<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 19:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 19:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯ ทำงานที่บ้านตามมาตรการสาธารณสุขยกระดับคุมโควิด เริ่ม 20 ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า&amp;nbsp;เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เรื่องการขอความร่วมมือทุกภาคส่วนเวิร์คฟอร์มโฮม&amp;nbsp;(wfh)&amp;nbsp;หรือการทำงานที่บ้าน&amp;nbsp;100%&amp;nbsp;นั้น&amp;nbsp;ล่าสุดในส่วนของ&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;จันทร์โอชา&amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม&amp;nbsp;ได้ตัดสินใจเวิร์คฟอร์มโฮมที่บ้านพัก&amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ก.ค.เป็นต้นไป&amp;nbsp;โดยนายกฯจะทำงานและสั่งการในช่องทางสื่อสารต่างๆที่เหมาะสม&amp;nbsp;ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;จะใช้การประชุมรูปแบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากบ้านพัก&amp;nbsp;แต่หากบางวันมีภารกิจจำเป็นที่ต้องเดินทางมายังทำเนียบฯ&amp;nbsp;ก็จะพยายามใช้ระยะเวลาไม่นาน&amp;nbsp;ทั้งนี้&amp;nbsp;การตัดสินใจเวิร์คฟอร์มโฮมของนายกฯ&amp;nbsp;ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการลดการเดินทางของเจ้าหน้าที่และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;ที่ต้องมาปฏิบัติงานที่ทำเนียบฯเวลาที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลด้วยว่า&amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด&amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;ล่าสุดเมื่อวันหยุดที่ผ่านมา&amp;nbsp;มีรายงานว่าผลตรวจของข้าราชการทำเนียบฯรายหนึ่ง&amp;nbsp;ที่ปฎิบัติหน้าที่เดินเอกสารสำคัญประจำห้องทำงานของ&amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร&amp;nbsp;วงษ์สุวรรณ&amp;nbsp;รองนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;ที่ตึกบัญชาการ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มีผลตรวจติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับ&amp;nbsp;พล.อ.ประวิตร&amp;nbsp;แต่ยังถือว่ามีไทม์ไลน์ในการทำงานที่เสี่ยงกับฝ่ายปฏิบัติงานด้านอื่นๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานที่บ้าน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e646a320321.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109428</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 10:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปลัดสปน.&#039;สั่งข้าราชการทำงานที่บ้าน99%ถึง31ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้ลงนามในประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ฉบับที่ 4 ระบุว่าตามประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก(เวิร์ก ฟรอม โฮม) และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19)เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 กับ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 และ ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ได้กำหนดให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติงานภายในที่พัก(เวิร์ก ฟรอม โฮม) จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 อย่างต่อเนื่อง ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2564 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) หรือ​ศบค.ในการประชุมเมื่อวันที่&amp;nbsp; 9 กรกฎาคม 2564 ได้กำหนดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) ที่เข้มงวดมากขึ้นในการจำกัดการเคลื่อนย้าย การรวมกลุ่มทำกิจกรรม หรือการปิดสถานที่เพิ่มเติม เนื่องจากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงมากขึ้น จากการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคที่แพร่ระบาดได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรการการปฏิบัติในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนใช้การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้มากที่สุด โดยไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินที่สำคัญ และการบริการประชาชน ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา&amp;nbsp; 16 และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1022/ว 6 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2564 จึงขอให้บุคลากรสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานภายในที่พัก(เวิร์ก ฟรอม โฮม ) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 99 ยกเว้น งานบริการประชาชนให้ปฏิบัติงานที่สำนักงาน เท่าที่จำเป็น ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp; 12-31 กรกฎาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอให้ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ ผู้อำนวยการกอง ตรวจสอบและกำชับให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติงานภายในที่พัก และปฏิบัติตามมาตรการของ ศบค. มาตรการด้านสาธารณสุข รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติงานภายในที่พัก (เวิร์ก ฟรอม โฮม ) และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ตามประกาศสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2564.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109428</URL_LINK>
