<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 22:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ตั้งกก.สอบ บิ๊กสีกากี-อัยการ สั่งไม่ฟ้องคดีบอส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ด ป.ป.ช.ชุดใหญ่ตั้ง 9 กรรมการ ป.ป.ช.เป็นองค์คณะไต่สวนผู้ถูกกล่าวหา 15 คน คดีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง &amp;quot;บอส&amp;quot; ทายาทกระทิงแดง แย้มมีทั้ง &amp;nbsp;&amp;quot;2 พล.ต.อ.-2 พล.ต.ท.-อัยการ-นักการเมือง&amp;quot; โดนหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วันที่ 6 ก.ค. นายนิวัติไชย &amp;nbsp;เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเครื่องดื่มกระทิงแดง ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิตว่า &amp;nbsp;ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมาได้พิจารณาคดีดังกล่าว โดยเมื่อพิจารณาข้อมูลแล้วเห็นว่า ข้อมูลเบื้องต้นนั้นมีมูลที่จะสั่งไต่สวนได้ จึงได้มีมติให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน เป็นองค์คณะไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดจำนวน 15 ราย ประกอบด้วย &amp;nbsp;พนักงานสอบสวน, ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งที่เกษียณไปแล้วและที่ยังรับราชการอยู่, พนักงานอัยการ &amp;nbsp;รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิวัติไชยกล่าวว่า ตามกรอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ในมาตรา 48 ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องไต่สวนให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี และขยายเวลาได้ 1 ปี ซึ่งตามขั้นตอนหลังจากตั้งองค์คณะไต่สวนแล้ว องค์คณะไต่สวนจะเริ่มดำเนินการไต่สวน หากมีมูลเพียงพอจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จากนั้นองค์คณะไต่สวนจะสรุปสำนวนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้พิจารณาชี้มูลความผิดต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยขณะนี้ยังเป็นเพียงการตั้งองค์คณะไต่สวน อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้กำชับให้เร่งรัดการดำเนินการภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด ซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลาที่รวดเร็วกว่ากำหนดก็เป็นได้ เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ จึงให้ความสำคัญให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนมาเป็นองค์คณะไต่สวนด้วยตัวเอง&amp;quot; โฆษก ป.ป.ช.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวจาก ป.ป.ช.แจ้งว่า หลังคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่มีมติตั้งองค์คณะไต่สวนเบื้องต้น กรณีกล่าวหาเรื่องการดำเนินการตรวจสอบกรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต โดยมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 15 ราย ประกอบด้วย พนักงานสอบสวน, ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั้งที่เกษียณไปแล้วและที่ยังรับราชการอยู่, พนักงานอัยการ &amp;nbsp;รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นพบว่าเป็นคนมียศมีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับคดี อาทิ นายตำรวจยศ พล.ต.อ. &amp;nbsp;2​ คน,​ พล.ต.ท. 2​ คน, พ.ต.อ. 2 คน, พ.ต.ท.​ 2​ คน, &amp;nbsp;พล.อ.ท. 2 คน, อัยการ 2​ คน, ทนายความ 1​ คน และ นักการเมือง 2​ คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108876</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง, ทายาทกระทิงแดง, นิวัติไชย  เกษมมงคล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e40fa421875.