่องมือ แต่เป็นการแก้ระยะสั้น หัวใจสำคัญ คือ ท้องถิ่น ช่วยจัดทำแผนเพื่อพัฒนาและฟื้นฟู ขณะนี้มีคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดเล็ก ซึ่งมีพื้นที่ 100 ล้านไร่ บูรณาการทุกหน่วยงาน โครงการแบบนี้ต้นทุนมีแล้ว ก็เดินหน้าไป ส่วนหนองน้ำธรรมชาติ พื้นที่ท้องถิ่นที่มีความจุน้อยกว่า 2 ล้าน ลบ.ม. ทำโครงการของบฯ ได้เลย เพื่อเพิ่มศักยภาพกักเก็บน้ำ ต้องฟื้นฟูแหล่งน้ำชุมชนให้ได้ แต่ละท้องที่ให้สำรวจ หากเป็นแหล่งน้ำใหม่จะมีภาคีมาช่วยวางแนวทางเก็บน้ำมากขึ้น เป็นโครงการขนาดเล็ก &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.สมเกียรติ กล่าว
ส่วนแผนน้ำชาติ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า หลังทำแผนปฏิบัติการต้องมีเจ้าภาพ ประกอบด้วยเจ้าภาพเชิงพื้นที่ คือ จังหวัด และเจ้าภาพเชิงหน้าที่ จากนั้นจัดหางบประมาณ ซึ่งโครงการต้องมีความพร้อมทั้งเรื่องรูปแบบ สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องใช้เวลา บางหน่วยงานมีความชำนาญ แต่ท้องถิ่นอาจขาดความชำนาญ ต้องหนุน สิ่งที่ต้องทำให้ชัด คือ ข้อมูลน้ำลงสู่จังหวัด การจัดทำแผนงานงบล่วงหน้า 1-3-5 ปี ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม สุดท้ายการบริหารจัดการน้ำ แบ่งปันน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในส่วนกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาตรการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปีนี้ เพื่อให้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูฝน ประกอบด้วย 5 มาตรการหลักๆ &amp;nbsp;คือ จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอตลอดปี ,ส่งเสริมการปลูกพืชฤดูฝน ให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงเท่านั้น ,บริหารจัดการน้ำท่าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยระบบและอาคารชลประทาน มาตรการถัดมา กักเก็บน้ำในเขื่อนให้มากที่สุด และวางแผนป้องกันและบรรเทาอุทกภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้งประเทศ (ข้อมูลวันที่ 29 พฤษภาคม 2563) &amp;nbsp;อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 33,289 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำใช้การได้ 9,632 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 18 ของความจุน้ำใช้การ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯ) ปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 8,059 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุอ่างฯ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1,363 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 8 ของความจุน้ำใช้การ ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และลุ่มน้ำใกล้เคียง ได้ดำเนินการตามมาตรการเตรียมการรับมือปัญหาอุทกภัยเรียบร้อยแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังคน ที่พร้อมจะเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากเกิดอุทกภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนที่กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ดูแล &amp;nbsp;เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 35 แห่ง รวมถึงบึงที่ สนทช. ให้กรมชลประทานดูแลอีก 3 แห่ง ภาพรวมมีปริมาณน้ำในอ่างเพียง 46% เท่านั้น ใช้การได้เพียง 19% ถือว่าน้อย สืบเนื่องจากปริมาณฝนปี 62 ตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ 16% ส่งผลให้น้ำในอ่างมีน้อย แต่ปริมาณความต้องการใช้เยอะกว่า เขื่อนใหญ่ในปัจจุบันมีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ที่เก็บกักได้ถึง 19 แห่ง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากถึง 9 แห่ง ภาคตะวันออก 6 แห่ง ที่เหลือภาคเหนือและภาคกลาง พื้นที่ดังกล่าวต้องเฝ้าระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; แม้เข้าสู่ฤดูฝนเป็นสัญญาณที่ดี แต่จะเบาใจหรือไม่ต้องดูผลคาดการณ์ ระบุว่า สถานการณ์ของฝนปี 63 จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5% &amp;nbsp; ช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมฝนจะทิ้งช่วง &amp;nbsp; ปลายกรกฎาคมถึงจะดีดตัวกลับมา จากนั้นเดือนสิงหาคม กันยายนถึงจะมีพายุเข้า ฉะนั้น นับจากนี้ไปจนถึงเดือนกรกฎาคมต้องประคับประคองการใช้น้ำ ประหยัดน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ที่อยู่ในลุ่มน้ำชี ตอนล่างอยู่ในลำน้ำมูล รวมถึงพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนที่ผ่านมายาก เพราะเป็นเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาพฤติกรรมฝนเปลี่ยน กระจุกตกตามขอบประเทศ ไม่กระจาย ทิ้งช่วง แล้วมาเยอะสิงหาคมกันยายน วิธีบริหารจัดการต้องปรับเปลี่ยน รวมถึงคนใช้น้ำด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตรต้องทำนาเหลื่อมเวลา ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกพืช การเก็บน้ำ การจัดการน้ำ&amp;rdquo; ดร.ทองเปลว กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมชลฯ กล่าวด้วยว่า ล่าสุด สนทช. ให้กรมชลประทานและหน่วยงานอื่นที่ดูแลเขื่อนขนาดใหญ่ กลาง ปรับการทำคู่มือการควบคุมรักษาระดับปริมาณน้ำ การระบายน้ำในแต่ละเดือนใหม่ จะไม่เกินหรือไม่ต่ำกว่าเท่าไหร่ &amp;nbsp;จากเดิมคงที่มีเส้นควบคุมน้ำตอนบนและตอนล่างที่คงที่ แต่ขณะนี้มีความเป็นพลวัตร มีความเคลื่อนไหว ดูจากสถานการณ์ฝนและคาดการณ์ถึงอนาคต การจัดการน้ำจะดีขึ้นเปลี่ยนตามบริบทและสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนการพัฒนาแหล่งน้ำ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา ต้องกลับมาดูแผนแม่บท หากไม่อยู่ในกรอบทำไม่ได้ เรากลับมาทบทวนของเดิม ทำอะไรได้บ้าง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บน้ำ เช่น เสริมสันเขื่อน เสริมสันทางระบายน้ำล้น เพิ่มทางลึก โดยขุดตะกอนเพื่อคืนความจุเดิม หลังใช้งานมา 20-30 ปี หรือขุดเพื่อเพิ่มความจุเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อีกแบบทำทางสูงเสริมทางทางระบายน้ำล้น สันฝาย สันเขื่อน ซึ่งในเชิงวิศวกรรมจะพิจารณาด้านความปลอดภัย อย่างเขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา เดิมจุ 110 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มมาอีก 40 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เดิมเก็บน้ำ 248 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มฝายพับบริเวณทางระบายน้ำล้นความสูงเพียง 1 เมตร เพิ่ม 295 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มความจุน้ำได้ 19% &amp;nbsp;หรือโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ จ.อุบลราชธานี แผนปี 63-64 &amp;nbsp;ขุดปริมาณดิน 10 ล้าน ลบ.ม. &amp;nbsp;เดิมเก็บ 7ล้าน ลบ.ม. จะกลายเป็น 22 ล้าน &amp;nbsp;ลบ.ม. จากขุดและทำเพิ่มฝายพับ ฝนนี้เก็บได้ 1ล้าน ลบ.ม. อีกวิธีการถ่ายเทน้ำจากอ่างเก็บน้ำหนึ่งไปอีกแหล่งน้ำ รวมถึงแก้ปัญหาคอขวด &amp;nbsp;หากต้องการรับน้ำมากๆ เราทะลวงยิงตรงเลย สำหรับภาคตะวันออกถือว่าคุ้มค่าในภาพรวม เพราะการใช้น้ำทุกมิติมีทั้งพืชเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เหลียวหลัง แลหน้า ใช้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพบรรเทาภัยทั้งท่วมและขาดแคลนน้ำ
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต้องควบคุมปริมาณน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ เฝ้าระวังใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67352</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ทองเปลว กองจันทร์, บริหารจัดการน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200530/image_big_5ed1ed082da93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บริหารจัดการน้ำ รีไซเคิลของเสียเสริมศักยภาพอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเทศไทยอาจใช้ต้นแบบของญี่ปุ่นและจีน คือการรีไซเคิลน้ำเสียมาเป็นน้ำประปาเกรด 2 ขายให้กับแหล่งที่ต้องการซื้อได้เลย ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งก็สนใจ ส่วนบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของเทศบาลบางแห่งก็อยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำและเอากลับไปขายให้อุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรก็ได้ แต่ทั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องปลดล็อกกฎหมายหลายส่วนที่ยังเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน เพราะน้ำทุกหยดควรมีประโยชน์มากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยตอบโจทย์มาตรฐานคุณภาพน้ำที่รีไซเคิลให้หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ จึงจะมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน และช่วยเสริมศักยภาพอีอีซีให้เป็นเมืองเศรษฐกิจแห่งความหวังของประเทศได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รีไซเคิลน้ำสู้วิกฤติขาดแคลน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากการลงทุนภายใต้โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้มีการขยายตัวโรงงานอุตสาหกรรม โดยหนึ่งในปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมากของการมีสวนอุตสาหกรรมเกิดขึ้น คงเป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งการรีไซเคิลน้ำให้มีคุณภาพดีเหมาะสมกับกิจกรรมที่จะนำไปใช้นั้น จะมีบทบาทสำคัญยิ่ง โดยที่ผ่านมานักวิจัยภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ ได้ทำการศึกษาแนวทางการนำน้ำใช้แล้ว หรือน้ำเสียที่ผ่านมาบำบัดกลับมาใช้ใหม่โดยการรีไซเคิลน้ำให้มีคุณภาพดีเหมาะสมกับกิจกรรมที่จะนำไปใช้ โดยนำร่องศึกษาในพื้นที่อีอีซี ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจของประเทศ คาดว่าผลการศึกษานี้จะช่วยสร้างรูปธรรมและเป็นแนวทางเพิ่มเติมสำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รีไซเคิลน้ำเสียเพื่อเพิ่มปริมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการศึกษา ซึ่งการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมืองอีอีซี โดยนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ โดยภาพรวมมุ่งศึกษาในเชิงนโยบาย โดยหาตัวเลขน้ำเสียต้นทุนที่ชัดเจน และแหล่งต้นทุนของน้ำเสียที่มีศักยภาพ จากนั้นจึงพัฒนาระบบการรีไซเคิลน้ำเสียจากระบบบำบัดให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนการทิ้งลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; และทดแทนความต้องการใช้น้ำของพื้นที่อีอีซีในอนาคต การศึกษานี้จะจัดทำร่างระดับคุณภาพมาตรฐานของน้ำรีไซเคิลที่จะนำกลับไปใช้ในกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ว่าจะต้องมีลักษณะอย่างไร สำหรับเป็นแนวทางให้พื้นที่เมืองและอุตสาหกรรมในอีอีซี เช่น การนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม หรือพื้นที่สีเขียว การใช้ชำระชะล้างต่างๆ ล้างถนน ลดฝุ่น หรือนำมาเป็นน้ำใช้อื่นๆ&amp;nbsp; เช่น น้ำหล่อเย็นในระบบอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังขาดแนวทางที่เป็นมาตรฐานที่ชัดเจนในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ การคาดการณ์ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นภายใน 20 ปีข้างหน้าในพื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด พบว่าถ้ายังไม่มีการเติบโตของอีอีซี จะมีน้ำเสียชุมชนโดยประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่โครงการอีอีซีสมบูรณ์แบบ แน่นอนว่าการเติบโตของเมืองจะเกิดขึ้นเต็มรูปแบบ ส่งผลให้มีน้ำเสียชุมชนเพิ่มขึ้นมากกว่า 600 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เมื่อรวมกับน้ำทิ้งจากภาคอุตสาหกรรม จะทำให้มีปริมาณน้ำเสียรวมมากกว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงเกิดน้ำเสียขึ้นปริมาณมาก จึงมีศักยภาพจะเอามาใช้ประโยชน์ชดเชยความต้องการใช้น้ำของพื้นที่ได้ ในปัจจุบันระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนที่มีปริมาณน้ำเสียเข้าสู่ระบบมากกว่า 75% ของความสามารถในการรองรับน้ำเสียในพื้นที่อีอีซี ได้แก่ ระบบบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยา และระบบบำบัดน้ำเสียเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปัญหาขาดแคลนจากการขยายเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชวลิต รัตนธรรมสกุล หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมการบำบัดของเสียและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการ การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมและเมือง โดยการใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ในพื้นที่อีอีซี ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ กล่าวว่า ปัญหาน้ำขาดแคลนในพื้นที่อีอีซีส่วนใหญ่มาจากสาเหตุการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการขยายตัวของเมืองอุตสาหกรรม เกษตรกรรมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาน้ำขาดแคลนมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำสำหรับชุมชน จากภาวะแล้ง ผลกระทบของโลกร้อนต่อแหล่งน้ำคุณภาพน้ำมีการปนเปื้อน ไม่ถูกสุขอนามัย และมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมต่อการบริโภคและอุปโภค เกิดสงครามแย่งน้ำจากภาคชุมชน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การประปาและชลประทาน ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับพื้นที่อีอีซีครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีทั้งภาคชุมชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม และคาดการณ์ว่าในอนาคตเมื่อการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้สมบูรณ์แบบตามแผนงานของรัฐบาล จะขาดแคลนน้ำไม่น้อยกว่า 100ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี การศึกษานี้จึงหาแนวทางที่จะเพิ่มปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อการความต้องการใช้ทั้งภาคชุมชน เกษตร และอุตสาหกรรมนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการรวบรวมข้อมูลการหาแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่อีอีซี เห็นได้ชัดเจนว่าการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น เพราะมีผลกระทบกับชุมชน และชุมชนมักไม่เห็นด้วย แม้มีอ่างเก็บน้ำ แต่ในภาวะแล้งที่ยาวนานก็ทำให้เก็บน้ำได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงต้องหาทางเลือกแหล่งน้ำต้นทุนอื่น อาทิ การนำน้ำทะเลมาทำน้ำจืด ซึ่งทำได้แต่มีต้นทุนสูงและราคาแพง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เมื่อพิจารณาแหล่งน้ำต้นทุนอื่นที่เป็นไปได้ คงจะไม่พ้นน้ำเสียที่บำบัดแล้ว ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้และราคาถูกลงมาก โดยในพื้นที่อีอีซีมีน้ำเสียปริมาณมากที่มาจากน้ำเสียชุมชน คือ น้ำเสียจากระบบบำบัดของชุมชน หรือเทศบาลและ อบต. อีกส่วนจากน้ำเสียจากสถานประกอบการ สถานบริการ และอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยกต้นแบบต่างประเทศปรับใช้ในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชวลิตกล่าวว่า น้ำเสียที่เกิดขึ้นในทุกวัน หากมีปริมาณที่มากพอก็สามารถบำบัดและปรับสภาพน้ำเพื่อนำมารีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย จะเห็นตัวอย่างในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ แต่ทั้งนี้ต้องสร้างมาตรฐานให้เกิดการยอมรับ โดยการจะดึงน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ยังต้องพิจารณาถึงข้อกำหนด กฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เป็นกฎหมายเฉพาะ เช่น ภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการ สถานบริการด้วย จึงต้องพิจารณาถึงการลดข้อจำกัด ความซ้ำซ้อนและมาตรการเศรษฐศาสตร์ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจในการดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนตัวอย่างของประเทศที่นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ของต่างประเทศ ในเมืองฟุกุโอกะของญี่ปุ่น เดิมมีการนำน้ำทะเลมาทำเป็นน้ำจืดแต่ต้นทุนสูง สุดท้ายก็เอาน้ำเสียของเมืองมาบำบัดและกรองมาเป็นน้ำประปาเกรด 2 ที่มีคุณภาพดีและขายราคาถูกกว่าน้ำประปา ขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีทั้งการนำน้ำทะเลมาทำน้ำจืด และการซื้อน้ำจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนสูง โดยปัจจุบันเตรียมพร้อมและสนใจเรื่องรีไซเคิลน้ำมาก ทำให้ต้นทุนถูกลงกว่าการใช้น้ำจืดที่ผลิตจากน้ำทะเล และใช้เทคโนโลยีในการกรอง ทำให้ได้น้ำคุณภาพดี มีการให้ความรู้กับประชาชน ได้รับการยอมรับจากประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากน้ำรีไซเคิลที่ได้มีคุณภาพน้ำดีกว่าน้ำประปา&amp;nbsp; มีการเดินระบบท่อจ่ายน้ำประปาผลิตจากน้ำรีไซเคิลนำมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน ทั้งยังส่งกลับไปขายให้กับมาเลเซียอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านประเทศจีนมีการลงทุนสร้างโรงงานรีไซเคิลน้ำจากการบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่ 