<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 13:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 13:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทช. ลุยศึกษา EIA สร้างสะพานทะเลสาบสงขลา เชื่อมพัทลุง – สงขลา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5ก.พ.64-นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.)เปิดเผยว่า กล่าวว่า กรมฯได้ ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นรายละเอียด (EIA) ก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา &amp;ndash; ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง เพื่อนำไปประกอบแผนการดำเนินงานในอนาคต ในการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมขนส่งให้เกิดความสมบูรณ์

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเดินทางเชื่อมระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดสงขลา ลดระยะทางการเดินทางประมาณ 80 กิโลเมตร หรือ ลดระยะเวลาในการเดินทางราว 2 ชั่วโมง สนับสนุนอำนวยความสะดวกด้านพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม ส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม

เนื่องจากปัจจุบันความต้องการเดินทางระหว่างจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดสงขลามีจำนวนมาก ซึ่งตลอดแนวทะเลสาบสงขลามีสะพานอยู่เพียง 2 แห่ง ได้แก่ สะพานชะแล้ ตั้งอยู่ด้านล่างของทะเลสาบสงขลาเชื่อมต่อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลากับอำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง และสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (สะพานไสกลิ้ง &amp;ndash; หัวป่า) ตั้งอยู่ด้านบนของทะเลสาบสงขลา เชื่อมต่อ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา กับอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยสะพานทั้ง 2 แห่ง มีระยะทางห่างกัน 60 กิโลเมตร ทำให้ประชาชนที่อยู่พื้นที่ตรงกลางของทะเลสาบ ต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ จากปัญหาดังกล่าว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน รวมทั้งประชาชนในพื้นที่อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และอำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา จึงขอรับงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ซึ่งหากก่อสร้างสะพานดังกล่าวแล้วเสร็จจะสามารถลดระยะการเดินทางได้มากกว่า 80 กิโลเมตร ลดระยะเวลาในการเดินทางได้ประมาณ 2 ชั่วโมง และยังสามารถใช้เป็นเส้นทางอพยพประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลาให้สามารถเดินทางไปยังจังหวัดพัทลุงได้รวดเร็วมากขึ้นหากเกิดภัยพิบัติ

อย่างไรก็ตามทช.จึงเล็งเห็นความสำคัญในการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา &amp;ndash; ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในขั้นรายละเอียด (EIA) เพื่อศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์การลงทุนและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเส้นทางดังกล่าว รวมถึง จัดประชุมการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย ทช.ได้จัดประชุมการมีส่วนร่วมของประชาชนไปแล้ว จำนวน 5 ครั้ง

สำหรับลักษณะโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาเป็นการก่อสร้างสะพานใหม่ โดยมีพื้นที่การศึกษาและแนวสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา มีจุดเริ่มต้นโครงการจากถนนทางหลวงชนบทสาย พท.4004 กม.ที่ 3+300 บริเวณ หมู่ 1 บ้านแหลมจองถนน ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง แนวสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเชื่อมต่อกับจุดสิ้นสุดโครงการที่แยกตัดกับถนนองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (ถนนรอบเกาะใหญ่) บริเวณ หมู่ 2 บ้านแหลมยาง ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา รวมระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร

ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการสรุปรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการสำรวจออกแบบรายละเอียดพร้อมจัดทำแบบก่อสร้างและประมาณราคา จากนั้นจะส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาตามขั้นตอนการพิจารณารายงานฯ ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 2565 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 4,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92081</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวงชนบท (ทช.), คนสงขลา, จ.พัทลุง, ทะเลน้อย, ทะเลสาบสงขลา, ปฐม เฉลยวาเรศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210205/image_big_601ce2c659aae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2020 13:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2020 13:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>น้ำทะเลสาบสงขลาหนุนน้ำท่วมเส้นทางสงขลา-พัทลุง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ธ.ค.63-ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา ยังไม่คลี่คลาย โดยนอกเหนือจากน้ำทะเลสาบสงขลาจะหนุนท่วมบ้านชาวบ้านที่อยู่ติดริมทะเลสงขลาทั้งสองฝั่งใน 5 อำเภอแล้ว บางจุดได้ท่วมถนนที่เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด เช่นถนนสายระโนด-ทะเลน้อย พื้นที่ ต.บ้านขาว อ.ระโนด น้ำได้ท่วมถนนก่อนที่จะถึงสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมต่อระหว่างจ.สงขลา กับ จ.พัทลุง การสัญจรค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะเร่งเล็กต้องระวัง เพราะบางจุดน้ำยังสูง และสถานการณ์น่าจะยืดเยื้ออีกหลายวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้น้ำยังท่วมทุ่งนาพื้นที่การเกษตรจนต้องนำสัตว์เลี้ยวเช่นวัวมาเลี้ยงไว้บนที่สูง ในขณะที่เด็กๆและวัยรุ่นได้ใช้เวลาว่างช่วงวันหยุดพลิกวิกฤติเป็นโอกาสออกมารวมกลุ่มทอดแหหาปลาริมทะเลสาบสงขลาเพื่อหารายได้พิเศษและกินกันในครอบครัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86093</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สงขลา, ทะเลสาบสงขลา, น้ำท่วม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201206/image_big_5fcc76460fa56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 18:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าฯพัทลุง เปิดกิจกรรม &#039;ลงแขกดำนาริมทะเล&#039; หนึ่งเดียวในไทย ผลผลิตงอกงาม 700 กก.ต่อไร่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.63 - ที่ริมทะเลสาบลำปำ ทะเลสาบสงขลาตอนใน บริเวณด้านหลังโรงเรียนวัดปากประ อ.เมือง จ.พัทลุง นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าฯพัทลุง เป็นประธานเปิดกิจกรรม &amp;quot;เจ้าเมือง ลงแขกดำนา ทำนาริมเล&amp;quot;&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดพัทลุง และโรงเรียนวัดปากประ ได้ร่วมกันจัดขึ้น ทั้งนี้โรงเรียนวัดปากประได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตชาวปากประ และระบบนิเวศริมทะเลสาบในพื้นที่บ้านปากประผ่านการทำนาริมเล ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่บรรพบุรุษชาวปากประ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยริมทะเลสาบในแถบ จ.พัทลุง มีความพิเศษคือจะเป็นดินตะกอน ที่น้ำพัดพามาทับถม ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ที่เหมาะแก่การเพาะปลูก สำหรับสายพันธุ์ข้าวที่ปลูกคือ สายพันธุ์มะลิพวง สายพันธุ์ กข.43 นอกจากเป็นการสร้างจิตสำนึกรักษ์ท้องถิ่นให้กับผู้เรียน ประชาชน ยังเป็นการสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม และระบบนิเวศในชุมชนบ้านปากประ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสำรวย เรืองเอียด อายุ 66 ปี ปราชญ์ชาวบ้านในการทำนาริมทะเลสาบสงขลา เปิดเผยว่า การทำนาริมทะเลสาบได้ทำกันมาหลายอายุคน สำหรับตนนั้นเริ่มทำนาริมเลริมทะเลตั้งแต่อายุ 14 ปี การทำนาจะเริ่มด้วยการหว่านข้าวในพื้นที่ริมทะเลสาบในช่วงเดือนพฤษภาคม และมีการถอนกล้าเพื่อนำไปปักดำในช่วงเดือนมิถุนายน โดยในช่วงปักดำนั้นจะต้องดูระดับน้ำในทะเล และเป็นวันที่คลื่นพัดไม่แรง จากนั้นในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ก็สามารถเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งการทำนาริมเลไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาปราบศัตรูพืชแต่อย่างใด ชาวบ้านยังสามารถจับพันธุ์สัตว์น้ำที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่นาข้าวได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลผลิตนาข้าวดังกล่าวนี้จะให้ผลผลิตสูงถึง 600-700 กก.