<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 18:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศาสตร์พระราชา” ทางรอดวิกฤตโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ด้วยแรงบันดาลใจจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ทำให้เกิดเป็นโครงการ&amp;rdquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; ซึ่งน้อมนำศาสตร์พระราชา และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับใช้แก้ไขปัญหาจัดการน้ำตามภูมิสังคมที่แตกต่างกันทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 8 ตลอดระยะเวลาการทำงานจากลุ่มน้ำป่าสักสู่ป่าต้นน้ำและขยายผลสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ช่วยคืนชีวิตให้ผืนป่าและกอบกู้คุณภาพชีวิตคนไทย

แต่ปีนี้เผชิญวิกฤตแพร่ระบาดโควิด ส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงไทย ผู้คนต้องกักตัวอยู่บ้านหยุดเชื้อ พิษโควิดทำตัวเลขคนตกงานไม่มีกินระนาว &amp;nbsp; &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; ได้รับการหยิบยกช่วยให้รอดพ้นสถานการณ์เลวร้ายทางสุขภาพไปได้ ผ่านโครงการ &amp;ldquo;พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน&amp;rdquo; ที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรมพิเศษการสนทนาสดออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊กโครงการ&amp;nbsp;www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking&amp;nbsp;หัวข้อเข้าสถานการณ์ &amp;ldquo;ตามรอยพ่อฯ สู้วิกฤตโควิด-19 รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจว่าศาสตร์พระราชา คือ แนวปฏิบัติที่เป็นทางรอดในทุกวิกฤต &amp;nbsp;ตลอดจนใช้รับมือกับวิกฤตไวรัสโคโรนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลกและที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด ส่งผลให้ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;โรงเรียน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัย ปิด &amp;nbsp;แต่โครงการฯ จะเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้และ ตัวอย่างความสำเร็จของผู้ที่นำศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจอย่างต่อเนื่อง โดยสอนผ่านโลกออนไลน์และส่งการบ้านทางออนไลน์ พบว่า คนชนบทที่ทำโคก หนอง นา ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยปรับประยุกต์ให้เข้ากับพื้นที่ &amp;nbsp;โดยทำติดต่อกัน 2 ฤดูกาล &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีน้ำ ข้าว อาหาร เหลือเฟือ อยู่ได้สบาย ไม่เดือดร้อน แค่ไม่สามารถเดินทางได้เหมือนปกติจากมาตรการควบคุมโรคระบาดรัฐ &amp;nbsp;ถ้ามีคนกลับเข้าชุมชนก็มีมาตรการคัดกรองและกักตัว 14 วัน

อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;ผลิตผลส่วนหนึ่งก็ส่งให้คนเมืองที่เครียดและตกงาน ในหลวง ร.9 ทรงเตือนประเทศไทยจะเจอวิกฤต พระราชทาน ส.ค.ส. ทุกปี แต่ปีที่สะดุดตา สุดใจคนทั้งประเทศ เป็น ส.ค.ส. พระราชทาน ปี 2547 เป็นภาพประเทศไทย มีรูประเบิดจุดชนวนแล้วทั้ง 4 มุมของ ส.ค.ส. และข้อความว่ามีระเบิดอยู่ทั่วโลก ตรงกลางประเทศไทยมีข้อความ สามัคคี คือพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย เวลานี้เกิดวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยแต่ทั่วโลก เรายิ่งต้องการพลังแห่งความสามัคคี เพื่อนำพาให้ทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

ดร.วิวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า จากการตีความระเบิด 4 ลูก คือ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;พูดง่ายๆ ภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้น โรคระบาดจะเกิดรุนแรง ความอดอยากจะตามมา และความขัดแย้งแย่งน้ำ อาหาร อำนาจ &amp;nbsp;4 ระเบิดนี้จะก่อให้คนไทยสามัคคีกัน น้ำท่วมใหญ่ก็ผ่านมาแล้ว ภัยแล้งก็มา และมีโรคไวรัสโคโรนา เป็นพลังเล็กที่เปลี่ยนโลก เพราะทำให้คนต้องหยุดอยู่กับบ้าน การค้า การท่องเที่ยวตายสนิท และไม่รู้ว่าไวรัสจะอยู่อีกกี่ปี ฉะนั้น ทุกชุมชน ทุกหมู่บ้านต้องลุกขึ้นมาปกป้องบ้านตัวเองจากเชื้อโรคที่มองไม่เห็น แต่เมื่อต้องกิน เครือข่ายชุมชนที่ไม่เจอปัญหาภัยแล้ง เก็บและพัฒนาเมล็ดพันธ์ด้วยตนเอง พึ่งตนเองได้ทุกเรื่อง นำส่วนเกินมาแจกจ่ายคนในเมือง เช่น ชุมชนคลองเตยกว่า &amp;nbsp;6 แสนคน ประมงชายฝั่งก็ส่งปลามา เครือข่ายบนดอยส่งผักมา เมื่อภัยมาก็ไม่เดือดร้อน โครงการกระตุ้นให้คนลุกขึ้นมาทำตาม และสนับสนุนให้กระจายในวงกว้าง มีการเผยแพร่การขับเคลื่อน สื่อสารให้คนไทยรับรู้ทำตามศาสตร์พระราชาจะอยู่รอด และช่วยเหลือคนอื่นได้

&amp;nbsp;คนเมืองและชนบทสามารถนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติได้ทั้งคู่ อาจารย์ยักษ์ ให้ข้อมูลว่า คนเมืองซึ่งมีอยู่ประมาณ 30% ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่คอนโดมิเนียมอยู่หอพัก หรือคนมีที่ดิน 50 ตารางวา อาจเริ่มด้วยการพึ่งพาตัวเอง เช่น การปลูกพืชผักสวนครัว &amp;nbsp;รั้วกินได้ หรือการทำน้ำยาต่าง ๆ ใช้เอง เป็นต้น ส่วนคนอีก 70% ที่อยู่ในชนบทและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ปรับพื้นที่ทำการเกษตรตามแนวทาง &amp;lsquo;โคก หนอง นา&amp;rsquo; โมเดล เพื่อให้มีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี มีอาหารการกินไม่ต้องไปซื้อไปหา ซึ่งหากลงมือทำได้จะมีกินมีใช้ไม่อดอยาก สามารถผ่านทุกวิกฤตได้แน่นอน

