<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เซ่นไวรัสโคโรนา เกิน250,000ศพ! EUพัฒนาวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั่วโลกสังเวยโควิด-19 เกิน 250,000 ศพแล้ว สถิติใหม่ชี้อังกฤษตายมากสุดในยุโรปแซงอิตาลี อียูนำหลายชาติระดมทุนภาครัฐเอกชนได้กว่า 8,000 ล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนายา-วัคซีน แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่ขอเอี่ยวด้วย ขณะกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาเล็งกู้เงินเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ด้านอนามัยโลกยันอเมริกาไม่เคยแสดงหลักฐานสนับสนุนทฤษฎีไวรัสหลุดจากแล็บจีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในหลายประเทศจะทุเลาลงเป็นลำดับแล้ว แต่จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในภาพรวมทั่วโลกยังเพิ่มพูนไม่หยุด ข้อมูลล่าสุดของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 5 พฤษภาคม ขณะนี้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมใกล้ถึง 3.6 ล้านรายแล้ว เสียชีวิตเกือบ 252,000 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อมากที่สุดเกิน 1.18 ล้านราย เสียชีวิตเกือบ 69,000 ราย แต่เอเอฟพีรายงานว่า เอกสารภายในของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐอเมริกา (ซีดีซี) ประเมินว่า &amp;nbsp;จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาจะกลับมาเพิ่มขึ้นพรวดพราดอีกครั้งเริ่มตั้งแต่กลางเดือนนี้ &amp;nbsp;ซึ่งจะยืนยันข้อวิตกของผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ว่า บางมลรัฐผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อเปิดเศรษฐกิจเร็วเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขที่ซีดีซีทำนายระบุว่า ยอดติดเชื้อรายวันจะเพิ่มมากกว่าปัจจุบัน 8 เท่า เป็นวันละ 200,000 &amp;nbsp;รายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จากยอดรายวันขณะนี้ซึ่งเฉลี่ยที่ 25,000-30,000 ราย และยอดเสียชีวิตรายวันอาจสูงถึง 3,000 คน จากยอดตายเฉลี่ยปัจจุบันวันละ 1,500,-2,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร รอยเตอร์รายงานข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของอังกฤษที่ชี้ว่า สหราชอาณาจักรมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในยุโรปแซงหน้าอิตาลีแล้ว โดยตัวเลขสถิติรายสัปดาห์เพิ่มยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในอังกฤษและเวลส์อีกมากกว่า 7,000 ราย ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตในสหราชอาณาจักรเป็น 32,313 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตของอิตาลีรวบรวมถึงวันจันทร์อยู่ที่ 29,079 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อนายกฯ บอริส จอห์นสัน ที่ถูกฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเพิ่งประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งช้ากว่าชาติอื่นในยุโรปมาก และยังเริ่มโครงการตรวจเชื้อมวลชนช้าไป รวมถึงจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้แก่โรงพยาบาลได้ไม่เพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายประเทศที่สถานการณ์รุนแรงกว่าอังกฤษ ไม่ว่าอิตาลี, สเปน และฝรั่งเศสทยอยผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์แล้ว หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตชะลอตัวลง แต่ยังคงมาตรการป้องกันและรักษาการเว้นระยะห่างทางสังคมไว้ สเปนและโปรตุเกสมีคำสั่งบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยหรือปิดปากปิดจมูกเมื่อใช้ระบบขนส่งมวลชน ส่วนสโลวีเนีย, โปแลนด์ และฮังการีเป็นชาติล่าสุดของยุโรปที่เริ่มเปิดสถานที่สาธารณะและธุรกิจบางส่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ในรัสเซียกลับตรงกันข้าม โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกินหลักหมื่นติดต่อกันหลายวัน