<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2020 21:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลักดันโมเดล &#039;สมุยเกาะแห่งเต่า&#039; สู่นิวนอร์มดูแลสิ่งแวดล้อม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นวลพรรณ ล่ำซำ กงสุลฯ ลิทัวเนีย โฆษกสมาคมร่วมปล่อยปูม้าคืนสู่ทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เกาะสมุยวันนี้ทะเลสงบ ไร้เรือท่องเที่ยว เรือสำราญพานักท่องเที่ยวขึ้นเกาะ ชายหาดเกือบทุกหาดเงียบ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ไม่มีขยะเหมือนที่ผ่านมา ส่วนที่พักโรงแรมกว่าครึ่งยังไม่เปิดให้บริการ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่สิ่งที่ได้รับเป็นการฟื้นตัวของระบบนิเวศ และการกลับมาของแม่เต่าเพื่อวางไข่บนเกาะ นับเป็นเหตุการณ์หายากของเกาะสมุย&amp;nbsp; และเป็นหลักฐานยืนยันว่า เกาะสวรรค์แห่งนี้เคยเป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล สัตว์ทะเลหายาก เสี่ยงสูญพันธุ์ของไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ปลุกกระแสการท่องเที่ยววิถีใหม่ทะเลไทย ล่าสุด สมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ (ประเทศไทย) เลือกพื้นที่สมุยจัดงานครบรอบ 9 ปี กระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของกงสุลกิตติมศักดิ์ในประเทศไทย มีคณะทูตานุทูตจากออสเตรีย อังกฤษ คาซัคสถาน สหรัฐเม็กซิโก นาอูรู นิวซีแลนด์ รัสเซีย สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ ติมอร์-เลสเต อุซเบกิสถาน มัลดีฟส์ และคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ประจำประเทศต่างๆ ร่วมกิจกรรม ณ โรงแรม W เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นำทัพโดย สนั่น อังอุบลกุล กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ในฐานะประธานสมาคมคณะกงสุลฯ เพื่อพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการเซตซีโรการท่องเที่ยวบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และสนับสนุนงบประมาณจำนวน 100,000 บาท ในการทำบ่ออนุบาลเต่าทะเลเกาะสมุยบนที่ดินสาธารณะทางใต้ของเกาะ นอกจากนี้มีสมาคมโรงแรม สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย ร่วมช่วยดูแลทะเลอีกแรง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มอบเงินสนับสนุนทำบ่ออนุบาลเต่าทะเลเกาะสมุยและการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลและชายฝั่งให้กับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นวลพรรณ ล่ำซำ กงสุลฯ ลิทัวเนีย และในฐานะโฆษกสมาคม กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั่วโลก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย การที่คณะทูตานุทูตและคณะกงสุลกิตติมศักดิ์เดินทางมาเกาะสมุยนั้น เป็นโอกาสที่ดีกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของเกาะสมุย อีกทั้งยังช่วยคืนความเชื่อมั่นให้แก่การท่องเที่ยวในประเทศไทยว่า การท่องเที่ยวสมุยปลอดภัย ชวนกันเที่ยวสมุย และเที่ยวสถานที่อื่นๆ ในประเทศไทย เพื่อเศรษฐกิจกลับมาคึกคักอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; คณะกงสุลได้ร่วมกิจกรรมการปล่อยปูม้าคืนสู่ทะเลไทย และมอบเงินสนับสนุนการทำบ่ออนุบาลเต่าทะเลเกาะสมุย รวมถึงการอนุรักษ์ ฟื้นฟู บริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กับ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานสัตว์ทะเลหายากและกรรมการปฏิรูปประเทศ โอกาสนี้อาจารย์ธรณ์บรรยายเรื่องเที่ยวทะเลไทยแบบนิวนอร์มอล เล่างานอนุรักษ์เต่าให้ทูตและกงสุลด้วย นอกจากนี้ คณะทูตานุทูตไปบ้านมะพร้าว หรือ Coconut Museum เรียนรู้เรื่องราวมะพร้าววิถีของคนสมุยที่พึ่งพิงธรรมชาติ เวิร์กช็อปทำขนมโค ขนมพื้นบ้าน ใช้วัตถุดิบมาจากท้องถิ่น ต่อด้วยสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวสีเขียวที่ Nature Samui ชุมชนบ้านพระ เปิดประสบการณ์ทานอาหารที่แตกต่าง ใช้บรรจุภัณฑ์ที่รักษ์โลก ลดขยะ จัดหาวัตถุดิบตามฤดูกาล ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ทุกสถานที่น่าประทับใจ เกาะสมุยแห่งนี้สวยงาม&amp;quot; นวลพรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คณะทูตานุทูตและคณะกงสุลฯ จากทั่วโลกร่วมส่งเสริมท่องเที่ยวนิวนอร์มที่เกาะสมุย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ประธานคณะทำงานสัตว์ทะเลหายากและกรรมการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชายหาดสมุยตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. พบแม่เต่าวางไข่รังแรก จนตอนนี้มีลูกเต่าลงสู่ทะเลมากกว่า 1,018 ตัว มาจาก 4 แม่เต่า และยังมีอีก 2 รังที่เกาะแตนที่ยังไม่ฟัก รวม 21 รัง หาดที่วางไข่มีทั้งเฉวงน้อย แหลมสอ แหลมเสด็จ หาดละไม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งนั้น ในช่วงล็อกดาวน์คนสมุย ชุมชน มีบทบาทสำคัญดูแลไข่เต่า นี่คือจุดแข็งมากๆ และอยากผลักดันโมเดล &amp;quot;เกาะสมุยเกาะเต่าทะเล&amp;quot; ให้เกิดขึ้น เราพบว่าแม่เต่าติดดาวเทียมว่ายน้ำมาจากเกาะคราม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ใช้เวลา 2 สัปดาห์เพื่อวางไข่ในเกาะสมุยเกาะที่เคยเกิด และว่ายกลับอีก 2 สัปดาห์ ถ้าก่อนโควิดคงไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เพราะมีปาร์ตี้บนชายหาด คนยึดหาด เรือลอยแล่นเต็มไปหมด นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; การท่องเที่ยวแบบนิวนอร์มอลคนพูดกันมาก แต่ชัดเจนที่เกาะสมุย แม่เต่ากลับมาวางไข่จากที่หายไป 20 ปี นานจนจำไม่ได้ ข่าวนี้โด่งดังไปทั่วโลก หากเราอยากให้เกาะแห่งนี้เดินบนแนวทางแห่งความยั่งยืน ช่วงฤดูกาลเต่าวางไข่ โรงแรมที่พักบนชายหาดต้องหรี่ไฟ เบาเสียงจากกิจกรรมต่างๆ ลดการรบกวนการขึ้นวางไข่ รวมถึงตั้งศูนย์อนุบาลเต่าทะเลเกาะสมุย ช่วยเหลือเต่าบาดเจ็บ ก่อนส่งต่อหรือปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ บนเกาะแห่งนี้ยังไม่มีศูนย์อนุบาลฯ ซึ่งพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องเต่าได้ด้วย เต่าเป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงสู่การท่องเที่ยววิถีใหม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดึงผู้ประกอบการโรงแรมร่วมสนับสนุนและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ถ้าเฉวงทำได้ ทำไมหาดอื่นๆ จะทำไม่ได้ อีกทั้งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ของสมุยเป็นชาวยุโรป ซึ่งรักสิ่งแวดล้อมมาก จะร่วมมือแน่นอน&amp;quot; ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ปรากฏการณ์แม่เต่าวางไข่บนเกาะสมุย มีลูกเต่านับพันตัวกลับลงสู่ทะเล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปรากฏการณ์เต่าวางไข่บนเกาะสมุย นักวิชาการทางทะเลย้ำว่า ต้องไม่ให้สูญเปล่า กลับไปเป็นเหมือนเดิมจำนวนนักท่องเที่ยวเกินศักยภาพของเกาะ นำไปสู่การจัดการน้ำเสีย ขยะทะเล นิวนอร์มอลเป็นการถอยมาก้าวหนึ่ง ไม่ทำร้ายและเคารพธรรมชาติ สมดุลที่เสียไปจะกลับมาทำให้สมุยสวยงามเหมือน 40 ปีก่อน มั่นใจว่าสมุยมาถูกทางแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากคณะทูตานุทูตและคณะกงสุลฯ มาส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีใหม่แล้ว ได้ร่วมกิจกรรมอนุรักษ์สำคัญบนเกาะสมุย คือ ธนาคารปูม้า คืนปูม้าสู่ทะเลไทย โดยมี ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ บรรยายสถานการณ์ปูม้าอย่างน่าสนใจ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ดร.อมรศักดิ์กล่าวว่า ปี 2562 ประชากรปูม้าที่ จ.สุราษฎร์ธานี ลดลง ชาวประมงพื้นบ้านออกทะเลวางอวน 2-3 วัน จับได้เพียง 8 กิโลกรัม แต่ละปีชาวบ้านได้ปูม้ามาขายเป็นมูลค่า 160,000 บาท ต่อลำ นำมาสู่การทำธนาคารปูม้า เพิ่มจำนวนปูม้า ในพื้นที่เกาะสมุยมีธนาคารปูม้า 5 แห่ง ที่หัวถนน, ละไม, ชุมชนบ้านใต้ ,บ้านหาดสมบูรณ์ เป็นต้น ผลจากทำธนาคารปูม้า จากการสำรวจปีนี้ชาวประมงวางอวน 1-2 วัน ก็กู้อวนได้ จับปูได้มากขึ้น เฉลี่ย 15 กิโลกรัม มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว อีกตัวอย่างหลังตั้งธนาคารปูม้าหาดสมบูรณ์ 1 ปี หลังปล่อยลูกปูกลับทะเลยอดจับได้เพิ่มขึ้น 13 ล้านบาทต่อแหล่งการประมงหน้าบ้าน ชุมชนมีเรือ 73 ลำ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ธนาคารปูม้าบ้านใต้ เกาะสมุย 1 ใน 5 แห่ง ที่นำลูกปูมาร่วมกิจกรรม CSR ครบ 9 ปี สมาคมกงสุลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองภาพรวม ผศ.ดร.อมรศักดิ์บอกว่าปูม้าที่มากขึ้น ประมงท้องถิ่นได้โดยตรง จากนั้นไปสู่เมนูอร่อยตามร้านอาหาร เพิ่มมูลค่า ถ้าปริมาณมากกว่านั้นสามารถแปรรูปเพื่อส่งออกด้วย นอกจากนี้ มีรณรงค์ไม่กินปูไข่นอกกระดอง ไม่จับปูม้าขนาดต่ำกว่า 10 เซนติเมตร เพราะยังไม่ใช่วัยสืบพันธุ์ ผลิตลูกหลาน อีกทั้งใช้กลไกธนาคารปูม้ากระตุ้นท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์แก่ชาวไทยและต่างชาติ แวะมาเที่ยวชุมชน มีกิจกรรม CSR ชวนบริจาคปล่อยปูม้า ซึ่งปูม้า 1 ตัว มีไข่ 1 ล้านฟอง ได้คืนสิ่งมีชีวิตสู่ทะเล ต่อไปจะขยายผลให้แต่ละชุมชนมีเมนูปูม้าที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น มีสตอรี่ชุมชน กระตุ้นรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; สมุยหลังโควิด มหัศจรรย์มาก เกิดการรวมตัวชุมชนและภาคีท้องถิ่นเข้มแข็งขึ้น หากทุกฝ่ายใช้โอกาสนี้ในการเซตซีโร เริ่มกระบวนการท่องเที่ยวใหม่ ดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลเต่า ทำธนาคารปูม้ากระจายให้ทั่ว ตอนนี้มีหลายชุมชนสนใจ จะเกิดความยั่งยืนในภาพรวมบนเกาะสมุย&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผศ.ดร.อมรศักดิ์ย้ำจะใช้ปูม้าเป็นจุดเปลี่ยนการท่องเที่ยวนิวนอร์มอลสมุยให้สำเร็จ ซึ่งในกิจกรรมครั้งเหล่าทูตจากทั่วโลกและกงสุลฯ ก็ได้ร่วมปล่อยลูกปูนับสิบล้านตัวจากธนาคารปูม้าสมุยลงสู่ท้องทะเล เติมเต็มความสมบูรณ์ทะเลประเทศไทย. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทะเลไทย, นสพ.ไทยโพสต์, นิวนอร์มดูแลสิ่งแวดล้อม, บ้านมะพร้าว, ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, มาดามแป้ง, สมาคมกงสุลฯ, เต่าทะเลเกาะสมุย, โรงแรม W เกาะสมุย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200926/image_big_5f6f483bdbde3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75887</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2020 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2020 12:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวประมงพื้นบ้าน จ่อยกพลขึ้นกรุงเทพฯ ติดตาม 14 ข้อเสนอเพื่อการประมงยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค.63 &amp;nbsp;- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เตรียมขึ้นกทม.ยื่นหนังสือติดตามข้อเสนอเพื่อการประมงยั่งยืน 14 ข้อ ระบุว่า ชาวประมงพื้นบ้านจะไม่เลิกประกอบอาชีพทำการประมงที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และประเทศ และเชื่อว่าหากชาวประมงทุกฝ่ายทำการประมงอย่างรับผิดชอบ จะยิ่งทำให้ชาวประมงและคนไทยได้รับประโยชน์ จากทรัพยากรอาหารทะเลไทยได้อย่างยั่งยืนเป็นธรรมได้ &amp;nbsp;แต่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาชาวประมงพื้นบ้าน และการประมงลักษณะไม่ยั่งยืน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รัฐบาลต้องหยุดยั้งการประมงที่ทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน โดยการกำหนด ชนิด ขนาด และสัดส่วน พันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ห้ามทำการประมงช่วงวัยอ่อน เช่น ปลาทู ปลาลัง ปลากุเลา ปลาอินทรี ปลาจาละเม็ด ปลาสาก ปลาหลังเขียว และปูม้า เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ขอให้รัฐบาลออกระเบียบควบคุมการใช้เครื่องมืออวนล้อมจับ, ลดจำนวนของเรือปั่นไฟจับสัตว์น้ำที่ใช้อวนตาถี่ และกำหนดให้เรืออวนลากคู่ทำการประมงในระยะห่างจากชายฝั่งทะเล 15 ไมล์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ขอให้เปลี่ยนการกำหนดโควต้าการจับสัตว์น้ำ จากจำนวนวัน (240 วัน) เป็น ปริมาณน้ำหนักที่แท้จริง เพราะการให้โควต้าเป็นจำนวนวันดังกล่าว เป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่ยั่งยืน-ไม่เป็นธรรมกับชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะในจำนวน 240 วัน เรือประมงขนาดใหญ่ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถจับสัตว์น้ำได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (ความไม่เป็นธรรม คือล่าสุด ปี 2562 กลุ่มประมงพาณิชย์จับสัตว์น้ำไปถึง 1.4 ล้านตัน แต่ชาวประมงพื้นบ้านจับได้แค่ 1.6 แสนตัน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ขอให้สั่งการกรมประมงเปิดเผยข้อมูลสถิติการประมงไทยในรายละเอียด ปริมาณการจับสัตว์น้ำทะเลไทย จากข้อมูล Log Book เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้ร่วมเสนอแนะต่อแผนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำทะเลไทยอย่างเป็นระบบ และโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ขอให้ออกนโยบายห้ามส่งออกผลผลิตปลาป่นจากการประมงไปนอกประเทศ เนื่องจากปลาป่นสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์ที่ผลิตในประเทศไทยนั้น มีปริมาณร้อยละ 18 ของปลาป่นทั้งหมด มีธุรกิจในประเทศยังส่งออกปลาป่นจากการประมง ซึ่งหมายถึง ปล่อยให้เกิดการนำลูกปลาเศรษฐกิจวัยอ่อน ในทะเลเป็นสินค้า ที่ทำลายประโยชน์ของประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ขอให้แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2560 บางส่วน โดยเพิ่ม หมวดว่าด้วย &amp;ldquo;การประมงพื้นบ้าน&amp;rdquo; นำข้อกำหนดเกี่ยวกับการประมงพื้นบ้านอยู่ในหมวดนี้ เพื่อเป็นหลักประกันการจัดการที่แตกต่างกับการประมงพาณิชย์ &amp;nbsp;และให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายประมงส่วนที่กระทบกับวิถีชีวิตการประมงขนาดเล็ก ดังนี้
a. นิยามการประมงพื้นบ้านในมาตรา ๕ ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยแก้จากเดิม ที่นิยาม &amp;ldquo;ประมงพื้นบ้าน&amp;rdquo; ว่าหมายถึง &amp;ldquo;การทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง...&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;...การทำการประมงทะเล...&amp;rdquo; เนื่องจากการประมงพื้นบ้านทำการประมงนอกเขตชายฝั่งด้วยเป็นปกติ หากกำหนดให้ทำเขตชายฝั่งอย่างเดียวจะเป็นการทำลายทรัพยากรมากขึ้น&amp;nbsp;
b. แก้ไขมาตรา 26 ว่าด้วยองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด ที่มีความเกี่ยวโยงกับบทบัญญัติ มาตรา 25 มาตรา 26 และมาตรา 27 โดยควรกำหนดกลไกการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดที่ชัดเจน, ตัดองค์ประกอบ กรรมการโดยตำแหน่ง &amp;ldquo;นายอำเภอ&amp;rdquo; ออก เนื่องจากมีผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่แล้ว และกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง, กำหนดเขตอำนาจของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดครอบคลุมอย่างน้อย 12 ไมล์ทะเล และกำหนดแผนงานที่ชัดเจนในการสนับสนุนผลักดันให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด จัดทำแผนแม่บท การจัดการประมงระดับจังหวัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;c. ยกเลิกบทบัญญัติในมาตรา 34 ที่ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. รัฐควรออกใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านให้ชาวประมงขนาดเล็ก เนื่องจากตั้งแต่มีกฎหมายฉบับใหม่ ชาวประมงพื้นบ้านเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ยังไม่เคยได้รับใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้านเลย และหากออกใบอนุญาตก็จะต้องห้ามทำการประมงนอกเขตชายฝั่ง รวมทั้งควรแยกระบบและวิธีการออกใบอนุญาตแตกต่างจากการประมงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. เร่งจดทะเบียนเรือประมงพื้นบ้าน โดยใช้ระบบการจดทะเบียนเรือประมงสำหรับชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กเป็นการเฉพาะ แยกออกจากระบบที่ดำเนินการกับเรือประมงพาณิชย์ โดยจัดให้มีระเบียบข้อกำหนดการจดทะเบียนเรือและขออนุญาตสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน เนื่องจากวัตถุประสงค์การใช้เรือ ลักษณะของเรือ การใช้งานเครื่องยนต์ และเครื่องมือประมงที่แตกต่างจากเรือประมงพาณิชย์ ( ความไม่เป็นธรรม คือ ผู้ประกอบการประมงพาณิชย์สามารถจดทะเบียนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ ผู้ประกอบการรายย่อย ถูกจำกัดให้จดทะเบียนเรือประมงขนาดเล็กได้ครอบครัวละ 1 ลำ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. ให้จัดตั้งกองทุนประมงพื้นบ้าน และ/หรือ สนับสนุนงบประมาณ การพัฒนาการประมงพื้นบ้านแบบครบวงจร โดยสนับสนุนกองทุนประมงพื้นบ้านลงถึงแต่ละจังหวัด โดยเน้นส่งเสริมตามระดับกิจกรรม ทั้งในด้านต้นทุนการประมง การอนุรักษ์ทรัพยากร, ช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติและกรณีเครื่องมือเสียหายหรือเครื่องมือหายโดยไม่ทราบสาเหตุ, ส่งเสริมนวัตกรรมด้านการตลาด หรือโปรโมทมาตรฐานสัตว์น้ำคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้า (ความไม่เป็นธรรม คือ รัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณแผ่นดินรับซื้อเรือประมงพาณิชย์ หมื่นล้านบาท แต่ มีงบอุดหนุนชุมชนประมงพื้นบ้านทั่วประเทศ ปีละ 16 ล้าน)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. ขอให้รัฐบาลอนุญาตให้ทำการประมงพื้นบ้านในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล ได้ เนื่องจาก ปัจจุบันทุกพื้นที่ทะเลที่ถูกกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ (ฝั่งอันดามันตลอดแนว) เป็นที่ทำการประมงของชาวประมงพื้นบ้านโดยปกติ แต่ข้อกำหนดอุทยานแห่งชาติ ห้ามเก็บหาประโยชน์ทุกชนิด แม้มีกฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ กรมอุทยานก็ยังไม่มีการดำเนินการยกเว้นให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11. ขอให้รัฐบาลทบทวน แหล่งทำการเพาะเลี้ยงในทะเลใหม่ทั้งระบบ &amp;nbsp;โดยการเพาะเลี้ยงชายฝั่งในหลายพื้นที่เป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวประมง แต่มีปัญหาทางด้านกระบวนการ ทำให้ชุมชนเข้าไม่ถึงการอนุญาตตามกฎหมาย พื้นที่เพาะเลี้ยงทางทะเลตกในมือของนายทุน ไม่มีการวางแผนการจัดการพื้นที่ และควรกำหนดพื้นที่เพาะเลี้ยงอย่างมีขอบเขตที่ชัดเจนสำหรับประชาชนในชุมชนอย่างแท้จริง โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่ที่เหมาะสม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12. ขอให้รัฐบาลสนับสนุน ผลผลิตสัตว์น้ำคุณภาพ และระบบรับรองมาตรฐานสัตว์น้ำหลังการจับของชาวประมงพื้นบ้าน โดยควรมีหลักการ 4 ประการ คือ ผู้ผลิตมีความรับผิดชอบทางสังคม เช่น เข้าร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง , ไม่ละเมิดหลักการขั้นพื้นฐานว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และแสดงให้เห็นถึงระบบการจัดการที่มีความเป็นธรรมและชัดเจน, ใช้วิธีการและเครื่องมือที่คำนึงถึงความยั่งยืนของระบบนิเวศ และทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ไม่ใช้วิธีการและเครื่องมือทำประมงแบบทำลายล้างไม่ผิดกฎหมายหรือละเมิดกติกาชุมชน และ สัตว์น้ำผลผลิตมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภคไม่มีการใช้สารเคมีอันตรายทุกชนิด สัตว์น้ำสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสัตว์น้ำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13. ขอให้รัฐบาลจัดตั้ง &amp;ldquo;โรงเรียนชาวประมงยั่งยืน&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพื่อตอบสนองการประมงสมัยใหม่ นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ผสมผสานให้สอดคล้องและสามารถอธิบาย ภูมิปัญญา หลักความเชื่อชุมชน ได้อย่างมีเหตุผล ถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญา อย่างมีหลักวิชาการ มีสถาบันรองรับ สามารถเป็นวิชาชีพหรือหลักสูตรหนึ่งในสังคมไทย โดยให้ผู้นำชาวประมงตัวอย่างเป็นผู้มีส่วนร่วมควบคุมบริหารจัดการ ให้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่เผยแพร่ความรู้การทำประมงพื้นบ้าน หรือประมงพาณิชย์ที่รับผิดชอบ หลักสูตร อาจประกอบด้วย หลักการทำประมงรับผิดชอบ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ กระแสน้ำ กระแสลม ทักษะการจับปลา ฤดูกาลในการทำประมง การต่อเรือประมง ความปลอดภัยกฎหมายและนโยบายการประมง เป็นต้น &amp;nbsp;และมีการรับรองเมื่อจบหลักสูตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14. รัฐบาลต้องยืนยันการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน และรับผิดชอบต่อไป ไม่ควรผ่อนผันเกี่ยวกับการตรวจสอบแหล่งที่มาของผลผลิต เพราะจะเป็นช่องว่างทำให้ปัญหาการประมงแบบทำลายล้างไม่สามารถการควบคุม เกิดเรือประมงสวมทะเบียน, ละเมิดสิทธิแรงงาน และการค้ามนุษย์ กลับมาอีกในประเทศไทย..&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75887</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายเล, ทะเลไทย, บรรจง นะแส, ประมงพื้นบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200829/image_big_5f49e25a04d62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2020 12:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2020 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โตโน่&#039;ดิ่งลงทะเลกับภารกิจวัดใจ เพื่อเป้าหมายอนุรักษ์ทะเลไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันนี้พร้อมแล้ว โตโน่ - ภาคิน คำวิลัยศักดิ์&amp;nbsp; นักร้อง นักแสดงแนวหน้าของเมืองไทย ไอดอลด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและในฐานะทูตแห่งมหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก องค์การสหประชาชาติเพื่อมหาสมุทร (UN Ocean Conference) ได้ดิ่งลงทะเลอ่าวไทย เพื่อปฎิบัติภารกิจสุดท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิต&amp;nbsp; ว่ายน้ำตัวเปล่า ข้าม12 เกาะ สุราษฎร์-สมุย &amp;nbsp;ภายใต้โครงการ ONE MAN &amp;amp; THE SEA หนึ่งคนว่าย หลายคนช่วย พร้อมชวนคนไทยร่วมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์และเครื่องมือแพทย์ช่วยเหลือสัตว์ทะเลและโรงพยาบาลริมชายฝั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการ ONE MAN &amp;amp; THE SEA หนึ่งคนว่าย หลายคนช่วย ของ โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ เป็นโครงการที่ต้องการจุดประกายจิตอนุรักษ์ของคนไทยทั้งประเทศร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และเห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือสัตว์ทะเลที่รอคอย จึงท้าทายตนเองด้วยการ&amp;ldquo;ว่ายน้ำตัวเปล่า ข้าม 12 เกาะ สุราษฎร์ &amp;ndash; สมุย&amp;rdquo; โดยเริ่มต้นว่ายวันที่ 19 มีนาคม โดดลงทะเลจากบริเวณท่าเรือดอนสัก ซึ่งเป็นท่าเรือสำคัญในการเดินทางของนักท่องเที่ยวและประชาชนเพื่อข้ามไปยังเกาะสมุย เกาะพะงัน โดยเส้นทางการว่ายน้ำครั้งนี้จะผ่าน เกาะนกเภา เกาะส้ม เกาะเชือก เกาะพะลวย และไปสิ้นสุดจุดหมายปลายทางที่ เกาะสมุย บริเวณฐานทัพเรือ รวมระยะทาง 82 กิโลเมตร โดยตลอดเส้นทางว่ายล้วนมีความอุดมสมบูรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โตโน่ ภาคิน กล่าวว่า &amp;ldquo;ตลอดเส้นทางที่ตนเองว่ายน้ำ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลหมู่เกาะอ่างทอง เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งอุทยานแห่งนี้ครอบคลุมเกาะกว่า 42 เกาะ ซึ่งจากเกาะนกเภาไปเกาะส้ม เกาะวัง เกาะเชือก เกาะพะลวย