&amp;ldquo; &amp;nbsp;คนไทยต้องกลับไปศึกษา ทบทวน ทรงสอนอะไรไว้บ้าง ที่เคยเชื่อฝรั่งจับมือกันเปิดการค้าเสรี จะรวยไปด้วยกัน ทรงเตือนเราไม่อยากก้าวหน้าอย่างมากเหมือนประเทศอุตสาหกรรม จะถอยหลังอย่างน่ากลัว ไม่เตือนอย่างเดียว ทรงทำตัวอย่างให้ดู ที่ผมเกี่ยวข้องมา 40 ปี ไม่รวมที่ทรงทำก่อนหน้านั้น ทรงรับสั่ง ทำไปเรื่อยๆ คนจะยังไม่เข้าใจเราหรอก แต่วันข้างหน้าเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนจะเข้าใจ สร้างความพอเพียง สร้างอาหารให้พอกิน เก็บน้ำ &amp;nbsp;รักษาป่า ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำปุ๋ยเอง &amp;nbsp;เมล็ดพันธุ์แท้ทุกครัวเรือนต้องเก็บและคัด 7 ครั้ง จะได้เมล็ดพันธุ์แท้ &amp;nbsp; ทรงทำให้ดูที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย และศูนย์ฯ ที่ฉะเชิงเทรา รวบรวมเมล็ดพันธุ์ สอนให้ชาวบ้านทำเอง &amp;nbsp;พึ่งตนเองให้ได้ ดินต้องสมบูรณ์ นำมาสู่มติ FAO ให้ไทยเป็นเจ้าภาพตั้งศูนย์ความเลิศด้านการวิจัยดินในเอเชีย เพราะวิกฤตในอนาคตจะทำให้ขาดแคลนอาหาร &amp;nbsp;ทรงเตือนไว้แล้วทั้งสิ้น ถ้าไม่รู้ไม่ฟัง จะไปต่อได้อย่างไร ทรงสอนไว้แล้ว นำไปประยุกต์ให้เหมาะกับอาชีพเรา แต่เรื่องใหญ่อยากให้ทำความรู้ความเข้าใจ เลิกเชื่อ การเปิดการค้าเสรีแล้วจะรวยเงิน เป็นไปไม่ได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; นายกสมาคมดินโลก กล่าว

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด กระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ อาจารย์ยักษ์ กล่าวว่า จากการติดตามปรากฎการณ์ทั่วโลก มันบังคับให้คนกลับมาพึ่งตัวเอง ในระดับปัจเจกบุคคล ชุมชน หรือประเทศไทย แต่ละประเทศสร้างระบบชาตินิยมเข้ามาปกป้องตัวเอง มีการปิดประเทศจากไวรัสตัวนิดเดียว บางชาติออกมาโวยวายต้องการเสรีภาพ สุดท้ายติดเชื้อตาย ไทยโชคดีมีวัฒนธรรมที่ดี ไม่สัมผัสกันใกล้ชิด สภาพแวดล้อมดี วิถีชีวิตดี คนตะวันตกหันกลับมาสนใจวัฒนธรรมตะวันออก ในวิกฤตนี้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นธรรมดา แต่เป็นโอกาสเตือนคน ระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ ปัญญาชนใช้คำว่า &amp;ldquo;New Normal&amp;rdquo; &amp;nbsp;วิถีชีวิตใหม่ ด้านบวกมีเยอะ ดูเสมือนในหลวง ร.9 เห็นเหตุการณ์มาแล้ว 70 ปี มีตัวอย่างให้ดู &amp;nbsp; สำหรับโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลกทำมา 7 ปี คนทำตามมีชีวิตมั่นคง และเอื้อเฟื้อต่อกัน &amp;nbsp;ชนบทจะเริ่มแข็งแรงขึ้น ในวิกฤตนี้เป็นโอกาสศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่จะสร้างความเจริญให้ประเทศไทย แต่ต้องมีความเพียรและอดทน เมืองไทยสามารถเป็นต้นแบบของโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด &amp;nbsp;กล่าวว่า &amp;nbsp;พนักงานเชฟรอนที่ทำงานบนฝั่งใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านเกือบทั้งหมด ส่วนที่อยู่นอกฝั่งก็ทำงานปกติ และมีมาตรการคัดกรอง มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด &amp;nbsp;ส่วนโครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน เชื่อว่ามีประโยชน์ นอกจากปัญหาโรคระบาดโควิด ยังมีปัญหาภัยแล้งที่ปีนี้หนักมาก เชื่อว่า ศาสตร์พระราชาเป็นบทพิสูจน์ คนที่ทำตามจะอยู่รอดปลอดภัย การถ่ายทอดองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาจะมีประโยชน์หากทำตาม สำหรับโครงการปีที่ 8 ที่ผ่านมามีการเอามื้อ ภาคีเครือข่ายมาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่จากสถานการณ์โควิด งดกิจกรรมรวมตัว ชุมนุมคน จะเน้นสร้างสื่อและเผยแพร่ความสำเร็จให้แก่เกษตรกรให้เห็นวงกว้างมากกว่าเดิม วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าภัยแล้งหรือโควิด จะทำให้คนมองหาโอกาสหรือชุดความคิดใหม่ทางรอด และยอมศึกษาหาความรู้มากขึ้น

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ในปีที่ 8 ของโครงการฯ เราจะเดินหน้าให้ความรู้ความเข้าใจและสร้างแรงบันดาลใจ กับประชาชนในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ผ่านสื่อและกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่ง ฌอน บูรณะหิรัญ จะมาร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ ตลอดปีนี้ &amp;nbsp;โดยมาเรียนรู้การใช้ศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาดิน น้ำ ป่า กับทางโครงการฯ ตั้งแต่ปีที่แล้ว และอยากมีส่วนร่วมในการสื่อสารองค์ความรู้นี้ ซึ่งโซเชียลมีเดียของฌอน ทั้งเฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรม มีผู้ติดตามรวมสูงถึง 6 ล้านคน จะเป็นช่องทางสำคัญในการเผยแพร่ศาสตร์พระราชาให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น&amp;rdquo; &amp;nbsp;อาทิตย์ กล่าว

&amp;nbsp;

