<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113882</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 18:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รุ้ง&#039; เรียกร้อง ยธ. คัดกรองโควิดก่อนส่งผู้ต้องหาเข้าเรือนจำ-ทัณฑสถาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค. 64 -&amp;nbsp;ที่กระทรวงยุติธรรม(ยธ.)&amp;nbsp;กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นำโดย น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง พร้อมด้วยหน่วยปฐมพยาบาลภาคสนาม Fist aid volunteer 53 เข้ายื่นหนังสือ โดยมี นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รับหนังสือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหนังสือกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม มีข้อเรียกร้องให้มีการตรวจคัดกรองผู้ต้องหาก่อนเข้าเรือนจำ และทัณฑสถานทุกกรณี พร้อมทั้งออกเอกสารรับรองโควิดให้กับผู้ต้องขังแรกเข้า เพื่อให้ญาติสามารถเผยแพร่ได้ และหากตรวจพบเชื้อให้รีบนำตัวออกไปรักษาที่อื่นทันที , ให้คัดแยกกลุ่มเสี่ยงเพื่อเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเป็นกรณีพิเศษ , มาตรการป้องกันโควิดในเรือนจำและทัณฑสถานต้องเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับหลักสากล ตามองค์กรอนามัยโลก , เรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งต้องมีการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันให้เพียงพอต่อความต้องการ , &amp;nbsp;จัดหาวัคซีนให้เจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังอย่างทั่วถึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือนจำต้องเปิดเผยข้อมูลสุขภาพให้ทนาย ญาติผู้ต้องขังได้รับทราบห้ามปิดบัง , กรณีติดเชื้อโควิดต้องให้ญาตินำตัวออกไปรักษาในสถานพยาบาลอื่นได้ , &amp;nbsp;ราชทัณฑ์ต้องตรวจหาเชื้อโควิดทุก 3 วัน เพื่อป้องกันเชื้อจากเจ้าหน้าที่ , ศาลจะต้องทำตามมาตรการลดความแออัดในเรือนจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัลลภ กล่าวว่า ยินดีที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เห็นความสำคัญและความปลอดภัยของผู้ต้องขังโดยไม่แยกแยะว่าเป็นผู้ต้องขังประเภทใดรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของเรือนจำ ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้มีการจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายในสถานที่ควบคุมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม (ศบค.ยธ.) โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ขึ้นมากำกับติดตามเรื่องนี้ขึ้นโดยเฉพาะ และกรมราชทัณฑ์ได้สั่งการให้เรือนจำทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐานเรือนจำสีขาวในการป้องกันการติดเชื้อโควิด โดยกำหนดมาตรการสำหรับเรือนจำในแดนแรกรับ ซึ่งดำเนินการอย่างเคร่งครัด เช่น กักตัวอย่างน้อย 21 วัน และตรวจคัดกรอง PCR อย่างน้อย 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีกระบวนการรักษา การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์และวัคซีน และการปล่อยตัวผู้พ้นโทษ พร้อมกำหนดคู่มือการปฏิบัติงานให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบและปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมยืนยันว่าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีการเพิ่มศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย ตามมาตรฐานการรักษากระทรวงสาธารณสุข นอกจากดูแลผู้ป่วยเรือนจำทั้ง 7 แห่งในกทม.แล้ว ยังรองรับผู้ป่วยต่างจังหวัดเพื่อแบ่งเบาภาระโรงพยาบาลภายนอกด้วย เราคำนึงถึงประโยชน์ผู้ป่วยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์มีเป้าหมายลดการสูญเสียให้น้อยที่สุดยังจะเห็นได้จากอัตราการสูญเสียต่ำเมื่อเทียบกับภายนอก และศักยภาพของฑัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยระดับสีเขียว เหลือง แดง ซึ่งเรามียา ครุภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ตามแนวทางการรักษาโดยกรมควบคุมโรคครบถ้วนเพียงพอ ส่วนกรณีการส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาโรงพยาบาลภายนอก แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาจากศักยภาพของโรงพยาบาล และอาการของผู้ป่วยเป็นหลัก&amp;quot; นายวัลลภ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113882</URL_LINK>
                <HASHTAG>covid19, กระทรวงยุติธรรม, ทัณฑสถาน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e418a4c8dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ราชทัณฑ์&#039;กลับมาพีค!ยอดติดเชื้อใหม่1,015ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค.64 &amp;nbsp;- นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ &amp;nbsp;เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน ว่า ข้อมูล ณ วันที่ 20 ก.ค. 2564 เวลา 16.00 น. พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,049 ราย (พบในเรือนจำสีแดง 1,015 ราย และพบในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 34 ราย) หายป่วยเพิ่ม 95 ราย รวมยังมีผู้ต้องขังติดเชื้อที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 3,824 ราย และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตต่อเนื่องเป็นวันที่ 11&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอายุตม์ กล่าวว่า วันนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อแตะหลักพันครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ซึ่งเกิดจากการเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุก เพื่อคัดแยกเรือนจำสีขาวที่ปลอดเชื้อและเรือนจำสีแดงที่แพร่ระบาดให้ชัดเจน อันจะเป็นประโยชน์ในด้านการควบคุมโรค และเพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการรักษาโดยเร็ว ทั้งนี้ เป้าหมายหลัก คือ ลดความรุนแรงของโรค ลดจำนวนผู้ป่วยหนัก และลดอัตราการเสียชีวิต โดยพบว่าปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อกลุ่มสีเขียวประมาณ 81.4% เมื่อได้รับการดูแลรักษาและให้ยาฟ้าละลายโจร จะสามารถหายได้ในระยะเวลา 14 วัน ขณะที่กลุ่มสีเหลืองมี 17.9% และสีแดง 0.7% โดยมีผู้ป่วยที่รักษาหายสะสมแล้ว 36,615 ราย หรือ 89.7% ของผู้ติดเชื้อสะสม 40,821 ราย และมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.1% ของผู้ติดเชื้อสะสมทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอายุตม์ เสริมต่อว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อภายนอกที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กรมราชทัณฑ์ ได้ยกระดับการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้ออย่างเคร่งครัด นอกจากการตรวจเชื้อก่อนและกักโรคผู้ต้องขังเข้าใหม่ตามระบบแล้ว ยังป้องกันเชื้อที่อาจติดผ่านเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จึงได้จัดการปฏิบัติหน้าที่ออกเป็นชุดๆ เพื่อแต่ละชุดจะได้ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นระยะเวลา &amp;nbsp;7 วันติดต่อกัน และหมุนเวียนสลับกันตามจำนวนของบุคลากรในเรือนจำแต่ละแห่ง โดยระหว่างการพักเวร ห้ามออกนอกพื้นที่หรือเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงโดยเด็ดขาด ตลอดจนมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาด การปฏิบัติตามมาตรการ D-M-H-T และการป้องกันเชื้อโรคจากการสัมผัสสิ่งของโดยต้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในทุกขั้นตอนแบบ 100% ซึ่งกรมราชทัณฑ์เชื่อมั่นว่าการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้ จะสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อในเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ ยังเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนในผู้ต้องขังเพื่อป้องกัน และลดความรุนแรงของโรค โดยได้ดำเนินการฉีดวัคซีนไปแล้ว เข็มที่ 1 จำนวน 53,554 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 51,581 ราย รวม 105,135 โดส ทั้งจากที่ได้รับจากกรมควบคุมโรค วัคซีนพระราชทาน และจากแหล่งอื่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานขอรับวัคซีนเพิ่มเติมเพื่อเร่งฉีดแก่ผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเรือนจำสีขาวที่ไม่พบการระบาดในพื้นที่สีแดง ก่อนจะกระจายจนครบทุกราย ตามแผนการฉีดวัคซีนของประชาชนทั่วไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110565</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทัณฑสถาน, นายอายุตม์ สินธพพันธุ์, อธิบดีกรมราชทัณฑ์, เรือนจำ, โควิด-19, ไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210521/image_big_60a795883e5f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมศักดิ์&#039;พลิกวิกฤติเป็นโอกาสเปลี่ยนเรือนจำเป็นคลังสมุนไพรสำรองแบบพึ่งพาตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ก.