                <HASHTAG>99%, ทำงานที่บ้าน, ธีรภัทร ประยูรสิทธิ, ปลัดสปน., เวิร์กฟรอมโฮม, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ebb9324904c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์เตือนระวังโรคเวิร์คฟอร์มโฮมซินโดรม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 64 - นับตั้งแต่ได้สัมผัสกับชีวิตแบบเวิร์คฟอร์มโฮม&amp;nbsp;(Work From Home)&amp;nbsp;เป็นครั้งแรก หลายๆ คนคงคิดในใจว่าความสุขของชีวิตทำงานกำลังจะประดังเข้ามา เพราะไม่ต้องยื้อแย่งที่ว่างบนท้องถนน ทั้งความเครียดในวันวุ่นๆ ก็คงลดน้อยลง จนทำงานได้แบบชิลๆ ทั้งวันแน่ๆ แต่เมื่อวันเวลาของการทำงานที่บ้านค่อยๆ ผ่านไป กลับกลายเป็นเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับความเครียด จนแทบจะเป็น&amp;nbsp;Work From Home Syndrome&amp;nbsp;แทน&amp;nbsp;Office Syndrome&amp;nbsp;แล้ว กระทั่งวิธีการคลายเครียดเดิมๆ ที่เคยทำก็ดูจะเอาไม่อยู่ จนเแทบไม่เหลือทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากสรรหาวิธีการใหม่ มารับมือกับอาการที่ไม่คุ้นเคยนี้ เพื่อทวงวันคืนสงบสุขกลับมาโดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;
แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า&amp;nbsp;เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของโรคโควิด-19&amp;nbsp;รวมถึงการทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม คือสิ่งที่ส่งผลกระทบทางลบต่อจิตใจอย่างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาที่คนส่วนใหญ่พบเจอคือภาวะตึงเครียดจากการต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจากมาตรการเพื่อลดการระบาด หรือมาตรการทำงานของบริษัทก็ตาม
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อพื้นที่ที่ควรเป็นบ้านสำหรับพักผ่อน เปลี่ยนมาเป็นที่ทำงาน ผู้คนส่วนใหญ่จึงมีปัญหาในการปรับตัวที่เลี่ยงได้ยาก ทั้งเส้นแบ่งชีวิตงานและชีวิตพักผ่อนไม่ชัดเจน จนไม่สามารถปิดจบงานในแต่ละวันได้ เกิดความเหนื่อยล้าจากการประชุมทางไกลที่ต้องใช้ทั้งสมาธิและเวลามากขึ้นกว่าเดิม หรือกระทั่งการถูกคาดหวังให้สแตนด์บายงานตลอดเวลา จนเกิดความกดดันและพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ&amp;rdquo; แพทย์หญิงดุจฤดี กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ การทำงานในพื้นที่ปิด ทั้งในห้อง คอนโด หรือทาวน์เฮ้าส์ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความเครียดหลายอย่าง เช่น การอยู่กับตัวเองมากไป จนรู้สึกอุดอู้ เกิดความคิดฟุ้งซ่าน ไม่มีพื้นที่ให้ระบายออก หรือบางคนที่อยู่ร่วมกับสมาชิกครอบครัวเป็นเวลานาน ก็มีสิทธิ์ทำให้เกิดความเครียดที่ถูกจำกัดพื้นที่ และตามมาซึ่งปัญหาด้านความสัมพันธ์ได้เช่นกัน
&amp;nbsp;
เมื่อมองลึกลงไป ปัญหาของสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;และการทำงานที่บ้าน&amp;nbsp;ดูจะเป็นปัจจัยใหญ่ที่ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเครียดครบทั้งด้านร่างกายจากเวลาพักผ่อนที่น้อยลง ความเครียดด้านจิตใจจากการวิตกกังวลเรื่องโรคระบาดและหน้าที่การงาน รวมถึงความเครียดด้านสังคมเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน จนยากต่อการปรับตัว
&amp;nbsp;
แน่นอนว่าทันทีที่สภาวะความเครียดเริ่มก่อตัวในร่างกาย สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าคือผลกระทบแบบนามธรรมของอาการต่างๆ ที่จะตามมาอย่างต่อเนื่องเข้าทำร้ายเราพร้อมๆ กันจนช้ำไปทั้งตัว เช่น การมีภูมิคุ้มกันต่ำลง นำมาซึ่งอาการเจ็บป่วยได้ง่าย หรือผลกระทบด้านจิตใจ ที่จะทำให้เราหงุดหงิด-โมโหง่าย ขาดสมาธิ อารมณ์แปรปรวน มีอาการหลงลืม
&amp;nbsp;
เมื่อเกิดสภาวะเครียด หลายคนจึงเริ่มหันไปพึ่งพาพฤติกรรมที่สร้างการผ่อนคลายหรือระบายอารมณ์ในระยะสั้น แต่ในเมื่อการ&amp;nbsp;WFH&amp;nbsp;ไม่รู้จะจบลงตอนไหน การผ่อนคลายจะเริ่มทำบ่อยเข้าจนติดเป็นนิสัย จนส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในระยะยาว เช่น การติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ติดเล่นการพนัน กินที่มากขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;
ซ้ำร้ายแล้ว การต้องตกอยู่ในภาวะสภาพจิตใจย่ำแย่เช่นนี้เป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เกิดอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ตามมาอย่าง&amp;nbsp;&amp;ldquo;อาการซึมเศร้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;อีกด้วย
&amp;nbsp;
แพทย์หญิงดุจฤดี กล่าวว่า ภาวะซึมเศร้าเป็นอาการที่อันตราย และมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ง่ายกับบุคคลที่มีความเครียดสะสม โดยเฉพาะกับสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ ดังนั้น การสำรวจตัวเองถึงความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า จึงถือเป็นแนวทางสำคัญต่อการทำงานที่บ้าน ซึ่งถ้าใครมีอาการอยู่ในอารมณ์เศร้าหมอง ไม่มีความสุขตลอดทั้งวัน ไม่อยากทำอะไร นอนไม่หลับหรือหลับมากไป เบื่ออาหารหรือรับประทานมากผิดปกติ ไม่มีสมาธิจดจ่อกับงาน รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง หรือรู้สึกอยากหายไป ติดๆ กันหลายวัน อยู่อย่างน้อย&amp;nbsp;2&amp;nbsp;สัปดาห์&amp;nbsp;ทั้งหมดนี้เป็นอาการของโรคซึมเศร้า และเป็นสัญญาณว่าเราควรไปพบจิตแพทย์โดยด่วน
&amp;nbsp;
ถ้าโชคดีหน่อยหากสำรวจตัวเองแล้วว่าอาการยังไม่ลงลึกไปถึงขั้นซึมเศร้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะจัดการความเครียดไปได้แล้ว อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ การรับมือกับความเครียดก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่สำหรับเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ต่างอะไรกับแท็บเล็ตหรือโปรแกรม&amp;nbsp;ZOOM&amp;nbsp;เลยแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