นั้นถือว่าระบบนิเวศทางทะเลยังคงอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ซึ่งกิจกรรมการว่ายน้ำครั้งนี้ ขอยืนยันว่า ทะเลเป็นสถานที่ที่จะเชื่อมโยงและเป็นกระบอกเสียงที่ดีที่สุดในการสร้างความตระหนักให้กับทุกคนได้ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลาสติก และตระหนักถึงความสำคัญของระบบนิเวศทางทะเล และสำหรับเป้าหมายการช่วยเหลือสัตว์ทะเลที่ได้รับบาดเจ็บ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจาก สัตว์ทะเล เป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลได้เป็นอย่างดี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้&amp;nbsp; สำหรับเป้าหมายในวันนี้คือจะว่ายจากท่าเรือดอนสักไปให้ใกล้เกาะนกเภามากที่สุด ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร และสำหรับ โครงการ ONE MAN &amp;amp; THE SEA หนึ่งคนว่าย หลายคนช่วย ขณะนี้มียอดบริจาคอยู่ที่ 1,372,841 บาท (ณ วันที่ 19 มี.ค.63) โดยตลอดกิจกรรมการว่าย ขอเชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินและสมทบทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือเครื่องมือแพทย์ เพื่อมอบให้กับศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร จังหวัดภูเก็ต, ส่วนงานช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก จังหวัดระยอง และ&amp;nbsp; ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกาะมันใน จังหวัดระยอง รวมไปถึง โรงพยาบาลริมชายฝั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสามารถบริจาคผ่านทางบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเพชรบุรีตัดใหม่ ชื่อบัญชี: มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ เพื่อโครงการเทใจ (TRRM FOR TAEJAI) เลขบัญชี 043-272833-9 หรือทาง Sms ครั้งละ 25 บาท พิมพ์ T ส่งมาที่ 4545909 (ทุกเครือข่าย) ทั้งนี้สามารถส่งหลักฐานการบริจาค เพื่อขอลดหน่อยภาษีได้ที่ Line @taejaidotcom และสามารถติดตามและให้กำลังใจโตโน่ พร้อมรับชมการว่ายน้ำตลอดกิจกรรมผ่านการ Live สดทาง Facebook แฟนเพจ เก็บรักษ์รวมถึงติดตามรายละเอียดของโครงการได้ทาง Facebook แฟนเพจ เก็บรักษ์ &amp;nbsp;และทาง Instagram เก็บรักษ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60252</URL_LINK>
                <HASHTAG>ONE MAN &amp; THE SEA, UN Ocean Conference, ทะเลไทย, ว่ายน้ำข้าม 12 เกาะ, หนึ่งคนว่าย หลายคนช่วย, โตโน่ ภาคิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200319/image_big_5e72fc1ae0722.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2019 00:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2019 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ทะเลไทย&quot; น่าห่วง 4 กิจกรรมถลุงใช้ทรัพยากร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;การท่องเที่ยว 1 ใน 4 กิจกรรมหลักใช้ประโยชน์ทะเล แนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีตทะเลไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ทว่า ปัจจุบันสัตว์น้ำลดลงไปมากอย่างน่าใจหาย การหาปลาไม่ได้ง่ายแล้ว เพราะประมงไทยต้องแล่นเรือจากฝั่งไปไกลมากขึ้น แล้วยังหนีไปทำสัมปทานจับปลาจากประเทศอื่น หรือล่าสุดกรณีมีการนำเสนอข่าวในโซเชียลมีเดียตั้งข้อสังเกต &amp;quot;ปลาทูในทะเลไทยหายไป&amp;quot; นำมาสู่คำถามมากมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่ยังไม่พูดถึงประเด็นร้อนแรง &amp;quot;ขยะทะเล&amp;quot; ที่ไทยปล่อยลงสู่ทะเลติดอันดับ 6 ของโลก ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ขวดน้ำดื่ม ส่งผลขยะตกค้างชายหาด ป่าชายเลน เต่าทะเลกินขยะพลาสติกตายก็มีให้เห็นเป็นระยะ แล้วยังมีปัญหาไมโครพลาสติกในทะเลที่องค์การอนามัยโลกกำลังจับตา เพราะกระทบต่อสุขภาวะประชาชน ตลอดจนกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามันที่บูมสุดขีด สร้างความเสื่อมโทรมของทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติก&amp;nbsp;สร้างความเสื่อมโทรมทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถานการณ์ทะเลไทยปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดโครงการ &amp;quot;สถานการณ์ทะเลไทยและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;quot; ขึ้น เมื่อวันก่อน ณ เกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้แทนมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม ผู้ประกอบการเกาะทะลุ ไอส์แลนด์ รีสอร์ท และชาวประมงที่คร่ำหวอดจับปลาในอ่าวไทย ตัว ก ร่วมตีแผ่วิกฤติทะเลไทยและแนะทางรอดทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีกิจกรรมการใช้ทะเลที่หลากหลาย ย้อนไปสิบปีก่อนตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจภาคทะเลของไทย 7.5 ล้านล้านบาท แต่จากข้อมูลสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2557 เพิ่มสูงถึง 24 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และมีแนวโน้มมากขึ้นต่อเนื่องในอนาคต แต่ผลประโยชน์ทางทะเลกลับไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทยในสัดส่วนที่ควรจะเป็น และไทยไม่เคยคิดถึงต้นทุนของกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทะเลและชายฝั่งที่แท้จริง ขณะที่ทรัพยากรที่เป็นฐานของกิจกรรมเกิดความเสื่อมโทรมทั้งปริมาณและคุณภาพ เพราะแยกส่วนกิจกรรมใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยจาก &amp;quot;การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย&amp;quot; ที่ ศ.ดร.