<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โคเคนพลิกคดีบอส! ทันตแพทย์ยันไม่เคยใช้/ตำรวจรอผลชัดก่อนแจ้งข้อหาเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; แจงหน้าที่ คกก.ชุด &amp;quot;วิชา&amp;quot; สางปมไม่สั่งฟ้อง &amp;quot;บอส&amp;quot; พร้อมเสนอแนะแก้ช่องโหว่กระบวนการยุติธรรม &amp;quot;ตร.&amp;quot; เผยพบสาร 4 ชนิดในร่างกาย &amp;quot;วรยุทธ&amp;quot; รอตรวจละเอียดใช่ยาเสพติดหรือไม่ &amp;quot;ผู้การฯ เชียงใหม่&amp;quot; สั่งสอบเชิงลึกปมพยานเสียชีวิต &amp;quot;หมอฟัน&amp;quot; รักษาทายาทกระทิงแดงยันไม่เคยใช้โคเคน &amp;quot;ทันตแพทยสภา&amp;quot; ชี้เลิกใช้มากว่า 100 ปี &amp;quot;สิระ&amp;quot; เตรียมเรียกให้ข้อมูล กมธ.กฎหมายฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีคำสั่งแต่งตั้งนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดง ว่า ไม่รู้จะได้ข้อสรุปจบเลยหรือไม่ แต่เขาคงจะต้องทำไปจนจบให้เสร็จภายใน 1 เดือน แต่ก็ต้องทำหลายอย่าง คือ สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ความเป็นมา พฤติกรรมของคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยที่ไม่ไปแทรกแซงดุลยพินิจ ถ้าพบจุดอ่อนตรงไหนจะต้องบอกทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุกล่าวว่า อีกส่วนคือไหนๆ จะต้องทำเรื่องนี้แล้วต้องทำเป็นบทเรียนป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตอีกว่าควรจะแก้อะไรตรงไหน ทั้งในส่วนอัยการ ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ให้ชี้แนะมาด้วย โดยในส่วนนี้จะต้องเสร็จพร้อมกันกับส่วนแรกใน 1 เดือน ซึ่งในส่วนที่สองนี้จะมีความละเอียดและยาว ดังนั้นถ้าจะต้องลงในรายละเอียดลึกต้องขอนายกฯ ให้ขยายเวลาเกิน 1 เดือน จะต้องทำให้เสร็จ หากไม่เสร็จก็บอกมา เพราะแต่ละคนมีงานราชการ แต่เราหวังว่าถ้าทำไประยะหนึ่ง เขาจะบอกเราว่าจะต้องทำอะไรต่อ เขาอาจจะสมัครใจทำต่อก็ได้&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คณะกรรมการชุดนี้สามารถเรียกใครมาชี้แจงได้ แต่ในส่วนของอัยการ คำสั่งนายกฯ ไม่ได้เขียนให้ไปเรียกมา เพราะไม่สามารถทำตรงได้ แต่ใช้วิธีประสานงานขอเชิญมาได้ ส่วนตำรวจสามารถเรียกได้ เพราะนายกฯ เป็นคนดูแล อัยการนายกฯ ไม่ได้ดูแล ไม่ได้เกี่ยวข้อง และนายกฯ ไม่มีอำนาจ จึงต้องใช้วิธีประสาน เชื่อว่าถ้าประสานไปเขาก็มาเหมือนที่คณะกรรมาธิการของสภาฯ เรียกเขาก็ไป&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ต้องไปดูกระบวนการตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนเลยหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่คณะกรรมการจะไปกำหนดว่าจะเอาอย่างไร ต้องไว้ใจและเชื่อคณะกรรมการว่าจะสามารถไปหยิบเอาสำนวนเก่ามาว่าทำไมจึงไม่ฟ้อง ทำไมขาดอายุความ เอามาได้หมด เท่าที่ทราบเขาจะประชุมกันทุกวัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่า หากมีข้อสรุปออกมาแล้วจะเปลี่ยนแปลงผลของอัยการได้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ให้เขามาบอก รัฐบาลจะไม่ไปพูดอย่างนั้น ถ้าพูดเวลานี้ต้องพูดตามกฎหมายก่อน ว่าเมื่อคำสั่งนี้ได้สั่งอย่างนี้ ถือว่าเป็นคำสั่งเด็ดขาด กฎหมายใช้คำว่าอย่างนั้น ซึ่งเมื่อเป็นคำสั่งเด็ดขาดมันก็จบ ยกเว้นจะทำให้เกิด 3 อย่าง คือ 1.ผู้เสียหายสามารถไปฟ้องคดีใหม่ 2.ขอตรวจสอบเหตุผล หลักฐาน ซึ่งนั่นแปลว่าติดใจ และ 3.ยกคดีขึ้นเพื่อสอบใหม่และดำเนินการใหม่ หากว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งรัฐบาลไม่รู้หรอก เป็นเรื่องของคณะกรรมการชุดที่จะตรวจสอบว่ามีหลักฐานใหม่หรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีมีพยานเสียชีวิตไปแล้ว 1 คน จะทำให้พยานหลักฐานอ่อนลงหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่รู้จริงๆ และไม่ทราบว่าเขาไปพูดอะไรเอาไว้ คนรู้อาจจะมี แต่ตนไม่รู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ กล่าวก่อนการประชุมคณะทำงาน ซึ่งเป็นวันที่ 4 ว่า จะมีการพิจารณากันต่อตามที่วางกรอบไว้ คาดว่าภายใน 7 วันน่าจะแล้วเสร็จ ถ้ามีการแถลงวันไหน ต้องมีการนัดหมายสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใดๆ การทำงานในรูปของคณะทำงาน สิ่งที่จะเรียนต้องเป็นมติของคณะทำงานที่แล้วเสร็จในแต่ละประเด็น จะว่าไปในคราวเดียวกัน ตนเป็นหนึ่งในคณะทำงาน ไม่สามารถให้ความเห็นใดๆ ได้
พบสาร 4 ชนิดในตัวบอส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประยุทธกล่าวถึงกรณีมีพยานเสียชีวิตว่า เรื่องนี้ตนและทางคณะทำงานทราบจากสื่อ กรอบภารกิจในการทำงานที่อัยการสูงสุดมอบหมายคือ ดูว่าการสั่งคดีนี้เป็นไปตามข้อกฎหมายหรือไม่ เป็นไปตามระเบียบหรือไม่ มีเหตุผลในการสั่งสำนวนสอดคล้องข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน ข้อกฎหมายหรือไม่เท่านั้น ส่วนพยานเสียชีวิตเป็นคนละประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่า มีการตรวจสอบประเด็นสารโคเคนในตัวนายวรยุทธหรือไม่ ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบระบุว่า เราดูทุกประเด็น แต่ยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ ต้องรอมติคณะทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร .ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีไม่เห็นแย้งอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ เรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อติดตามความคืบหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.