50,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันที่เมืองเทียนสิน โดยรับน้ำทิ้งจากโรงบำบัดน้ำเสีย Jizhuangzi และเดินระบบท่อจ่ายน้ำรีไซเคิลความยาว 52 กิโลเมตรไปยังชุมชน ซึ่งน้ำรีไซเคิลนี้สามารถจ่ายน้ำให้กับชุมชน 158,000 ครัวเรือน และการใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม อาทิ ใช้เป็นน้ำหล่อเย็น เป็นต้น ราคาค่าน้ำรีไซเคิลอยู่ที่ 0.3 ดอลลาร์ฯ ต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถูกกว่าราคาค่าน้ำประปา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประเทศไทยอาจใช้ต้นแบบของญี่ปุ่นและจีน คือการรีไซเคิลน้ำเสียมาเป็นน้ำประปาเกรด 2 ขายให้กับแหล่งที่ต้องการซื้อได้เลย ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งก็สนใจ ส่วนบำบัดน้ำเสียส่วนกลางของเทศบาลบางแห่งก็อยู่ไม่ไกลจากนิคมอุตสาหกรรม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำและเอากลับไปขายให้อุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรก็ได้ แต่ทั้งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องปลดล็อกกฎหมายหลายส่วนที่ยังเป็นข้อจำกัดในปัจจุบัน เพราะน้ำทุกหยดควรมีประโยชน์มากกว่าหนึ่งอย่าง ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยตอบโจทย์มาตรฐานคุณภาพน้ำที่รีไซเคิลให้หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ จึงจะมีน้ำใช้อย่างยั่งยืน และช่วยเสริมศักยภาพอีอีซีให้เป็นเมืองเศรษฐกิจแห่งความหวังของประเทศได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ชลประทานจัดงบพัฒนาเพิ่มแหล่งกักเก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปี 2563 กรมชลฯ มีโครงการที่จะดำเนินการ 877 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 176,968 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 939,595 ไร่ เก็บน้ำได้ 210.45 ล้านลูกบาศก์เมตร ครัวเรือนได้ประโยชน์ 380,020 ครัวเรือน แบ่งเป็น 1.การพัฒนาแหล่งน้ำใหม่จำนวน 421 แห่ง เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.77 แสนไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 2.58 แสนไร่ ปริมาณน้ำกักเก็บได้ 199.54 ล้านลูกบาศก์เมตร 2.การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 456 แห่ง พื้นที่รับประโยชน์ 6.82 แสนไร่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการเร่งด่วนวางไว้เพื่อกักเก็บน้ำต้นทุนในฤดูฝน จำนวน 266 โครงการ งบประมาณรวม 2,705.7 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,300 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์ 3.74 แสนไร่ เก็บน้ำได้ 64.84 ล้านลูกบาศก์เมตร ครัวเรือนได้ประโยชน์ 79,624 ครัวเรือน กระจายทั่วประเทศ แบ่งเป็น 1.แก้มลิงวงเงิน 975.4 ล้านบาท 2.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักวงเงิน 608.6 ล้านบาท ส่วนมากเป็นโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ 3.โครงการบรรเทาวิกฤติภัยแล้งและเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกัก 859.6 ล้านบาท 4.ขุดลอกคลองวงเงิน 261.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการขนาดใหญ่ของกรม ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ 1.โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อเสร็จจะช่วยลดอุทกภัยในพื้นที่และสามารถเก็บน้ำในลำน้ำได้จำนวนหนึ่ง 2.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช 3.โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี 4.โครงการปรับปรุงคลองยม-น่าน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ และ 5.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออก แต่ละโครงการที่ได้มีการวางในงบประมาณรายจ่ายแต่ละปีล้วนมาจากแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำ 20 ปีของประเทศที่นำมาจัดในงบรายปีเพื่อให้ส่งประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและคนไทยทั้งประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62942</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ชวลิต รัตนธรรมสกุล, ญี่ปุ่น, ทองเปลว กองจันทร์, สิงคโปร์, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200412/image_big_5e930221160a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2020 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งัดแผนสู้วิกฤติภัยแล้งในอีอีซี เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการเชื่อมโยงน้ำโครงข่ายน้ำ ก็คาดว่าจะทำให้มีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้ ประกอบกับในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.นี้ คาดว่าจะมีฝนในช่วงเปลี่ยนฤดู คาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างอีกประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม. จึงมั่นใจได้ว่าจะมีปริมาณน้ำเพียงพอจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ตามที่ฝ่ายนโยบายต้องการ โดยกรมชลประทานจะทำทุกทางเพื่อให้ประชาชนผ่านแล้งนี้ไปให้ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;งัดแผนสู้วิกฤติภัยแล้งในอีอีซี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงข่ายน้ำเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้มีการวางโครงการต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปี เพื่อให้ระบบบริหารน้ำสมบูรณ์ที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นศูนย์กลางผลิตผลไม้หรือฮับผลไม้และเขตอุตสาหกรรม ซึ่งช่วง 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลยังได้มีนโยบายโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นพื้นที่ภาคการผลิตสำคัญของประเทศ ปี 63 เมื่อแล้งติดลำดับ 2 ในรอบ 40&amp;nbsp; ปี โครงข่ายน้ำที่มีการพัฒนามาต่อเนื่องแม้จะยังไม่สมบูรณ์ 100% จากข้อจำกัดหลายด้าน จึงถูกใช้บริหารจัดการปัญหาขาดแคลนน้ำ ปีนี้จะได้เห็นการเวียนสลับหมุนวนน้ำในแต่ละอ่างเพื่อเติมเต็มกันและกัน ด้วยพันธกิจแล้งนี้ทุกฝ่ายต้องรอด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ทองเปลว กองจันทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บริหารจัดการน้ำสู้ภัยแล้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน&amp;nbsp; เปิดเผยว่า กรมชลฯ ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้มีปัญหาขาดแคลนน้ำ หรือแย่งน้ำระหว่างภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเหมือนในอดีต ในการทำงานจะมีการตกลงร่วมกันของผู้ใช้น้ำทั้งหมด มีการตั้งคณะทำงานใน KEY MAN WARROOM ซึ่งเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนประชุมทุก 15 วัน ดังนั้นการบริหารน้ำภาคตะวันออกจึงเป็นไปตามข้อห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะต้องไม่ขาดแคลนน้ำ และประชาชนในภูมิภาคจะต้องมีน้ำอุปโภคบริโภค&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอยืนยันว่ากรมชลประทานจะดูแลและบริหารจัดการน้ำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคจะไม่ขาดแคลน และจะไม่ให้กระทบต่อพื้นที่อีอีซี เพราะตระหนักดีว่าเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ ในขณะที่ภาคการเกษตรได้มีการจัดสรรน้ำไว้ให้ตามที่มีการตกลงร่วมกันแล้ว&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เอกชนลดใช้น้ำ 10% &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายบริหาร เปิดเผยว่า พื้นที่อีอีซี 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง มีความต้องการใช้น้ำในฤดูแล้งรวม 430 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปีนี้มีปริมาณน้ำประมาณ 410 ล้าน ลบ.ม.&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังขาดอีกประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงต้องจัดหาปริมาณน้ำส่วนที่ขาด อีกทั้งต้องสำรองเพื่อกรณีฝนทิ้งช่วงถึง มิ.ย.2563&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ กรมได้หารือร่วมกับทุกหน่วยจนที่สุดสามารถลงนามข้อตกลงกับกลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำคลองวังโตนดเพื่อขอผันน้ำข้ามลุ่มตามกฎหมายใหม่ โดยจะผันจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด จ.จันทบุรี มาเติมที่อ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง จำนวน 10&amp;nbsp; ล้าน ลบ.ม. โดยจะผันวันที่ 1-25 มี.ค. ซึ่งอ่างประแสร์เป็นอ่างหลักส่งน้ำให้เขตอีอีซี ปัจจุบันอ่างคลองประแกดมีความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำใช้ได้ประมาณ 40-50 ล้าน ลบ.ม. ในพื้นที่จะใช้ประมาณ 15-20 ล้าน ลบ.