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ลั่นผมไม่โอเค วิชาเรียกเนตรสอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ประกาศต่อหน้าทูตไม่โอเคคดี &amp;quot;บอส&amp;quot; ชี้มีหลายเรื่องไม่ชัดเจน ลั่นเกาะติดไม่ปล่อยแน่ &amp;quot;อรรถพล&amp;quot; เตรียมซัก ก.อ. 18 ส.ค.นี้ ถามปมร้อนอัยการสั่งไม่ฟ้องทายาทกระทิงแดง &amp;quot;วิชา&amp;quot; ยกเป็นคดีตัวอย่างความเหลื่อมล้ำในกระบวนยุติธรรม เล็งเรียก &amp;quot;เนตร&amp;quot; ให้ถ้อยคำ &amp;quot;ผบช.ภ.5&amp;quot; เผยลูกน้องอดีต ส.ว.ก๊อง ฉกมือถือ &amp;quot;จารุชาติ&amp;quot; ไปทำลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ Bangkok Post Forum 2020 : &amp;ldquo;พลิกฟื้นประเทศไทย: ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง&amp;rdquo; ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอท เซ็นทรัลพลาซา ซึ่งมีนักธุรกิจและคณะทูตานุทูตเข้าร่วมงาน ตอนหนึ่งว่า ตนเข้ามาพยายามแก้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ มีผลงานปรากฏมากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การปราบปรามการค้ามนุษย์ และการหลอกลวง รวมถึงความผิดต่างๆ มีสถิติการทำงานอยู่ทุกเดือน โดยสั่งให้ทุกคนต้องรายงานขึ้นมา ฉะนั้นอะไรที่ดูแล้วไม่น่าจะดียังไม่ดี ก็กำชับไปยังหัวหน้าหน่วยงานในหลายหน่วยงาน ตนทำได้เพียงแต่ต้นทางในฐานะที่ดูแลตำรวจให้เป็นตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่น ซึ่งยังมีปัญหาอยู่เยอะ เพราะนั่นคือมนุษย์ คือคนมีทั้งคนดีคนไม่ดี มีผลประโยชน์และไม่มีผลประโยชน์ แต่ทำอย่างไรจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งอยู่ที่ตัวเราเองทุกคน ทุกท่านรู้ตัวว่าทำดีหรือไม่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เรื่องที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ คือเรื่องบอส กระทิงแดง กรณีนี้แสดงให้เราเห็นได้ชัดเจนถึงความสำคัญของสื่อที่มีต่อสังคมไทย และนั่นคือเหตุผลที่ตนเชื่อว่าในประเทศไทยสื่อต้องมีความเป็นอิสระและมีความแข็งแรง ต้องมีจรรยาบรรณ สื่อคือฐานันดรที่ 4 ต้องมีหลายๆ อย่าง ต้องวางตัวเป็นกลาง เสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เรื่องนี้ท้าทายระบบยุติธรรมและระบบกฎหมาย และกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบรัฐทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมจึงขอแสดงจุดยืนของผมในเรื่องบอสกระทิงแดงว่า ผมไม่โอเคกับหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ผมต้องการให้มีความโปร่งใส ผมจะผลักดัน และผมจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ผมพร้อมที่จะดำเนินการ หลังจากเห็นข้อสรุปของคณะกรรมการที่ผมตั้งขึ้น ซึ่งมีความเป็นอิสระและประกอบไปด้วยผู้ที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งในเรื่องความรู้และความเป็นกลาง และพร้อมที่จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่มีอยู่ นี่ถือเป็นคดีอีกหลายแสนหลายล้านคดีในประเทศไทยเป็นคดีที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะไม่ต้องการให้ทุกอย่างสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อไป&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ที่ตนพูดมาทั้งหมดเพื่อให้เห็นบทบาทนายกรัฐมนตรีว่าอยู่ตรงไหน ถ้าให้ลงไปข้างล่างคงเป็นไปไม่ได้ แต่ตนสามารถติดตามกำกับดูแลประเมินผลจากบนลงล่างหาคำตอบมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงคดีบอสที่พูดในระหว่างปาฐกถาที่มีทูตานุทูตร่วมฟังว่า ตนควรจะพูดในส่วนของตน เพราะต้องการสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศเขา มันควรจะมาจากระบบกฎหมายไทยไม่ดีกว่าหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อะไรที่มันผิด มันบกพร่องก็ควรแก้ไป คดีมันมีตั้งเป็นแสนคดี ไม่อย่างนั้นทุกอย่างมันพันกันหมด ต้องไปแก้จุดที่มันเป็นจุดอ่อน ขั้นตอนกระบวนการกฎหมายต่างๆ ต้องไปดูตรงนั้นอีก ไม่อย่างนั้นก็เกิดช่องว่างอยู่อย่างนี้ ผมก็รับไม่ได้ตอนนี้ เหมือนกับพวกเราอย่าให้มันเกิดขึ้นอีกนะ&amp;quot; นายกฯ กล่าว