ศตวรรษ แถลงผลการประชุมว่า ได้เชิญตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสำนวนคดีนายวรยุทธมาซักถามเกี่ยวกับการทำสำนวนคดีดังกล่าว เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกรอบที่วางไว้ 3 แนวทาง คือ การสอบสวนและความเห็นชั้นพนักงานสอบสวน การสอบสวนเพิ่มเติมตามความเห็นของอัยการ และตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจ ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อจะพิจารณาว่าการสอบสวนที่ผ่านมา ทำไปถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ หรือมีความขาดตกบกพร่องอย่างไร นอกจากนี้ยังได้เชิญตัวแทนจากทันตแพทยสภามาซักถามข้อมูลเกี่ยวกับการใช้โคเคนในการรักษาฟัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรณีเกี่ยวกับการใช้โคเคนในการรักษาฟัน จากผลตรวจร่างกายนายบอส แพทย์ยืนยันว่ามีการพบสารแปลกปลอมในร่างกาย 4 ชนิด โดย alprazolam ที่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท คือส่วนสาร benzoylecgoonine และ cocaethylene ที่พบในร่างกายไม่จัดเป็นยาเสพติด แต่เป็นเมตาบอไลต์ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ตัวสุดท้ายที่พบคือ caffeine ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษ นอกจากนี้ทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายบอสก็ได้ยืนยันว่าไม่ได้ให้ที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด แต่เพียงแค่ให้ยาอะม็อกซีซิลลิน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะเพียงเท่านั้น หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้งว่าสารที่พบเกิดจากการเสพโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์หรือเกิดจากปฏิกิริยาของยาปฏิชีวนะ ถ้ามีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าสารทั้ง 2 ตัวเป็นสารเสพติด ทางคณะทำงานก็จะต้องพิจารณาเสนอให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มต่อไป&amp;quot; พล.ต.อ.ศตวรรษกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบกล่าวว่า กรณีพยาน 2 คนที่มาให้การเพิ่มเติมในปี 2562 ทั้งคู่เป็นพยานเดิมที่เคยให้การไปแล้ว คนแรกคือ นายจารุชาติ มาดทอง ซึ่งเคยให้การเมื่อปี 2555 ขณะนั้นมาให้ปากคำกับตำรวจเองหลังทราบข่าว โดยมีคำให้การตั้งแต่แรก แต่ในครั้งนั้นไม่ได้ให้การเกี่ยวกับเรื่องของความเร็ว โดยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเร็วนั้นเป็นการสอบเพิ่มเติมตามคำสั่งของอัยการที่มีคำสังให้สอบเพิ่มเติม ขณะที่พยานอีกคนคือ พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร ที่ให้การแล้วเมื่อปี 2558 นั้นเป็นการสอบปากคำหลังพนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้องนายบอสกรณีขับรถโดยประมาทไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเสียชีวิตของนายจารุชาติไม่ส่งผลต่อการพิจารณาของคณะกรรมการ เพราะคณะทำงานจะตรวจสอบรายละเอียดในส่วนสำนวนคดีเก่าเท่านั้น ไม่ได้สอบสวนในประเด็นใหม่เพิ่มเติม โดยชายคนดังกล่าวจะเป็นคนเดียวกับพยานในคดีและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือมีความผิดปกติใดหรือไม่ เป็นหน้าที่ของตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง&amp;quot; หัวหน้าคณะกรรมการตรวจสอบกล่าว
สอบเชิงลึกเหตุพยานตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ พนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ได้แจ้งข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต กับนายสมชาย ตาวิโน อายุ 50 ปี คู่กรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของนายจารุชาติ จนรถล้มทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้นายจารุชาติเสียชีวิต บริเวณถนนห้วยแก้ว หลังสอบปากคำนานกว่า 4 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้พาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล โดยนายสมชายยืนยัน ไม่เคยรู้จักกับผู้ตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กล่าวว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิด ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุทั้งหมดก็พบเป็นอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ส่วนใครผิดใครถูกทางพนักงานสอบสวนจะดำเนินการตรวจสอบวิเคราะห์อย่างถูกต้องรอบด้านที่สุด ซึ่งคนที่เฉี่ยวชนกันนี้อาจจะแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทาง? ตร.และ ผบช.ภ.5 ได้กำชับให้ตรวจสอบดำเนินการอย่างละเอียดว่าคดีที่เกิดขึ้นมีนัยอะไรหรือไม่ ซึ่งเราก็จะตรวจสอบปูมหลังของคู่กรณีทั้งหมด แล้วจะชี้แจงให้ทางประชาชนได้ทราบว่าเป็นอย่างไร โดยต้องชัดเจนรอบด้าน จะทำการตรวจเช็กให้ละเอียด&amp;quot; พล.ต.ต.พิเชษฐกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้การฯ เชียงใหม่กล่าวว่า จากการชันสูตรศพนายจารุชาติ เบื้องต้นนอกจากบาดแผลที่ศีรษะกระแทกกับพื้นถนน ก็ไม่มีบาดแผลอื่นใดนอกจากรถชน แต่จากหลักฐานที่เรามีทั้งจากภาพวงจรปิดก็พบว่าผู้ตายขับมาแล้วเฉี่ยวชนกับนายสมชายคู่กรณี? จนรถของนายสมชายและตัวนายสมชายไปอยู่บริเวณกลางถนน ส่วนนายจารุชาติล้มตรงจุดชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเวลาเจ้าหน้าที่ตรวจสอบซักระยะหนึ่งทุกอย่างจะกระจ่างทุกปม? รวมถึงการตรวจสอบกล้องวงจรปิด?ช่วงก่อนเกิดเหตุว่ามีไทม์ไลน์?ของผู้ตายเป็นอย่างไร แม้มีข้อสังเกตว่ามีรถยนต์?ตามผู้ตายก่อนมาเกิดเหตุก็ต้องดูว่าเกี่ยวโยงหรือไม่ เราไม่ได้ทิ้งประเด็นใด? รวมทั้งข้อมูล?สอบปากคำคู่กรณี?ที่ถูกเฉี่ยว?ชน?ด้วยที่เจ้าตัวก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่ทราบ ไม่รู้จักผู้ตายที่มาชนท้าย? รวมทั้งดูหลักฐาน?ทางนิติวิทยาศาสตร์?อื่นๆ ด้วย&amp;quot; ผู้การฯ เชียงใหม่กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนศพนายจารุชาติ ญาติได้เดินทางมารับจากโรงพยาบาลนำไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดในจังหวัดเชียงรายแล้ว ซึ่งญาติพี่น้องไม่ได้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากเชื่อว่าเกิดจากอุบัติเหตุ ขณะที่นายสมาน วังมูล บิดาของนายจารุชาติ ที่เป็นคนเดินทางไปรับศพด้วยตัวเอง ยอมรับไม่ทราบเรื่องราวของนายจารุชาติมากนัก เพราะนายจารุชาติไปทำงานต่างจังหวัดตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น นานๆ จะกลับมาบ้าน เจอกันครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และไม่ทราบว่าไปเป็นพยานในคดีสำคัญที่สังคมจับตาอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องว่า การตายของพยานคดีนายวรยุทธหากตำรวจจะเร่งสรุปสำนวนคดีว่าไม่ใช่การฆ่าตัดตอนพยาน อาจจะเป็นการเร่งสรุปคดีเร็วเกินไป เพราะยังมีข้อสงสัยหลายประการที่อาจไม่ใช่อุบัติเหตุก็ได้ หากความเป็นไปได้ของกรณีนี้อาจจะเป็นแผนลึกลับซับซ้อนหลายชั้นหลายขั้นตอนแบบการก่อวินาศกรรมในหนังสายลับฝรั่ง ที่ลงท้ายแล้วกลับตาลปัตร ขมวดปมเรื่องเกินคาดคิดหรือเกินคาดเดาอย่างนึกไม่ถึงก็ได้ ดังนั้นตำรวจเจ้าของคดีจึงอย่าเพิ่งเร่งรีบสรุปสำนวนการเสียชีวิตของพยานนายวรยุทธในครั้งนี้เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุธรรมดา เพราะประเทศไทยอะไรๆ ก็เป็นไปได้เสมอ