ม. จึงมีน้ำที่จะนำมาช่วยเหลืออีอีซีได้ แต่ระหว่างผันหากปริมาณน้ำกระทบต่ออ่างจะหยุดทันที&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนน้ำที่ยังขาดอีก 10 ล้าน ลบ.ม. จะมาจากที่ประชุมคีย์แมนวอร์รูม ขอความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรม และการประปาทุกสาขา ลดการใช้น้ำลงกว่า 10% ปัจจุบันการใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่กรมชลฯ วางไว้ และในส่วนของบริษัท&amp;nbsp; จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรืออีสท์วอเตอร์ ซึ่งเป็นเอกชนที่ผลิตน้ำป้อนภาคอุตสาหกรรม ปรับปรุงระบบน้ำดังนี้ ให้หาแหล่งน้ำดิบสำรองประมาณ 18&amp;nbsp; ล้าน ลบ.ม. ซึ่งได้รับการยืนยันว่ามีแล้ว และให้ปรับปรุงระบบ-สูบกลับ วัดละหารไร่ เพื่อเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล วันละ 100,000-150,000 ลบ.ม. ให้ปรับปรุงระบบสูบกลับคลองสะพานเพื่อเติมอ่างประแสร์อีก 10 ล้าน ลบ.ม. ให้เสร็จภายในเดือน ม.ค.-ก.พ.นี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเร่งเชื่อมท่อประแสร์-คลองใหญ่ และเชื่อมท่อประแสร์-หนองปลาไหล ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. เพื่อลดการสูญเสียน้ำประมาณ 10-20 ล้าน ลบ.ม. สำหรับการประปาส่วนภูมิภาคที่ไม่สามารถนำน้ำจากอ่างคลองหลวงมาใช้แทนน้ำที่ขาดจากอ่างบางพระนั้น อธิบดีกรมชลฯ สั่งการให้มีการขุดลอกคลองและระบายน้ำจากอ่างคลองหลวงมาที่สถานีสูบน้ำพานทอง ระยะทาง 60 กิโลเมตร เพื่อสูบมาเก็บที่อ่างบางพระประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;จากการเชื่อมโยงน้ำโครงข่ายน้ำ ก็คาดว่าจะทำให้มีน้ำเพียงพอต่อความต้องการใช้ ประกอบกับในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.นี้ คาดว่าจะมีฝนในช่วงเปลี่ยนฤดู คาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างอีกประมาณ 50 ล้าน ลบ.ม. จึงมั่นใจได้ว่าจะมีปริมาณน้ำเพียงพอจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ตามที่ฝ่ายนโยบายต้องการ โดยกรมชลประทานจะทำทุกทางเพื่อให้ประชาชนผ่านแล้งนี้ไปให้ได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;กอบชัย สังสิทธิสวัสดิิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;น้ำต้นทุนเหลือพอใช้แค่ มิ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านน้ำอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฝ่าวิกฤติฝนทิ้งช่วงในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 นี้ ทาง กนอ.จึงได้มีการประชุมร่วมกับ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรืออีสท์วอเตอร์, สมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร และสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเตรียมการแก้ปัญหาวิกฤติภัยแล้งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำใช้ภาคอุตสาหกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยให้จัดทำแหล่งเก็บน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ ซึ่งจากปริมาณน้ำจากอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดระยอง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ยังมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอใช้งานในภาคอุตสาหกรรมจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากการประเมินสถานการณ์น้ำต้นทุนที่ได้มาจากการผันน้ำ ปริมาณน้ำฝน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณน้ำ ประมาณ 151 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแผนการใช้น้ำ ประมาณ 141.8 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้น จะมีน้ำต้นทุนคงเหลือประมาณ 9.8 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีปริมาณที่เพียงพอไปจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งในเดือนมิถุนายน 2563&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ กนอ.มีมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้ระบบ 3 Rs (Reduce : ลดการใช้ Reuse : นำกลับมาใช้ซ้ำ Recycle : นำกลับมาใช้ใหม่) และขอความร่วมมือผู้ประกอบการลดการใช้น้ำลง 10% ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้ปริมาณการใช้น้ำลดลงได้ถึง 14%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ก็มีมาตรการระยะยาวภายหลังสิ้นสุดฤดูแล้ง โดยการพัฒนาลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี โดยการกักเก็บน้ำเพิ่มเติมใน 4 อ่าง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำประแกด อ่างเก็บน้ำพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด รวมปริมาณน้ำทั้งสิ้น 308 ล้านลูกบาศก์เมตร&amp;nbsp; เข้าสู่ระบบการบริหารจัดการน้ำในภาคตะวันออก โดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการพัฒนาอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนดแล้วเสร็จได้ภายในเวลา 1 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(สมจิณณ์ พิลึก)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;เตรียม 4 มาตรการเติมน้ำต้นทุน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า กนอ.ร่วมกับทุกภาคส่วนผลักดันมาตรการเร่งด่วนในการเพิ่มเติมน้ำต้นทุนด้วยการดำเนิน 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1.การผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแกดเข้าสู่อ่างเก็บน้ำประแสร์ ประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร ภายในเดือนมีนาคม 2563&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การใช้ระบบสูบกลับคลองสะพานเพื่อผันน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำประแสร์ 3.การปรับปรุงคลองน้ำแดง เพื่อเพิ่มศักยภาพการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์มายังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และปรับปรุงสถานีสูบน้ำวัดละหารไร่ เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำระยองมาอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 4.การเพิ่มน้ำต้นทุนในนิคมอุตสาหกรรม โดยการนำน้ำจากคลองชากหมากมาผ่านการบำบัด (Waste Water Reverse Osmosis : WWRO) ซึ่งผู้ประกอบการในนิคมอุตสหากรรมร่วมกันรับผิดชอบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในส่วนของการดำเนินการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเบื้องต้นจะสามารถผลิตน้ำได้ 14,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะจ่ายค่าน้ำเพิ่มในส่วนนี้เพียงหน่วยละ 2.76 บาทต่อลูกบาศก์เมตร แต่หากมีผู้ประกอบการรายใดที่ไม่เข้าร่วมกับโครงการ แต่มีความประสงค์จะใช้น้ำจากมาตรการนี้สามารถขอรับน้ำได้ในราคาต้นทุนอยู่ที่ 72 บาทต่อลูกบาศก์เมตรได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กนอ.ได้มีแนวทางการแก้ปัญหาภาวะวิกฤติภัยแล้งในระยะยาว เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤติ อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59264</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์, ทองเปลว กองจันทร์, สมจิณณ์ พิลึก, สุชาติ เจริญศรี, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200309/image_big_5e66221230453.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53862</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบัญชาการ ศูนย์แก้วิกฤติน้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาล&amp;quot; เตรียมตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; นั่งคุมเอง เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน น้ำโขงแห้งขอดวิกฤติหนัก ช่วงหนองคายพบตะไคร่ สาหร่ายขึ้นเขียวครึ้ม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เหลือน้ำต้นทุนไม่ถึง 25% แทบหยุดการระบายน้ำโดยสิ้นเชิง กรมชลฯ เร่งช่วย กปน.แก้ประปาเค็ม เตือน 8-9 ม.