คนรุ่นใหม่ร่วมระดมสมองสู้วิกฤต &amp;nbsp; ณอน บูรณะหิรัญ นักคิด นักเขียน กล่าวว่า อยากทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือเยียวยาโลกมานาน เป็นเป้าหมายชีวิต เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันวิกฤตมาก ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง ตนได้ไปเรียนรู้กับโครงการปลายปีที่แล้วกับอาจารย์ยักษ์ที่บ้านใหม่ภูคา อ.กัลยาณิวัฒนา จ.น่าน ไปเห็นเขาหัวโล้นด้วยตาของตนเอง ได้รู้ต้นเหตุของปัญหาว่า การรุกทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลกระทบมากมายต่อทุกคนในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รู้สึกโชคดีเมื่อได้รับการชักชวนร่วมโครงการรวมพลังคนสร้างสรรค์โลก ฯ ก่อนหน้านี้ เคยได้ยินคำว่า ศาสตร์พระราชา แต่จะเข้าใจยาก ถ้าไม่ได้ลงมือทำและเห็นกับตา

&amp;ldquo; ที่บ้านใหม่ภูคา พบกับพี่เดือนเกษตรกรตัวอย่างที่ทำสำเร็จ เปลี่ยนตัวเองจากปลูกไร่ข้าวโพดอย่างเดียว ใช้สารเคมี หันมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่มีรายได้ 10,000 บาทต่อเดือน ผมไปช่วยขุดคลองไส้ไก่ สร้างหลุมขนมครกให้เป็นที่เก็บน้ำบนภูเขาสูง &amp;nbsp;พอขุดเสร็จเขาก็ปล่อยน้ำเข้ามา &amp;nbsp;ศาสตร์พระราชามหัศจรรย์มาก ถ้าคนรุ่นใหม่สนใจและศึกษาจะส่งต่อศาสตร์พระราชาได้ เคยไปหมู่บ้านชนเผ่าแห่งหนึ่ง ถามชาวบ้านเคยคิดจะทำศาสตร์พระราชามั้ย ส่วนหนึ่งยังไม่ได้เปิดใจ เพราะกลัวไม่มีทุนและไม่มีแรงทำ แต่โครงการนี้ช่วยสนับสนุนให้คนทำศาสตร์พระราชา แนวคิดนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการเผาจัดการการเกษตรลดฝุ่นพิษ &amp;nbsp;ภูเขาก็ชุ่มชื้น เก็บน้ำ ลดปัญหาไฟป่า ชาวบ้านไม่ต้องใช้สารเคมี ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นทุกด้าน ใครมีที่ดินนำศาสตร์พระราชามาใช้ มีวิกฤตได้พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือคนอื่นได้ &amp;nbsp; ผมมีความคิดอยากทำจริงๆ &amp;nbsp; เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนรุ่นใหม่ตามรอยพ่อได้ &amp;nbsp;และจะหาเพื่อนๆ มาช่วย ระหว่างนั้นผมจะบันทึกทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจนเสนอผ่านเพื่อให้คนเห็นความเปลี่ยนแปลง เราต้องช่วยกันรณรงค์อย่างจริงจัง&amp;rdquo; &amp;ldquo; ฌอน ย้ำจะส่งต่อแรงบันดาลใจตามรอยพ่อตลอดปีนี้&lt;/p&gt;


</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65136</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ณอน บูรณะหิรัญ, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ทำตามศาสตร์พระราชา, อาทิตย์ กริชพิพรรธ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200505/image_big_5eb146b125c41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2018 18:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2018 07:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำเร็จ&quot;แตกตัว&quot;ทำตาม&quot;ศาสตร์พระราชา  &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่สระบุรี การปลูกต้นไม้&amp;nbsp;บนหัวคันนาทองคำ&amp;nbsp; ด้วยมือเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมและเรียนรู้ศาสตร์พระราชา&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการพลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน &amp;nbsp;หรือโครงการตามรอยพ่อของแผ่นดิน ปีที่ 6 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะที่ 2 ในแผนหลัก 9ปี &amp;nbsp;ได้ปิดฉากลง พร้อมกับการประกาศว่าจะสานต่อโครงการในปีที่ 7 ในปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโอกาสนี้ ทางบริษัทเชพรอน ประเทศไทยสำรวจและการผลิต จำกัด ผู้สนับสนุนหลัก พร้อมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้มีการสรุปผลการดำเนินงานในรอบปี2561 ซึ่งดำเนินงานภายใต้แนวคิด&amp;quot;แตกตัว&amp;quot; ซึ่งมีเป้าหมายขยาย&amp;quot;คนต้นแบบ&amp;quot; ให้ทวีคูณในวงกว้างยิ่งขึ้น ภายใต้แคมเปญหลัก &amp;quot;แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี &amp;quot; ที่เน้นการขยายผลแนวคิดและวิธีปฎิบัติการทำมาหากิน การดำรงชีวิตตามศาสตร์พระราชา ไปสู่ฃุมชนและคนทุกระดับ พร้อมกับรื้อฟื้นประเพณีการ&amp;quot;ลงแขก&amp;quot;ในการทำการเกษตร ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตการยู่ร่วมกันของคนไทยในอดีต ให้กลับมามีบทบาทในสังคมขึ้นอีกครั้ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้บริหารเชฟรอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำเร็จในปีที่ 6 อาทิตย์ กริธพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนฯ กล่าวว่า &amp;nbsp; เป็นที่น่าภาคภูมิใจ &amp;nbsp;ที่โครงการดำเนินมาถึงปีที่ 6 และมีผู้ตอบรับแนวคิดนี้จำนวนมาก แม้จุดเริ่มต้นจะมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถพบิตร ในหลวงร.9 ทรงห่วงแม่น้ำป่าสัก &amp;nbsp;เป็นการโฟกัสจุดเดียว แต่ปัจจุบันแนวคิดนี้ได้แตกตัวไปทั่ว เกิดการเปลี่ยนแปลง &amp;nbsp;และในปี 2561 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 4พื้นที่ คือ กรุงเทพ ราชบุรี &amp;nbsp;จันทบุรี และน่าน มีการสร้างศูนย์การเรียนรู้ได้หลายแห่ง &amp;nbsp;ทำให้ผู้ที่อาจจะแค่เคยได้ยินโครงการได้มีโอกาสสัมผัสของจริง ได้มีส่วนร่วมในการทำเกษตรตามแบบวิถีธรรมชาติพอเพียง