เลิกใช้โคเคนกว่า 100 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี นายกทันตแพทยสภา กล่าวถึงกรณีมีข่าวตำรวจให้ข้อมูลการตรวจพบสารโคเคนในเลือดของนายวรยุทธว่า ปัจจุบันไม่มีทันตแพทย์ใช้สารโคเคนจากพืชโคคาในการทำฟันแล้ว เนื่องจากประสิทธิภาพในการให้ความชาที่ไม่นาน ประกอบกับมีผลข้างเคียงกับสุขภาพของผู้ป่วย ทำให้มีความดันโลหิตสูง จนมีผลต่อการทำงานของหัวใจ จึงหันไปใช้สารสังเคราะห์ชนิดอื่นที่ให้ฤทธิ์การชา ได้แก่ ลิโดเคน, เมพิวาเคน, อะทิเคน ที่ให้การชาดีกว่า แต่มีผลข้างเคียงน้อยกับผู้ป่วย ทำให้ทันตแพทย์เลือกใช้สารนี้จนกระทั่งโคเคนไม่ถูกนำมาใช้และหายไปจากวงการทันตกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตามปกติแล้วการใช้สารโคเคนในอดีตเพื่อให้ความชาในการรักษาฟันจะไม่ใช้ในปริมาณมาก แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าจะอยู่ในร่างกายได้นานแค่ไหน เนื่องจากใช้ในปริมาณน้อยมากและใช้เฉพาะจุด&amp;quot; พ.ต.ท.ทพ.พจนารถกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ตำรวจระบุข้อมูลของทันตแพทย์ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าทันตแพทย์รายใดเป็นผู้รักษา นายกทันตแพทยสภากล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตรวจสอบได้ยาก และโดยปกติทันตแพทย์จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วย ยกเว้นเป็นคดีความ ตำรวจมีสิทธิ์ในการเรียกข้อมูลมาประกอบการพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของจรรยาบรรณวิชาชีพ แต่ทั้งนี้ทางทันตแพทยสภาพร้อมให้ข้อมูล และอยากขอข้อมูลจากตำรวจเพื่อช่วยตรวจสอบทันตแพทย์ที่ให้การรักษานายวรยุทธว่ามีการรักษาด้วยโคเคนจริงหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ทพ.เผด็จ ตั้งงามสกุล อุปนายกทันตแพทยสภา กล่าวถึงกรณีการตรวจพบสารโคเคนในเลือดของนายวรยุทธว่า ขณะนี้ทันตแพทย์ที่รักษานายวรยุทธได้ติดต่อมาเป็นการส่วนตัวกับทางกรรมการทันตแพทยสภาท่านหนึ่ง ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้มีการใช้โคเคนในการรักษาฟันแต่อย่างใด เพราะคลินิกทันตกรรมหรือในวงการทันตกรรมไม่มีการใช้สารโคเคนอยู่แล้ว เพราะเป็นยาเสพติด จะมีการใช้เพียงยาชา ที่อนุญาตทางทันตกรรมเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า จะเชิญทันตแพทย์รายดังกล่าวมาให้ข้อมูลหรือไม่ อุปนายกทันตแพทยสภากล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอให้เขาพร้อม และเตรียมข้อมูลการรักษา เนื่องจากผ่านมา 7 ปีกว่า แต่ที่จำได้คือยืนยันว่าไม่ได้ใช้โคเคน และก็สงสัยว่า เพราะเหตุใดจึงมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนบอกว่ามีการใช้สารโคเคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทันตแพทยสภาขอรอเวลาสักระยะเพื่อติดต่อและประสานในการให้ข้อมูล เนื่องจากปัจจุบันยังมีคณะกรรมการอีกชุดที่นายกรัฐมนตรีตั้ง ดังนั้นคงต้องมีหลายฝ่ายอยู่ในการดำเนินการเรื่องนี้ แต่ขอยืนยันว่าไม่มีการใช้โคเคนในวงการทันตกรรมแน่นอน&amp;quot; อุปนายกทันตแพทยสภากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กล่าวว่า การใช้โคเคนในทางทันตกรรมมีการใช้ในอดีตเป็น 100 กว่าปี เพราะขณะนั้นยังไม่มียาชา แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและพัฒนาไปไกลมาก จึงไม่มีการนำสารโคเคนที่ถูกระบุว่าเป็นสารเสพติดเข้ามาใช้เกี่ยวกับทางทันตกรรม ปัจจุบันที่ใช้กันในทางทันตกรรมเพื่อเป็นยาชา จะเรียกว่า ลิโดเคน (Lidocaine) โดยปริมาณการใช้น้อยมาก ตัวยาออกฤทธิ์และหายไปในเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน ภญ.สุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีการใช้สารเสพติดทางการแพทย์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 และ 4 โดยสารออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 มีอยู่ 20 ตัว อาทิ มอร์ฟีน โคเคน โดยกลุ่มนี้จะเป็นยาที่ อย.เป็นผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว ส่วนมากจะพบว่ามีการใช้ในห้องผ่าตัดเฉพาะจุด โดยเฉพาะจมูกและคอ ซึ่งที่ผ่านมา อย.จัดส่งให้สถานพยาบาล ตามการร้องขอและทำรายละเอียดว่ามีการใช้จำนวนมากเท่าไหร่ ซึ่งแต่ละปีจะมีการใช้ปริมาณ 1 กิโลกรัม โดยข้อมูลปี 2562 ครึ่งกิโลกรัม ปี 2561 มีการใช้ 0.75 กิโลกรัม และปี 2560 มีการใช้ 1.2 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันมียาชาตัวอื่นที่มีประสิทธิภาพกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่า มีการตรวจสอบการใช้ย้อนหลัง 10 ปีหรือไม่ ภญ.สุภัทรากล่าวว่ามี แต่ปริมาณการใช้อยู่ที่เฉลี่ย 1 กิโลกรัมต่อปี สำหรับฤทธิ์โคเคนจะออกฤทธิ์ต่อประสาทส่วนกลาง ทำให้เคลิ้ม มีผลต่อการเต้นของหัวใจ หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะและช็อกได้ หากใช้เยอะไปนานๆ จะทำให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้า
กมธ.เรียกสอบหมอฟัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กรรมาธิการเตรียมเชิญทันตแพทย์ของนายวรยุทธที่ให้การกับตำรวจว่าสารเสพติดโคเคนในเลือดของนายวรยุทธเป็นสารที่ผสมอยู่ในยาชาที่ใช้รักษาฟันให้นายวรยุทธมาให้ข้อมูล เพราะอุปนายกทันตแพทยสภา และนักวิชาการภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยืนยันตรงกันยาชาที่หมอฟันใช้ในปัจจุบันที่ขึ้นบัญชียาหลักแห่งชาติคือลิโดเคน แม้จะลงท้ายด้วยเคนเหมือนกัน แต่เป็นคนละตระกูลกันกับโคเคน และปัจจุบันไม่มีหมอฟันคนใดในโลกใช้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากพบว่าข้อมูลของทันตแพทย์คนนี้เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับหลักวิชาชีพ ทันตแพทย์จะต้องรับผิดทางกฎหมายในการกระทำผิด ที่ต้องการช่วยเหลือผู้ต้องหา ซึ่งกรรมาธิการจะส่งหนังสือเชิญแพทย์เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทุกคนมาให้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะเชื่อว่าแพทย์ทุกคนยึดหลักวิชาการสากล คงไม่มีใครมีตำราส่วนตัวมาใช้ประกอบวิชาชีพได้&amp;quot; นายสิระกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายธานี อ่อนละเอียด ส.