ค.64 - นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน ยาฟ้าทะลายโจรให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่สถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้ประชาชนและสังคมตื่นตัวกับการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ&amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรมได้เล็งเห็นศักยภาพจึงได้ตั้งคณะทำงานส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรในเรือนจำและทัณฑสถาน&amp;nbsp; เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส&amp;nbsp; เนื่องจากเรือนจำทั่วประเทศ ยังมีพื้นที่เหลือใช้ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ประกอบกับเป็นการส่งเสริมพัฒนาผู้ต้องขังทั่วประเทศได้ฝึกอาชีพ และสามารถนำความรู้ในการปลูกพืชสมุนไพรไปต่อยอดเป็นอาชีพหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการคืนคนดีสู่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ ฟ้าทลายโจร รวมถึงสมุนไพร ต่าง ๆ ถือเป็นพืชทางเศรษฐกิจ ที่ไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ ตนจึงผลักดันและเร่งปลูกให้มีผลผลิตไม่ขาดตลาด เพื่อเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง ทดแทนการนำเข้า ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมเรือนจำหรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทัณฑสถานเป็นคลังสมุนไพรสำรอง ตามโครงการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และยังสามารถใช้ได้ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยประสานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อพิจารณาแผนรองรับด้านการตลาดอย่างสมบูรณ์ต่อไป รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นประโยชน์กับสังคมภายนอกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฟ้าทะลายโจร เป็นยาสมุนไพร ประจำบ้าน แก้หวัด แก้เจ็บคอ ผมได้ฟังจากกรมการแพทย์แผนไทยว่าสามารถป้องกันโควิด-19 ได้ และรายงานต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 (ศบค.) ว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบและให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เรือนจำที่มีความพร้อมได้เตรียมหน้าดินสำหรับเพาะปลูกแล้ว อีกไม่นานจะลงเมล็ดได้ โดยเฉพาะสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่สำคัญสำหรับสถานการณ์โควิด คาดว่าอีกประมาณ 3 เดือน ราชทัณฑ์จะเป็นคลังสำรองของสมุนไพรได้&amp;quot; นายสมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน ซึ่งมีรัฐมนตรีอีกหลายท่านประกาศไม่รับเงินเดือนด้วย ซึ่งตนก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ขอรับเงินเดือนด้วยเช่นกัน เพื่อนำเงินในส่วนนี้ไปช่วยเหลือประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109152</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, ทัณฑสถาน, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, ฟ้าทะลายโจร, ศาสตร์พระราชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7fdd8b6581.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดแอฟริกาใต้เข้าไทย ถล่มคลัสเตอร์นราธิวาส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศบค.เผยพบผู้ติดเชื้อใหม่ 3,052 ราย ตายเพิ่ม 24 ราย &amp;ldquo;ตชด.&amp;rdquo; จัดพื้นที่พักกลุ่มหลบหนีเข้าเมืองไม่ให้เข้าชั้นใน ขณะที่ กทม.