<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>11859</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกหลาน เชียร์ฟุตบอลปลอดการพนัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การพนันไม่เข้าใครออกใคร&amp;rdquo; ที่สำคัญยังมีให้เลือกหลายแบบ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ฟุตบอลโลกเปิดสนามให้คอกีฬาได้ลุ้นได้ชมกันแบบ 4 ปีมีครั้ง ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของการเชียร์กีฬาระดับนานาชาติที่จัดขึ้น เพราะต้องการส่งเสริมการออกกำลังกาย ตลอดผูกสัมพันธ์ประเทศทั่วโลกด้วยการแข่งขันแมตช์ดวลเข้งดังกล่าว แต่ที่น่าเศร้าที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยเลือกชมกีฬาเพราะต้องการพนันขันต่อมากกว่าโฟกัสไปที่การเล่นและฝึกซ้อมอย่างมั่งมุ่นของนักเตะ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกหลานในเรื่องการไม่เล่นพนันฟุตบอล โดยการหมั่นออกกำลังกายและหาเวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกับลูกหลาน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากข้อมูลของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ศึกษาในปี 2560 ที่ผ่านมา เผยว่า จากการสำรวจคนอายุ 15 ปีขึ้นไปใน 25 จังหวัด พบว่า คนไทยร้อยละ 72.5 หรือเกือบ 40 ล้านคน เคยเล่นการพนัน โดยอันดับแรก ได้แก่ ลอตเตอรี่ ตามมาด้วยหวยใต้ดิน และไพ่ ปิดท้ายการพนันฟุตบอล ที่น่าตกใจ ผู้หญิงเล่นการพนันมากขึ้นปีละ 1.3 ล้านคน ขณะที่ผลสำรวจยังบอกไว้ว่า ในกลุ่มของผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ติดการพนันเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 อีกทั้งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ค่อนข้างเหงา มีเวลาว่างมากเกินไป อีกทั้งบางรายต้องการมีเงินเก็บ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้ทุกคนหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาการติดพนันทุกรูปแบบ ทั้งกลุ่มวัยรุ่น วัยกลางคน และวัยผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลโลกที่กำลังเปิดฉากอย่างดุเดือดในช่วงนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(วันชัย บุญประชา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่ปู-วันชัย บุญประชา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ข้อมูลว่า อันที่จริงแล้วผู้สูงอายุที่เล่นการพนันส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการอยากได้เงิน แต่อาจเป็นเพราะท่านตื่นเต้นและสนุกกับเกมกีฬามากไป และวัยที่มากขึ้นก็ย่อมต้องมีประสบการณ์ หรือรู้จักทีมฟุตบอลชาติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เลยทำให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องการพนันขันต่อ จึงจำเป็นต้องรับชมกีฬาอย่างมีสติ โดยไม่เอาตัวเองเข้าไปสู่ฟุตบอลมากเกินไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งที่เกิดขึ้น ลูกหลานเองก็ควรเข้าไปพูดคุยกับคุณตาคุณยาย ว่าการชมกีฬาต้องไม่เชียร์มากเกินไป เพราะอาจมีปัญหาต่อสุขภาพในแง่ต่างๆ ดังนั้นลุ้นแค่พอสนุกในครอบครัวก็เพียงพอแล้ว เช่น การแบ่งฝ่ายกันเชียร์ฟุตบอล และหากจะมีการเลี้ยงข้าวหรือเลี้ยงน้ำสำหรับฝ่ายที่แพ้ ซึ่งไม่ถือว่ากระตุ้นให้ผู้สูงวัยเล่นการพนันหากว่ารับชมอย่างมีสติ เนื่องจากเป็นการใช้เวลาว่างร่วมกันระหว่างลูกหลานกับผู้สูงอายุ เพราะใจความสำคัญของการพนัน คือการที่ผู้เล่นจะต้องสูญเสียเงินทองออกไปจากครอบครัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทั้งนี้ ประเด็นการเล่นพนันจากการรับชมฟุตบอล จำเป็นอย่างมากที่ทุกคนในสังคมจะต้องช่วยกันรณรงค์ เพราะเงินที่แพร่สะพัดจากการพนันไม่เพียงถูกดึงเข้าไปสู่ระบบของธุรกิจผิดกฎหมายดังกล่าว แต่ยังทำให้ความอบอุ่นในครอบครัวลดน้อยลงจากการเสียเงินไปกับพนันบอล ที่สำคัญยังทำให้คนในครอบครัวกระทำพฤติกรรมในสิ่งที่ไม่ดี เช่น การลักเล็กขโมยน้อย เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินที่ต้องจ่ายหนี้พนัน แต่ถ้าหากมองย้อนกลับไปยังวัยสูงอายุที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลาน ภาพรวมจากปัญหาที่เกิดขึ้นก็สามารถเป็นสิ่งที่คอยเตือนให้คนวัยนี้ ซึ่งคอยตักเตือนลูกหลานให้ตระหนักและไม่ก้าวเข้าไปสู่วงการพนัน อันเนื่องมาจากการเชียร์กีฬาที่เกินขอบเขต หรือไม่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกหลานโดยการเล่นพนันนั่นเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากการชมกีฬาฟุตบอลแบบปลอดการพนันแล้ว การดูกีฬาแบบรักษาสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น หากคู่แข่งขันมาตอนช่วงดึก ก็แนะนำให้ผู้สูงวัยเข้านอนแต่หัวค่ำแล้วจึงค่อยลุกขึ้นมาดู หรือการส่งเสริมให้คุณตาคุณยายออกกำลังกายในช่วงกลางวัน เพื่อให้นอนหลับพักผ่อนได้ในช่วงเวลากลางคืน ตลอดจนการหากิจกรรมสนุกทำด้วยกัน เช่น ทำอาหารทำงาน ทำงานประดิษฐ์ ก็จะทำให้ท่านไม่หมกมุ่นอยู่กับการรับชมฟุตบอลโลกมากเกินไป. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11859</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ทำงาน, ทำงานประดิษฐ์, ทำอาหาร, ฟุตบอลโลก, วันชัย บุญประชา, เชียร์ฟุตบอล, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2bab5d44d6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8566</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2018 20:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาหลีกับสงครามที่ยังไม่ยุติหรืออาจไม่มีวันยุติ (1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ภาพ : คาบสมุทรเกาหลีและพื้นที่รายรอบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ติดตามข่าวเกาหลีเหนือ-ใต้ มักจะได้ยินคำคำหนึ่งว่า 2 ประเทศนี้ยังอยู่ในภาวะสงคราม สงครามเกาหลีที่เริ่มตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 ยังไม่ยุติ (กว่า 68 ปีแล้ว) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการประชุมสุดยอด 2 ผู้นำเกาหลีเมื่อ 24 เมษายน 2018 ระหว่างผู้นำคิม จ็องอึน (Kim Jong-un) กับประธานาธิบดีมุน แจอิน (Moon Jae-in) ใจความหลักคือไม่มีสงครามในคาบสมุทรเกาหลีอีกต่อไป เปิดศักราชสันติภาพ ยกเลิกการแบ่งแยกและเผชิญหน้าแบบยุคสงครามเย็น ลดความตึงเครียดทางทหาร เริ่มยุคสมานฉันท์ ยกระดับการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่และระดับประชาชน การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยชน เดินหน้าการเชื่อมต่อทางถนนกับรถไฟ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นว่าผลการประชุมสุดยอดนี้ประกาศยุติสงครามระหว่าง 2 เกาหลี เริ่มต้นสันติภาพถาวร นำความสุขความยินดีแก่ชาวเกาหลีทั้งมวลที่เฝ้าฝันวันนี้มานานกว่าร้อยปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทความนี้จะนำเสนอจุดเริ่มของความขมขื่นทุกข์ยากของคนเกาหลีที่ดำเนินมาแล้วกว่าศตวรรษ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ญี่ปุ่นต้องครอบครองเกาหลี :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ญี่ปุ่นมองเกาหลีเป็นเส้นทางสู่แผ่นดินใหญ่เรื่อยมา เกาหลีเป็นทางผ่านของอารยธรรมจากจีน เป็นเส้นทางการค้าเก่าแก่ เส้นทางเดินทัพของกองทัพต่างๆ ที่หวังรุกรานญี่ปุ่น ไม่ว่าจะแง่มุมใด ญี่ปุ่นหวังได้เกาหลีเป็นหัวหาดสู่แผ่นดินใหญ่เสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค.ศ.1873 ผู้นำญี่ปุ่นคิดรุกรานเกาหลีโดยอ้างเหตุผลว่าผู้ปกครองเกาหลีไม่ยอมปรับความสัมพันธ์ปกติกับตน 1875 กองเรือญี่ปุ่นเริ่มเปิดฉากโจมตีท่าเรือเกาหลีและเมืองต่างๆ&amp;nbsp; 1876 บังคับให้เกาหลีเปิดเมืองท่าทำนองเดียวกับที่จีนเปิดให้แก่ชาติตะวันตก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงครามเพื่อขยายดินแดนของญี่ปุ่นเริ่มเมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีน ในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 1 เมื่อช่วงปี 1894-95 (First Sino-Japanese War) เป้าหมายของญี่ปุ่นคือการได้ครอบครองแหล่งแร่เหล็กกับถ่านหินของเกาหลี ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลเกาหลีขอความช่วยเหลือจากจีนในฐานะเป็นเจ้าประเทศราชแต่อาจไม่สู้ญี่ปุ่น