ว. ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงกรณีนายวรยุทธขอความเป็นธรรมจาก กมธ.กฎหมาย จนทำให้เป็นจุดเปลี่ยนสั่งไม่ฟ้องคดีว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสื่อคลาดเคลื่อนไปบางประการคือ ประจักษ์พยานที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามคำสั่งอัยการสูงสุดที่มีคำสั่งให้สอบเพิ่มเติม ตามคำร้องขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธ ซึ่งพนักงานอัยการมิได้นำประจักษ์พยานที่สอบเพิ่มเติมมาพิจารณา โดยมีคำสั่งให้ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว และเมื่อนายวรยุทธเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงได้มีหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ กมธ.กฎหมายฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น กมธ.เชิญประจักษ์พยานที่ได้ให้การไว้แต่เดิมมาประชุมชี้แจงต่อคณะ กมธ. ไม่ได้มีประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมจากที่ให้การไว้เดิมแต่อย่างใด ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค.59 คณะ กมธ.มีมติรวบรวมผลการสอบหา และการศึกษาข้อเท็จจริงส่งให้กับพนักงานอัยการ ต่อมาพนักงานอัยการได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 14 ก.พ.2561 แจ้งผลการพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับกรณีการร้องขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธว่า อัยการสูงสุดได้พิจารณารายงานผลการศึกษาสอบหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการแล้วมีคำสั่งให้ยุติเรื่องขอความเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่อัยการสูงสุดได้มีคำสั่งให้ยุติเรื่องร้องขอความเป็นธรรมนั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการมิได้มีอิทธิพลที่จะส่งผลให้อัยการสูงสุดเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ซึ่งโดยบทบาทอำนาจหน้าที่ของ สนช. ส.ส. ส.ว. ทำหน้าที่นิติบัญญัติ มิได้มีอำนาจไปบงการหรือสั่งการฝ่ายบริหารหรือองค์กรต่างๆ แต่อย่างใด&amp;quot; นายธานีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อพยายามขอความชัดเจนและสอบถามรายละเอียดถึงการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการหลายประเด็น ทั้งกรณีความสัมพันธ์ของทนายประจำตระกูลอยู่วิทยา และ ดร.สายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ การนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาเสพติดโคเคนที่อยู่ในร่างกายของนายวรยุทธ เป็นต้น แต่นายธานีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยระบุสั้นๆ ว่า ขอให้รอฟังผลการพิจารณาของคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด น่าจะได้ข้อเท็จจริงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ขณะนี้มีการตรวจสอบจากหลายฝ่ายที่มุ่งให้ความจริงกระจ่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองพยาน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือการให้ความคุ้มครองพยานเพื่อให้มีความปลอดภัย ไม่มีการคุกคาม รวมถึงผู้ใกล้ชิดของพยานในคดี เพราะทั้งหมดนี้คือส่วนสำคัญที่จะทำให้เห็นถึงที่ไปที่มาของคดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้หากมีกระบวนการที่ไม่ชอบก็จะมีการรื้อฟื้นคดีนี้มาได้ เพื่อนำคดีให้ศาลได้พิจารณาต่อไป โดยคดีนี้สัปดาห์หน้าจะมีการเดินทางไปขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารของพนักงานอัยการเพื่อดำเนินการขอเอกสารที่เป็นทางการตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำมาพิจารณาในรายละเอียดดำเนินการในขั้นตอนต่อไป&amp;quot; โฆษก ปชป.กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73069</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กฎหมาย, ช่องโหว่กระบวนการยุติธรรม, ทันตแพทยสภา, บอสกระทิงแดง, ยาเสพติด, สางปมไม่สั่งฟ้อง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ช่องโหว่กระบวนการยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200731/image_big_5f241f6596f01.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2018 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2018 16:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>4องค์กรเซ็นเอ็มโอยู พัฒนานวัตกรรม&quot;ปูนพลาสเตอร์หล่อฟันป้องกันเชื้อโรค&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สธ.-เอสซีจี -ม.มหิดล -ทันตแพทยสาภ ลงนามความร่วมมือ หนุนวิจัยผลิตภัณฑ์ทันตนวัตกรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปูน พลาสเตอร์หล่อแบบฟันป้องกันเชื้อโรค&amp;rdquo; ลดความเสี่ยงติดเชื้อในบุคลากรทันตกรรม ช่วยดูแลทันตสุขภาพประชาชน ทั้งสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่การพึ่งพาตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.61-ณ Innovation Center อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สวทช. ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือดำเนินการวิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านทันตนวัตกรรม ระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เอสซีจี และทันตแพทยสภา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและสนับสนุนทันตนวัตกรรมของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านทันตนวัตกรรม&amp;rdquo; ปูนพลาสเตอร์หล่อฟันสำเร็จรูปสูตรยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค&amp;rdquo; (Antimicrobial Dental Plaster)&amp;rdquo;ของ 3 องค์กรในครั้งนี้ ซึ่ง เป็นทันตนวัตกรรมที่ค้นคว้า วิจัยโดยคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับเอสซีจี นับเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดูแลทันตสุขภาพของคนไทย นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญ นอกจากสนับสนุนนักวิจัยไทยและต่อยอดนวัตกรรมของไทยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์แล้ว ยังสนองต่อนโยบายรัฐบาลในการผลิตผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของไทย ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศสู่การพึ่งพาตนเอง รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านทันตสุขภาพอื่นต่อไป ยังถือเป็นการกระตุ้นผู้ประกอบการไทยให้หันมาผลิตผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่คิดค้นโดยคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ท.