ยังพบผู้ป่วยเกินพันคน ทัณฑสถานแจง มีผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่จำนวน 523 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,052 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,406 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 1,924 ราย จากการค้นหาเชิงรุก 482 ราย อยู่ในเรือนจำ 605 ราย และเดินทางมาจากต่างประเทศ 41 ราย ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 126,118 ราย ผู้ป่วยหายเพิ่ม 2,900 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอดผู้หายป่วยสะสม 82,404 ราย อยู่ระหว่างรักษา 42,955 ราย อาการหนัก 1,216 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 409 ราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 24 ราย เป็นชาย 12 ราย หญิง 12 ราย อยู่ใน กทม. 13 ราย สมุทรปราการ 3 ราย เชียงใหม่และราชบุรี 2 ราย นนทบุรี สุราษฎร์ธานี ยโสธร นครนายก จังหวัดละ 1 ราย ส่วนใหญ่เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน และเป็นหญิงตั้งครรภ์ 1 ราย ทำให้มียอดเสียชีวิตสะสม 759 ราย ขณะที่ในสถานการณ์โลกมีผู้ติดเชื้อสะสม 166,467,940 ราย เสียชีวิตสะสม 3,457,619 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับผู้เดินทางจากต่างประเทศที่ติดเชื้อโควิดวันนี้มีจากกัมพูชาถึง 35 ราย เป็นผู้เดินทางเข้าด่านพรมแดนอย่างถูกกฎหมาย เราจะดูแลอย่างดี แต่ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีการรายงานคนลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายถึง 191 คน จากเมียนมา 65 คน ลาว 19 คน กัมพูชา 64 คน แม้เราจะขอให้เข้าทางช่องทางถูกต้องแต่ไม่รู้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะไปถึงคนที่จะลักลอบเข้ามาหรือไม่ ขอให้มั่นใจฝ่ายความมั่นคงจะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า นอกจากผู้ที่สามารถจับกุมได้แล้วมีผู้ที่ไม่สามารถจับกุมได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ แต่เราจะพยายามกวาดล้างจับกุมให้ได้ โดยบุคคลเหล่านี้จะมีการวางระบบไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ชั้นใน โดยกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) มีการจัดตั้งสถานที่กักกันรูปแบบเฉพาะองค์กรแล้ว 5 จุด คือที่จังหวัดกาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และตาก 3 จุด หลังจากนี้จะมีการเปิดเพิ่มหลายแห่งทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบค.เผยว่า สำหรับจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมมากที่สุด 5 จังหวัดแรกคือ กทม. 1,191 ราย เพชรบุรี 437 ราย นนทบุรี 99 ราย สมุทรปราการ 94 และชลบุรี 71 ราย โดยการระบาดที่พบในจังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงขึ้นนั้น ใน จ.เพชรบุรีมีการระบาดในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชลบุรีระบาดในโรงงานผลิตสายไฟและตลาดใหม่ ขณะที่วันเดียวกันนี้มีถึง 20 จังหวัดที่ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม ประกอบด้วย นครสวรรค์ พิษณุโลก ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ ตราด สุโขทัย กาฬสิน พะเยา สิงห์บุรี เลย อุตรดิตถ์ แพร่ ชัยนาท หนองคาย พังงา แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ หนองบัวลำภูและมุกดาหาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การระบาดในพื้นที่ กทม.นั้นจะเห็นว่ากราฟยังขึ้นสูงอยู่ เราอยู่ในสภาวะที่ยังไม่น่าไว้วางใจ จะเป็นสายพันธุ์ใหม่หรือเก่า แต่การติดเชื้อที่แพร่กระจายโดยเร็วประชาชนต้องตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตระหนก เพื่อควบคุมการติดเชื้อ ทุกท่านต้องช่วยกัน เราอยู่ในสังคมเดียวกัน โดยเฉพาะ กทม.ที่มีความแออัด จึงไม่แปลกที่จะเห็นกราฟเช่นนี้ และหากดูเป็นจำนวนคลัสเตอร์ ขณะนี้มีคลัสเตอร์ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการควบคุมโรค 30 คลัสเตอร์ ดูทิศทางยังทะแยงขึ้น โดยคลัสเตอร์ใหม่วันนี้คือแคมป์คนงานทั้งสิ้น กระจายในเขตคลองเตย ห้วยขวาง บางคอแหลม ปทุมวัน และบางรัก จึงมอบหมายให้ กทม.บูรณาการข้อมูลเหล่านี้อย่างละเอียดขณะที่จำนวนเขตที่มีคลัสเตอร์เหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน อยู่ที่ 24 เขต ประมาณครึ่งหนึ่งของ กทม. เขตที่เหลือที่ไม่ใช่การติดเชื้อเป็นกลุ่มใหญ่ก็ขอให้ระมัดระวัง