หากใครเป็นคนชอบออกกำลังกาย หรือมีเพลย์ลิสต์เพลงชื่นชอบส่วนตัวอยู่ใกล้ๆ นั่นจะหมายถึงการลดความเครียดอย่างมีคุณภาพได้ไปเปลาะหนึ่งแล้ว แต่หากเสียงเพลงยังช่วยได้ไม่มากพอ บางคนอาจชื่นชอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เทรนด์การฟังเสียงลักษณะอื่นแทน เช่น เสียงธรรมชาติ น้ำตก ฝนตก หรือแม้กระทั่งเสียง&amp;nbsp;ASMR (autonomous sensory meridian response)&amp;nbsp;อย่างเสียงแคะหู เสียงกระซิบ เสียงลูบสิ่งของ เสียงกิน ก็มีหลายคนให้ประสบการณ์ว่าเสียงเหล่านี้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้จริงๆ
&amp;nbsp;
การคลายความเครียดมีหลากหลายรูปแบบขึ้นกับความสุขของแต่ละคน แต่นอกเหนือจากนี้ ทุกคนควรรู้จักกับแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างนิสัยให้เคยชินกับสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;และการทำงานที่บ้าน เช่น การติดตามข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน หรือลดความถี่ในการติดตามข่าวสารลง แน่นอนว่ามันจะทำให้เรารู้ช้ากว่าคนอื่นบ้าง แต่หากข่าวสารนั้น มีเนื้อหาสาระข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง คัดกรองมาแล้วและไม่ทำให้เราเครียดและเหนื่อยล้า มันก็ดีกว่าการรับข่าวสารมากไปเป็นไหนๆ
&amp;nbsp;
หลายๆ ความเครียดจากเวิร์คฟอร์มโฮมส่วนใหญ่มักเป็นผลที่มาจากการทำงาน ดังนั้น ต้องไม่ลืมว่างานไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตเรา ในเมื่อทุกคนล้วนมีกิจกรรมที่ชื่นชอบอยู่แล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะเอาเวลาเล็กๆ น้อยๆ มาหาความสุขเพื่อเยียวยาตัวเองบ้าง หรือหากใครไม่มี ก็ลองใช้โอกาสนี้หากิจกรรมที่ชอบดู เพื่อมองเห็นจุดแบ่งชีวิตและงานได้ชัดเจนมากขึ้น ให้ความสุขเล็กๆ มาแบ่งเบาภาระงานที่แบกอยู่ ให้รู้สึกเบาตัวขึ้น เท่านี้ทุกคนก็น่าจะผ่านพ้นช่วงเวิร์คฟอร์มโฮมไปได้โดยไม่เครียดแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105944</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, ทำงานที่บ้าน, เวิร์คฟอร์มโฮม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1e68673f6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2021 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2021 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสทช.กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลสัญญาณช่วงWork from Home </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค. 2564 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ตามที่สำนักงาน กสทช. ได้เชิญผู้ประกอบการโทรคมนาคม ได้แก่ ค่ายมือถือทุกค่าย และผู้ให้บริการเน็ตบ้านทุกราย เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระบาดรอบใหม่ เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาล ที่ให้มีการทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) โดยที่ประชุมได้มีการหารือกันอย่างกว้างขวาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานได้เน้นย้ำแนวทางการสนับสนุนการทำงานที่บ้านของประชาชนโดยให้แต่ละบริษัทเพิ่มความเร็วและความจุการใช้งานดาต้า สำหรับประชาชน นักเรียน นิสิตนักศึกษา พร้อมทั้งกำชับให้ค่ายมือถือทุกค่ายและผู้ให้บริการเน็ตบ้านทุกราย ดูแลคุณภาพสัญญาณการให้บริการให้ใช้งานได้อย่างดี ไม่สะดุด ในส่วนของรายละเอียดตัวแทนของแต่ละบริษัทรับจะนำไปหารือกับผู้บริหารระดับสูงต่อไป ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในวันจันทร์หน้า
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88884</URL_LINK>
                <HASHTAG>Work from Home (WFH), ทำงานที่บ้าน, ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210105/image_big_5ff42d2619280.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2021 18:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2021 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินออกประกาศให้พนักงานทำงานที่บ้าน 4-13 ม.ค.   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.กีรป &amp;nbsp;กฤตธีรานนท์ &amp;nbsp;เลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน &amp;nbsp;ลงนามในคำสั่งเรื่องการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 &amp;nbsp;โดยคำสั่งมีผลตั้งแต่วันนี้ (3 ม.ค.)​ซึ่งในคำสั่งระบุว่าได้มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;ประกอบกับมีการรายงานการตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดและเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ &amp;nbsp;ประกอบกับเพื่อให้การปฏิบัติงานของสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีความสอดคล้องกับ สถานการณ์ &amp;nbsp;มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;โดยคํานึงถึงคุณภาพ &amp;nbsp;ชีวิตและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของพนักงานและลูกจ้างของสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นสําคัญ &amp;nbsp;ซึ่งคำสั่งกำหนดว่าให้บุคลากรของสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินงดการเดินทางข้ามจังหวัด &amp;nbsp;หรือเดินทางเข้าไปยัง พื้นที่ควบคุมสูงสุด &amp;nbsp;ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ยกเว้นการเดินทางมาปฏิบัติงานที่สํานักงาน ทั้งนี้ หากบุคลากรของสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีเหตุจําเป็นต้องเดินทางข้ามจังหวัด หรือเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ควบคุมสูงสุด ให้ขออนุญาตต่อสํานักงาน เป็นรายกรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การกําหนดบุคลากรของสํานักงานเป็นกลุ่มเสี่ยง ต่อการติดเชื้อดังกล่าว ได้แก่ พนักงานหรือลูกจ้างที่มีโรคประจําตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง โรคปอดและ ระบบทางเดินหายใจ โรคอ้วน โรคตับ โรคหัวใจ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน. พนักงานหรือลูกจ้างที่ต้องเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ โดยให้บุคลากรกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อดังกล่าวปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย นับตั้งแต่วันที่ 4 -31 &amp;nbsp;ม.