เผดิมศักดิ์เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว. หรือ สกสว. ในปัจจุบัน ให้ภาพชัดกิจกรรมที่ถลุงใช้ทะเลไทย 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ การขนส่งและพาณิชยนาวี การผลิตพลังงาน การท่องเที่ยว และการประมง จากข้อมูลสรุปว่า ไทยมีแนวโน้มของกิจกรรมการใช้ทะเลเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและรูปแบบ ถ้ายังปล่อยให้ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้น่าเป็นห่วง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปะการัง ฐานทรัพยากรสำคัญ หากเสียหายกระทบนิระบบเวศและการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวว่า การประมงของไทยยิ่งจับปลา จำนวนปลาก็ลดลงเรื่อยๆ รวมถึงขนาดก็เล็กลง ซึ่งเกิดจากการจับปลามากเกินศักยภาพในการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำและเครื่องมือประมงพาณิชย์ที่มีความก้าวหน้า กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามไม่ทัน ขณะที่ประชากรเพิ่มมากขึ้น ความต้องการก็มากขึ้น เรื่องนี้จะแก้ได้ต้องทำประมงเอาคุณภาพมากกว่าปริมาณหรือทำมากได้น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว คนมาดำน้ำดูปะการัง ถ้าไม่ดูแลรักษา เหยียบย่ำปะการังพังเสียหาย เที่ยวแล้วทำลายฐานทรัพยากรจนเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัว จะทำให้ปะการังหมดไป ปลาก็หายไป เพราะปะการังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ดี ผู้ประกอบการก็ต้องพยายามพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่เหมาะสม และรักษาศักยภาพของพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทะเลไทยยังเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูมให้เป็นตลาดการขนส่งทะเลร่วมอาเซียน กองเรือพาณิชย์ทั้งไทยและต่างชาติ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มขึ้น ซ้ำเติมทะเลไทย นักวิชาการจุฬาฯ ระบุว่า จำนวนท่าเทียบเรือที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชายฝั่ง อีกปัญหาที่ไทยละเลยการจัดการน้ำอับเฉาเรือ น้ำอับเฉาเป็นน้ำที่ใช้ปรับจุดศูนย์ถ่วงเรือให้ทรงตัวได้ดี การสูบถ่ายน้ำสร้างปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานสู่ทะเลไทย เราอ้างไม่ได้จัดการ เพราะขาดเทคโนโลยี กระทบนิเวศท้องถิ่น ประมง นี่คือต้นทุนทรัพยากรความหลากหลายทางธรรมชาติที่ไทยสูญเสียไป&amp;nbsp; ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาน้ำอับเฉาเรือ ต้องควบคุมและบังคับใช้จริงจัง อันตรายมากมาย ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะทุกวันนี้การขนส่งไทยยังต้องพึ่งเรือต่างชาติเป็นหลัก เสียรายได้มหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์&amp;nbsp;เยี่ยมชมโครงการปกป้องเต่าทะเลที่เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการผลิตพลังงาน ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ บอกว่า ต้องมีแผนใช้พลังงานทดแทนเชื่อมโยงไปถึงมีทิศทางบริหารจัดการนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ต้องวางแผนรองรับการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมในทะเล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 400 แท่น และอยู่ในทะเลไทยมากกว่า 20-30 ปี เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ มีสิ่งมีชีวิตเกาะติดจำนวนมาก มีปลาว่ายน้ำตามชั้นต่างๆ อาจมีผลประโยชน์ในทะเล จะต้องหาองค์ความรู้ก่อนรื้อถอนเป็นเศษเหล็กเฉยๆ และหาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับมือในอนาคต มีรายงานการศึกษาต่างประเทศระบุว่า แท่นเป็นตัวเชื่อมต่อระบบนิเวศชายฝั่งและนอกชายฝั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปัจจุบันไทยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการ จะต้องปิดรูรั่วทั้ง 4 กิจกรรมใช้ประโยชน์ทางทะเลไทย วางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลในภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพาณิชยนาวีวางจุดยืนของประเทศ พัฒนาระบบขนส่งชายฝั่งให้ดีแทนที่จะยกตัวเองเป็นจุดเชื่อม 2 มหาสมุทร ส่วนการท่องเที่ยวลดกิจกรรมกระทบทรัพยากรโดยตรง ส่วนขยะทะเลทางรอดเสนอแนวคิดเปลี่ยนขยะเป็นเงิน และจัดการขยะตั้งแต่บนบก&amp;quot; วันนี้ต้องสร้างดัชนีชี้วัดที่ยากขึ้น รายงานความสำเร็จฟื้นฟูทะเลไทยต้องไม่ขึ้นกับปริมาณลูกปลาที่ปล่อย ปะการังที่ปลูก วางปะการังเทียมกี่ก้อน ปลูกป่าชายเลนกี่ต้น หรือสร้างเขื่อนกันแนวชายฝั่งความยาวกี่เมตร จะต้องมองผลลัพธ์คือ ระบบนิเวศที่ฟื้นคืนมา สัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น ชาวประมงมีอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ขณะนี้เริ่มพูดถึงดัชนีมหาสมุทรในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ที่ 5 ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วัดตั้งแต่ทะเลกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำที่สะอาด การดูแลชายฝั่ง โอกาสของประมงพื้นบ้าน และมีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยว ต้องรอดูจะนำมาปฏิบัติอย่างไร&amp;quot; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวทางรอดทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฟื้นคืนนิเวศทางทะเล โดยการขยายพันธุ์ปะการังโดยท่อพีวีซีที่เกาะทะลุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เจ้าของเกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท ผู้สืบต่อปณิธานของพ่อ ปรีดา เจริญพักตร์ ในการอนุรักษ์ทะเลไทย และดูแลมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม กล่าวว่า เกาะทะลุเคยมีปะการังที่สมบูรณ์ หลังเจอพายุเกย์ปี 2532 ปะการังถูกพายุหอบขึ้นบก กลายเป็นสุสานปะการังทุกวันนี้ จากนั้นปะการังเสียหายจากการประมง เมื่อเข้าสู่ยุคท่องเที่ยวบูมมาก มีการดำน้ำตื้นดูปะการัง ส่งผลให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ บวกกับเรือขนส่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้า-ออก ระบบนิเวศเสียหาย ที่เกาะทะลุมีรีสอร์ตแห่งเดียว เราทำมาหากินกับธรรมชาติ ก็ต้องพยายามรักษาทรัพยากรทางทะเลเอาไว้ อย่างเรื่องโครงการขยายพันธุ์ปะการังโดยใช้ท่อพีวีซี ทำร่วมกับวีนิไทย เกาะทะลุร่วมปลูก 10,000 