ต่อไร่ โดยเฉพาะปีไหนที่ฝนตกหนัก นำท่วมสูง คลื่นในทะเลจะพัดดินตะกอนมายังชายฝั่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้นาข้าวเจริญงอกงาม และให้ผลผลิตสูงที่น่าพอใจเป็นยิ่ง ซึ่งการนำนาริมทะเลมีเพียงแห่งเดียวของภาคใต้ และของประเทศไทย จนได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70963</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดพัทลุง, ทะเลสาบสงขลา, ทำนาริมทะเล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f06ff3aacd0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2020 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2020 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทึ่ง! หนุ่มสงขลาใช้เวลา 17 ปีขุดคลองกลางป่าพรุ ชาวบ้านได้เลี้ยงสัตว์ ปลูกผัก จับปลา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทึ่ง! หนุ่มวัย 41 ปี ใช้เวลา 17 ปี ขุดคลองด้วยมือเปล่ากลางป่าพรุน้ำน้อย ความยาวประมาณ1 กิโลเมตร จนกลายเป็นหนึ่งในคลองที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ให้ชาวบ้านใช้เลี้ยงสัตว์ ปลูกผักบุ้ง และหาปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค.63 - ที่จังหวัดสงขลา มีเรื่องราวน่าทึ่งของชายคนหนึ่งที่ลงแรงขุดคลองด้วยมือเปล่าความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นเวลานาน 17 ปี ปัจจุบันกลายเป็นที่ทำมาหากินและใช้ประโยชน์ของชาวบ้านทั้งให้ควายกินน้ำ ปลูกผักบุ้งและหาปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชายคนนี้ชื่อ นายจิระศักดิ์ มีสวน อายุ 41 ปี เป็นชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีอาชีพเลี้ยงควายอยู่ในพื้นที่ทุ่งพรุน้ำน้อย หมู่ 2 ต.น้ำน้อย ซึ่งเป็นทุ่งพรุและซับน้ำที่ใหญ่ที่สุดของอ.หาดใหญ่ เนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ และมีคลองอยู่สายหนึ่ง ซึ่งเป็นคลองเล็กๆ กลางทุ่งพรุความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร โดยนายจิระศักดิ์ เป็นผู้ลงทุนลงแรงขุดด้วยมือเปล่าโดยใช้พลั่วเพียงอันเดียวเป็นเครื่องมือทุ่นแรง คลองมีความกว้างประมาณ 10 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร ปัจจุบันมีน้ำขังตลอดทั้งปีและชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ปลูกผักบุ้ง หาปลา และควายได้กินน้ำในคลองเล็กๆสายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิระศักดิ์ เล่าถึงความเป็นมาของคลองที่ตนได้ใช้มือเปล่าขุดขึ้นมาเพียงคนเดียวตลอดระยะเวลา 17 ปี ว่า มีอาชีพเลี้ยงควายอยู่ในทุ่งพรุน้ำน้อยมาทั้งชีวิต เรียกว่าใช้ชีวิตตั้งแต่ตะวันขึ้นจนถึงตะวันตกดินอยู่ที่พรุแห่งนี้มาเกือบทั้งชีวิต และเริ่มลงมือขุดคลองมาเมื่อประมาณปี 2546 เพื่อเชื่อมต่อกับคลองตันและคลองขุด ซึ่งเป็นคลองสายหลักของทุ่งพรุน้ำน้อย และใช้เวลาว่างจากการเลี้ยงควายขุดมาเรื่อยๆตลอดระยะเวลา 17 ปี กระทั่งในปัจจุบนกลายเป็นคลองที่อยู่กลางทุ่งพรุน้ำน้อยที่ใช้เลี้ยงควาย ปลูกผักบุ้ง และชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จนถึงขณะนี้ตนก็ยังขุดลอกคลองแห่งนี้ในช่วงที่คลองตื้นเขินเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจีระศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันคลองที่ตนขุดขึ้นมาเริ่มได้รับผลกระทบจากน้ำเค็มเอ่อล้นจากทะเลสาบสงขลา ทำให้น้ำในคลองเค็ม ผักบุ้ง บัว และหญ้าเหี่ยวเฉาตายและควายก็ไม่สามารถกินน้ำได้ แม้ว่าจะเกิดขึ้นทุกปีแต่ปีนี้มาเร็วจนตั้งรับไม่ทันและเกิดขึ้นยาวนาน ล่าสุดทางอำเภอหาดใหญ่ได้ลงพื้นที่เพื่อหาทางแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อให้สัตว์เลี้ยงมีน้ำกิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58774</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขุดคลอง, จังหวัดสงขลา, ทะเลสาบสงขลา, ทุ่งพรุน้ำน้อย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200303/image_big_5e5e2c0f8bc4f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54778</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2020 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2020 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าทะเลาะเรื่องตั้งชื่อสะพาน&#039;ไพศาล&#039;แนะแนวทางพัฒนาภาคใต้สานเจตนารมณ์&#039;ป๋าเปรม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17ม.ค.63-นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Paisal Puechmongkol มีเนื้อหาดังนี้
อย่าไปเสียเวลาทะเลาะกันเรื่อง การขอให้สร้างสะพานแล้วตั้งชื่อเป็นสะพานจันทร์โอชาเลยครับ
ถ้าเสนอตั้งชื่อแล้วทำได้จริงก็เอาเลย
ผมก็ขอเสนอให้สร้างถนนสาย เชื่อมจากสนามบินหาดใหญ่มาที่ชายทะเลสาบสงขลา
จะให้ตั้งชื่ออย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
ที่บอกว่าอย่าทะเลาะกันเลยเสียเวลาเปล่านั้น เพราะต้องไปดูงบประมาณ ถ้าไม่มีระบุไว้เป็นงบลงทุนในงบประมาณแล้วก็ทำไม่ได้