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และการมอบหมายให้ปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย นับตั้งแต่วันที่ 4 - 13 ม.ค. 2564 &amp;nbsp;โดยให้ผู้อํานวยการสํานัก ผู้อํานวยการสถาบัน หัวหน้าหน่วย &amp;nbsp;มอบหมายให้พนักงานและ ลูกจ้างในสังกัดจํานวนอย่างน้อยกึ่งหนึ่ง &amp;nbsp;นํางานกลับไปทําที่พักอาศัย &amp;nbsp;โดยคํานึงถึงเป้าหมาย ผลผลิต ตัวชี้วัด ของภารกิจ โดยให้ปฏิบัติงานจากที่พักอาศัยเป็นเวลา 14 &amp;nbsp;วัน ยกเว้นพนักงานและลูกจ้างที่เป็น กลุ่มเสี่ยงต่อการติดโรคติดเชื้อดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกนี้ในคำสั่งยังกำหนดในเรื่องการรายงานการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย การทำงานและประสานโดยใช้ระบบสื่อสาร &amp;nbsp;และในระหว่างการปฏิบัติงานจากที่พักอาศัย &amp;nbsp;หากพนักงานและลูกจ้างผู้ปฏิบัติงานจาก ที่พักอาศัย มีไข้ อุณหภูมิสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป มีอาการไอแห้ง ๆ หรือไอมีเสมหะเกิน 1 สัปดาห์ และมีอาการหายใจลําบาก &amp;nbsp;เหนื่อยหอบ หรือมีภาวะเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อดังกล่าว ให้รีบพบแพทย์และแจ้ง &amp;nbsp;ต้นสังกัดทราบโดยเร็วในวาระแรกที่สามารถกระทําได้ เพื่อรายงานต่อเลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทราบ และให้พิจารณาสั่งให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติงานเป็นเวลา &amp;nbsp;14 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้ง &amp;nbsp;ซึ่งการหยุดปฏิบัติงานตามข้อนี้ไม่ถือเป็นวันลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน &amp;nbsp;เป็นหน่วยงาน ที่อยู่ในศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ​อาคาร บี ที่ออกคำสั่งดังกล่าว &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากระทรวงดิจิทับเศรษฐกิจเพื่อสังคมฯ ออกประกาศตั้งแต่ 28 ธ.ค. โดยให้ยึดหลักทำงานที่บ้าน &amp;nbsp;30% &amp;nbsp;ของแต่ละกอง &amp;nbsp; ขณะที่หน่วยงานอื่นอาจมีคำสั่งให้พนักงานและลูกจ้างทำงานทีาบ้านตามมา อย่างเช่นสำนักงาน​คณะกรรมการ​การ​เลือกตั้ง​(กกต.)และ สำนักงาน​คณะกรรมการ​สิทธิ​มนุษยชน​แห่งชาติ​ (กสม.) ที่จะมีการประชุมในเรื่องมาตราการดังกล่าวพรุ่งนี้ (4 ม.ค.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88687</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานที่บ้าน, พ.ต.ท.กีรป  กฤตธีรานนท์, เลขาธิการสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210103/image_big_5ff1abb0721e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65843</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 18:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปลัดสปน.&#039; ขานรับนโยบายนายกฯ จี้หน่วยงานราชการทำงานที่บ้านให้มากขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีและครม.เห็นชอบเรื่องการทำงานเหลื่อมเวลาของข้าราชการให้มีมากขึ้น เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า ในส่วนของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังพิจารณา 3 ช่วงเวลา คือ 07.30 น. , 08.30 น. , 09.30 น. และบวกไป 8 ชม. ซึ่งข้าราชการในส่วนของ สปน.กว่า 700 คนนั้น จะดำเนินการทำงานเหลื่อมเวลาได้อย่างไรบ้าง โดยให้ยึดตามความเหมาะสมและความจำเป็น แต่ในส่วนของระบบงานต่างๆที่ต่อเนื่องมาที่ได้ทดลองใช้ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่างานในส่วนต่างๆสามารถเดินหน้าไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรภัทร กล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น ได้มีการหารือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผลการทำงานที่บ้านหรือที่เรียกว่าเวิร์คฟอร์มโฮม และการทำงานเหลื่อมเวลา ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้มานำเสนอต่อเนื่องมาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือกัน ซึ่งนายวิษณุยังได้สั่งการให้ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของรัฐ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและวางแนวทาง การทำงานในอนาคตของการพัฒนาระบบราชการไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวว่า เบื้องต้นนายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายทุกส่วนราชการดำเนินการจัดเรื่องเหลื่อมเวลาเนื่องจากมีผลต่อเนื่องหลายเรื่องทั้งเรื่องการป้องกันการระบาดโควิด-19 เรื่องการจราจรและการบริการประชาชน นายกฯให้นำข้อมูลต่างๆ ที่มีการประเมินในช่วงเวลาที่ผ่านมาไปวางแผนเพื่ออนาคต ตอนนี้เรื่องเวิร์คฟอร์มโฮมที่ครม.สั่งการขอให้ได้ 50:50 ซึ่งก.พ. ได้รายงานค่าเฉลี่ยเบื้องต้นก็ปฏิบัติได้ 50:50 แล้ว แต่จะมีบางหน่วยงานที่จะเวิร์คฟอร์มโฮมไม่ได้ 100% เช่น ฝ่ายความมั่นคง งานด้านสาธารณสุข การบริการประชาชน ซึ่งในส่วนดังกล่าวยังคงไว้เนื่องจากจำเป็นแต่ในส่วนอื่นนายกรัฐมนตรีขอให้ไปลองปรับดู เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและการทำงานสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้และประชาชนยังได้ประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้ร้องเรียนผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สปน.