พบใหม่ 6 คลัสเตอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อไปว่า และขณะนี้ยังมีการคิดถึงการนำส่งผู้ติดเชื้อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ โดยแบ่งพื้นที่ กทม.ออกเป็น 6 โซน คือ โรงพยาบาลที่ดูแล กทม.โซนเหนือ จะเป็นโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โซนตะวันออก โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โซนใต้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โซนธนบุรีใต้ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ธนบุรีเหนือ โรงพยาบาลศิริราช และ กทม.กลาง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และโรงพยาบาลราชวิถี กันไว้สำหรับผู้ป่วยสีเหลือง สีแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการค้นหาเชิงรุกในชุมชนเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ตัวเลขที่น่าสนใจคือพื้นที่ตลาดบางกะปิ ที่ตรวจหาเชื้อ 845 คน พบเชื้อ 137 คน คิดเป็น 16.21 เปอร์เซ็นต์ จึงขอให้คนที่อยู่โดยรอบตลาดให้ความร่วมมือทีมสอบสวนโรค และต้องสวมหน้ากากตลอดเวลา ส่วนคลัสเตอร์ที่ต้องมีการเฝ้าระวังมีทั้งหมด 28 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มเฝ้าระวังสูงสุด 20 คลัสเตอร์ กลุ่มเฝ้าระวัง 2 คลัสเตอร์ และที่พบใหม่ 6 คลัสเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นแคมป์คนงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงการระบาดในกลุ่มแรงงานต่างด้าว มีการตรวจหาเชื้อในกลุ่มคนเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน นพ.ทวีศิลป์ตอบว่า แรงงานต่างด้าวมีทั้งที่เข้ามาอย่างถูกต้องและไม่ถูกต้อง นโยบายของนายกรัฐมนตรีมีมาตั้งแต่ก่อนการระบาดระลอก 3 ว่า ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยต้องได้รับการตรวจและดูแลเหมือนกันทั้งหมด จึงขอให้ทั้งประชาชนคนไทย แรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงถ้าต้องการตรวจหาเชื้อให้เดินไปที่หน่วยตรวจหาเชื้อใกล้ท่าน เขาจะดูแลให้ ผู้ประกอบการเองก็ต้องรับผิดชอบคนงานที่พวกท่านนำพามา ถ้าแบ่งเบาภาระการตรวจตรงนี้ได้ก็ขอขอบคุณ แต่ถ้าไม่ได้ก็แจ้ง รัฐจะดูแล ส่วนภาครัฐเองก็ไม่ต้องกังวลในเรื่องของงบประมาณ เพราะนายกฯ ได้จัดสรรในส่วนนี้ไว้ให้แล้ว ยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ของคนที่อยู่ในประเทศไทยต้องได้รับการดูแลอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถานว่า มีผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 523 คน รักษาหายแล้ว 218 คน รวมผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการรักษา 14,348 คน&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้เรือนจำและทัณฑสถานที่พบผู้ติดเชื้อมีทั้งหมด 12 แห่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีผู้ต้องขังที่ได้รับการตรวจเชื้อแล้ว จำนวน 37,288 คน มีเรือนจำที่ตรวจครบ 100 เปอร์เซ็นต์เพิ่มอีก 1 แห่ง คือ เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา ส่วนเรือนจำอื่นๆ ที่ตรวจครบแล้ว ยังมีการตรวจหาเชื้อซ้ำทุก 7 วันในกลุ่มที่ยังไม่พบเชื้อ รวมถึงการตรวจหาเชื้อในผู้ต้องขังเรือนจำอื่นๆ และผู้ต้องขังเข้าใหม่ทุกรายจนกว่าสถานการณ์จะปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้กรมราชทัณฑ์ได้มอบหมายให้ศูนย์ CARE ประจำเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง รับผิดชอบในการประสานงานรวบรวมข้อมูลของผู้ต้องขังที่ติดเชื้อ และแจ้งให้ญาติผู้ต้องขังทราบเป็นการเฉพาะราย พร้อมทั้งแจ้งความคืบหน้าการรักษาและอาการป่วยของผู้ต้องขังให้ญาติทราบผ่านทางโทรศัพท์ หรือช่องทางการสื่อสารอื่นใดที่ได้แจ้งไว้ เพื่อบรรเทาความห่วงใยของญาติผู้ต้องขัง ทั้งนี้การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้ต้องขังก่อนเสมอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยจากหลายสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งรวมตัวในนามกลุ่ม COVID-19 Network Investigations หรือ CONI เพื่อหยุดยั้งการระบาดของโควิด-19 ด้วยข้อมูลระดับจีโนม ที่ได้รับการประสานจากกระทรวงสาธารณสุขให้ร่วมสืบสวนโรคจากคลัสเตอร์ในอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งได้รับข้อมูลว่าอาจเป็นคลัสเตอร์ติดเชื้อต่อเนื่องในประเทศไทยจากผู้ลักลอบเข้าเมือง ล่าสุดได้รายงานผลการตรวจสอบพบว่า เป็นสายพันธุ์แอฟริกาใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้จัดเก็บชุดตัวอย่างกลุ่มนี้ ก่อนส่งต่อให้ CONI ถอดรหัสพันธุกรรม เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ซึ่งผลการถอดรหัสพันธุกรรมระดับจีโนมพบว่าเป็นเชื้อสายตระกูล B.1.351 หรือสายพันธุ์แอฟริกาใต้ และได้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขในระดับภูมิภาคและระดับชาติแล้ว เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการสื่อสารกับประชาชนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่ม CONI ระบุด้วยว่า เชื้อสายตระกูล B.1.351 มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งที่คาดว่ามีผลกระทบต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์ต่อไวรัส และลดประสิทธิภาพการทำงานของวัคซีน แต่ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนจะใช้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มอัตราส่วนผู้ได้รับวัคซีนให้สูงขึ้นเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103837</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, จัดพื้นที่พักกลุ่มหลบหนีเข้าเมือง, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด, ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19, ทัณฑสถาน, ผู้ติดเชื้อใหม่, ศบค., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หลบหนีเข้าเมือง, โควิด, โควิด 19, โควิด-19, โควิดแอฟริกาใต้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a857d073510.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2020 16:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2020 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอาญาแจงตรวจบุคคล150ราย ไม่พบเชื้อจากเหตุติดต่อใกล้ชิดจำเลยติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ก.ย.63- ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ออกเอกสารข่าวระบุว่า กรณีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 ศาลอาญาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในทัณฑสถานพิเศษกลาง&amp;nbsp;โดยบุคคลดังกล่าวได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ศาลอาญาในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 และเข้ารับการกักตัวในห้องแยกโรคก่อนส่งเข้าทัณฑสถานพิเศษกลาง&amp;nbsp;ตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้น ศาลอาญาได้ตรวจสอบส่วนงานที่ผู้ติดเชื้อมาติดต่อในวันดังกล่าวทั้งหมด เช่น งานตรวจร่างกายและวัตถุก่อนเข้าอาคารศาลอาญา งานประชาสัมพันธ์ งานหน้าบัลลังก์ ผู้พิพากษาและผู้ช่วยผู้พิพากษาในบัลลังก์ดังกล่าว งานควบคุมผู้ต้องขัง เป็นต้น เพื่อคัดแยกและกักตัวบุคคลที่สัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อออกจากส่วนงานอื่น จากนั้นแจ้งกรมควบคุมโรคและสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง เพื่อนำรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยพระราชทาน (BIOSAFETY MOBILE UNIT) มาเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp; (COVID-19) ซึ่งจะทำให้ทราบผลการตรวจภายใน 24 ชั่วโมง จากการตรวจเชื้อบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย จำนวน 150 ราย ปรากฏว่าไม่พบการติดเชื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ศาลอาญาได้ออกข้อกำหนดและมาตรการป้องกันการติดเชื้อโรคตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขและได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โดยกำหนดให้ทุกคนที่เข้ามาในอาคารศาลอาญาต้องสวมหน้ากากอนามัย ผ่านการวัดอุณหภูมิร่างกาย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมถึงการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลในบริเวณศาล นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีลิฟต์สัมผัสมาให้บริการเพื่อลดการสัมผัสกับวัตถุโดยตรง อันจะทำให้โอกาสในการติดเชื้อโรคลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76480</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, ทัณฑสถาน, ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด, ศาลอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5df9b219c7c49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอาญาแจงตรวจบุคคล150ราย ไม่พบเชื้อจากเหตุติดต่อใกล้ชิดจำเลยติดโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 ก.