ได้เห็นการพลิกเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ที่ดำเนินโครงการ ที่สำคัญมีคนที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 2,500 คน ในจำนวนนี้มีพนักงานของบริษัท เชฟรอนฯที่เข้าร่วมโครงการเป็นจิตอาสา มาช่วยลงแขก และทำกิจกรรมด้านอื่นๆด้วยประมาณ 300 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าถามว่าทำไม บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันอย่างเชฟรอน มาสนใจทำโครงการนี้ &amp;nbsp;ทั้งที่เรามีไซต์งานที่อ่าวไทย หรือแหล่งอื่นๆที่คาดว่าจะมีก๊าซและน้ำมัน ก็เพราะว่า เราศรัทธาในศาสตร์พระราชา ที่ในหลวง ร.9 ทรงทำไว้ และแนวทางที่พระองค์ทรงทำไว้ น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง สำหรับประเทศไทย &amp;nbsp;ที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก &amp;nbsp;ซึ่งหากเรายังทำเกษตรแบบเดิม ไม่ได้มีแต่เพียงภาคเกษตรรอบนอกที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่คนในเมืองก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องกินอาหารจากเกษตรเคมี ที่ส่งจากแหล่งปลูกต่างๆ &amp;nbsp;จึงหวังให้โครงการนี้ สามารถแก้ไขปัญหาเกษตรเคมีได้ &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตัวโครงการยังสอดคล้องกับนโยบายเพื่อสังคมของบริษัท ที่เน้นการพัฒนาการศึกษา สิ่งแวดล้อม พัฒนาคน &amp;nbsp;พัฒนาสังคม&amp;quot;อาทิตย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแง่ความคาดหวังต่อไป ผู้บริหารเฃฟรอน &amp;nbsp; กล่าวว่า แม้การดำเนินโครงการในปีที่ 6 จะได้รับผลตอบรับที่ดีมาก แต่ในความเห็นส่วนตัวลึกๆ แล้วเห็นว่า ยังไม่พอ และอยากให้ศาสตร์พระราชา และแนวคิดทำเกษตรแบบโคก หนอง นา พออยู่พอกิน เป็นกระแสหลักของสังคมไทย และเป็นตัวอย่างที่สังคมโลกต้องทำตาม เพราะจะมีก็แต่วิธีการนี้เท่านั้น ที่จะเป็นทางรอดของประเทศไทยและทางรอดของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โครงการตามรอยศาสตร์พระราชา จะสำเร็จไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย ที่มาช่วยสืบสานพระราชปณิธาน และในปีหน้า ซึ่งเป็นปีที่ 7 และเข้าสู่ระยะที่ 3 ทางโครงการจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ &amp;quot;ผู้บริหารเชฟรอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ วิวัฒน์ ศัลยกำธร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;ด้วยความเชื่อและศรัทธา ในแนวคิดศาสตร์พระราชา ของในหลวง ร.9 &amp;nbsp;และทำตามที่พระองค์ท่านบอก และทรงทำให้ดู 4,741โครงการ มีกรณีศึกษามากมาย บางคนเชื่อเชื่อครึงไม่เชื่อครึ่ง แต่ 6ปี เราได้พิสูจน์ชัดเจนว่า แนวคิดการบริหารจัดการน้ำของพระองค์ เป็นศาสตร์ได้ 40ทฤษฎี &amp;nbsp;ลง ที่พระองค์ทำให้จากจุดเริ่มต้นที่พะองค์มีความเป็นห่วงลุ่มน้ำป่าสักมากที่สุด เพราะมีความชัน และมีความยาวจากจ.เลยมาถึงอยุุธยา 7 จังหวัด กินพื้นที่เป็น 10 ล้านไร่ แต่ภูเขาไม่มีป่าเป็นเขาหัวโล้น &amp;nbsp;ซึ่งจัดการยากที่สุด เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง พระองค์ทรงบอกว่าถ้าหายพระประชวรจะออกมาช่วย แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ตนจึงได้ชวน 7ภาคส่วนมาช่วยกันพิสูจน์ ทฤษฎีของพระองค์ และขณะนี้ผ่านมา 6ปีแล้ว เกิดตัวอย่างความสำเร็จเต็มไปหมด จนยกระดับไปสู่ศูนย์ฝึกถ่ายทอดไปทั่วโลก และวันนี้องค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ได้จัดตั้งสมัชชาวันดินโลก มีสมาชิก220ประเทศ และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทยจัดงานวันดินโลก เมื่อวันที่ 5ธันวาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp; ซึ่งปีนี้นับว่าเป็นปีที่ 5 ของการจัดงานวันดินโลกอย่างเป็นทางการแต่ถ้าไม่นับที่ไม่เป็นทางการก็ถือว่าเป็นปีที่ 7แล้วของการจัดงานวันดินโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร่วมกันบำรุงดิน เนื่องในวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเนื่องในงานวันดินโลก &amp;nbsp;FAO ยังจัดการประกวดหัวข้อ &amp;nbsp;Be the Solution to Soil Pollution มีการขอใช้พระนามของในหลวงร.9 เป็นรางวัลแก่ประเทศสมาชิก คือ รางวัลBhumibol &amp;nbsp;World soil &amp;nbsp;Day award &amp;nbsp; ซึ่งมีประเทศบังคลาเทศได้รางวัลในปีนี้ &amp;nbsp;เกณฑ์การคัดเลือกก็คือ สามารถบริหารจัดการดินและน้ำได้อย่างดี ตลอดจนมีการเผยแพร่องค์ความรู้ สร้างการมีส่วนร่วมของคน &amp;nbsp;นอกจากนี้ FAO ยังสนับสนุนให้มีการตั้งศูนย์วิจัยดินอัจฉริยภาพ ทำหน้าที่วิจัยดินทุกรูปแบบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่มีงานนี้ขึ้นเพราะ สมัชชาประเทศต่างๆ เขารู้สึกว่าคำสอนของพระเจ้าแผ่นดินไทย เป็นคำสอนที่ให้มนุษย์อยู่รอด &amp;nbsp;ไม่ทิ้งใครให้อดอยาก และแนวคิดที่ว่า เราต้องเริ่มจากดิน เริ่มจากน้ำ ต้องดูแลลุ่มน้ำ &amp;nbsp;และต้องพัฒนาคนด้วย และใน 40 ทฤษฎีที่กล่าว หมายรวมถึงการพัฒนาคนด้วยเป็นความจริง นอกจากนี้ พระองค์สอนให้ทำงานสุดกำลัง ตั้งมั่นใจสุจริตและชีวิตพอเพียง แต่โลกมันกำลังเดินสู่วิกฤตรุนแรงและรวดเร็วเหลือเกินในเวลานี้ &amp;nbsp;ยิ่งทำให้เราต้องตั้งมั่นในการทำงานอย่างสุดกำลังมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งมั่นในสุจริต ใช้ชีวิตพอเพียงไปด้วย &amp;quot;อาจารย์ยักษ์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ.ยักษ์ อธิบายความสำคัญของวันดินโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการดำเนินงานระยะที่ 3 ที่เริ่มในปีที่ 7 อาจารย์ยักษ์ กล่าวว่า &amp;nbsp;เป็นการขยายผลเชื่อมทั้งระบบ ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ไปสู่นโยบายระดับชาติ ที่จะมี 5ภาคีเข้ามามีส่วนร่วม ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน การยกระดับไปถึงจุดที่มีการแข่งขันกัน การพัฒนาคนขยายวงกว้างขึ้นไปอีก &amp;nbsp;ตลอดจนการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มน้ำโขง โยง 25ลุ่มน้ำทั่วประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การดำเนินงานฐานแตกตัวทั่วไทย ฯ ในรอบปี61 ที่ผ่านมา มีการขับเคลื่อนจัดกิจกรรมทั้งในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จันทบุรี สระบุรี และน่าน โดยแต่ละพื้นที่มีภูมิสังคมที่แตกต่างกัน เป้าหมายการขับเคลื่อนก็คือ การสร้างคนต้นแบบ ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้ามาเรียนรู้ และส่งต่อแรงบันดาลใจได้ต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมแรกในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรมที่ ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9 &amp;nbsp;เมื่อเดือนเม.ย.มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300คน นำโดยนายพิเชษฐ โตนิติวงศ์ ผู้จัดการธรรมธุรกิจ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ จากพื้นที่ต่างๆเข้ามาวางขายในฐานธรรมธุรกิจ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา กลางเมืองหลวง และวางแผนที่จะขยายงานไปที่เชียงใหม่ และบ้านศรีฐาน จ.ยโสธร ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี ที่นำมาขายที่ฐานธรรมธุรกิจ พระราม 9&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมที่ 2 มีขึ้นที่บ้านสวนอิสรีย์เกษตรอินทรีย์และฟาร์มม้าเมืองจันทท์ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของนางแววศิริ ฤทธิโยธี เมื่อเดือนมิ.ย. มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 500คน มุ่งให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย ซึ่งแม้แต่ฟาร์มขนาดใหญ่ 200 ไร่ ก็สามารถทำได้ &amp;nbsp;ซึ่งผลผลิตจากฟาร์มทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ล้วนเป็นผลไม้ปลอดสารพิษ เกษตรอินทรีย์ เป็นตัวอย่างสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์สามารถทำได้ แม้จะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ และผลผลิตของสวนยังได้รับการรับรองมาตรฐาน PGS ( Participatory &amp;nbsp;Guarantee System) &amp;nbsp; หรือการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมจากกลุ่มเกษตรอินทรีย์ด้วยกันเอง ที่เข้ามาเป็นผู้ร่วมตรวจสอบ โดยอิงระบบมาตรฐานรับรองIFOAM: International Federation of Organic Agriculture &amp;nbsp;Movement &amp;nbsp;ที่มีความซับซ้อนและรายละเอียดขั้นสูงของการรับรอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การทำสวนเกษตรอินทรีย์ เงาะ ทุเรียน ลองกองที่จันทบุรีในพื้นที่ขนาดใหญ่ 200 ไร่ ของแววศิริ ฤทธิโยธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 3 &amp;nbsp;จัดขึ้นบนพื้นที่ 47ไร่ ที่บ้านโคกเสมอ อ.หนองแซง จ.สระบุรี เมื่อเดือนส.ค.61 มีเป้าหมายเพื่อสร้างชุมชนกสิกรรมวิถีในพื้นที่ของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพ ที่มีแนวคิดต้องการพัฒนาพื้นที่เกษตรของตนเองตามศาสตร์พระราชา โดยมี บอย-พิษณุ นิ่มสกุล นักแสดง เป็นหนึ่งในเจ้าของพื้นที่ด้วย พร้อมด้วยนายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ &amp;nbsp;ก่อนจัดกิจกรรมมีฝนตกหนัก 2วัน ทำให้พื้นที่โดยรอบ โครงการน้ำท่วมทั้งหมด เหลือแต่พื้นที่ ที่ทำโครงการเท่านั้น ที่น้ำไม่ท่วม ในงานมีผู้ร่วมกิจกรรม ประมาณ 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พื้นที่ทำโครงการที่โคกเสมอ สระบุรี น้ำไม่ท่วม เพราะยึดแนวทำผังที่ดินตามหลัก&amp;nbsp;โคก หนอง นา ขณะที่พื้นที่นารอบๆมีน้ำท่วม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขังทั้งหมด เพราะมีฝนตกติดต่อกัน 2วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมครั้งที่ 4 &amp;nbsp;มีขึ้นเมื่อเดือนต.ค.61 พื้นที่อุทยานศรีน่าน จ.น่าน บนพื้นที่ของ นางสาววริศรา จันธี ผู้ใช้ประโยชน์บนพื้นที่อุทยาน &amp;nbsp;โดยมีนาบบัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เป็นแกนนำ ทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่าย 329คน เพื่อสร้างต้นแบบหลุมขนมครกบนพื้นที่สูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เดิมทีชาวบ้านที่นี่ กับเจ้าหน้าที่อุทยานฯไม่ถูกกัน ผมจึงใช้แนวทางปลูกป่าในใจคน ตามแนวทางของในหลวง ร. 9 &amp;nbsp; ลงพื้นที่อย่างเป็นมิตร ทำความเข้าใจกับชาวบ้่าน ชวนชาวบ้านปลูกข้าวกินแทนการกู้เงินมาซื้อข้าวกิน ตอนนี้มีชาวบ้านมาอบรมและทำตามแล้ว 9 คน ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่สมัครใจลงชื่อเข้าอบรมและสนใจพร้อมลงมือทำตามอีกหลายร้อยคน เพราะถ้าทุกคนทำตามศาสตร์พระราชาแล้ว ก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องมาบุกรุกป่า ส่วนอุทยานฯก็จะได้พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น &amp;quot;หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่านกล่าว