จี้ถามก.อ.ปมไม่ฟ้องบอส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะทำงานตรวจสอบการดำเนินการของพนักงานอัยการ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดคณะทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ที่นายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน โดยเชิญนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด มาให้ข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธานี วรภัทร์ เลขานุการคณะงานฯ แถลงว่า คณะทำงานฯได้เรียนเชิญนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดมาให้ข้อเท็จจริงกับคณะทำงานฯ ต่อมาได้รับแจ้งว่าไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงได้ในวันนี้ เนื่องจากติดภารกิจ ขอเลื่อนการชี้แจง คณะทำงานฯ จึงขอยกเลิกการประชุมไปก่อน เลื่อนการประชุมไปเป็นวันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค.2563 เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินการสอบวินัยข้าราชการอัยการกรณีการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธว่า ตนไม่ทราบ เพราะการตั้งกรรมการสอบชั้นต้นในทางปฏิบัติ อสส.จะต้องเป็นผู้พิจารณาตั้งกรรมการ ก่อนที่จะส่งมายัง ก.อ. แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ ตนจะถามในที่ประชุม ก.อ.วันที่ 18 ส.ค.นี้ว่าผลเป็นอย่างไร มีการตั้งกรรมการสอบสวนเบื้องต้นที่จะสอบสวนวินัยหรือไม่ เพราะคณะทำงานที่ได้ตั้งขึ้น 7 คน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ไม่ได้รับมอบอำนาจในการสอบเรื่องนี้ จึงต้องเปลี่ยนคณะกรรมการชุดใหม่ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวขึ้น แต่คณะทำงานเป็นใครขึ้นกับ อสส.พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามเรื่องนี้เกี่ยวกับดุลพินิจของนายเนตร นาคสุข รอง อสส.ซึ่งมีอาวุโสสูงรองจากอัยการสูงสุด คุณสมบัติกรรมการที่จะสอบสวนต้องคุณสมบัติอย่างไร นายอรรถพลกล่าวว่า คุณสมบัติต้องไม่ต่ำกว่ารอง อสส.ผู้ถูกสอบ ซึ่งรอง อสส.แต่ละคนมีเงินเดือนเท่ากัน สามารถเป็นประธานคณะทำงานได้ ส่วนกรรมการสามารถอาวุโสต่ำกว่าได้ หรืออัยการสูงสุดสามารถมานั่งเป็นประธานเองก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก.อ.มีอำนาจหน้าที่ที่จะตั้งอนุกรรมการหรือคณะบุคคลให้มาดำเนินการอย่างไรก็ได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 30 (4) แต่ ก.อ.จะตั้งหรือไม่ ตนขอดูข้อเท็จจริงก่อน เพราะ อสส.อาจจะมีการตั้งกรรมการสอบเบื้องต้นอย่างที่กล่าวมาแล้วก็ได้ แต่ทาง ก.อ.ยังไม่ทราบ จากข่าวที่ปรากฏออกมานั้นไม่ได้บอกว่านายเนตรสั่งในฐานะรักษาราชการแทน ตนจึงได้ทำหนังสือเรียนอัยการสูงสุด เพื่อได้ทราบว่ากรณีเช่นนี้ หากนายเนตรมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและกลับคำสั่งไม่ฟ้องจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้ามีเอกสารว่านายเนตรเสนอไปยังอัยการสูงสุดก่อนว่าจะมีการสั่งสอบเพิ่มเติม ก็จะเป็นการที่อัยการสูงสุดเห็นชอบในการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว หากนายเนตรมาสั่งให้กลับคำสั่งแบบนี้ถึงชอบด้วยกฎหมาย&amp;quot; นายอรรถพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีที่เสนออัยการสูงสุดว่าคำสั่งของนายเนตรอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดียังมีผลเป็นคำสั่งฟ้องนายวรยุทธตามคำสั่งของอธิบดีอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ นายอรรถพลกล่าวว่า ต้องขึ้นกับอัยการสูงสุดเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าอัยการสูงสุดเห็นด้วยก็ให้แจ้งความเห็นไปยังพนักงานสอบสวน หรือทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการต่อโดยไม่ต้องถอนหมายจับนายวรยุทธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะอาชญาวิทยาฯ ม.รังสิต จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง &amp;ldquo;ความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายอุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายวิชา มหาคุณ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ และ พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาฯ ม.รังสิต เป็นต้น
&amp;#39;วิชา&amp;#39;จ่อเรียก&amp;#39;เนตร&amp;#39;สอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุดมกล่าวว่า เหตุผลที่มีคำสั่งไม่ฟ้องเป็นปัญหาภายในที่ต้องไปตรวจสอบ แต่ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ไม่ว่าสำนวนจะให้น้ำหนักไปที่ความเร็ว เหนือกว่าประจักษ์พยาน แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของความประมาท ส่วนที่มีการกลับสำนวนให้สอบใหม่ และมีแต่พยานฝั่งผู้ต้องหานั้น ไม่ผิดปกติ หากมีเหตุผลมาอธิบายได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรม ที่ทำงานยังไม่สิ้นกระแสความ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วมองว่าเรื่องนี้อัยการต้องมีส่วนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย คดีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายวิชากล่าวว่า ตราบใดที่ความยุติธรรมซื้อได้ จะไม่สามารถจัดการเรื่องทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้เลย ดังนั้นจึงต้องจัดการให้ความยุติธรรมปราศจากการซื้อได้ด้วยเงิน ถึงจะดำเนินกระบวนการอย่างอื่นให้สำเร็จลุล่วงไปได้ กรณีนายวรยุทธ เป็นแบบที่แสดงให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรมยังคงอยู่ ที่เห็นได้ชัดคือความล่าช้าในการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีชาติไหนที่ดำเนินการในคดีที่นานกว่า 8 ปี แบบนี้ถ้าให้ความยุติธรรมล่าช้าเท่าไหร่ ก็จะมีกระบวนการแทรกแซงได้ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงการตรวจสอบว่า จากการประสานศาลอาญากรุงเทพใต้ พบว่านายวรยุทธยังมีหมายจับอยู่&amp;nbsp; โดยอธิบดีศาลอาญากรุงเทพใต้ยืนยันพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ส่วนการทำงานของคณะอนุกรรมการตั้งขึ้นมา วันอาทิตย์ที่ 9 ส.ค. จะเชิญนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการมาให้ถ้อยคำเช่นกัน รวมถึง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด จะเข้าให้ถ้อยคำสัปดาห์หน้า ส่วนนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ทางคณะอนุกรรมการฯ จะมีการเชิญมาให้ถ้อยคำเป็นคนสุดท้าย ซึ่งคดีนี้จะมีช่องโหว่หรือจุดอ่อนหรือไม่นั้น ขอเวลาในการตรวจสอบ เนื่องจากขณะนี้แม้แต่อัยการยังให้ความเห็นขัดแย้งกันเอง&amp;quot; นายวิชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.ท.กฤษณพงศ์กล่าวว่า กรณีของนายวรยุทธไม่ใช่แค่เคสทายาทมหาเศรษฐีคนหนึ่งขับรถชนคนเสียชีวิตอย่างเดียว แต่เราพูดถึงความเหลื่อมล้ำ ที่ส่งผลให้คนมีความแตกต่างด้านความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม งานของตำรวจมักจะเกี่ยวข้องกับบริบทของการเมืองการปกครองของไทย การบังคับใช้กฎหมายเราพูดกันมากในช่วงหลังการรัฐประหาร โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ ถ้าการบังคับใช้กฎหมายมีความเสมอภาคและยุติธรรม เราก็คาดหวังว่าคนในสังคมจะไม่มีความแตกต่างโดยไม่มีความเหลื่อมล้ำเป็นตัวกั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.