ค. น้ำทะเลหนุนสูง เปิดศูนย์แจกน้ำจืด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 5 มกราคมนี้ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับทราบมติคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบกรอบรายละเอียดโครงสร้างศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ และแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้บัญชาการอำนวยการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ และกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ทำหน้าที่ประสานงานการแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 มาตรา 24 เพื่ออำนวยการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำเป็นการชั่วคราวจนกว่าปัญหาวิกฤติน้ำจะพ้นไป ซึ่งแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำจะแบ่งหน้าที่การปฏิบัติงานออกเป็นกลุ่มอำนวยการ กลุ่มคาดการณ์ กลุ่มบริหารจัดการ และกลุ่มแจ้งเตือนและประชาสัมพันธ์ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยอีกว่า นายกฯ กล่าวว่าวิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นมีแนวโน้มรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมเพื่อรับมืออย่างเป็นระบบ เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต แต่ยังส่งผลถึงภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม โดยที่ผ่านมามีการดำเนินงานผ่านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขวิกฤติภัยแล้งปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันท่วงที ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า รวมถึงการวางแผนการใช้ทรัพยากรน้ำในระยะยาว ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่มีเป้าหมาย ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภค บริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในวันที่ 7 มกราคมนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาเห็นชอบกรอบโครงสร้างศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจ และแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำ รวมทั้งเห็นชอบให้สำนักงบประมาณดำเนินการตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 โดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนการปฏิบัติงานดังกล่าวตามความจำเป็นต่อไป&amp;quot; นางนฤมลกล่าว
น้ำโขงแห้งขอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสถานการณ์ที่จังหวัดหนองคาย ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีระดับต่ำ เปลี่ยนสี และเกิดตะไคร่น้ำ สาหร่ายใต้น้ำเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กระทบวิถีชีวิตของชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะชาวบ้านหาดทรายทอง ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย หาปลาได้น้อยลง หลายคนต้องหยุดจับปลาชั่วคราว หันไปรับจ้างทำงานอย่างอื่นแทน ทั้งนี้ ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ วัดระดับน้ำอยู่ที่ 1.46 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 10.74 เมตร และยังเกิดปรากฏการณ์น้ำโขงเปลี่ยนสีติดต่อกันหลายวัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครพนม ระดับน้ำโขงบางจุดแห่งขอด มีระดับน้ำต่ำเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร ส่งผลให้หลายจุดในพื้นที่ อ.เมือง อ.ท่าอุเทน อ.บ้านแพง และ อ.ธาตุพนม เกิดสันดอนทรายเป็นพื้นที่กว้าง ระยะทางยาวกว่า 1 กม. เริ่มกระทบต่อการเดินเรือข้ามฟากของชาวบ้านที่มีอาชีพทำประมงจับปลาน้ำโขง ต้องเดินเรืออ้อมไกลและหาปลายากมากขึ้น นอกจากนี้ยังกระทบชาวบ้านที่ทำการเกษตรริมฝั่งแม่น้ำโขง ต้องเพิ่มระยะทางการสูบน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร ส่งผลให้มีต้นทุนสูง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บุรีรัมย์ หลังจากน้ำในอ่างเก็บน้ำสนามบิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำดิบเพียงแห่งเดียวที่ใช้สำหรับผลิตน้ำประปา มีสภาพตื้นเขิน บางจุดแห้งขอดจนมองเห็นเนินดินได้อย่างชัดเจน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ทำให้หน่วยงานต่างๆ เร่งแก้ปัญหา โดยเบื้องต้นได้สูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำปะเทีย อ.ละหานทราย ผ่านคลองธรรมชาติ และร่องกลางถนน ไปเติมยังอ่างเก็บน้ำสนามบิน ระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้สูบมาแล้วประมาณ 100,000 ลูกบาศก์เมตร จากที่ตั้งเป้าจะสูบมาเติม 700,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อสำรองไว้ผลิตประปา พร้อมทั้งปรับลดแรงดันน้ำเหลือเพียงวันละ 13 ชั่วโมง นอกจากนี้มีการระดมเครื่องจักรมาขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อดึงน้ำใต้ดินมาสำรองไว้ใช้ในการผลิตประปาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุบลราชธานี ชาวนาใน อ.ดอนมดแดง หลังประสบภัยน้ำท่วมใหญ่จนนาข้าวเสียหาย ต้องมาปลูกนาปรังทดแทนหาข้าวไว้กิน แต่ก็มาประสบปัญหาน้ำแล้งอีก ต้องให้ชลประทานส่งน้ำเข้าช่วยเหลือเพื่อปลูกข้าวให้พอกิน นายสรายุทธ แสนทวีสุข เกษตรกรรายหนึ่ง เปิดเผยว่า จำเป็นต้องขอให้ชลประทานช่วยสูบน้ำจากแม่น้ำมูลช่วยเลี้ยงนาข้าว โดยเสียค่าสูบน้ำให้เป็นรายไร่ เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไว้กิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลพบุรี สถานการณ์น้ำที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง น้ำต้นทุนเหลือไม่ถึงร้อยละ 25 ของความจุเขื่อน ทำให้ทางเขื่อนยังคงปรับลดการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาพจากมุมสูงจะเห็นสภาพความตื้นเขินและสันดอนตามแนวเขื่อน โดยเฉพาะบริเวณประตูระบายน้ำทั้ง 7 บาน ด้านท้ายเขื่อน ปัจจุบันได้เปิดประตูระบายน้ำเพียงบานเดียวให้น้ำไหลผ่านเพียงเล็กน้อย เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายน้ำ ทำให้น้ำตื้นเขินเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ขึ้นป้ายข้อความขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าปากทางเข้าเขื่อน ว่า ปีนี้น้ำในเขื่อนมีน้อย ไม่เพียงพอสนับสนุนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง วอนเกษตรกร เสี่ยงการขาดแคลนน้ำในอนาคต ไม่ควรเพาะปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ เพื่อเป็นการแจ้งให้เกษตรกรลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกตลอดฤดูกาล ซึ่งอาจทำให้นาข้าวเสียหายได้ โดยเกษตรกรควรหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนเพื่อลดความเสี่ยงพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังเพื่อสำรองน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้สำหรับเพื่อการอุปโภคและบริโภคไปตลอดช่วงฤดูแล้งนี้
เตือนน้ำทะเลหนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานโครงการชลประทานที่ 11 เตรียมแผนบริหารจัดการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคะนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เป็นเครื่องมือเสริมในการควบคุมค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปาและภาคการเกษตร เสริมจากการระบายน้ำจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท และผันน้ำแม่น้ำแม่กลองมาผลักดันความเค็มในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้งวันที่ 8-9 มกราคมนี้ โดยในช่วงน้ำทะเลลงจะเปิดประตูระบายน้ำเพื่อผลักดันน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาออก ส่วนช่วงน้ำทะเลขึ้นจะปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำทะเลไหลเข้ามาสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ปัจจุบันระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอัตรา 85 ลบ.ม./วินาที โดยยังคงรักษาระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมไว้ได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เพิ่มการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ มาสำรองไว้ที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยาไว้แล้ว ซึ่งจะระบายมาเจือจางค่าความเค็มด้านท้ายลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองทางคลองจระเข้สามพัน และคลองท่าสาร-บางปลา มายังแม่น้ำท่าจีนในอัตรา 25 ลบ.ม./นาที แล้วระบายผ่านคลองพระยาบันลือลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมั่นใจว่าจะควบคุมค่าความเค็มไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ และการทำการเกษตรพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาด้านท้ายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลวกล่าวว่า ค่าความเค็มอาจสูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังในช่วงที่น้ำทะเลขึ้น ซึ่งประสานกับการประปานครหลวง เพื่อให้งดสูบน้ำที่สถานีสูบน้ำดิบสำแล จ.ปทุมธานี ในช่วงน้ำทะเลขึ้น เมื่อน้ำทะเลลงและตรวจวัดค่าความเค็มไม่เกิน 0.5 กรัม/ลิตร จึงสูบส่งต่อมายังโรงกรองน้ำบางเขนเพื่อผลิตน้ำประปาตามปกติ ส่วนที่เป็นห่วงว่าชาวนา 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังถึง 1.58 ล้านไร่ อาจส่งผลให้มีการดึงน้ำที่สงวนไว้สำหรับอุปโภค-บริโภคไปใช้ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แจ้งล่วงหน้าว่าไม่มีแผนเพาะปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากกรมชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน แต่เกษตรกรส่วนหนึ่งทำนาปรัง เนื่องจากมีแหล่งน้ำของตัวเอง เช่น บ่อบาดาล สระน้ำชุมชน อีกส่วนหนึ่งปลูกโดยรับทราบความเสี่ยงว่าอาจประสบภาวะขาดแคลนน้ำ ซึ่งได้แจ้งผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเตือนโดยตลอด แต่ขณะนี้อัตราการปลูกเพิ่มลดลงแล้ว&amp;nbsp;