ต้องเร่งสร้างถนนเชื่อม สนามบินหาดใหญ่มายังชายทะเลสาบสงขลา ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตรเท่านั้น ก็จะทำให้การพัฒนา การลงทุน การค้าขายท่องเที่ยว จังหวัดรอบทะเลสาบสงขลาคือสงขลานครศรีธรรมราชและพัทลุงเฟื่องฟูอย่างแน่นอนและจะเป็นฐานสำคัญที่ค้ำยัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มั่นคงปลอดภัย
เชื่อว่าอีกไม่นานการลงทุนจะหลั่งไหลไปพื้นที่นี้อย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนายไพศาลโพสต์อีกว่า ก่อนอสัญกรรม ป๋าเปรมได้ฝากฝังธุระไว้ประการหนึ่งคือ ให้หานักลงทุน มาลงทุนพัฒนาพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา คือสงขลา นครศรีธรรมราชและพัทลุงให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงมั่งคั่งเพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการค้ำยัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีการพัฒนารุ่งเรืองและมั่งคั่งต่อไป
นี่คือความคิดเชิงยุทธศาสตร์ของป๋าเปรม ชุดสุดท้ายในชีวิตของท่านที่ชาวสงขลา ชาวภาคใต้และชาวไทย พึงร่วมใจกัน ช่วยกันทำให้สำเร็จ
ขอให้พี่น้องประชาชนรอบทะเลสาบสงขลาและพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมทั้งพี่น้องทั่วภาคใต้ ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุน ให้การดำเนินงานเรื่องนี้ก้าวหน้าไปให้ประสบความสำเร็จเถิด
ถ้าทำได้สำเร็จ เรื่องนี้ จะเป็นเหตุปัจจัยสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ซึ่งถูกทอดทิ้งมาช้านานแล้ว
เพราะหลังจากรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย ได้สร้างถนน 4 เลนทั่วภาคใต้แล้วหลังจากนั้นมาก็ไม่มีการพัฒนาอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันเลย
อย่าทำให้พี่น้องประชาชนภาคใต้รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งเป็นอันขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54778</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทะเลสาบสงขลา, นายไพศาล พืชมงคล, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, สะพานจันทร์โอชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc0ca4e2c04f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สทนช. เดินหน้า แก้ไขปัญหาน้ำท่วม-แล้งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อติดตามโครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมเยี่ยมชมการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ โดยชุมชนตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง และการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยชุมชนคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นลุ่มน้ำแห่งเดียวของประเทศไทย ที่มีระบบทะเลสาบแบบลากูน (Lagoon) ขนาดใหญ่ เป็นแอ่งรองรับน้ำจืดที่มาจากน้ำฝน น้ำคลอง และน้ำหลากจากแผ่นดิน รวมทั้งมีน้ำเค็มจากทะเลไหลเข้ามาผสมผสานด้วย มีเนื้อที่ 8,563 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดพัทลุง พื้นที่บางส่วนของอำเภอชะอวดและอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราชและพื้นที่ในจังหวัดสงขลา ยกเว้นอำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย ปัญหาที่สำคัญของทะเลสาบสงขลา ประกอบด้วย 1.ปัญหาด้านน้ำ เช่น น้ำท่วม น้ำแล้ง คุณภาพน้ำ/น้ำเค็ม/น้ำเสีย 2.ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่นปัญหาตะกอน การตื้นเขินของทะเลสาบ การบุกรุกป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์สัตว์น้ำ และ 3.ปัญหาบริหารจัดการ/องค์กรโดยมีความขัดแย้งในพื้นที่ รวมถึงปัญหาด้านกฎระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&amp;ldquo;สทนช. ได้หาแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ที่ควบคู่กับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยทะเลสาบสงขลา มุ่งเน้นการศึกษาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยเป็นหลัก เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ปรับประยุกต์จากการใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบบนลงล่าง (Top&amp;ndash;Down) คือ การกำหนดนโยบายจากหน่วยงานของรัฐ ร่วมกับแนวทางแก้ไขปัญหาแบบล่างขึ้นบน (Bottom&amp;ndash;up) คือ ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย และกระบวนการในการพัฒนาโดยตรง เพื่อให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นทั้งแนวทางการพัฒนา แผนหลัก แผนปฏิบัติการและแนวทางการบริหารจะพิจารณาให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎระเบียบของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งนี้ สทนช. ได้ให้ความสำคัญกับแนวทางแก้ปัญหาและการบริหารจัดการน้ำที่เกิดจากแนวคิดของภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับว่าเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ซึ่งมีบริบทต่างกัน ทำให้อาจต้องปรับรายละเอียดในการแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง เพื่อให้เกิดลักษณะการพัฒนาแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ไม่ใช่การย้ายปัญหาไปจุดอื่น&amp;rdquo; เลขาธิการ สทนช. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;สำหรับ ชุมชนตะโหมด อ.ตะโหมด จ.พัทลุง เป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จในการพยายามพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน ที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรเครือข่ายและประชาชนในพื้นที่ มุ่งพัฒนาพื้นที่
ในชื่อเครือข่าย &amp;ldquo;สภาลานวัดตะโหมด&amp;rdquo; ใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำและป่าโดยชุมชน และมีการวิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไขแบบ Area based เพื่อได้ประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ตรงกับความต้องการในพื้นที่ โดยมีวัดตะโหมดเป็นศูนย์กลางดำเนินกิจกรรม อาทิ กิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ ป้องกันวิกฤตภัยแล้ง โดยนำแนวพระราชดำริเรื่องฝายต้นน้ำลำธารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ เรียกว่า &amp;ldquo;ธนาคารน้ำ&amp;rdquo;ด้วยการเก็บน้ำในรูปแบบฝายชะลอการไหลของน้ำ โดยนำวัสดุธรรมชาติ อาทิ ไม้ ทราย หิน มาปิดกั้นทางน้ำในรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อกักเก็บน้ำ สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนดินและผืนป่า โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากภาครัฐมาดำเนินงาน ส่งผลให้ในพื้นที่ชุมชนสามารถทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง ฝายทำให้น้ำถูกกักเก็บไว้แล้วไหลลงคูคลองได้มากขึ้น และช่วยชะลอน้ำที่เคยไหลบ่าเข้าท่วมชุมชนได้ นอกจากนี้ ชุมชนยังได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์ ส่งผลให้มีหน่วยงานและประชาชนเดินทางมาศึกษาดูงานต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;margin-bottom:3.0pt; text-align:left&quot;&gt;ในส่วนการบริหารจัดการคุณภาพน้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยชุมชนคลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นความร่วมมือกันของภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายจัดการน้ำเสียและขยะของวัดคลองแห ชุมชนคลองแห และเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา เพื่อร่วมจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของคลองอู่ตะเภา ตั้งแต่ต้นน้ำใน อ.สะเดา ที่มีเครือข่ายโรงงานธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการทำงานร่วมกับชุมชนในการเฝ้าระวังและอนุรักษ์คลองอู่ตะเภามาถึงคลองแห ซึ่งเป็นคลองย่อยหนึ่งของคลองอู่ตะเภา ที่เคยประสบปัญหาน้ำเสียและขยะจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เครือข่ายเกิดการรวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและนำมาพัฒนาฟื้นฟูคลองแหให้กลับมาสะอาดและมีสภาพน้ำที่ดีขึ้น โดยนำแนวคิดเรื่องฝายดักขยะมาบริหารจัดการ อีกทั้ง ยังจัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นคุณค่าทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และจากความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในชุมชนคลองแหและเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ทำให้ปัจจุบันคุณภาพน้ำในพื้นที่โดยรอบดีขึ้น ส่งผลให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมชุมชนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รองรับนักท่องเที่ยวในพื้นที่โดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวชาวจีน มาเลเซีย และไทย ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความพยายามร่วมแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำและการบริหารจัดการน้ำของคนในชุมชน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align:left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54498</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์, ทะเลสาบสงขลา, น้ำท่วม, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1d306ebeff9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