ย.63- ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ออกเอกสารข่าวระบุว่า กรณีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 ศาลอาญาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในทัณฑสถานพิเศษกรุงเทพมหานคร โดยบุคคลดังกล่าวได้มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ศาลอาญาในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 และเข้ารับการกักตัวในห้องแยกโรคก่อนส่งเข้าทัณฑสถานพิเศษกรุงเทพมหานคร ตามนโยบายของกรมราชทัณฑ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้น ศาลอาญาได้ตรวจสอบส่วนงานที่ผู้ติดเชื้อมาติดต่อในวันดังกล่าวทั้งหมด เช่น งานตรวจร่างกายและวัตถุก่อนเข้าอาคารศาลอาญา งานประชาสัมพันธ์ งานหน้าบัลลังก์ ผู้พิพากษาและผู้ช่วยผู้พิพากษาในบัลลังก์ดังกล่าว งานควบคุมผู้ต้องขัง เป็นต้น เพื่อคัดแยกและกักตัวบุคคลที่สัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อออกจากส่วนงานอื่น จากนั้นแจ้งกรมควบคุมโรคและสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง เพื่อนำรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยพระราชทาน (BIOSAFETY MOBILE UNIT) มาเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา 2019&amp;nbsp; (COVID-19) ซึ่งจะทำให้ทราบผลการตรวจภายใน 24 ชั่วโมง จากการตรวจเชื้อบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย จำนวน 150 ราย ปรากฏว่าไม่พบการติดเชื้อ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ศาลอาญาได้ออกข้อกำหนดและมาตรการป้องกันการติดเชื้อโรคตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขและได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด โดยกำหนดให้ทุกคนที่เข้ามาในอาคารศาลอาญาต้องสวมหน้ากากอนามัย ผ่านการวัดอุณหภูมิร่างกาย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ รวมถึงการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคลในบริเวณศาล นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีลิฟต์สัมผัสมาให้บริการเพื่อลดการสัมผัสกับวัตถุโดยตรง อันจะทำให้โอกาสในการติดเชื้อโรคลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76478</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมราชทัณฑ์, ติดเชื้อไวรัสโควิด-19, ทัณฑสถาน, ศาลอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5df9b219c7c49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2018 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2018 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แม่การะเกดฟีเวอร์! สาวปทุมฯ แต่งชุดไทยยิงปืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มี.ค.2561 &amp;ndash; กระแสละครเรื่องบุพเพสันนิวาสยังคงฟีเวอร์แรงไม่มีตก ล่าสุดที่สนามยิงปืนภูมิไพลิน หมู่ 4 ต.คลอง4 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี กลุ่มสาวๆ นักนิยมอาวุธปืนพร้อมใจกันแต่งชุดไทยไปสนามซ้อมยิงปืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.แพรทอง ผ่องใส ข้าราชการชุดปฏิบัติการพิเศษ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิงจังหวัดปทุมธานี บอกว่า ได้นัดเพื่อนๆ น้องๆ ใส่ชุดไทยมาสนามซ้อมยิงปืน เนื่องจากกระแสละครบุพเพสันนิวาสกำลังมาแรงและคิดว่ายังไม่มีใครทำ ส่วนตัวคิดว่าการปลุกกระแสไทยนิยมของรัฐบาลทำให้เราได้ภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากขึ้น และสำคัญยังมีภาพสวยๆไว้ลงโซเชียลอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุราณี &amp;nbsp;เศรษฐ์ธนานนท์ ครูฝึกสนามยิงปืนภูมิไพลิน &amp;nbsp;บอกว่า ผู้หญิงสมัยนี้ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น โดยต้องเรียนรู้การต่อสู้ไว้เพื่อช่วยเหลือตัวเอง และการฝึกยิงปืนก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ผู้หญิงสมัยใหม่เขาเรียนกันมากในปัจจุบัน &amp;nbsp;เคยแต่ใส่ชุดครูฝึกสอนเรื่องการใช้อาวุธปืน วันนี้ได้แต่งชุดไทยสอนการใช้อาวุธปืนก็เก๋ไปอีกแบบต้องขอบคุณกระแสละครดังที่ทำให้สาวๆ ทั้งประเทศลุกขึ้นมาทำอะไรให้โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นที่แน่ๆ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทัณฑสถาน, บุพเพสันนิวาส, ปทุมธานี, ผู้หญิง, ยิงปืน, แม่การะเกด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180325/image_big_5ab73a64d0737.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