แจกน้ำประปาจืด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยภาพรวมน้ำประปาวันที่ 5 ม.ค. ว่า ค่าคลอไรด์น้อยกว่า 250 มิลลิกรัม/ลิตร ค่าความนำไฟฟ้าน้อยกว่า 1,200 ไมโครซีเมนต์/เซนติเมตร ไม่ส่งผลต่อการรับรู้รสชาติ พร้อมแนะนำประชาชนสำรองน้ำไว้บริโภค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมกันนี้ กปน.ได้จัดโครงการแจกน้ำประปาสำหรับดื่มฟรี โดยเป็นน้ำประปาจากโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ที่รับน้ำจากเขื่อนแม่กลองและไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็ม แต่ขอให้ประชาชนนำภาชนะมารับน้ำประปาดื่มได้ที่สำนักงานประปาสาขาใกล้บ้านท่านทั้ง 18 สาขา เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 6 ม.ค.นี้ เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจุดรับน้ำฟรี ได้แก่ 1.สาขาสุขุมวิท บริเวณสถานีสูบน้ำจ่ายน้ำคลองเตย อาคารซอยสวัสดี ซอยสุขุมวิท 31 2.สาขาพระโขนง บริเวณสำนักงานประปาสาขาพระโขนง 3.สาขาสมุทรปราการ บริเวณสำนักงานประปาสาขาสมุทรปราการ/ถนนบางพลีน้อย-สีล้ง ต.บางพลีน้อย อ.บางบ่อ 4.สาขาแม้นศรี บริเวณสำนักงานประปาสาขาแม้นศรี 5.สาขาพญาไท บริเวณสำนักงานประปาสาขาพญาไท 6.สาขาทุ่งมหาเมฆ บริเวณสำนักงานประปาสาขาทุ่งมหาเมฆ 7.สาขาลาดพร้าว บริเวณสำนักงานประปาสาขาลาดพร้าว 8.สาขามีนบุรี บริเวณสำนักงานประปาสาขามีนบุรี 9.สาขาสุวรรณภูมิ บริเวณสำนักงานประปาสาขาสุวรรณภูมิ 10.สาขานนทบุรี บริเวณสำนักงานประปาสาขานนทบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.สาขาประชาชื่น บริเวณสำนักงานประปาสาขาประชาชื่น 12.สาขาบางเขน บริเวณสำนักงานประปาสาขาบางเขน 13.สาขาบางกอกน้อย บริเวณโรงผลิตน้ำธนบุรี 14.สาขาตากสิน บริเวณสำนักงานประปาสาขาตากสิน 15.สาขาภาษีเจริญ บริเวณสำนักงานประปาสาขาภาษีเจริญ 16.สาขาสุขสวัสดิ์ บริเวณหน้าโรงเรียนราชประชาสมาสัย (ฝ่ายมัธยม)/บริเวณก่อนขึ้นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ถนนเชิงสะพานภูมิพล 17.สาขามหาสวัสดิ์&amp;nbsp;บริเวณสำนักงานประปาสาขามหาสวัสดิ์/บริเวณแยกบางสีทอง ถนนนครอินทร์/บริเวณสะพานมหาเจษฎาบดินทร์ ถนนนนทบุรี 1 18.สาขาบางบัวทอง&amp;nbsp;บริเวณสำนักงานประปาสาขาบางบัวทอง/บริเวณหน้าองค์การบริหารส่วนตำบลไทรน้อย/บริเวณเชิงสะพานลอย ใกล้ปากซอยท่าอิฐ ถนนรัตนาธิเบศร์/บริเวณหน้าปั๊มแก๊ส LPG ปตท. ถนนชัยพฤกษ์ตัดใหม่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พลเรือโทประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะโฆษก ทร. กล่าวถึงปัญหาคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากน้ำประปากร่อยว่า กองทัพเรือ โดยกรมกิจการพลเรือน (กองบรรเทาสาธารณภัย) และศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือกำลังเฝ้าติดตามข่าวสารนี้ เพื่อเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ตามขีดความสามารถ และรอรับการประสานเพื่อช่วยเหลือต่อไป แต่ขณะนี้จะรอให้หน่วยดำเนินการบริหารจัดการน้ำพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องก่อน จากนั้นหากมีสิ่งใดที่กองทัพเรือสามารถให้การสนับสนุนได้ ก็จะร่วมกันดำเนินการต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53862</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทองเปลว กองจันทร์, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเรือโทประชาชาติ ศิริสวัสดิ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200105/image_big_5e11e4e3e3335.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46746</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 12:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลฯ เปิดเขื่อนชวนนักวิ่งร่วม “ขุนด่านรัน 20 ไมล์” ร่วมทำบุญสมทบให้3รพ.และก้าวคนละก้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การจัดงานขุนด่านรัน 20 ไมล์ ในครั้งนี้จัดเป็นปีที่ 2 โดยในปีแรกได้มีการจัดการแข่งขันสูงสุดเป็นระยะทาง 10 ไมล์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักวิ่งทั่วประเทศที่เข้าร่วมถึง 4,500 คน โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายในครั้งนั้นมอบให้กับโรงพยาบาลชลประทาน และในปีนี้ทางสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ได้กำหนดระยะทางการแข่งขันใหม่โดยเพิ่มระยะทางการแข่งขันเป็น 20 ไมล์ซึ่งเท่ากับ 32 กิโลเมตร เพื่อทำให้เกิดความท้าทายในหมู่นักวิ่ง และยังได้เพลิดเพลินความสวยงามของวิวทิวทัศน์จากบนสันเขื่อนแบบ 360 องศาในระยะทาง 1.6 ไมล์อีกด้วย โดยงานครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 2562 ณ เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานคือการมอบรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายให้กับ 4 องค์กร ได้แก่ โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลชลประทาน โรงพยาบาลนครนายก และมูลนิธิก้าวคนละก้าว (ตูน บอร์ดี้แสลม) นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา หรือ Sports Tourism ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลเรื่องความสนใจการดูแลสุขภาพ และการให้ความสำคัญในการออกกำลังกาย ซึ่งถือว่าทุกคนที่ร่วมงานจะได้ทำบุญพร้อมมีสุขภาพกายที่ดีไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุพิศ พิทักษ์ธรรม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน กล่าวว่า การจัดงาน &amp;ldquo;ขุนด่านรัน 20 ไมล์&amp;rdquo; ในครั้งนี้ใช้พื้นที่ลานหน้าเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก เป็นบริเวณจัดงาน โดยเส้นทางวิ่งจะเริ่มต้นที่บริเวณลานหน้าเขื่อนไปยังเส้นทางสันเขื่อนซึ่งจะชมทิวทัศน์ที่สวยงามไปตามระยะทางที่กำหนดไว้และจะมาสิ้นสุดการแข่งขันในจุดเริ่มต้นคือบริเวณลานหน้าเขื่อน โดยในปีนี้ตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าร่วมงานไว้จำนวน 7,000 คน มีทางเลือกให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันเลือกได้ตามความสามารถในระยะทางหลากหลาย คือ ประเภทหลักระยะทาง 20 ไมล์ (32 ก.ม.) 10 ไมล์ (16 ก.ม.) 7 ไมล์(11.2 ก.ม.) และ 4 ไมล์ (6 ก.ม.) โดยในแต่ละประเภทจัดแบ่งกลุ่มการแข่งขันตามช่วงอายุอย่างเหมาะสม ผู้ชนะการแข่งขันอันดับที่ 1-5 ในระยะ 20 , 10 และ7 ไมล์ ในแต่ละกลุ่มอายุจะได้รับถ้วยเกียรติยศ สำหรับระยะ 4 ไมล์นักวิ่งจะได้รับเฉพาะเหรียญรางวัล และในการแข่งขันครั้งนี้ยังมีเงินรางวัลสำหรับผู้ชนะทั่วไป (Overall) อันดับที่ 1-5 ในแต่ละประเภทอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งแยกเป็น Overall International และ Overall สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ โดยรวมมีมูลค่ากว่า 200,000 บาท และความพิเศษของงานคือได้นักวิ่งที่มาร่วมงานจะได้มีโอกาสร่วมวิ่งกับคุณก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ ที่จะมาร่วมวิ่งในงานนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คณะกรรมการจัดงานได้มีการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้านเพื่อเตรียมต้อนรับนักวิ่งไม่ว่าจะเป็นจุดบริการอาหาร เครื่องดื่ม หน่วยแพทย์พยาบาล ทีมจักรยานอาสา สถานที่จอดรถ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งในบริเวณงานและตามเส้นทางแข่งขัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมงานแล้วกว่า 7,000 คน และยังสามารถสมัครเข้าร่วมในระยะ 20 และ 10 ไมล์ ได้ ส่วนระยะ 7 และ 4 ไมล์มีผู้สมัครเข้ามาเต็มเป้าหมายแล้วเรียบร้อย โดยสามารถสอบถามหรือดูรายละเอียดการรับสมัคร ได้ที่ เว็บไซต์ amazingfield.net, เฟสบุ๊ก : Khundanrun&amp;nbsp; หรือโทร 0-2277-6670-1&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46746</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, ขุนด่านรัน 20 ไมล์, ทองเปลว กองจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190927/image_big_5d8d9902149e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44661</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2019 21:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพดุลกระหนํ่า59จังหวัด นายกฯสั่ง&#039;เหล่าทัพ&#039;ดูแล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุฯ แจ้งพายุดีเปรสชัน &amp;quot;โพดุล&amp;quot; เข้าอ.