พญ.วรานันท์ บัวจีบ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า บทบาทสำคัญของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากด้านการสอนเพื่อผลิตทันตแพทย์แล้ว ยังสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปสู่การพัฒนางานด้านทันตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยปูปูนพลาสเตอร์หล่อฟันสำเร็จรูปสูตรยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อบุคลากรด้านทันตกรรม ทั้งทันตแพทย์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ และช่างทันตกรรม รวมถึงประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษช่วยยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อโรคที่พบบ่อยในผิวชิ้นหล่อฟันถึงกว่า 70%เป็นการป้องกันและยับยั้งการติดเชื้อโรคที่มาจากกระบวนการพิมพ์ปากคนไข้ นับเป็นประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ปูนพลาสเตอร์หล่อแบบฟันป้องกันเชื้อโรคได้ขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจีได้ให้ความสำคัญต่อการทำวิจัยและพัฒนาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และมีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางสร้างความร่วมมือด้าน R&amp;amp;D กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ของทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีคุณค่า ปูนพลาสเตอร์หล่อฟันสำเร็จรูปสูตรยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค จึงนับเป็นอีกหนึ่งผลงานนวัตกรรมทางด้านสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยรวมถึงเป็นการเพิ่มมูลค่าของปูนพลาสเตอร์ในตลาดวัสดุก่อสร้างสู่วัสดุทางทันตกรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปูนพลาสเตอร์หล่อฟันสำเร็จรูปสูตรยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคนี้ มี 3 ประเภทการใช้งาน คือ 1.Type 3 (สีเขียว) สำหรับทำชิ้นหล่อแบบฟันเพื่อศึกษาและงานฟันเทียมชนิดถอดได้ 2.Type 2 (สีชมพู) สำหรับทำชิ้นหล่อแบบฟัน เพื่อวางแบบสร้างวัสดุบูรณะฟัน ที่สามารถลอกเลียนรายละเอียดได้ดี และมีความแข็งแรงสูง และ 3.Orthodontic Type (สีขาว) เพื่อใช้ศึกษาอวัยวะปริทันต์สำหรับทันตกรรมจัดฟัน โดยมีคุณสมบัติเทียบเท่าผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ ตามข้อกำหนด ISO6873 ที่เป็นมาตรฐานสำหรับผลิตภัณฑ์ยิปซั่มสำหรับงานทันตกรรม และได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดในระเบียบข้อบังคับด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมยุโรป หรือ CE markและได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทย ประกาศโดยสำนักงบประมาณในปี 2561 อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า ความเสี่ยงการติดเชื้อเป็นปัญหาหนึ่งในงานทันตกรรม โดยเฉพาะกับบุคลากรด้านทันตกรรม ปูนพลาสเตอร์หล่อฟันสำเร็จรูปสูตรยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคนับเป็นทันตนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อบุคลากรด้านทันตกรรมอย่างยิ่ง เพราะสามารถลดโอกาสเสี่ยงติดเชื้อจากการสัมผัสปูนพลาสเตอร์หล่อแบบฟันและชิ้นหล่อแบบฟันได้ ทั้งยังเป็นการดูแลทันตสุขภาพคนไทย ทันตแพทยสภาในฐานะองค์กรด้านวิชาชีพทันตกรรมจึงขอสนับสนุนนวัตกรรมปูนพลาสเตอร์หล่อฟันสำเร็จรูปสูตรยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคนี้ รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทันตกรรม การลงนามความร่วมมือดำเนินการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านทันตนวัตกรรมระหว่าง 3 องค์กรในวันนี้ เชื่อว่า จะนำไปสู่การพัฒนาและสนับสนุนนทันตนวัตกรรมของไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไป .&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, ทันตแพทยสภา, ปูนพลาสเตอร์หล่อฟันปลอดเชื้อ, ม.มหิดล, เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180706/image_big_5b3f39325baf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2018 18:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทยสภาสรุป&quot;หมอจบใหม่&quot; ปี 60 มี 1.7 พันคน มีแผนตั้งใจลาออกหลังมาใช้ทุน 3ปี 37%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.61- พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา และรักษาการเลขาธิการแพทยสภา เปิดเผยผลสรุปกรณีแพทย์จบใหม่กับการลาออก ว่า ในปี 2560 มีแพทย์จบใหม่ทั้งสิ้น 1,726 คน อายุเฉลี่ยที่จบมากที่สุดคือ 24 ปี ค่าตอบแทนที่คาดหวังว่าจะได้รับระหว่างใช้ทุน 3 ปี คือช่วง 40,000-60,000 บาทต่อเดือน จำนวน 36.3% รองลงมาคือ 60,000-80,000 บาท 32.3% และ 20,000-40,000 บาท จำนวน 17.9% โดยสาขาที่เลือกเรียนมากที่สุดคือ อายุรศาสตร์ 13.7% รองลงมาคือ กุมารเวชศาสตร์ 7.7% เวชศาสตร์ครอบครัว 5.9% ศัลยศาสตร์ 5.6% และสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา 5.3% ทั้งนี้ แพทย์ใช้ทุนที่มีแผนต้องการลาออก ณ วันที่เริ่มทำงาน มีเพียง 57 คน หรือ 3% ยังไม่ตัดสินใจ 202 คน หรือ 12% และไม่มีแผนลาออก 1,467 คน หรือ 85%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า แพทย์ที่มีแผนลาออกนั้น พบว่า เป็นการลาออกหลังจับฉลากหรือภายในปีแรก 11 คน หรือ 14% ลาออกหลังใช้ทุนครบ 1 ปี (ได้ใบเพิ่มพูนทักษะ) 24 คน หรือ 36% ลาออกหลังใช้ทุนครบ 2 ปี มี 11 คนหรือ 15% และลาออกหลังใช้ทุนครบ 3 ปี มี 26 คน หรือ 37%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยคาดว่าต้นเหตุ อันดับ 1 คือ ถูกเอาเปรียบไม่เป็นธรรม จากเพื่อนๆรุ่นพี่ &amp;nbsp;แต่ถ้าผู้บริหารหรือระบบดีก็สามารถอยู่ได้ &amp;nbsp;30.8% &amp;nbsp; งานภาระหนัก หากมีการจำกัดงานให้เหมาะสมก็อยู่ต่อได้ &amp;nbsp;22.7% &amp;nbsp; จำเป็นต้องลาออกเพราะต้องดูแลครอบครัว พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง 17% &amp;nbsp;สถานที่อยู่ในพื้นที่กันดาร ถ้าย้ายได้จะไม่ออก &amp;nbsp;11.2% &amp;nbsp; ค่าตอบแทนต่ำ ถ้าเพิ่มให้เหมาะสมจะอยู่ต่อ &amp;nbsp;10.5% &amp;nbsp;ไม่มีทุนในสาขาที่ต้องการในปีนั้น แต่ Free Train เรียนได้ถ้ามีทุนไม่ออก &amp;nbsp;9.6% &amp;nbsp;ทุนโดนจำกัดสิทธิไม่ให้เรียนสาขาที่ต้องการหลายปี โดยกลุ่ม ODOD CPIRD ถ้าให้เรียนจะไม่ออก 9.6% &amp;nbsp;มีทุนแต่ใช้ทุนในที่ๆ ไม่ต้องการ ถ้าเลือกที่ใช้ทุนได้ไม่ออก &amp;nbsp;6.1% &amp;nbsp;เป้าหมายไม่อยากเป็นหมอ ออกมาทำอาชีพอื่น 2.4% &amp;nbsp;ชอบด้านความงาม ถูกเชิญชวน เงื่อนไขดี รายได้ดี อิสระ ลาออกแน่ๆ &amp;nbsp;0.9% &amp;nbsp;ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นเพราะระบบมากที่สุด และ 7 ใน 10 สามารถแก้ได้ก็จะไม่ลาออก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12735</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทันตแพทยสภา, นพ.อิทธพร คณะเจริญ, แพทย์ตั้งใจลาออกหลังใช้ทุน, ในปี 2560 มีแพทย์จบใหม่ทั้งสิ้น 1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3ca86088bc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 17:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดำเนินคดียาสีฟันแอบอ้างชื่อ&quot;กาละแมร์ &quot;โฆษณาโอ้อวดเกินจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันตแพทยสภา สคบ.ร่วมคุ้มครองผู้บริโภค ดำเนินคดียาสีฟันโฆษณาเกินจริง โดยแอบอ้างชื่อ กาละแมร์ พัชรศรี พิธีกรชื่อดัง ทาง ช่อง 3 ชี้ ไม่มียาสีฟันรักษาฟันผุหรือทำให้คราบหินปูนหลุดได้ ต้องอุดเท่านั้น และไม่มียาสีฟันที่ทำให้ฟันขาวได้ถึง 4-5 ระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17พ.ค.61-ที่สถาบันทันตกรรม กระทรวงสาะรณสุข มีการแถลงข่าวกรณีมีผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณยาสีฟันที่เข้าข่ายหลอกลวงและให้ข้อมูลเท็จ โดยมี ผศ.(พิเศษ) ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ เลขาธิการทันตแพทยสภา ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล อุปนายกทันตแพทยสภา พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ น.ส.พัชรศรี เบจญจมาศ หรือกาละแมร์ พิธีกีชื่อดังช่อง 3 ที่ถูกอ้างอิงในสื่อโฆษณายาสีฟัน ร่วมกันแถลงข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผศ.(พิเศษ) ทพ.ไพศาล กล่าวว่า &amp;nbsp;ตามที่มีการโฆษณายาสีฟันผ่านสื่อออนไลน์อวดอ้างสรรพคุณว่าเห็นผลลัพธ์ฟันขาวอย่างชัดเจน คราบเหลืองหายไปจากการใช้ใน 1 สัปดาห์ และหลังจากใช้ใน1 เดือน ฟันผุและหินปูนจะหายไป อีกทั้งมีฟันขาวขึ้น 4-5 ระดับ ซึ่งยาสีฟันดังกล่าวมีการแอบอ้างชื่อของพิธีกรหลายท่าน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับข้อมุลทางวิชาการ ดังนั้นเพื่อความกระจ่างแก่ประชาชน จึงขอเรียนให้ทราบว่า ข้อเท้จจริงทางการแพทย์ ไม่เคยมียาสีฟันที่สามารถซ่อมแซมฟันผุและทำให้คราบหินปูนสลายไปได้ การรักษาฟันผุต้องอุดฟันเท่านั้น รวมไปถึงการทำให้ฟันขาวขึ้น ไม่สามารถทำได้ ไม่สามารถหายได้ด้วยการใช้ยาสีฟัน ในทางตรงกันข้ามการมีโฆษณาเช่นนี้อาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายด้วยซ้ำ ดังนั้นการโฆษณาดังกล่าวจึงเข้าข่ายการโฆษณาเกินจริง หลอกลวงผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
พ.ต.อ.ประทีป กล่าวว่า จากกระแสสื่อออนไลน์ในสังคม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากใช้สื่อออนไลน์ในการขายสินค้า ซึ่งก็มีคนที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ใช้ดาราหรือเน็ตไอดอล รีวิวสินค้า โดยใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จอวดอ้างสรรพคุณที่เป็นจริง ซึ่ง สคบ.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก โดยการโฆษณาเกินจริง ของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ปี พ.ศ.2522จะมีโทษจำคุก6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท แต่ในกรณีนี้เป้นการโฆษณาสิค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุมพิเศษ เพราะมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ อย. ซึ่งทาง สคบ .จะมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งในส่วนของการเอาผิดอยู่ระหว่างการดำเนินการโดยจะจำคุกไม่เกิน1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ในการโฆษณาเป็นเท็จของสินค้าควบคุมพิเศษ ทั้งนี้ สคบ.จะมีการตรวจสอบเว็บไซต์ ซึ่งก็ขอฝากพี่น้องประชาชนหากมีการพบเห็นการโฆษณาเกินจริง ก็ขอให้ส่งเรื่องเข้ามา ก็โดยที่ผ่านมาก็จะทำการล่อซื้อ โดยเฉพาะในเรื่องอุปกรณ์จัดฟันแฟชั่น ทั้งนี้ก็อยากให้มีการตรวจสอบให้มากกว่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.พัชรศรี กล่าวว่า &amp;nbsp;ได้มีคนถามคุณแม่ว่าลูกสาวโฆษณายาสีฟันยี่ห้ออะไร ซึ่งเห็นแล้วก็ตกใจมาก เพราะมีการแอบอ้างชื่อตนและรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ซึ่งเมื่อมีการตรวจสอบสรรพคุณก็พบว่าทุกอย่างเกินจริง ซึ่งตนก็ที่หากซื้อไปใช้แล้ว อาจเกิดผลกระทบ และรู้สึกกังวลและสงสารผู้บริโภค หากซื้อไปใช้แล้วเกิดผลกระทบ และเสียใจกับการกระทำของผู้ประกอบการ โดยตนได้พยายามติดต่อไปแล้วและได้บอกผ่านสื่อว่าให้หยุดการกระทำ แต่ก็ยังมีอยู่ ดังนั้นในวันนี้เมื่อทันตแพทยสภา สคบ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการแถลงข่าวจึงอยากร่วมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทพ.ธงชัย กล่าวว่า ได้มีการตรวจสอบยาสีฟันดังกล่าวในเว็บของ อย. แล้ว แต่ไม่พบในฐานข้อมูลของ อย. ซึ่งการควบคุมการโฆษณา มีการควบคุมในสินค้าหลายตัว นอกจากยาสีฟันแล้วก้จะมี ยาบ้วนปาก การจัดฟันแฟชั่น รีเทนเนอร์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดส่งผลต่อช่องปาก ซึ่งในส่วนของน้ำยาบ้วนปากนั้น ที่มีการโฆษณาว่าทำให้หินปูนหายนั้น ไม่จริง เพราะน้ำยาบ้วนปากมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ลดเชื้อโรค ลดจุลินทรีย์ แก้เสียวฟัน หรือ ป้องกันกันฟันผุเท่านั้นไม่มีทางละลายหินปูนได้ และทั้งยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากก็ไม่สามารถทำให้ฟันขาวได้ ซึ่งการจะทำให้ให้ฟันขาวได้ แยกเป็น 2 ส่วน คือการขัดเพื่อให้ฟันขาวตามธรรมชาติ และการใช้สารเคมีทำลายเม็ดสีให้จางลง โดยการฟอกฟันขาว ซึ่งสารมีฤทธิ์กัดกร่อน ก่อนฟอกก็ต้องมีการประเมินโดยทันตแพทย์ ซึ่งสารตัวนี้หากใช้ผสมในยาสีฟันก็สามารถผสมได้ในปริมาณความเข้มข้นที่น้อย ดังนั้นยาสีฟันจึงสามารถเอาคาบออกเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ขณะนี้เรายังไม่ได้ตัวอย่างซึ่งหลังจากมีการออกข่าวเตือนประชาชนก็ได้ประสานไปยังคุณพัชรศรี และหลังจากนี้ก็จะได้มีการเรียกเก็บตัวอย่างว่ามีส่วนผสมอะไร หรือมีการรับรองจากไหน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9403</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาละแมร์ พัชรศรี, ทันตแพทยสภา, สคบ., โฆษณายาสีฟัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd57da99b7c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8935</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เลขาแพทยสภาพ่ายแรงกดดัน ลาออกหลังถอนฟ้อง&quot;ปรียนันท์ &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาแพทสภาลาออก หลังถอนฟ้องคดีนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา โดยลดเงื่อนไขลง ซึ่งคดีดังกล่าวจะถอนฟ้องได้ก็ต่อเมื่อ ทำตามเงื่อนไข 6 ข้อ ทำให้กรรมการแพทยสภาบางส่วนไม่เห็นด้วย ชี้ ยังทำหน้าที่ต่อได้โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง ไม่เสียกำลังใจเพราะทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากกรณีกลุ่มเครือข่ายแพทย์ผู้ปฏิบัติงานจริง ยื่นหนังสือถึงนายกแพทยสภา เพื่อขอให้ปลด นพ.สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขาธิการแพทยสภา ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่ดำเนินการตามมติของแพทยสภา โดยไปถอนฟ้องคดีหมิ่นประมาท ที่แพทยสภาฟ้องนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ซึ่งจะถอนฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีการไกล่เกลี่ยแบบมีเงื่อนไขแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ล่าสุด วันที่10 พ.ค.เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งมี ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา เป็นประธาน ปรากฏว่า นพ.สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ เลขาการแพทยสภา ได้ประกาศขอลาออกจากตำแหน่ง จากกรณีการถอนฟ้องนางปรียนันท์ ส่งผลให้มีการประชุมถึงประเด็นดังกล่าวค่อนข้างยาวนาน &amp;nbsp;โดย นพ.สุกิจ กล่าวว่า จากการที่มีการให้ไปไกล่เกลี่ยกรณีการฟ้องร้อง น.ส.ปิยะนันท์ ล้อเสริมวัฒนา โดยมีเงื่อนไข 6 ข้อจึงจะสามารถถอนฟ้องร้องได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ นางปรียนันท์จะต้องขอโทษแพทยสภาผ่านสื่อ ซึ่งตนได้ลดเงื่อนไขลง เพราะมองว่าเป็นรายละเอียดปลีกย่อย โดยนางปรียนันท์ ได้มีการทำหนังสือและจดหมายขอโทษแพทยสภาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วซึ่งเรื่องดังกล่าวมีข้อยุติเรียบร้อยแล้ว แต่ก็มีกรรมการแพทยสภาบางส่วนไม่เห็นด้วยว่าเลขาธิการฯ ทำเกินมติของคณะกรรมการ ตนจึงได้พิจารณาตนเองลาออกจากตำแหน่งซึ่งจะมีผลบังคับในวันที่ 1 มิ.ย. ซึ่งก็จะได้ให้รองเลขาธิการแพทยสภาทำหน้าที่รักษาการไปก่อน เพราะหากกรรมการบางส่วนไม่เห็นด้วยหรือไม่สนับสนุนการทำงานของเลขาธิการ มันก็จะทำให้การดำเนินงานของแพทยสภาไม่ราบลื่น ซึ่งขณะนี้ยังทำหน้าที่อยู่ ส่วนงานอื่นๆก็ยังสามารถช่วยปฏิบัติงานได้ ซึ่งท่านนายกก็ยังมอบหมายงานให้ โดยไม่ต้องมีตำแหน่งก็ได้ดังนั้นการปฏิบัติงานของสำนักงานหรือแนวนโยบายต่างๆไม่น่ามีผลกระทบ อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้รู้สึกเสียกำลังใจ เนื่องจากทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีนอกมีในแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ได้ทำหนังสือขอโทษแพทยสภา โดยหนังสือระบุว่า ขอแสดงความเสียใจและขอโทษต่อคณะกรรมการแพทยสภา โดยยืนยันว่า ไม่มีเจตนาร้ายต่อแพทยสภาแต่อย่างใด และมีความประสงค์ที่จะร่วมกับแพทยสภาในการผลักดันที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อคนไข้ และต่อวงการแพทย์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8935</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทันตแพทยสภา, นพ.สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์, ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา, เลขาธิการแพทยสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af428bab9108.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2018 18:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2018 18:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ่อดำเนินคดีพิธีกรดังโฆษณายาสีฟันใช้แล้วฟันขาวใน 1สัปดาห์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทันตแพทยสภาเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ โฆษณายาสีฟันอ้างชื่อพิธีกรดัง ให้ข้อมูลเท็จ อวดอ้างทำฟันขาวขึ้นใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;สัปดาห์ ฟันผุ หินปูนหายไป ชี้หลอกลวงผู้บริโภค เตรียมแจ้งความดำเนินคดี เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ เลขาธิการทันตแพทยสภา กล่าวว่า ตามที่มีการโฆษณาทางสื่อออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลสินค้าประเภทยาสีฟันที่อวดอ้างคุณสมบัติว่า ผลลัพธ์จากการใช้ใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;สัปดาห์ ทำให้ฟันขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คราบเหลืองหายไป หลังจากการใช้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เดือน ฟันผุและหินปูนหายไป และฟันขาวขึ้น&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;ระดับ โดยอ้างชื่อพิธีกรรายการโทรทัศน์ท่านหนึ่ง ทันตแพทยสภาขอเตือนประชาชนว่า การโฆษณาดังกล่าวเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค ทำให้เข้าใจผิด และเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของดี มีคุณภาพ และได้ผลลัพธ์เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่โฆษณาดังกล่าวหลอกลวงว่า เติมเต็มเนื้อฟันที่ถูกทำลาย,&amp;nbsp;แลดูเรียบราวกับหิมะสีขาว,&amp;nbsp;ได้รับการยืนยันจากการทดลองทางคลินิกที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การรักษาทางทันตกรรม,&amp;nbsp;ฟันผุและหินปูนหายไป และฟันขาวขึ้น&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;ระดับ ซึ่งล้วนไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่มียาสีฟันใดที่ทำให้ฟันผุและหินปูนหายไปภายใน&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เดือน โดยไม่ได้รับการบูรณะหรือการทำความสะอาดจากทันตแพทย์ ทั้งนี้ทันตแพทยสภากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิดและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดความเสียหายกับประชาชนต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;เลขาธิการทันตแพทยสภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8776</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทันตแพทยสภา, พิธีกรชื่อดัง, หลอกลวงผู้บริโภค, โฆษณายาสีฟัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af18fe9db8bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2018 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3สภา&quot;ทันตฯ-พยาบาล-เภสัช  ฮึ่ม!จ่อฟันบุคคลากรในสังกัดวิวสินค้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทันตแพทยสภา -สภาการพยาบาล -สภาเภสัช &amp;quot;ฮึ่ม!จ่อฟันบุคคลากรใน3องค์กร&amp;nbsp; หากตรวจสอบพบรีวิวสินค้า&amp;nbsp; หรือโฆษณา เข้าข่ายผิดจรรยาบรรณ&amp;nbsp; ถ้าสอบพบไม่เจตนา อาจโดนภาคทัณฑ์ แต่ถ้าตั้งใจอาจโดนถึงขั้นถอนใบอนุญาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ เลขาธิการทันตแพทยสภา กล่าวว่า กรณีทันตแพทย์รีวิวผลิตภัณฑ์สุขภาพถือเป็นกระทำผิดจรรยาบรรณหรือไม่ นั้นตามข้อบังคับทันตแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพทันกรรม พ.ศ.2538 ในหมวด 3 ว่าด้วย การโฆษณาการประกอบวิชาชีพทันตกรรม ซึ่งมุ่งเน้นไปดูแลการประกอบวิชาชีพทันตกรรม และการกระทำที่เกี่ยวข้องกับทางทันตกรรมเท่านั้น ประเด็นการรีวิวที่เข้าข่ายจะเป็นการโฆษณาสินค้าความงามไม่เกี่ยวข้องกับทันตกรรม จึงไม่ขัดต่อจรรยาบรรณหมวด 3&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่จรรยาบรรณในหมวด 1 ระบุเกี่ยวกับ ความประพฤติทั่วไปของผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมว่า ต้องไม่ประพฤติหรือกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพทันตกรรม จึงต้องดูว่า การรีวิวดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ หากตำรวจสั่งฟ้องและศาลพิพากษาว่ามีความผิดต้องพิจารณาต่อว่า รีวิวในนามส่วนตัว หรือเป็นการทำในฐานะวิชาชีพ และเป็นเหตุเสื่อมเสียเกียแก่วิชาชีพหรือไม่ หากไม่เสื่อมเสียก็ยกคำร้องไป หากเสื่อมเสีย ก็จะมีบทลงโทษ ตั้งแต่ ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.อังคณา สริยาภรณ์ เลขาธิการสภาการพยาบาล กล่าวว่า โดยปกติผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ต้องไม่ทำการจูงใจหรือชักชวนผู้อื่นให้รับบริการพยาบาลเพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งรวมการห้ามโฆษณาสินค้าด้วย หากมีการกระทำเกิดขึ้น มีผู้ร้องเรียนเข้ามา สภาการพยาบาลจะทำการตรวจสอบผู้ถูกร้องเรียนว่า เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ภายใต้การกำกับดูแลของสภาการพยาบาลหรือไม่ เพราะหลายๆ ครั้ง ทังทีวีและสื่อสังคมออนไลน์ออกข่าวว่าเป็นพยาบาล แต่เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลหรือการผดุงครรภ์ แต่เป็นผู้ช่วยพยาบาล หรือพนักงานให้การดูแล หรือ เจ้าหน้าที่ประเภทอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผศ.อังคณา กล่าวอีกว่า หากเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลในการกำกับดูแลของสภาการพยาบาลจริง สภาการพยาบาลจะมอบให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมทำการสืบสวน แสวงหาข้อเท็จจริงว่ามีมูลหรือไม่มีมูลความผิด และถ้ามีมูลว่าได้กระทำการที่ไม่ถูกต้อง คณะกรรมการสภาการพยาบาลจะแต่งตั้งกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาโทษแห่งความผิดต่อไป โดยทั่วไปการพิจารณาโทษของสภาวิชาชีพ จะมีหลายระดับแล้วแต่ระดับความรุนแรงของความผิด ได้แก่ เริ่มจากว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพิกถอนใบอนุญาต และที่รุนแรงที่สุดคือการเพิกถอนสมาชิกภาพ ในระยะเวลาที่ผ่านมาผู้ประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ที่ทำความผิดในเรื่องนี้มีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ประเภทอื่น หรือเป็นบุคคลทั่วไป แต่กล่าวอ้างว่าเป็นพยาบาลวิชาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า สภาฯมีแนวปฏิบัติเรื่องของการโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆในการพิจารณานั้น ต้องดูว่าภาพเภสัชกรรมคนนั้นเป็นการถูกคัดลอกภาพและเจ้าตัวรู้และยินยอมให้ทำหรือไม่ หากยินยอมเท่ากับมีส่วนในการรู้เห็น ถือว่าผิดจรรยาบรรณจะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณี ทั้งนี้หน้าที่พื้นฐานของเภสัชกรคือการดูแลสุขภาพประชาชน การปล่อยหรือยินยอมให้ใช้ภาพตนเองโฆษณา ถือเป็นการประมาทเลินเล่อโดยโทษจะมีตั้งแต่ ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ และเพิกถอนในบอนุญาตประกอบวิชาชีพ&amp;nbsp; ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ผ่านมามีการภาคทัณฑ์ไป 2 ราย เนื่องจากพบว่าถูกนำภาพไปใช้แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่รู้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8318</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทันตแพทยสภา, รีวิวสินค้า, สภาการพยาบาล, สภาเภสัชกร, หมอ พยาบาล เภสัช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae917b2608bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