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมลงแขกที่น่าน เปลี่ยนเปลือกข้าวโพดให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24301</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร, ทำตามศาสตร์พระราชา, มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, วันดินโลก, อาทิตย์ กริชพิพรรธ, เกษตรอินทรีย์, เชฟรอน, แตกตัวทั่วไทย เอามื้อสามัคคี, โคก หนอง นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181215/image_big_5c14be4e1fcd7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/12/2018 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/12/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมชลฯ ชวนเที่ยวงานวันดินโลก ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสุชาติ&amp;nbsp; เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน พร้อมด้วย นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมแถลงข่าว เชิญชวนเที่ยวงานวันดินโลก &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo; เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เรียนรู้ศาสตร์พระราชาด้วยกิจกรรมมากมาย และเลือกชมเลือกซื้อสินค้าจากเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่และของพื้นบ้านในชุมชน ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้จัดงานวันดินโลกช่วงเดือนธันวาคม 2561 ในโอกาสองค์การสหประชาชาติ และ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชติ (FAO) กำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น&amp;ldquo;วันดินโลก&amp;rdquo;เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมสำคัญนี้ เพื่อเผยแพร่และขยายผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกสิกรรมโดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ มาบูรณาการในรูปแบบประชารัฐ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ และพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ กรมชลประทาน จึงได้ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อจัดงานวันดินโลก ปี 2561 ขึ้น ภายใต้ชื่องาน &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับกิจกรรมในงานตลอดทั้ง 3 วัน มีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ &amp;ldquo;นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม&amp;rdquo; การบูรณาการระหว่างดิน น้ำ และพืช รวมถึงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคีความร่วมมือต่างๆ และยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการจัดทำแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่, การแสดงบนเวที การจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปล่อยสัตว์น้ำ บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ จากส่วนราชการและนักศึกษา, การบริจาคโลหิต, การให้บริการตรวจหาสารเคมีในเส้นเลือด รวมถึงการประกวดแข่งขันในหัวข้อเกี่ยวกับงานวันดินโลก นอกจากนี้ ประชาชนที่มาร่วมงานยังจะได้เลือกชมและซื้อสินค้าจากร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์, ผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตวิถี, สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และชิมผลไม้พื้นถิ่น อาหารพื้นบ้าน โดยตลอดทั้งงานยังมีการเปิดให้บริการนั่งรถรางชมเขื่อนนฤบดินทรจินดา ถ่ายภาพกับทุ่งปอเทือง อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเนื่องในวันดินโลก ปี 2561 &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo; เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนผู้มาร่วมงาน ได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานศาสตร์พระราชา และเกษตรทฤษฎีใหม่จากเครือข่ายในพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ ขอเชิญผู้สนใจไปเที่ยวชมงาน &amp;ldquo;สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี&amp;rdquo; จะจัดขึ้น ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี&amp;nbsp; ในระหว่างวันที่ 8 &amp;ndash; 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่เวลา 08.30 - 16.30 น. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23450</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมชลประทาน, ทำตามศาสตร์พระราชา, นายสุชาติ  เจริญศรี, ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, ลุ่มน้ำปราจีนฯ, วันดินโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181204/image_big_5c06137e06bee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2026 16:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2018 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวแรกสู่ “นครดอยเต่าโมเดล” การพัฒนาทั้งเมืองและทุกมิติ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;อำเภอดอยเต่า&amp;nbsp; ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 125 กิโลเมตร&amp;nbsp; มีทั้งหมด 6 ตำบล&amp;nbsp; 43&amp;nbsp; หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรมีทั้งคนเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์&amp;nbsp; เช่น กะเหรี่ยง&amp;nbsp; ยอง&amp;nbsp; ลัวะ&amp;nbsp; รวมทั้งหมดประมาณ 27,500 คน &amp;nbsp;มีพื้นที่&amp;nbsp; 803 ตารางกิโลเมตร&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ทำสวนลำไย&amp;nbsp; มะนาว&amp;nbsp; ปลูกข้าว&amp;nbsp; ประมงพื้นบ้านในทะเลสาบดอยเต่า&amp;nbsp; รับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;พืชเศรษฐกิจที่สำคัญคือลำไยและมะนาว&amp;nbsp; ดังคำขวัญของอำเภอดอยเต่าว่า &amp;ldquo;มะนาวลูกใหญ่&amp;nbsp; ลำไยเนื้อหนา&amp;nbsp; ดอยเกิ้งสูงสง่า&amp;nbsp; ชิมรสปลาดอยเต่า&amp;rdquo; &amp;nbsp;ส่วนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของที่นี่คือ &amp;lsquo;ทะเลสาบดอยเต่า&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นผลพวงจากการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลปิดกั้นลำน้ำแม่ปิง&amp;nbsp; ทำให้ลำน้ำปิงที่ไหลผ่านดอยเต่ากลายเป็นทะเลสาบ&amp;nbsp; มีเรือแพ&amp;nbsp; เรือท่องเที่ยว&amp;nbsp; ที่พัก&amp;nbsp; และร้านอาหาร&amp;nbsp; มากมายหลายสิบแห่งเปิดบริหารนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;เขื่อน&amp;rsquo; และผลกระทบกับคนดอยเต่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เขื่อนภูมิพล &amp;nbsp;เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ &amp;nbsp;สร้างเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและเพื่อการชลประทาน &amp;nbsp;เริ่มก่อสร้างในปี 2504 &amp;nbsp;แล้วเสร็จในปี 2507&amp;nbsp; ตัวเขื่อนตั้งอยู่ที่อำเภอสามเงา&amp;nbsp; จังหวัดตาก &amp;nbsp;ปิดกั้นลำน้ำปิงที่ไหลลงมาจากจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; มีพื้นที่เก็บน้ำเหนือเขื่อนความยาวจากตัวเขื่อนถึงอำเภอฮอด&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ประมาณ 207 กิโลเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;แผนที่เส้นทางแม่น้ำปิงจากดอยเต่าไหลลงสู่เขื่อนภูมิพล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ย้อนเวลากลับไปก่อนปี 2500&amp;nbsp; ช่วงนั้นดอยเต่ายังเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอฮอด&amp;nbsp; เส้นทางการคมนาคมทางบกระหว่างดอยเต่ากับฮอดยังทุรกันดาร&amp;nbsp; ชาวบ้านยังใช้วัวเทียมเกวียนไปมาหาสู่กัน&amp;nbsp; ลำน้ำแม่ปิงที่ไหลมาจากทางเหนือของเชียงใหม่ผ่านดอยเต่าถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ&amp;nbsp; ข้อมูลจากหนังสือ &amp;lsquo;ดอยเต่าในอดีต&amp;rsquo; ของ วิทยา พัฒนเมธาดา&amp;nbsp; ผู้อำนวยการโรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม &amp;nbsp;เล่าถึงวิถีชีวิตของคนดอยเต่าก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เดิมคนดอยเต่า &amp;nbsp;จะอาศัยอยู่เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;กลุ่มลุ่มน้ำแม่หาด ซึ่งจะอยู่บนพื้นที่ราบสูงริมน้ำแม่หาด &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;บ้านดอยเต่าเก่า &amp;nbsp;บ้านไร่ &amp;nbsp;โปงทุ่ง &amp;nbsp;อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ &amp;nbsp;ผู้ที่อยู่อาศัยอยู่แถบที่ราบลุ่มแม่ปิง &amp;nbsp;นับเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมากกว่ากลุ่มแรก &amp;nbsp;กลุ่มนี้ได้แก่ &amp;nbsp;บ้านแม่กา &amp;nbsp;บ้านชั่ง &amp;nbsp;ท่าเดื่อ  บ้านน้อย จนถึงบ้านแอ่น &amp;nbsp;มีหมู่บ้านทั้งเล็กและใหญ่รวมกันถึง 21 หมู่บ้าน &amp;nbsp;ครอบคลุมพื้นที่ถึง 54 ตารางกิโลเมตร อาชีพเดิมได้แก่ &amp;nbsp;การเพาะปลูกข้าว &amp;nbsp;ถั่ว &amp;nbsp;ยาสูบ &amp;nbsp;ครั่ง &amp;nbsp;และค้าขาย &amp;nbsp;โดยนำสินค้าใส่เรือแพล่องไปขายทางตอนล่าง &amp;nbsp;แถบเมืองตาก ปากน้ำโพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2506 เมื่อสร้างเขื่อนภูมิพลเสร็จเริ่มปิดกั้นน้ำ &amp;nbsp;น้ำได้เอ่อขึ้นมาท่วมพื้นที่ราบสองฝั่งแม่น้ำปิง ชาวบ้านต้องอพยพขึ้นมาอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการจัดไว้ให้ &amp;nbsp;โดยจะแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงๆ เรียกกันว่า &amp;nbsp;บ้านอพยพแปลงที่เท่านั้นเท่านี้ &amp;nbsp;โดยจัดหมวดหมู่ว่า &amp;nbsp;หมู่บ้านแปลง 1, หมู่บ้านแปลง 2 &amp;hellip; แปลงที่เป็นเลขคี่จะตั้งด้านซ้ายมือของถนนแม่ตืน &amp;ndash; ดอยเต่า&amp;ndash; ฮอด ส่วนด้านขวาเป็นเลขคู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ในการอพยพราษฎรจะได้ค่าชดเชยที่ดินเดิมไร่ละ 400 บาท &amp;nbsp;ในขณะนั้น &amp;nbsp;แต่ไม่ได้มีการพูดถึงว่า &amp;nbsp;ส่วนใหญ่จะได้ไม่ครบ&amp;nbsp; เพราะเนื่องจากการรับเงินชดเชยจะต้องไปรับที่อำเภอจอมทอง&amp;nbsp; ซึ่งการเดินทางในสมัยนั้นลำบาก &amp;nbsp;ทุรกันดารมาก &amp;nbsp;การจ่ายก็เป็นอย่างไม่มีระบบ &amp;nbsp;ราษฎรจึงต้องใช้วิธีให้ผู้อื่นไปรับแทน &amp;nbsp;โดยให้ค่าตอบแทน&amp;nbsp; ทำให้ได้รับเพียงไร่ละ 350 บาทบ้าง 375 บาทบ้าง &amp;nbsp;บางรายได้น้อยกว่านี้ก็มี...