โนนสัง จ.หนองบังลำภูแล้ว คาดเคลื่อนปกคลุม จ.เลย ก่อนอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผล 59 จังหวัดทั่ว ปท.ฝนตกหนัก &amp;quot;นายกฯ&amp;quot; สั่ง ผบ.เหล่าทัพดูแล ปชช. &amp;quot;บิ๊กแดง&amp;quot; ปลุกจิตสำนึกจิตอาสาไม่ทิ้งขยะในลำคลอง &amp;quot;ปภ.&amp;quot; เผย &amp;quot;อำนาจเจริญ-ปราจีนฯ-หนองคาย&amp;quot; น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย &amp;quot;แพร่&amp;quot; ลมแรงพัดต้นสักทองขนาดใหญ่ล้มขวางถนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 30 ส.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 13 เรื่อง พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) &amp;ldquo;โพดุล&amp;rdquo; มีผลกระทบจนถึงวันที่ 1 ก.ย.2562 ระบุว่า เมื่อเวลา 16.00 น. พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) &amp;ldquo;โพดุล&amp;rdquo; ได้เคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณอำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู หรือที่ละติจูด 17.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 102.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณจังหวัดเลย แล้วจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากและลมกระโชกแรงบางแห่ง ในทุกภาคของประเทศไทย ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหล และขอให้ระวังอันตรายจากลมกระโชกแรงที่อาจทำให้สิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงได้รับความเสียได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ยโสธร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง : จังหวัดกาญจนบุรี อุทัยธานี สุพรรณบุรี ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล, ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ : จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้สั่งการลงมาแล้ว โดยท่านจะมีไลน์ผู้บังคับบัญชาระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพอยู่แล้ว ซึ่งทางนายกฯ รู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว เพราะมีทางผู้ที่เกี่ยวข้องได้ส่งข้อมูลและแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศให้ว่าจะมีพายุเข้ามาเมื่อไหร่ วันไหน ซึ่งได้สั่งการมาก่อนล่วงหน้านี้แล้ว 2-3 วัน และล่าสุดตนได้ลงพื้นที่ไปดูพื้นที่รับน้ำต่างๆ ซึ่งกองทัพบกได้ประสานงานไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่รับน้ำที่ต้องไปขุดลอกคูคลอง ให้เป็นที่รับน้ำและทางน้ำได้สะดวกมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คูคลองที่ระบายน้ำไม่สะดวกหรือมีพื้นที่รับน้ำได้น้อย เพราะเราขาดความรับผิดชอบ ที่ยังจะทิ้งขยะลงไปในลำน้ำอีก ซึ่งวันก่อนผมได้ลงพื้นที่ไปตรวจพื้นที่ลำตะคอง ได้เห็นสภาพความเป็นจริง ถ้าประชาชนทุกคนยังไม่ร่วมมือกัน และไม่มีจิตอาสา อย่างโครงการจิตอาสาที่ในหลวงท่านพระราชทานให้ ยังทิ้งขยะลงไปในลำคลอง มีแม้กระทั่งที่นอนและโถส้วมในลำคลองและแม่น้ำ ตรงนี้เราก็ต้องปลุกจิตสำนึกให้ช่วยกันดูแลลำน้ำลำคลอง&amp;rdquo; ผบ.ทบ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งไปยังโครงการชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศ ให้สำรวจและคาดการณ์พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ รวมทั้งบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน ติดตามปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์น้ำเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องระบายน้ำ ขอให้ประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนให้มากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า อิทธิพลพายุโพดุลทำให้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยมีฝนตกหนักในช่วงวันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.นี้ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลาก โดยอิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ทำให้เกิดน้ำไหลหลาก ดินสไลด์ และวาตภัยในพื้นที่ 10 จังหวัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัจจุบันสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว 7 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ใน 3 จังหวัด ได้แก่ อำนาจเจริญ ปราจีนบุรี และหนองคาย โดย ปภ.ได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้เผชิญเหตุ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที&amp;quot; อธิบดี ปภ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ จ.อำนาจเจริญ ได้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลำเซบายกัดเซาะพนังกั้นน้ำในพื้นที่ อ.หัวตะพาน ต.หัวตะพาน บริเวณจุดบ้านดอนว่านได้รับความเสียหาย 2 จุด เอ่อล้น 4 จุด ไม่มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการเสริมพนังกั้นน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่ พร้อมยุทโธปกรณ์เข้าสำรวจความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ปราจีนบุรี เกิดฝนตกหนักน้ำไหลหลาก อ.กบินทร์บุรี ต.เขาไม้แก้ว บนถนนหลวงหมายเลข 359 ระหว่าง กม.44-45 บริเวณสี่แยกเพชรกระจ่าง บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 4 หลัง ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.หนองคาย เกิดเหตุฝนตกน้ำไหลหลากในพื้นที่ อ.โพธิ์ตาก ส่งผลให้เส้นทางระหว่างบ้านสาวแล-บ้านศูนย์กลางไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนจังหวัดอื่นๆ ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่อง เช่น จ.ร้อยเอ็ด ฝนตกหนักมาตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา และลมพัดแรง ส่งผลให้หลายพื้นที่ในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดน้ำระบายไม่ทัน น้ำท่วมถนน 50-120 ซม. โดยเฉพาะถนนรัฐกิจไคลคลา จากสี่แยกสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ดไปถึงสามแยกเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ระยะทางกว่า 1,000 เมตร ระดับน้ำ 80-120 ซม. รถเล็กผ่านไม่ได้ ต้องปิดการสัญจรชั่วคราว ส่วนถนนข้าวหอมมะลิติดกับบึงพลาญชัย ตั้งแต่ประตูสาเกตนครเป็นต้นไป น้ำสูงกว่า 50 ซม. และท่วมทางวิ่งออกกำลังกายของประชาชนรอบบึงพลาญชัยสูงกว่า 1 เมตร ถนนเพลินจิตมีน้ำท่วมด้านข้างไปรษณีย์จังหวัดร้อยเอ็ด ถนนสุริยเดชบำรุง หน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด รวมทั้งตรอกซอกซอยมีน้ำท่วมสูง ทำให้ประชาชนและนักเรียนเดินทางไม่สะดวก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.แพร่ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เกิดฝนตกและลมแรง ทำให้ในหลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย ถนนหนทางถูกตัดขาด ที่บ้านน้ำชำ หมู่ที่ 4 ต.น้ำชำ อ.สูงเม่น จ.แพร่ ได้เกิดต้นมะยมหิน ต้นไม้ประจำจังหวัดแพร่ ล้มคลืนลงมาทับสายไฟฟ้าแรงสูง ทำให้เสาไฟฟ้าล้มถึง 5 ต้น ไฟดับใน 2 ตำบล มีตำบลน้ำชำและปงป่าหลาย โดยที่บ้านหมู่ที่ 7 ต.น้ำชำ ต้นไม้ใหญ่ล้มทับถนนสายน้ำชำบวกโป่งใช้การไม่ได้ การสัญจรต้องไปใช้เส้นทางอื่น ที่บ้านพระหลวง หมู่ที่ 5 ต.พระหลวง เกิดต้นไม้สักทองขนาดใหญ่ล้มทับขวางถนนสายสูงเม่นไปปงท่าข้าม รถไม่สามารถวิ่งได้ นอกจากนั้นยังมีบ้านเรือนหลายหลังในหมู่ที่ 7 ต.น้ำชำ ถูกพายุพัดเอาหลังคาปลิวไปหลายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าฯ แพร่ ได้ประชุมนายอำเภอทุกอำเภออย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งการให้เฝ้าเตือนประชาชน และให้เตรียมความพร้อมให้การช่วยเหลือ เพราะเชื่อว่าใน 2 วันนี้จังหวัดแพร่ต้องได้รับผลกระทบจากพายุโซนร้อนโพดุลอย่างแน่นอน ในส่วนบ้านเรือนที่อาศัยตามเขาตามลำน้ำทุกสาขาที่สร้างบ้านติดแม่น้ำ ต้องวางแผนในการอพยพชาวบ้านออกมาก่อนเพื่อความปลอดภัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44661</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, ทองเปลว กองจันทร์, พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190830/image_big_5d6927f205321.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41657</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยกภัยแล้งวาระแห่งชาติ วอนชะลอการเพาะปลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธรรมนัส&amp;quot; ยกภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ สั่งภาครัฐเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เตรียมประสานทำฝนหลวงพื้นที่โคราชแก้วิกฤติ &amp;quot;กรมชลฯ&amp;quot; วอนเกษตรกรชะลอเพาะปลูกจนกว่าฝนตกสม่ำเสมอ &amp;quot;สทนช.