ทำเนียบรัฐบาล 1111 นั้นสปน. ได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีได้รับทราบในทุกมิติเพื่อสั่งการให้ดำเนินมาตรการรองรับและทำการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระยะที่หนึ่ง สอง สาม รวมถึงการนำมาเป็นข้อมูลข้อเสนอแนะในการผ่อนปรน ผ่อนคลาย กิจการและกิจกรรมต่างๆด้วย สปน. ทำงานส่วนนี้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ และยังมีหลายหน่วยงานที่เปิดสายด่วนให้โทรเข้ามาร้องเรียน เช่น ศูนย์ดำรงธรรมของกระทรวงมหาดไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ความมั่นคงทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากปลดล็อคเฟสแรกแล้วสายด่วน 1111 ได้รับแจ้งกรณีที่กิจกรรมหรือกิจการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจำนวนมากหรือไม่ ปลัดสปน. กล่าวว่า มีอยู่ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลมาก็ได้ส่งไปให้ฝ่ายความมั่นคงไปติดตามต่อ เช่น แจ้งว่ากิจการนั้นๆ ไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติตามไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ทุกคนจะต้องช่วยกันพูดและแนะนำเพื่อไม่ให้เกิดแคลงใจกัน และถ้าทางส่วนราชการไปเตือนแล้วผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามก็คงต้องถูกปิดกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรภัทร กล่าวว่า สำหรับเรื่องร้องเรียนที่มีเข้ามาสูงที่สุดยังคงเป็น เรื่องการช่วยเหลือ เยียวยา ความเดือดร้อนของประชาชน 5,000 บาท ซึ่งคิดว่าภายในเดือนพฤษภาคมนี้น่าจะเบาลง เพราะทางกระทรวงการคลังสามารถดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือเบื้องต้นได้แล้ว และในส่วนของเกษตรกรก็กำลังจะได้รับตามมา และในช่วง 3-4 วันข้างหน้านี้ กระทรวงการคลังยังคงเปิดรับข้อมูลเรื่องร้องทุกข์ต่างๆ ที่กรมประชาสัมพันธ์ด้วย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ศูนย์1111ไปร่วมประสานงานอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอฝากว่า ประชาชนทั่วไปที่อยู่ต่างจังหวัดนั้นไม่ต้องเดินทางเข้ามาถึงในกรุงเทพฯ&amp;nbsp;เพราะขณะนี้การร้องเรียนทุกเรื่องและความช่วยเหลือต่างๆนั้นสามารถดำเนินการได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมของทุกจังหวัด ที่ศาลากลางจังหวัด รวมถึงด้านการเกษตรที่เกษตรกรสามารถร้องได้ทั้งที่ศูนย์ดำรงธรรม และที่เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล ได้ จะได้ไม่ต้องเข้ามาในส่วนกลาง&amp;quot;ปลัดสำนักนายกฯระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65843</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำงานที่บ้าน, ธีรภัทร ประยูรสิทธิ, ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200414/image_big_5e951ec4a76ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61636</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปิดระบบขนส่ง บิ๊กตู่ขู่ถ้าสถานการณ์ยังไมดี่ขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผู้ติดเชื้อในไทยเพิ่มอีก 127 ราย ทำยอดรวมอยู่ที่ 1,651 ราย &amp;ldquo;กทม.-นนทบุรี&amp;rdquo; มีผู้ป่วยสูงสุด ตามด้วยภาคใต้ ศบค.บอกยังไม่มีล็อกดาวน์เพิ่ม แต่วอนเอกชนคำนึงเรื่องทำงานที่บ้าน-เหลื่อมเวลา &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ติดหนวดให้มหาดไทยปิดทุกพื้นที่ พร้อมให้คมนาคมไปส่องเรื่องขนส่งสาธารณะในเมืองกรุงหลังพบยังใช้บริการหนาแน่น จ่อลดเที่ยวก่อนซัตดาวน์บริการหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ปลัด สธ.รับห่วงปัญหาขนส่งอาหาร-วินมอเตอร์ไซค์แพร่เชื้อ กำชับเว้นระยะห่าง หมอสุขุมเปิด 19 จังหวัดปลอดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นครั้งที่ 2 ตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่าท่านเองปรับเปลี่ยนวิธีการ สร้างระยะห่างทางบุคคล เพราะทำเนียบฯ มีคนจำนวนมากต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โดยนายกฯ ยังขอบคุณประชาชนที่สร้างปรากฏการณ์ปรบมือให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังแถลงถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยว่า มีผู้ป่วยเพิ่ม 127 ราย ซึ่งกลุ่มใหญ่ 62 รายมาจากสนามมวย สถานบันเทิง และสัมผัสผู้ใกล้ชิด รวมทั้งผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 49 ราย เป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และคนต่างชาติ โดยมีกลุ่มอาชีพเสี่ยง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 3 ราย ซึ่งเกี่ยวโยงกับสัมผัสผู้ป่วย ซึ่ง สธ.จะหามาตรการป้องกันส่วนนี้ และอีก 16 คนรอสอบสวนโรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอดผู้ป่วยสะสม 1,651 ราย กระจายใน 61 จังหวัด เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน เป็นผู้ป่วยชาย อายุ 48 ปี เป็นนักดนตรีทำงานใน กทม. มีโรคเบาหวานและมะเร็ง เริ่มป่วยตั้งแต่ 20 มี.ค. มีอาการไอ มีไข้ หลังกลับจาก กทม.ไปต่างจังหวัด โดยมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบหายใจล้มเหลว รวมยอดผู้เสียชีวิต 10 ราย ส่วนตัวเลขผู้ป่วยใน กทม.และนนทบุรียังเป็นตัวเลขที่สูงอยู่ 869 ราย ภาคตะวันออกเฉียง 77 ราย ภาคเหนือ 55 ราย ภาคกลาง 172 ราย ภาคใต้ 206 ราย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลังจากประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 7 วัน หากร่วมมือดี ตัวเลขติดเชื้อใหม่ควรลดลง สำหรับ 3 วันนี้ที่ลดลงต่อเนื่อง นายกฯ พอใจในระดับหนึ่ง แต่ไม่นิ่งนอนใจ ยังไม่สามารถไว้วางใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ ยังต้องติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด และสั่งให้ปลัด สธ.