กองทัพจีนแม้มีจำนวนมากกว่าไม่อาจต้านกองทัพญี่ปุ่นที่ทันสมัยกว่า เกาหลีจึงตกอยู่ใต้อำนาจญี่ปุ่น ความพ่ายแพ้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของกองทัพจีน เหตุผลหนึ่งที่แพ้มาจากการคอร์รัปชันในหมู่ราชการ งบประมาณกองทัพถูกข้าราชการโกงกิน ทหารขาดการฝึกซ้อมและขาดขวัญกำลังใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นทำให้ชาวจีนรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมักถือว่าตนเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่กว่าญี่ปุ่นเสมอมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกาหลีจึงตกอยู่ใต้อำนาจญี่ปุ่น และถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 1910&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามสร้างภาพว่ากำลังพัฒนาเกาหลีให้เป็นชาติอารยะ แต่โดยความจริงแล้ว เกาหลีได้ประโยชน์น้อย ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับญี่ปุ่นทั้งสิ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 1919 ชาวเกาหลีเริ่มต่อต้านการยึดครองอย่างเป็นขบวนการ ในช่วงกลางทศวรรษ 1920 แกนนำการต่อต้านเป็นพวกมีแนวคิดคอมมิวนิสต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวเกาหลีจำนวนร่วมล้านคนเดินขบวนต่อต้านการยึดครอง เรียกร้องเสรีภาพ เป็นเอกราช แต่ชาติมหาอำนาจตะวันตกไม่ทำอะไร เนื่องจากพวกตนต่างมีอาณานิคมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;สภาพอาณานิคม :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดทศวรรษ 1930 กองทัพญี่ปุ่นควบคุมเศรษฐกิจเพื่อการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นพยายามครอบงำเปลี่ยนแปลงสังคมเกาหลี ไม่อนุญาตให้โรงเรียนใช้ภาษาเกาหลี แม้กระทั่งต้องตั้งชื่อเป็นญี่ปุ่นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1930 เมื่อสงครามกับจีนทวีความรุนแรงขยายวงกว้างออกไป กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเกณฑ์แรงงานชายเกาหลีเพื่อทำงานให้กองทัพ และเมื่อเริ่มเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 การขาดแคลนทรัพยากรทำให้ญี่ปุ่นกอบโกยผลผลิตทางการเกษตรกับวัตถุดิบต่างๆ ของเกาหลีทั้งหมด โดยเฉพาะสินแร่สำคัญที่จำเป็นต่อการสร้างอาวุธสงคราม สร้างความทุกข์ยากแก่ชาวเกาหลี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ญี่ปุ่นใช้แรงงานเกาหลีด้วยการเกณฑ์และใช้งานเยี่ยงทาส มีข้อมูลว่ากองทัพญี่ปุ่นใช้แรงงานเกาหลีถึง 2,600,000 คน ในจำนวนนี้ 750,000 คนถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อเป็นแรงงานอุตสาหกรรม ส่วนผู้หญิงกลายเป็นหญิงบำเรอ (comfort women)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในความเป็นอาณานิคม ไม่ว่าจะใช้คนเกาหลีเยี่ยงทาส กึ่งทาสหรืออย่างไรก็แล้วแต่ ญี่ปุ่นมองว่าตนเป็น &amp;ldquo;เจ้าของ&amp;rdquo; เกาหลี &amp;ldquo;อย่างถาวร&amp;rdquo; จึงพยายามเปลี่ยนคนเกาหลีให้ใช้ภาษาญี่ปุ่น มีชื่อญี่ปุ่น ลบล้างความเป็นเกาหลี จึงไม่แปลกที่กองทัพญี่ปุ่นใช้สตรีเกาหลีเป็นหญิงบำเรอ เพราะนั่นคือการใช้ &amp;ldquo;แรงงาน&amp;rdquo; หรือการ &amp;ldquo;ทำงาน&amp;rdquo; อย่างหนึ่งของคนภายใต้อาณานิคม เพื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นอันไพบูลย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เดิมนั้นคือหญิงญี่ปุ่นที่มาด้วยความสมัครใจ แต่เมื่อสงครามขยายตัว ทหารมากขึ้น ความต้องการหญิงบำเรอเพิ่มมากขึ้น หันไปหาสาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ที่หญิงหลายคนไม่ได้มาด้วยความสมัครใจ ถูกล่อลวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงหญิงบำเรอจะหมายถึงสตรีที่ถูกบังคับให้มาปรนเปรอความสุขทางเพศแก่ทหารในกองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่น (Japan&amp;#39;s Imperial Army) เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930-1940 ขณะญี่ปุ่นเป็นเจ้าอาณานิคมหลายแห่งและช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หญิงเหล่านี้มาจากหลายประเทศ ส่วนใหญ่เป็นคนเกาหลีกับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่มีผู้ใดทราบจำนวนหญิงบำเรอที่แท้จริง นักประวัติศาสตร์บางคนชี้ว่าจำนวนทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ 100,000-200,000 ราย แต่ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นว่าน่าจะน้อยกว่านั้น อาจมีเพียง 20,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หญิงเกาหลีที่ให้บริการส่วนใหญ่ถูกเรียกตัวเมื่อมีอายุระหว่าง 14-18 ปี บางคนได้รับการทาบทามแต่แรกว่าให้เป็นโสเภณี แต่ส่วนใหญ่ถูกล่อลวง ข่มขู่และบังคับด้วยกำลัง หลายคนได้รับการชี้ชวนว่าไปทำงานในภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงงาน แต่สุดท้ายเมื่อทราบว่าต้องเป็นหญิงบำเรอก็ไม่สามารถกลับบ้านแล้ว บางรายเป็นการแลกตัวเพื่อผู้ชายในครอบครัวไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; World War II in the Pacific : An Encyclopedia บรรยายว่าเมื่อแรกเริ่มเข้าสู่กระบวนการ หญิงเหล่านี้จะถูกเฆี่ยนตี ข่มขืน จนกว่าเธอจะยอมปรนนิบัติปรนเปรอผู้ชายวันละ 30-40 คน หลายคนติดกามโรคนานาชนิด ถูกบังคับให้ทำแท้งเมื่อตั้งครรภ์ บางคนตัดสินใจหนีชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงอาณานิคม ชาวเกาหลีจำนวนหนึ่งลุกขึ้นต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น เกิดวีรบุรุษทั้งภาคเหนือกับภาคใต้ หนึ่งในนั้นคือคิม อิลซุง (Kim Il-sung) ผู้กลายเป็นผู้นำเกาหลีเหนือในเวลาต่อมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเวลาต่อมา สงครามญี่ปุ่นกับจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;การแบ่งเกาหลีเป็นเหนือ-ใต้ ก่อนสงครามเกาหลี :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อสหรัฐทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก ในขณะนั้นทุกฝ่ายรู้ดีว่าญี่ปุ่นจะต้องประกาศยอมแพ้ อันหมายถึงต้องคืนเกาหลีด้วย แต่ชาติมหาอำนาจไม่คิดคืนแก่ชาวเกาหลีโดยตรง ต้องการอยู่ในอาณัติของชาติมหาอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 9 สิงหาคมสหรัฐทิ้งระเบิดนิวเคลียร์อีกลูกที่นางาซากิ วันต่อมา รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจแบ่งเกาหลีออกเป็น 2 ส่วน โดยใช้เส้นขนานที่ 38 ทางเหนือโซเวียตรัสเซียจะเป็นคนดูแล ส่วนทางใต้อยู่ในการดูแลของสหรัฐ ฝ่ายโซเวียตเห็นชอบในข้อตกลงลับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแบ่งเกาหลีเป็นเหนือกับใต้จึงมาจากข้อตกลงลับระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับโซเวียตรัสเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 15 สิงหาคม 1945 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม กองทัพสหรัฐกับพันธมิตรเข้ามาควบคุมทางตอนใต้ รัฐบาลสหรัฐหวังญี่ปุ่นช่วยดูแลเกาหลีใต้ (เพราะเป็นเจ้าอาณานิคมเดิม) ด้านกองทัพโซเวียตเข้ามาปลดอาวุธทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในตอนเหนือของเกาหลี และพยายามติดต่อชาวเกาหลีที่ต่อต้านญี่ปุ่นเพื่อขอความร่วมมือปกครองเกาหลีเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะเห็นได้ว่าในตอนนี้เกาหลีใต้ส่วนที่เป็นอาณานิคมญี่ปุ่น ไม่ได้ปลดแอกตัวเอง แต่เปลี่ยนเจ้าอาณานิคมเนื่องจากเจ้าอาณานิคมเดิมแพ้สงคราม ส่วนพื้นที่ตอนเหนืออยู่ใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เส้นทางอนาคตของเกาหลีเหนือ-ใต้มุ่งสู่ทิศทางแตกต่างชัดเจน สงครามโลกยุติแต่ปัญหาเกาหลีเหนือ-ใต้เพิ่งจะเริ่มต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าชาวเกาหลีจะชอบหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ที่มา : https://www.transcend.org/tms/wp-content/uploads/2015/08/north-south-korea-map-asia.gif&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8566</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาบสมุทรเกาหลี, คิม จ็องอึน, ญี่ปุ่น, ดีมุน แจอิน, ทำงาน, สถานการณ์โลก, เกาหลี, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37c198cdef1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