&amp;quot; ปรับแผนลดการระบายน้ำหลายเขื่อนหลักบรรเทาภัยแล้ง &amp;quot;ผบ.ทบ.&amp;quot; ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เป็นการเฉพาะ เสริมรถน้ำเข้าช่วยเหลือ ปชช. &amp;quot;อำนาจเจริญ&amp;quot; ลำห้วยแห้งขอด ชาวนาต้องยอมปล่อยต้นข้าวแห้งตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.เกษตรและสหกรณ์) ลงพื้นที่ชุมชนวัดท่าตะโก เขตเทศบาลนครนครราชสีมา จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและปริมาณน้ำในลำตะคอง ตั้งแต่ชุมชนวัดท่าตะโก-ชุมชนวัดสุสาน ระยะทาง 3 กม. พร้อมหารือกับนายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าฯ นครราชสีมา ในเรื่องแนวทางการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนลำตะคองที่ไหลผ่าน 5 อำเภอ คือ สีคิ้ว, สูงเนิน, ขามทะเลสอ, เมืองนครราชสีมา &amp;nbsp;เขตเทศบาลนครนครราชสีมา และ อ.เฉลิมพระเกียรติ โดย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ใน จ.นครราชสีมา &amp;nbsp;พร้อมสั่งการลงมาให้ตนมาตรวจงานราชการและรับฟังปัญหาของทุกภาคส่วน เพราะสิ่งที่ประชาชนได้รับผลกระทบอย่างยิ่งในเวลานี้คือวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งได้รับทราบจาก ส.ส.พื้นที่เขต 8 ที่เวลานี้เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ถือเป็นวิกฤติและเป็นวาระแห่งชาติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนท่านนายกฯ ตัวแทน รมว.เกษตรฯ มาบอกทุกภาคส่วนว่าขอให้เอาจริงเอาจังกับปัญหาของประชาชน ผมได้เดินทางไปตรวจราชการการบริหารจัดการน้ำหลายจังหวัดภาคเหนือ อาทิ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก, เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และ จ.พะเยา เวลานี้วิกฤติรุนแรง การแก้ปัญหาเราจะได้ 2 ทาง ทางแรกทางเร่งด่วนตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปยัง ผบ.เหล่าทัพและสำนักงาน ตร. ผมจะกลับไปคุยกับฝนหลวงในการทำฝนหลวงพื้นที่ที่แห้งแล้ง ซึ่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมามีหลายอำเภอได้รับผลกระทบวิกฤติรุนแรง จะได้สั่งการให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อที่จะมาทำฝนเทียมให้ประชาชนชาว จ.นครราชสีมา ถือเป็นเรื่องแรก ส่วนเรื่องที่สอง นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ &amp;nbsp;ประสานไปยังกรมทรัพยากรธรณีให้มีการเจาะน้ำบาดาล ผมจะประสานให้อธิบดีสั่งการให้มาทำน้ำบาดาลที่ จ.นครราชสีมา&amp;quot; ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า หลังจากไปตรวจเยี่ยมจังหวัดทางภาคเหนือ ได้สั่งให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯ เอาจริงเอาจังในการทำฝนเทียม เชื่อหรือไม่ว่าจนถึงวันนี้ฝนตกทั้งหมด 11 จังหวัดภาคเหนือ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าถ้าหากภาครัฐเอาจริงเอาจัง ดูแลทุกข์สุขของประชาชนจริงๆ ปัญหาต่างๆ จะถูกคลี่คลายไปทางที่ดี ฉะนั้นขอฝากทุกภาคส่วนของ จ.นครราชสีมาในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งให้โครงการชลประทานทุกแห่งประชาสัมพันธ์เกษตรกรที่ยังไม่ได้เพาะปลูกให้ชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะมีฝนตกสม่ำเสมอ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ว่าฝนจะเริ่มตกอีกครั้งปลายเดือน ก.ค.-ก.ย. อีกทั้งคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนอย่างน้อย 1 ลูกเข้าสู่ประเทศไทยในเดือน ก.ย. ส่งผลให้สถานการณ์ภัยแล้งคลี่คลาย รวมทั้งจะมีน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ ซึ่งกรมชลประทานจะได้นำมาวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูแล้ง 2562/2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรักษากติกาการรับน้ำตามรอบเวรและใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้อย่างทั่วถึง&amp;quot; อธิบดีกรมชลประทานกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันประเทศไทยมีน้ำต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 38,665 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 47 และมีศักยภาพน้ำบาดาล 1,228 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ถือว่ามีปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปี 2558 จำนวน 2,293 ล้านลูกบาศก์เมตร เราจึงต้องจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้พื้นที่การเกษตรมากกว่า จนหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบเกิดภัยแล้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวว่า ตามคาดการณ์ฝนจะตกประมาณเดือน ส.ค.-ก.ย. แต่ตกน้อยบริเวณชายขอบ ส่งผลกระทบให้น้ำเติมอ่างเก็บน้ำภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนไม่ดี เช่นเดียวกับช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.ฝนตกน้อยและเสี่ยงขาดแคลนน้ำ จึงให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนหลักและพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่สำคัญให้ปรับลดแผนการระบายน้ำจากเขื่อนลง คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ &amp;nbsp;เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อให้สามารถส่งน้ำช่วงฤดูฝนนี้ได้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศแหล่งน้ำได้รวมทั้งหมดไม่น้อยกว่า 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตรในช่วงฤดูแล้ง&amp;quot; เลขาฯ สทนช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ได้สั่งการให้ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก &amp;nbsp;กองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนทุกภาคส่วนในการแก้ไขวิกฤติฝนทิ้งช่วงอย่างเต็มที่และเร่งด่วน เน้นการช่วยเหลือในลักษณะแบบรวมการในพื้นที่วิกฤติ ด้วยการระดมศักยภาพของทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเครื่องมือและข้อมูล เพื่อเร่งจัดหาแหล่งน้ำและส่งน้ำจากแหล่งน้ำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดือดร้อน ทั้งด้านอุปโภคบริโภค และพื้นที่ทางการเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกได้จัดตั้ง ศูนย์ติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาภัยแล้งเป็นการเฉพาะตั้งแต่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในขณะนี้ และเป็นส่วนประสานการปฏิบัติกับทุกส่วนราชการ ในการนำนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงกลาโหมมาสู่การปฏิบัติให้เกิดผลโดยทันที และตรงกับความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งได้จัดเตรียมรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร จำนวน 279 คัน ที่ประจำอยู่ในหน่วยทหารของกองทัพบกทั่วประเทศ พร้อมให้การสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อร่วมปฏิบัติการกับรถน้ำจากภาคส่วนต่างๆ ออกแจกจ่ายน้ำช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.อำนาจเจริญ ภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลาร่วม 2 เดือนในพื้นที่ อ.ชานุมาน ซึ่งเป็นอำเภอชายแดนมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน ระดับน้ำลดลงอยางต่อเนื่อง คาดว่าหากไม่มีฝนตกลงมาประมาณ 1 เดือน น้ำโขงก็จะถึงขั้นวิกฤติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางชูใจ สำเริง อายุ 40 ปี ชาวนาบ้านเมืองเก่า ต.คำเขื่อนแก้ว อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาฝนตกดีทำนา 15 ไร่ ปลูกข้าวเหนียวทั้งหมด ขายข้าวกำไรดี ส่วนหน้าฝนปีนี้แรกๆ ฝนตกลงมาดีจึงรีบทำนาหว่านและนาดำสลับกัน จนฝนทิ้งช่วงเกือบ 2 เดือนทำให้ต้นข้าวแห้งตายหมด &amp;nbsp;ครั้งนี้ทำนารอบสองลดจำนวนปลูกข้าวลงเหลือแค่ 1 ไร่ พอได้มีข้าวกินเท่านั้น ซึ่งลำห้วยน้ำก็เริ่มแห้งหมดแล้ว หากน้ำในลำห้วยแห้งไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนหล่อเลี้ยงต้นข้าว ถ้าอีกหนึ่งเดือนฝนยังไม่ตกลงมา &amp;nbsp;ต้นข้าวจะต้องแห้งตายรอบสองแน่นอน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41657</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชูใจ สำเริง, ทองเปลว กองจันทร์, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, สมเกียรติ ประจำวงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d35cbb21a47a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