เมื่อวันอังคารรัสเซียรายงานว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 10,102 คนในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ใกล้เคียงกับยอด &amp;nbsp;10,581 คนของวันก่อน และทำให้ยอดติดเชื้อสะสมในประเทศเพิ่มเป็น 155,370 คน และมีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 95 คน ยอดรวมเป็น 1,451 ศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ สหภาพยุโรป (อียู) ร่วมกับอังกฤษ, นอร์เวย์ และซาอุดีอาระเบียจัดการประชุมทางไกลระดมทุนเพื่อสนับสนุนองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ในการค้นคว้า วิจัย พัฒนา ผลิต และแจกจ่ายวัคซีนและยารักษาโควิด-19 มีผู้นำของหลายสิบประเทศที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ อาทิ ญี่ปุ่น, &amp;nbsp;แคนาดา และแอฟริกาใต้ แต่จีนส่งเอกอัครราชทูตประจำอียูเป็นตัวแทน ขณะที่สหรัฐอเมริกาไม่เข้าร่วม &amp;nbsp;โดยรัฐบาลต่างๆ และเอกชนซึ่งรวมถึงมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ และมหาเศรษฐีหลายรายรับปากให้เงินสนับสนุนรวมกันแล้ว 8,100 ล้านดอลลาร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ชี้แจงสาเหตุที่ไม่เข้าร่วมกิจกรรมระดมทุนครั้งนี้ว่า เป็นเพราะตนกำลังเป็นผู้นำของโลกในการต่อสู้กับโรคระบาดโควิด-19 และได้ทุ่มเทเงินไปแล้วมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยร่วมมือกับบริษัทยาหลายแห่งของสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาคองเกรสและรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จัดสรรงบประมาณเกือบ 3 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการชัตดาวน์ ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันตกงานแล้วมากกว่า 30 ล้านคน และเมื่อวันจันทร์กระทรวงการคลังประกาศว่า เตรียมกู้ยืมเงินผ่านการออกตราสารหนี้ 3 ล้านล้านดอลลาร์ ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน เพื่อนำเงินมาสนับสนุนโครงการบรรเทาผลกระทบจากการระบาดของไวรัส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ไว้ว่ารัฐบาลของเขาจะหาทางให้จีนชดใช้ค่าเสียหาย ในฐานะที่จีนเป็นต้นตอการระบาดของโควิด-19 ซึ่งรวมถึงการขึ้นภาษีศุลกากร หลายสัปดาห์มานี้ทรัมป์และสมาชิกระดับสูงในรัฐบาลของเขาพยายามโยนความผิดว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หลุดมาจากห้องแล็บไวรัสวิทยาในเมืองอู่ฮั่นของจีน และเมื่อวันอาทิตย์ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ อ้างซ้ำอีกว่ามีหลักฐานมากมายที่ยืนยันว่าไวรัสนี้ออกมาจากแล็บจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวหาของสหรัฐอเมริกาถูกดับเบิลยูเอชโอปฏิเสธอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ ไมเคิล ไรอัน ผู้อำนวยการบริการโครงการฉุกเฉินของดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ได้แสดงหลักฐาน หรือข้อมูลที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างที่มาจากการคาดเดาเกี่ยวกับต้นกำเนิดของไวรัส จากมุมมองของดับเบิลยูเอชโอ คำกล่าวอ้างของสหรัฐอเมริกาจึงเป็นเพียงทฤษฎี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้แต่ ดร.แอนโธนี เฟาซี นักระบาดวิทยาชั้นนำซึ่งเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ก็ให้สัมภาษณ์กับเนชันแนลจีโอกราฟิกเมื่อวันจันทร์ แสดงความเชื่อมั่นว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่วิวัฒนาการมาจากสัตว์ แล้วกระโดดข้ามสายพันธุ์มาติดเชื้อในมนุษย์ โดยไม่ได้เป็นเชื้อที่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมและสร้างโดยมนุษย์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65165</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทั่วโลกสังเวยโควิด-19, พัฒนายา-วัคซีน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนามัยโลก, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb16ba0b06e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