ติดตามตัวเลขและรายงานสม่ำเสมอ โดยการปรับเปลี่ยนมาตรการอะไรจะเป็นไปตามข้อมูลของ สธ. ถ้าประชาชนให้ความร่วมมือ ตัวเลขลดลง จะไม่เพิ่มมาตรการ แต่ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นมาตรการก็ต้องเข้มขึ้น เพื่อคุมให้เป็นศูนย์ให้หมด โดยตอนนี้ขอร้องให้งดเว้นไม่ให้มีการร่วมสังสรรค์หรือทำกิจกรรมบันเทิงทั้งสิ้น ส่วนการขอความร่วมมือถ่ายทอดสดมวย แข่งเรือเจ็ตสกี และกองถ่ายละคร เป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ย้ำว่าเป็นการขอความร่วมมือ แต่ถ้าท่านยังทำอยู่ถือว่ามีความเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้จ่ายงบกลางที่นำมาแก้ไขปัญหาโควิด-19 นั้น นายกฯ ให้ความสำคัญมาก โดยการจัดสรรงบกลางจะเป็นการเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งค่าเสี่ยงภัย ค่าล่วงเวลา และการจัดสรรอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดย สธ.ได้รับไปดำเนินการในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และเตรียมโรงพยาบาลสนาม นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้ชื่นชมเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน ที่ออกมาโพสต์เตือนล่วงหน้าว่า วันที่ 1 เม.ย. เป็นวัน April Fool&amp;#39;s Day หรือวันโกหก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของฝรั่ง แต่ของไทยอย่ามาโกหกในเรื่องที่เกี่ยวกับโควิด-19 เพราะจะมีความผิด โทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท ส่วนกระแสข่าวว่าจะชัตดาวน์หรือล็อกดาวน์ กทม.นั้น ยืนยันว่าเรายังใช้เฉพาะบางจุดตามประกาศเดิม ยังไม่มีข้อสั่งการเพิ่มเติมจากนายกฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เอกชนที่ยังให้ลูกจ้าง พนักงานมาทำงานตามปกติ ทั้งที่บางงานสามารถทำที่บ้านได้นั้น ขอให้ประเมินว่าการนำคนมารวมกันกับการกระจายงานให้ไปทำ อันไหนเสี่ยงกว่ากัน เชื่อว่าผู้บริหารคงเข้าใจตรงนี้ และพิจารณาได้ว่าทำแบบไหนจะมีผลเสียมากกว่ากัน คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะให้ทำงานที่บ้านหรือทำงานเหลื่อมเวลา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 13.25 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านไลฟ์สดทางเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า ว่าที่ผ่านมาเป็นเวลา 7 วันแล้วที่คนใน กทม.เดินทางกลับต่างจังหวัด สถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มสูงขึ้น วันนี้อยากกราบเรียนว่า การที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ก็เป็นมาตรการที่ทำให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่ามีการตรวจสอบคัดกรองมากยิ่งขึ้น ประชาชนที่รู้ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเข้าพบแพทย์มากขึ้น ทำให้มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจ ใครที่ไม่ได้ใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่ดูแลตัวเองดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตรวจ เพราะเรามีความจำเป็นต้องควบคุมการใช้จ่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อให้เพียงพอกับผู้ที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการปรับมาตรการต่างๆ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งรับผิดชอบตามกฎหมาย ร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีอำนาจพิจารณาทั้งเรื่องการห้ามประชาชนเข้า-ออกพื้นที่ในจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น หรือพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดก็มีการปิดหลายสถานที่ ห้ามจำหน่ายสุรา ห้ามเล่นกีฬา ในเรื่องของการพนัน มีมาตรการเด็ดขาดต้องถูกลงโทษตามกฎหมายในทุกพื้นที่ โดยได้สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือน ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อย่างเต็มที่ ส่วนการเดินทางของประชาชนออกนอกเขต นอกจังหวัด วันนี้หลายคนก็เป็นห่วง อยากให้ปิด อยากให้หยุด อยากให้อะไรต่างๆ เราก็ต้องดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลายอย่างด้วย โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อหาสินค้า ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง รัฐบาลก็เน้นให้บริการแกร็บ ไลน์แมน มีการตรวจสอบการติดเชื้อของผู้ให้บริการเหล่านี้ด้วย และอย่าไปแออัดในร้านค้าที่รับของไปส่งด้วย เพราะจะนำการแพร่เชื้อไปสู่ผู้บริโภค ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองและผู้อื่นเสมอ&amp;nbsp;
จ่อชัตดาวน์ขนส่งสาธารณะ
&amp;ldquo;การเดินทางได้ให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณา หากยังมีการเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นจำนวนมากอยู่ ซึ่งเราก็เข้าใจถึงความสะดวก แต่บางคนก็ใช้โดยไม่จำเป็น จึงได้ให้ไปดูว่าการให้บริการขนส่งต่างๆ ของภาครัฐจะทำอย่างไร จำเป็นต้องลดจำนวนลงหรือไม่ หรือกำหนดให้บริการกี่เที่ยวต่อวัน ในเมื่อให้ทำกันเองแล้วยังไม่เรียบร้อยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ต่อไปต้องเจอสถานการณ์การลดให้บริการทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสาร หรือรถเมล์ ก็จำเป็นต้องลดเที่ยวให้บริการ จนกว่าจะเรียบร้อย ถ้ายังไม่เรียบร้อยอีกก็จะหยุดให้บริการทั้งหมด&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการประเมินผลด้านต่างๆ หลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ได้ประเมินผลทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ทั้งในที่ประชุม ครม.และที่ประชุมอนุกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่มีนายกฯ เป็นผู้นำอยู่แล้ว มีการทบทวนทุกสัปดาห์ โดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจตามกฎหมายใช้ได้ 3 เดือน แต่วันนี้ประกาศใช้ 1 เดือนก่อน หากประเมินผลแล้วถ้ายังจำเป็นก็จะประกาศต่อในเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 โดยมาตรการเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้นเวลานี้ยังไม่มีแนวโน้มจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้จะให้หน่วยงานไปพิจารณาเรื่องอะไรที่ทำแล้วได้ผลและดีขึ้น อาจผ่อนผัน แต่ถ้าอันไหนยังไม่ดีขึ้น ก็เข้มงวดมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการควบคุมคนต่างประเทศที่เข้ามาในไทย วันนี้มีเฉพาะที่มีการทำงานในไทยอยู่แล้วเท่านั้น แต่ในส่วนอื่นๆ หากเข้ามาโดยเฉพาะจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องเข้าสู่มาตรการกักตัว 14 วัน ทั้งสถานที่ของรัฐและที่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแล และเมื่อสู่ภูมิลำเนาทุกคนต้องถูก สธ.