ธนสิทธิ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สบ.4 กลุ่มงานตรวจเคมีฟิสิกส์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และนายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษาสำนักงานกองพิสูจน์หลักฐาน เดินทางเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตำรวจ ถึงประเด็นการทำข้อมูลเรื่องความเร็วรถของนายวรยุทธ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดีเมื่อปี 2555 โดยทันทีที่เดินทางมาถึง ตำรวจได้แยกห้องในการซักถามข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า วันนี้ได้เรียกทั้ง 2 คนเข้ามาให้ข้อมูลในเรื่องวิธีการคำนวณความเร็ว ว่าแต่ละฝ่ายใช้วิธีคำนวณแบบใด จึงได้ตัวเลขความเร็วออกมา โดยรับว่ามีความคืบหน้าไประดับหนึ่งแล้ว ส่วนประเด็นที่ พ.ต.อ.ธนสิทธิให้การเรื่องความเร็วรถ 2 ครั้งไม่ตรงกันนั้น ตนไม่ทราบ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ต้องรอในวันแถลงข่าว แต่จะแถลงวันใดต้องไปถาม ผบ.ตร.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผบช.ภ.5 แถลงความคืบหน้ากรณีการเรียกพยานแวดล้อมคดี นายจารุชาติ มาดทอง พยานสำคัญคดีนายวรยุทธประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตในพื้นที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จ.เชียงใหม่ ว่าเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง และนายชูชัย เลิศพงศ์อดิศร หรืออดีต ส.ว.ก๊อง ที่รับผู้ตายมาช่วยทำงาน มาสอบสวนในฐานะพยาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเด็นที่สังคมสงสัยเรื่องใครเอาโทรศัพท์ของนายจารุชาติ กับซิมไปนั้น ผลสอบสวนทราบแล้วว่าคือนายล้าน ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทของอดีต ส.ว.ก๊อง ซึ่งจากการสอบสวน นายล้านยอมรับว่านำโทรศัพท์นายจารุชาติพร้อมซิมไปทำลาย โยนทิ้งถังขยะหน้าบ้าน และถูกรถเก็บขยะเก็บไปแล้วตั้งแต่คืนวันเกิดเหตุ เนื่องจาก นายล้านรู้จักสนิทสนมกับนายจารุชาติ อีกทั้งในโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวก็มีรูปถ่ายนายล้านเก็บไว้จำนวนมาก ประกอบกับภายหลัง นายล้านทราบว่านายจารุชาติเป็นพยานปากสำคัญคดีบอส อยู่วิทยา ซึ่งนายล้านกำลังจะลงสมัครเลือกตั้งท้องถิ่น เกรงว่าจะมีปัญหากระทบตามมา จึงไปนำโทรศัพท์ของนายจารุชาติมาจากโรงพยาบาลเพื่อมาทำลาย ก่อนโทร.ไปแจ้งกับแม่นายจารุชาติ&amp;quot; พล.ต.ท.ประจวบกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.ภ.5 กล่าวว่า เบื้องต้นแม่ของนายจารุชาติได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์แล้ว ในฐานความผิดยักยอกทรัพย์ ส่วนข้อมูลโทรศัพท์ที่ถูกทำลายไปนั้น อยู่ในขั้นตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับใคร และมีความสำคัญกับคดีอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ตำรวจยังทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนายจารุชาติและครอบครัวย้อนหลัง 2 ปี ก็ไม่พบความผิดปกติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73660</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทายาทกระทิงแดง, บอส เรดบลู, บอสกระทิงแดง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หลายเรื่องไม่ชัดเจน, อัยการสั่งไม่ฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2c0a295b783.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2020 14:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2020 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ!เปิดจุดเปลี่ยน &#039;อัยการ-ตำรวจ&#039; สั่งไม่ฟ้อง &#039;บอส อยู่วิทยา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ค. 63 - นายเชาว์ มีขวด ทนายความ&amp;nbsp; อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทกระทิงแดง มีเนื้อหาระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คดีนายบอส หรือวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทตระกูลดังเครื่องดื่ม กระทิงแดง ขับรถสปอร์ตเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ทำให้ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ เสียชีวิต บนถนนสุขุมวิท เมื่อคืนวันที่ 3 ก.ย. 2555 นั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ขอไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญเฉพาะข้อหาขับรถชนคนตาย ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. เม.ย.60 ศาลออกหมายจับบอส หลังเลื่อนนัด 7 ครั้งไม่พบอัยการตามหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา คดีนี้จะหมดอายุความ 3 ก.ย.70&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. มีการใช้กมธ.ยุติธรรมยุคสนช.เป็นเครื่องมือรื้อคดีนี้สอบใหม่ อ้างมีผู้ขอความเป็นธรรม ก่อนสรุปว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ว่านายวรยุทธไม่มีความผิด ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดทบทวนคำสั่งฟ้องนายวรยุทธ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 2 ปากตามข้อเสนอความเห็นของกมธ.ยุติธรรมยุคสนช.ที่กล่าวอ้างขึ้นใหม่ ทั้งที่พยาน 2 ปากนี้ไม่เคยให้การกับพนักงานสอบสวนมาก่อน เพิ่งปรากฏตัว ปี 2562 ภายหลังวันเวลาเกิดเหตุนานถึง 7 ปี ซึ่งปกติพยานลักษณะนี้ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือรับฟังได้ แต่อัยการกลับรับฟังคำพยานเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. มีคำสั่งให้กลับคำสั่งเดิมเปลี่ยนจากคำสั่งฟ้องมาเป็นสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธโดยเชื่อพยานหลักฐานใหม่ที่ กมธ.กฎหมาย สนช.ส่งให้ สตช.ไม่แย้งทำให้คดีถึงที่สุด บทสรุปสุดท้ายที่ออกมาสั่นคลอนระบบยุติธรรมอย่างรุนแรง เพราะคนในสังคมเข้าใจมาโดยตลอดว่าคดีรับฟังเป็นยุติแล้วว่านายวรยุทธผิด เนื่องจากในชั้นพนักงานสอบสวนและอัยการสั่งฟ้องไปแล้ว เหลือเพียงการตามจับตัวมาฟ้อง ซึ่งผ่านมา 8 ปี ยังตามจับตัวไม่ได้ เช่นนี้แล้วมีคำสั่งกลับคำสั่งเดิมเป็นสั่งไม่ฟ้องและสตช.ก็ออกรับลูกไม่แย้งราวกับว่าเตี๊ยมกันมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผมเรื่องนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ คดียุติหรือยัง และส่วนที่สองการตามหาตัวไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังการยุติความเป็นธรรมครั้งนี้ ในส่วนของคดีความนั้นคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการไม่ได้ตัดสิทธิ ทายาทผู้เสียหายที่จะนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลโดยตรงได้อีกช่องทางหนึ่ง แต่คดีนี้ทราบว่ามีการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายให้กับทายาทผู้ตายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความทั้งทางแพ่งและอาญาแล้ว ช่องทางที่จะทวงความยุติธรรมให้กับคนตายจึงแคบลง แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของผู้เสียหายระงับไป เพราะบันทึกตกลงเรื่องค่าเสียหายเป็นเรื่องของการเยียวยาในทางแพ่งที่นำมาประกอบดุลพินิจให้ศาลลดหย่อนผ่อนโทษเท่านั้น ดังนั้น หากทายาทติดใจที่จะดำเนินคดีอาญาก็สามารถฟ้องศาลด้วยตัวเองได้ เพราะคดีนียังไม่ขาดอายุความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอเรียกร้องไปยังทายาทดาบตำรวจวิเชียรผู้ตาย ให้ออกมาใช้สิทธิทางศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงกันให้กระจ่าง ไม่ต้องไปยึดติดกับบันทึกข้อตกลงเพราะคดีอาญาแผ่นดินจะบันทึกกันอย่างไรก็ยอมความกันไม่ได้ เนื่องจากเรื่องมันมาไกลถึงขั้นสังคมต้องแตกหักกับความเชื่อมั่นต่อสถาบันอัยการ เพราะฉะนั้นท่านต้องใช้สิทธิในความเป็นผู้เสียหายฟ้องคดีเองต่อศาลเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับด.ต.