กิ่ง จากทั้งหมด 80,000 กิ่งในพื้นที่อ่าวไทย อัตราเติบโตปีละ 10 เซนติเมตร ถือว่าน่าพอใจ ปีนี้จะขยายความร่วมมือต่อไป เพราะฟื้นฟูได้จริง เราปลูกปะการังรอบเกาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ทางรีสอร์ตยังมีกิจกรรม Skin Dive เพื่อฝึกทักษะการทำน้ำเบื้องต้น เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ดำน้ำตื้นให้ถูกวิธี ฝึกการลอยตัว มีสติและเอาตัวรอด เมื่อมีทักษะแล้วกลุ่มคนเหล่านี้จะช่วยแนะนำเพื่อนได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากระบวนการท่องเที่ยวดำน้ำอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายปะการังใต้น้ำ ปัจจุบันตลาด Skin Dive ขยายตัวมากขึ้นด้วย&amp;quot; เผ่าพิพัธกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เจ้าของเกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท&amp;nbsp;และเลขามูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนุ่มเจ้าของเกาะทะลุยังบอกด้วยว่า เมื่อฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง มีการจัดการขยะและรักษาชายหาด เต่ากลับมา เดิมไม่มีรายงาน โดยพบแม่เต่ากระขึ้นทำรังวางไข่บนชายหาดเกาะทะลุปี 2552 เต่ากระเป็นสัตว์ทะเลหายาก เราช่วยดูแลให้รอด อนุบาลเลี้ยงลูกเต่าให้โตแข็งแรง โดยปล่อยกลับสู่ทะเลสำเร็จปี 2554 จนถึงปัจจุบันปล่อยเต่าทะเลไปแล้ว 6,000 ตัว จากแม่เต่า 10 แม่ ซึ่ง จนท.ฝังไมโครชิปที่แม่เต่า ภายใต้โครงการปกป้องอนุรักษ์เต่าทะเล ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปีนี้ก็พบแม่เต่าขึ้นวางไข่ จะมีการเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์เต่า ปัจจุบันที่เกาะทะลุเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในพื้นที่อ่าวไทย เราพยายามขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แม่เต่ากลับมาวางไข่ที่อ่าวเทียน เกาะทะลุ เมื่อวันที่&amp;nbsp; 22 มิ.ย.2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องราวของเกาะทะลุไม่ได้พิเศษกว่าโครงการไหนๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แค่สะท้อนเรื่องการใช้ประโยชน์ทางทะเลและการอนุรักษ์เชื่อมโยงกัน และเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเกิดปัญหาสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงเห็นเป็นรูปธรรมว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน คนในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ทะเลไทยดีขึ้น.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40336</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะทะเล, ทะเลไทย, ปลาทูหายไป, ผลประโยชน์ทางทะเล, มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม, ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์, สกสว., เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์, เกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท, เต่ากระ, เต่าทะเลวางไข่, เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190706/image_big_5d20d1dcd3b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38008</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2019 21:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2019 18:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.ธรณ์&#039;เผย  5 เรื่องดีทะเลไทยในรอบปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.62 - ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;ldquo;Thon Thamrongnawasawat&amp;rdquo; โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#วันทะเลโลก&amp;nbsp;
#5เรื่องดีทะเลไทยในรอบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันทะเลโลกมาถึงอีกครั้ง ผมจึงเลือก 5 เรื่องดีที่มีผลต่อการอนุรักษ์ทะเลมาสรุปให้เพื่อนธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องดีเหล่านี้จัดลำดับโดยผมเอง ไม่คำนึงถึงความดัง แต่ดูจากผลลัพธ์เกิดขึ้นฮะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ฟื้นฟูอ่าวมาหยา/ฝูงฉลาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปิดอ่าวมาหยาและฝูงฉลามที่กลับเข้ามา กลายเป็นข่าวดัง ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย แต่ดังไปทั่วโลก มีข่าวจากหลายประเทศต่อเนื่องจนถึงตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถือเป็นการพลิกโฉมภาพลักษณ์เมืองไทย หลังจากเราถูกมองว่าเป็นประเทศเที่ยวยังไงก็ได้มาหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเลือกเรื่องนี้มาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะการสร้างภาพลักษณ์ในระดับโลก มันยากมากๆ ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องอาศัยจังหวะและความประจวบเหมาะหลายอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีอ่าวมาหยา จะส่งผลต่อการท่องเที่ยว/การอนุรักษ์ทะเลไทยไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สัตว์สงวนทั้งสี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศอย่างเป็นทางการพร้อมกับ พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (2562) ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอย 27 ปีที่ไม่มีการประกาศสัตว์สงวนเพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรผลักดันครั้งนี้ ยังทำให้พบช่องโหว่ของกม. ก่อนได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยในพรบ.ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นอันดับสองเพราะเป็นกฎหมายมีผลต่อไป และเป็นการร่วมมือร่วมใจครั้งใหญ่ของคนไทยในการอนุรักษ์สัตว์ในธรรมชาติครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. หลุด IUU&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วยกันทำมานาน ในที่สุดก็สำเร็จ ผลที่เกิดขึ้นคือสัตว์น้ำในทะเลเริ่มกลับมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญคืองานวิชาการถูกนำมาใช้อย่างที่ควรจะเป็น และเราสามารถควบคุมการใช้ประโยชน์ให้เหมาะสม โดยไม่รุกรานทะเลจนเกินไปครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โรดแมปแบนพลาสติก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครม.มีมติรับทราบโรดแมปแบนพลาสติกหลายชนิด เช่น ถุงบาง หลอด แก้วใช้แล้วทิ้ง ฯลฯ ทำให้การสู้ขยะพลาสติก/ขยะทะเล มีข้ออ้างอิง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเป็นไปได้ตามโรดแมป บอกตามตรงว่ายังไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่ แต่เมื่อมีมติให้อ้าง การผลักดันจะง่ายขึ้นกว่าก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องนี้ยังต้องไปกันอีกนาน มตินี้จึงสำคัญตามความคิดผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ปะการังฟื้นเต็มเกาะยูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเทียบความดัง ยังน้อยกว่าหลายข่าว เช่น เต่ามะเฟือง แต่เลือกเรื่องนี้เป็นอันดับสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะแม่เต่ามาแล้วก็ไป กระตุ้นจิตสำนึกได้เยอะ แต่ไม่ค่อยมีผลต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผิดจากเกาะยูงที่ปะการังฟื้น เราสามารถติดตามต่อได้เรื่อยๆ หากมีเรื่องดีๆ ก็ออกข่าวได้เป็นระยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังสามารถใช้เป็นพื้นที่อ้างอิงสำหรับเหตุผลในการควบคุมดูแลฟื้นฟูทะเลในอนาคตครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อดู 5 เรื่องนี้ บวกกับเรื่องดีๆ ที่เกิดอีกหลายเรื่อง ผมถือว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่คนรักทะเลยิ้มได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทว่า...ไม่มีปัญหาเลย มันก็กระไรอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาสาหัสในมุมมองผมคือน้ำเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลที่ได้รับทราบคือใน 5 ปี มีน้ำเสียเข้าระบบบำบัดเพิ่มขึ้นแค่ 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวลามีข่าวน้ำเสีย ผมแทบไม่แชร์ไม่ให้ความเห็น เพราะรู้ดีว่า หากเราไม่รื้อระบบแบบพลิกฟ้าสะเทือนดิน ก็คงทำอะไรไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้าย ผมหวังว่า ในรอบปีหน้า จะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เรื่องดีที่สุดในความคิดผม คงไม่พ้น คนไทยรักทะเลมากขึ้นกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นแหละคือหัวใจของความสำเร็จทั้งมวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะฉะนั้น เริ่มต้นจากวันนี้ วันทะเลโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วยกันส่งยิ้มหวานและทำเรื่องดีๆ ให้ท้องทะเลนะครับ ? ? ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38008</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทะเลไทย, ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190608/image_big_5cfb9a403f7aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2019 13:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2019 12:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อยากรู้คำตอบจริงๆ!สมาคมรักษ์ทะเลไทย ถามลั่น80เสียงส้มหวานจะแก้ปัญหาวิกฤติทะเลไทยอย่างไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;บรรจง นะแส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.62 - นายบรรจง นะแส &amp;nbsp;นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝากถามคุณธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ 6 เรื่องครับ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ปัญหาวิกฤติทะเลไทยที่มีภาวะการทำประมงเกินศักยการผลิตของทะเล(Over Fiishing)ทางพรรคมีแนวทางในการแก้ไขอย่างไร/ใช้ระยะเวลาประมาณกี่ปี???&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ปัญหาการทำประมงด้วยเครื่องมือทำการประมงแบบทำลายล้างโดยเฉพาะเรือปั่นไฟและเรืออวนลาก ที่เป็นสาเหตุของการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนและทำลายห่วงโซ่อาหารที่รุนแรง ท่านมีวิธีการใดบ้างที่จะแก้ไขปัญหานี้?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับธุรกิจต่อเนื่องจากการทำประมงอวนลากคือปลาป่น(by catch)ที่มีส่วนทำให้อาชีพประมงพื้นบ้านลำบากแต่ก็ทำรายได้ให้กับรัฐบาล?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.แนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรทะเลให้ยั่งยืน ตามข้อตกลงSDGข้อ14 ท่านคิดว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างครับ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.กรณีพรก.ประมง2558ท่านคิดว่าจะต้องแก้ไขไหม?ถ้าจะแก้มีประเด็นอะไรบ้าง?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.กรณีมาตรการ iuu fishing ของอียู มีประเด็นไหนที่ท่านคิดว่าจะต้องแก้ไข/หรือยกเลิก?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากรู้คำตอบจริงๆนะครับ วันที่31นี้ถ้ามีการไลด์สด กรุณาแท็กผมมาด้วยนะครับจะตั้งใจฟังคำตอบ #พรรคอนาคตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพสต์ของนายบรรจง มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า &amp;quot;มันขึ้นอยู่กับว่าพรรคเขาได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ได้เป็นด้วยนี่ครับพี่&amp;quot;&amp;nbsp; โดยนายบรรจง ตอบกลับไปว่า &amp;quot;ใช่ครับ แต่ 80 เสียงในสภาแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็ทำอะไรได้เยอะครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37118</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทะเลไทย, บรรจง นะแส, ประมง, ปลา, สัตว์น้ำ, อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190529/image_big_5cee1c78b9d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