บันทึกข้อมูลโดยร่วมกับ มท. ผ่านแอปพลิเคชันติดตามตัวควบคุมยังถิ่นที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยังกล่าวว่า วันนี้ต้องขอโทษด้วยที่ขยับหน้ากาก เพราะรู้สึกหน้ากากไม่เข้ากับจมูกเท่าไหร่ ขยับอยู่เรื่อยเวลาพูด ทำให้อาจพูดเสียงดังไปนิด ต้องขอโทษด้วย จะระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุด ขอบคุณ ด้วยความรักความห่วงใยจากนายกฯ รัฐบาล ถึงประชาชนทุกคนที่พำนักอาศัยในไทย ขอบคุณ ขอให้ดูแลซึ่งกันและกันให้ดีที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯ ได้เดินกลับมายังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า โดยระหว่างที่เดินไปทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูส่งให้ช่างภาพกับสื่อมวลชน ที่อยู่หน้าห้องทำงานผู้สื่อข่าว 2 ติดกับประตู 1 ทางเข้าทำเนียบรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการให้เฝ้าระวังกิจกรรมที่มีลักษณะการรวมกลุ่มทุกกิจกรรม โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้มงวดในการออกอากาศรายการมวยทางโทรทัศน์ สั่งการให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (สตช.) เข้มงวดในการควบคุมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง หรือวินมอเตอร์ไซค์ สวมใส่หน้ากากอนามัย ปฏิบัติตามคำแนะนำของ สธ. พร้อมกำชับแผนการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยต่อวันในช่วง 5 วันนี้เป็นการชั่วคราว จากจำนวนการผลิตหน้ากากอนามัยที่กระทรวงพาณิชย์สามารถจัดหาได้ 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน จากการผลิตทั้ง 11 บริษัท ให้จัดสรรให้ มท. 8 แสนชิ้น และ สธ. 1.5 ล้านชิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกเพื่อรับทราบสถานการณ์โควิด-19 โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยต้องติดสถานการณ์ และสร้างการรับรู้ความเข้าใจ การสื่อสารผ่านทางไลน์ หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) นอกจากนี้รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติใช้แผนพิทักษ์มาตุภูมิ โดยใช้แนวทาง จ.ชลบุรี เป็นโมเดล ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและภาคีในพื้นที่ เพื่อระดมทุนเป็นค่าใช้จ่ายให้ผู้ที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน โรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบล ตำรวจและทหาร ใช้ส่วนรวมในการตรวจคัดกรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงภาพรวมการตั้งด่านรอบพื้นที่รอยต่อ กทม.หลังครบสัปดาห์ ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ประชาชนให้ความร่วมมือ ซึ่ง สตช.พยายามสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับข้าราชการตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่ใช้อย่างเพียงพอ เพราะตำรวจประจำด่านคัดกรองและตามพื้นที่ต่างๆ ต้องสัมผัสกับประชาชนจำนวนมาก ส่วนกระแสข่าวปิด กทม. หรือล็อกดาวน์นั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ตำรวจพร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะการล็อกดาวน์เป็นอำนาจของรัฐบาล และผู้ว่าฯ เป็นผู้พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้วันนี้มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สูงเกินความคาดหมาย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 8% ขณะที่ผู้ป่วยรักษาหายดีกลับบ้านได้เกือบ 100 ราย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้แม้มีปัญหาโควิด-19 แต่คนไทยให้ความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคมมากถึง 70% แต่ขอให้เพิ่มเป็น 90% ให้ได้ เพื่อให้ระบบสาธารณสุขเพียงพอรองรับผู้ป่วย โดยกราฟของไทยดูดีกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม ปิดสถานที่เสี่ยงใน กทม.และต่างจังหวัด แต่ก็ยังวางใจไม่ได้หากเราช่วยกันปรับพฤติกรรมในช่วง 4-5 วัน &amp;nbsp;ไม่จำเป็นอย่าออกจากบ้าน อย่าจัดสังสรรค์ปาร์ตี้ เราจะไม่ไปถึงแบบสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้แม้ประชาชนให้ความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ยังมีการออกนอกบ้านอยู่ถึง 50% สธ.กำลังเฝ้าดูเป็นพิเศษ ในกลุ่มคนส่งอาหารถึงบ้าน โดยขอให้ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่ห่างกันเกิน 2 เมตร ถ้าสถานประกอบการไม่มีการดูแลมาตรฐาน ปล่อยให้ยืนออหน้าร้าน ไม่ดูแลความสะอาด จะถูกควบคุมเพิ่มเติม หรือถูกปิดร้าน ขอให้ออกบัตรคิวให้เรียบร้อย&amp;quot; นพ.สุขุมกล่าว&amp;nbsp;
เปิด 19 จังหวัดปลอดไวรัส