วิเชียรอย่างถึงที่สุด และช่วยสร้างความกระจ่างให้กับสังคม ถ้าท่านไม่มีทนาย ตนจะอาสาว่าความให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตามล่าหาไอ้โม่ง ขอเสนอ 4 ข้อทางออกให้ดำเนินการ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ให้อัยการสูงสุดเปิดเผยพยานหลักฐานทั้งหมดพร้อมทั้งแจงรายละเอียดถึงที่มาของพยานหลักฐาน ความเห็นของพนักงานสอบสวนและอัยการผู้รับผิดชอบสำนวนทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ให้สอบสวนพฤติการณ์การสั่งคดีของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุดผู้สั่งคดีว่าการสั่งคดีโดยสุจริตตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้รองอัยการสูงสุดท่านนี้เคยสั่งไม่อุทธรณ์คดีนายโอ๊คพานทองแท้ กรณีทุจริตฟอกเงินปล่อยกู้แบงค์กรุงไทยมาแล้ว ทั้งที่ตนเองไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจการสั่งคดีชีขาดความเห็นแย้งเป็นดุลพินิจเฉพาะตัวเฉพาะตำแหน่งของอัยการสูงสุด มอบอำนาจกันไม่ได้ตามคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุดที่ 41/2533&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมไม่มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟัองทั้งที่เคยมีความเห็นควรสั่งฟ้องตาม พยานหลักฐานเดิม ซึ่งมีความน่าเชื่อถือให้รับฟังมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.รัฐบาลที่ตอนนี้หนีไม่พ้นข้อครหา เพราะมีการใช้กรรมาธิการกฎหมาย ยุคสนช.ซึ่งมีชื่อน้องชายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมาธิการ &amp;nbsp;รื้อคดีสอบเองจนกลายเป็นจุดเปลี่ยนของคดี ทำให้เกิดคำถามว่ามีบิ๊กคนไหนเข้าไปสร้างกระบวนการฟอกผิดเป็นถูกให้กับทายาทมหาเศรษฐีหรือไม่ เรื่องนี้รัฐบาลจะนิ่งเฉยไม่ได้ เพราะหากไม่รีบหาตัวผู้ใช้อำนาจผิด บิดเบือนความจริงมาลงโทษ ตนเกรงว่านอกจากระบบยุติธรรมสั่นคลอนแล้ว รัฐบาลของพวกท่านจะพังครืนลงมาในไม่ช้านี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72629</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทายาทกระทิงแดง, วรยุทธ อยู่วิทยา, สั่งไม่ฟ้อง, อัยการสูงสุด, เชาว์ มีขวด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd9c6c606ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72368</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2020 11:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2020 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องยาว!ปธ.กมธ.กฏหมายจ่อเรียก &#039;อสส.-ผบ.ตร.&#039; แจงสั่งไม่ฟ้อง &#039;ทายาทกระทิงแดง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.63 - ที่รัฐสภา นายสิระเจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีอัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้อง คดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทกระทิงแดง เมาแล้วขับ ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 ราย ว่า เมื่อเช้าได้มีการพูดคุยกับคณะกรรมาธิการเราเห็นตรงกันว่าประชาชนสนใจและสังคมต้องการข้อเท็จจริงว่าเหตุใดอัยการถึงไม่สั่งฟ้อง และตำรวจก็ไม่ทำความเห็นแย้งด้วย ทั้งที่ความจริงก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช)ชี้มูลว่ามีตำรวจ จำนวน 5 คน กระทำผิดต่อหน้าที่ เนื่องจากช่วยเหลือคดีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ฉะนั้น คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ เห็นว่าเรามีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่จะสามารถเรียกอัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) และตำรวจที่ป.ป.ช. มาให้ข้อมูลได้ จึงจะได้ทำหนังสือไปถึง โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ไม่วันที่ 29 ก.ค. ก็วันที่ 5 ส.ค. ขอยืนยันว่าคุกไม่ได้มีไว้ขังคนจนเท่านั้น และตนจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72368</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทายาทกระทิงแดง, วรยุทธ อยู่วิทยา, สิระ เจนจาคะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200724/image_big_5f1a5ce1b1de2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป.ป.ช.&#039; ฟัน อดีต ผบก.น.5 พร้อมพวกช่วยเหลือ-ไม่ออกหมายจับ &#039;ทายาทกระทิงแดง&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่เรื่องกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด โดยมีคดีที่น่าสนใจคือ คดีที่มีการกล่าวหา พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5, พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ, พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม, พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล และ พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม กรณีสอบสวนช่วยเหลือนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครือธุรกิจ &amp;ldquo;กระทิงแดง&amp;rdquo; ไม่ให้ถูกดำเนินคดีขับรถขณะเมาสุรา ขับรถเร็วเกินกว่าอัตรากฎหมายกำหนด และไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธ เพื่อให้ได้ตัวมาส่งพนักงานอัยการฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหลบหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลความผิด โดยแยกเป็นกรณี ประกอบด้วย กรณีมีเจตนาละเว้นไม่ดำเนินคดีกับนายวรยุทธ ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และกรณีไม่นำรายงานผลการคำนวณความเร็วของกองพิสูจน์หลักฐานซึ่งพบว่านายวรยุทธ ขับขี่รถยนต์ ด้วยความเร็วโดยเฉลี่ย 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาประกอบการทำความเห็นในทางคดีนั้น ป.ป.ช.มีมติว่า พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความตั้งใจอุตสาหะ เพื่อให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของ ทางราชการ และประมาทเลินเล่อ ในหน้าที่ราชการตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 78 (9) ทั้งนี้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 23 วรรคสอง ส่วนกรณีละเว้นไม่ดำเนินการออกหมายจับนายวรยุทธนั้น ป.ป.ช.มีมติว่า พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล และพ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 78 (9)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ร่วมลงนามในสำนวนการสอบสว คดีจราจร 632/2555 ของสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อนั้น ป.ป.ช.มีมติว่า พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน และพ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย ในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่กำกับดูแล ติดตาม เพื่อให้การสอบสวนเป็นไป โดยถูกต้องรอบคอบ และเป็นธรรม เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย อันถือเป็นความบกพร่อง ซึ่งมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 78 (9) เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ป.ป.ช.มีมติ ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย กับ พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว, พ.ต.อ.สุคุณ พรหมายน, พ.ต.อ.ไตรเมต อู่ไทย, พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง, พ.ต.อ.สัมฤทธิ์ เกตุแย้ม, พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล และพ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (2)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69714</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.), ทายาทกระทิงแดง, พล.ต.ต.กฤษฏิ์ เปียแก้ว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200625/image_big_5ef474bad8e54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