ปลัด สธ.กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ในช่วง 7 วัน และ 14 วัน รวม 19 จังหวัด โดยมี 4 จังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยใน 7 วัน คือ เพชรบูรณ์, ยโสธร, ลพบุรี และสุโขทัย และจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ใน 14 วันล่าสุด คือ กำแพงเพชร, ชัยนาท, ตราด, นครนายก, น่าน, พังงา, พิจิตร, ระนอง, ลำปาง, สกลนคร, บึงกาฬ, สตูล, สมุทรสงคราม, อ่างทอง และสิงห์บุรี &amp;nbsp;โดยบางจังหวัดรักษาจนหายกลับบ้านได้ ส่วนเรื่องหน้ากากอนามัยที่กำลังมีปัญหาคือ N95 ซึ่งขาดแคลน โดยสั่งนำเข้าตั้งแต่เดือน ม.ค. จำนวน 200,000 ชิ้น ขณะนี้ได้รับมาเพียง 12,000 ชิ้น จึงได้สั่งนำเข้าจากรัฐบาลจีน 1 &amp;nbsp;ล้านชิ้น โดย สธ.ได้รับอนุมัติงบกลาง 1,500 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการคาดการสถานการณ์ว่า อย่ามองที่ตัวเลขเป็นหลัก เหตุผลที่เราทำค่าประมาณการเพื่อวางแผน เตรียมอุปกรณ์ เตียง หอผู้ป่วย และเวชภัณฑ์ คำนวณโดยนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ภายในสิ้นเดือน เม.ย. เราจะมีผู้ป่วย 20,000-25,000 ราย ซึ่งถ้าทุกคนมีการเว้นระยะห่างทางสังคม 50% จะมีผู้ป่วยเพียง 15,000-17,000 คน และถ้าทุกคนทำได้ 80% จะมีผู้ป่วยเพียง 7,000 คน ซึ่งห่างจากตัวเลขที่บอกว่าถ้าไม่ปิดเมืองไม่ ปิดประเทศ เราจะมีผู้ป่วยติดเชื้อ 350,000 คน ตาย 7,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความเป็นจริงทุกตัว ตอนนี้ยังไม่ปิดเมือง ปิดแค่สถานที่บางแห่ง ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เราต้องการให้คนออกจากบ้านน้อยลงเพื่อประคับประคองสถานการณ์ ทำให้ผู้ป่วยรายใหม่ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถามว่าการประมาณการตัวเลขให้เยอะเพื่อให้คนตกใจ ดีหรือไม่ ผมมองว่าการขู่ให้คนกลัวโรคภัยไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง พอคนกลัวจะเกิดความวิตกกังวล และจะไม่ปฏิบัติตัวอย่างมีเหตุผล รังเกียจและตีตรากัน เหมือนกรณีบางบอน คนไข้ก็ไม่ยอมเปิดตัว ปกปิดข้อมูล ยิ่งสร้างความกลัวจะเพิ่มโอกาสให้โรคแพร่ระบาด &amp;nbsp;วิธีที่ถูกต้องคือให้ความจริง ทำให้เกิดปัญญา สติและความตระหนักรู้ จะพาเราผ่านวิกฤติไปได้ ไม่ใช่ความกลัว ดังนั้นจึงต้องให้ความจริงมากที่สุด เพื่อเราก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้&amp;quot; นพ.ธนรักษ์กล่าว
ชี้กะเพราไล่โควิดมั่ว
รองธิบดีกรมควบคุมโรคยังถึงกระแสแขวนกะเพราหน้าบ้านป้องกันโควิด ว่าแขวนอะไรก็ไม่ช่วย สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือวิธีปฏิบัติตัว หลีกเลี่ยงการเข้าไปสถานที่แออัด เครื่องรางของขลังอย่าไปหวัง ควรหวังให้เราปลอดภัยจากวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าเชื้อโควิดแพร่ระบาดจากการสวมรองเท้าเข้าบ้านนั้น การรับเชื้อโควิดเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ จากการรับเชื้อโดยตรงจากผู้ไอจาม หรือใช้มือเปื้อนเชื้อไปสัมผัสตา จมูก และปาก แม้การใส่รองเท้าเข้าบ้านอาจเป็นตัวกลางนำเชื้อเข้าบ้าน แต่ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ จะหยุดการแพร่ระบาดและการรับเชื้อได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ สตช. พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้นำอุโมงค์ฆ่าเชื้อโควิด-19 แบบอัตโนมัติมาใช้เป็นวันแรก โดยอุโมงค์นี้ทำงานโดยระบบเซ็นเซอร์ใบหน้า เมื่อเดินเข้าภายในอุโมงค์ระบบจะพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนที่กล้องอินฟราเรดจะวัดอุณหภูมิ พร้อมแสดงผลที่หน้าจอมอนิเตอร์ หากพบมีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จะมีการซักประวัติ และไม่อนุญาตให้เข้าภายในอาคาร ส่วนผู้ที่ผ่านอุโมงค์ฆ่าเชื้อนี้แล้ว และอุณหภูมิไม่เกินกว่าที่กำหนด จะได้รับสติกเกอร์แสดงว่าผ่านการตรวจแล้วก่อนเข้าอาคาร และทุกคนจะต้องติดบัตรแสดงตัวตน ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้ทดลองใช้อุโมงค์ฆ่าเชื้อด้วยตนเอง และตรวจวัดอุณหภูมิได้ 36.5 องศาเซลเซียส พร้อมกล่าวว่า วันนี้มีการใช้งานอุโมงค์ฆ่าเชื้อเป็นวันแรก ส่วนจะมีการขยายใช้ไปยังอาคารอื่นอีกหรือไม่ ต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความเคลื่อนไหวและบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล หลังพบมีบุคลากรสาธารณสุขซึ่งเดินทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นฝ่ายประสาน ศบค.ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอยู่ระหว่างสอบสวนโรคผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวนั้น โดยวันที่ 31 มี.ค. การประชุม ครม.ยังมีตามปกติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง โดยที่ทำเนียบฯ มีเพียง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เท่านั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลังตรวจพบมีบุคลากร สธ.ประสานงาน ศบค. ติดเชื้อโควิด-19 เบื้องต้น นายประทีป กีรติเรขา รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ในฐานะกรรมการและเลขานุการ ศบค. ได้สั่งการให้ทำความสะอาดและฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่ ศบค. ตึกสันติไมตรีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางนฤมลกล่าวว่า ได้มีการขอความร่วมมือไปยังบรรณาธิการข่าวแต่ละสำนักข่าวเพื่อขอความร่วมมือไม่ส่งผู้สื่อข่าวมาทำข่าวที่ทำเนียบฯ เพราะภายในทำเนียบฯ มีการแถลงข่าวหลักๆ คือ ศบค.เท่านั้น ซึ่งสามารถเกี่ยวสัญญาณจากช่อง NBT หรือเพจไทยคู่ฟ้า และทางสำนักโฆษกฯ ก็จะอำนวยความสะดวกในการส่งภาพทาง Google Drive หรือผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาล รวมไปถึงช่องทาง LINE Group ของสื่อทำเนียบรัฐบาล เพื่อความปลอดภัยของสื่อมวลชนและผู้ที่มาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนภายในทำเนียบฯ นั้น ปรากฏว่ามีจำนวนน้อยลง บางสำนักมีมาตรการให้ทำงานที่บ้านและลดจำนวนทีมลง จากปกติที่มีสื่อจำนวนมาก โดยบางส่วนติดตามข่าวผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แทน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯ ได้จำกัดพื้นที่สื่อมากขึ้นให้อยู่เฉพาะบริเวณหน้าห้องผู้สื่อข่าวให้ติดตามการแถลงข่าวผ่านการถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กไลฟ์ไทยคู่ฟ้าและช่องทางต่างๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61636</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ขนส่งสาธารณะ, ทำงานที่บ้าน, ปิดระบบขนส่ง, ผู้ติดเชื้อ, ศบค., สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200331/image_big_5e834fcdb492e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