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ข้อมูลจากหนังสือ &amp;lsquo;ดอยเต่าในอดีต&amp;rsquo;&amp;nbsp; ยังบอกเล่าถึงปัญหาสำคัญในการอพยพชาวบ้านครั้งนั้นว่า... &amp;ldquo;ในการจัดพื้นที่ ให้กับราษฎรที่อพยพขึ้นมาจากเขตน้ำท่วม &amp;nbsp;เข้าใจว่าด้วยความที่ไม่เคยพบปัญหา&amp;nbsp; บวกกับมีปัจจัยทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์และงบประมาณที่ไม่เพียงพอ &amp;nbsp;ทำให้การจัดพื้นที่&amp;nbsp; การจัดสาธารณูปโภคให้กับผู้อพยพเป็นไปอย่างขลุกขลัก &amp;nbsp;หลายหมู่บ้านไม่มีน้ำ &amp;nbsp;น้ำใช้&amp;nbsp; จนหลายหมู่บ้านตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในพื้นที่อื่น &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;


แทงบอลวันนี้ &amp;nbsp;บ้านหนองบัวคำเดิม ได้อพยพไปอยู่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ในขณะนั้นราษฎรที่อพยพขึ้นมาในสภาพที่เรียกได้ว่า &amp;nbsp;บ้านแตกสาแหรกขาด &amp;nbsp;มองไม่เห็นอนาคต &amp;nbsp;ที่ดินที่รับจัดสรรก็ไม่สามารถจะทำการเพาะปลูกได้ &amp;nbsp;เหตุเพราะสภาพดินขาดความสมบูรณ์ &amp;nbsp;น้ำที่จะใช้ในการเพาะปลูกไม่มี ผนวกกับพื้นที่ที่เป็นที่สูงลุ่มๆ ดอนๆ ไม่สามารถจะทำคลองส่งน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก รัฐทำได้เพียงนำเครื่องอุปโภคบริโภคมาแจกกันเป็นครั้งคราว...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;ไม่มีน้ำกินน้ำใช้&amp;nbsp; ชาวบ้านและพระสงฆ์ช่วยกันขุดบ่อน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ดอยเต่าบ้านเฮากันดาร&amp;nbsp; หมู่เฮาจากบ้านไปหางานทำ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ชาวบ้านดอยเต่าที่ต้องอพยพบ้านเรือนออกจากที่ทำกินเดิมมีประมาณ 2,400 ครอบครัว &amp;nbsp;นอกจากนี้ผลพวงที่ตามมาก็คือ&amp;nbsp; เมื่อชาวบ้านไม่มีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จึงต้องลักโค่นต้นสักที่เคยมีอุดมสมบูรณ์แปรรูปขายให้แก่นายทุน&amp;nbsp;


สล็อต789 &amp;nbsp;จนดอยเต่าที่เคยมีป่าสักหนาแน่นกลายเป็นป่าราบ&amp;nbsp; เมื่อป่าหมดชาวบ้านก็หันไปทำงานรับจ้างสารพัด&amp;nbsp; จนได้ชื่อว่าดอยเต่ามีแรงงานอพยพมากที่สุดแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ บ้างก็ต้องขายที่ดินให้กับนายทุนและคนต่างถิ่น&amp;nbsp; ไปหากินยังถิ่นใหม่&amp;nbsp; เพราะที่ดินทำกินไม่เห็นผล&amp;nbsp; ส่วนคนที่ยังอยู่ก็ไม่ค่อยสนใจต่อการแนะนำหรือเสนอแนะของเจ้าหน้าที่รัฐในการประกอบอาชีพการเกษตร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เกิดความรู้สึกทางลบแก่เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น&amp;nbsp; หลายคนเกิดความท้อแท้ละเลยไป จนมองว่าราษฎรดอยเต่าเกียจคร้าน&amp;nbsp; ไม่เอาจริงกับการประกอบอาชีพ และในความรู้สึกนึกคิดลึกๆ ของจิตใจคนดอยเต่ามีความรู้สึกว่ารัฐบาลและข้าราชการทอดทิ้งละเลย &amp;nbsp;หลอกลวง&amp;nbsp;


เว็บแทงหวย &amp;nbsp;ขาดการดูแลที่ดีพอ &amp;nbsp;ทั้งๆ ที่ชาวดอยเต่าได้สละที่ดินเดิมอันอุดมสมบูรณ์ &amp;nbsp;อยู่อาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน &amp;nbsp;เพื่อเก็บกักน้ำสร้างคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นั่นเป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบที่คนดอยเต่าได้รับจากการสร้างเขื่อนในช่วงนั้นจากมุมมองของผู้อำนวยการโรงเรียนดอยเต่าวิทยาคม&amp;nbsp; ขณะที่บทเพลง &amp;ldquo;หนุ่มดอยเต่า&amp;rdquo; ที่โด่งดังในช่วงปี 30 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; สะท้อนปัญหาต่างๆ ในอดีตออกมาได้อย่างแจ่มชัด&amp;nbsp; ดังเนื้อหาตอนหนึ่งว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt 36pt;&quot;&gt;&amp;ldquo;ดอยเต่าบ้านเฮากันดาร&amp;nbsp; หมู่เฮาจากบ้านไปหางานทำ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำงานเซาะเบี้ยหาเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลำบากเหลือเกิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตากแดดหน้าดำ
ทนเอาหนักเบาเช้าค่ำ&amp;nbsp; ทนเอาหนักเบาเช้าค่ำ&amp;nbsp; มันแสนชอกช้ำ&amp;nbsp; ทำงานหาเงิน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt 36pt;&quot;&gt;ไอ้หนุ่มดอยเต่า&amp;nbsp; มันเศร้าหัวใจ๋ &amp;nbsp;กิ๊ดมากิ๊ดไป&amp;nbsp; มันน้อยใจ๋แต๊เล่า
แต่ก่อนบ้านเฮา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดอยเต่าเมินมา&amp;nbsp; ลำบากหนักหนา&amp;nbsp;&amp;nbsp; น้ำตาเฮาไหล
พอถึงหน้าฝน&amp;nbsp; เหมือนคนมีกรรม&amp;nbsp; ไฮ่นาที่ทำน้ำท่วมทั่วไป
อดอยากแต๊เล่า&amp;nbsp; ดอยเต่าเฮานี้&amp;nbsp; เอ็นดูน้องปี้จะไปพึ่งไผ
พอถึงหน้าหนาว&amp;nbsp; ก็หนาวก็เหน็ด&amp;nbsp; เดือนหกเดือนเจ็ด&amp;nbsp; ก็ฮ้อนเหลือใจ๋
หน้าแล้งแห้งน้ำ&amp;nbsp; จะทำจะใด จะไปตี้ไหน&amp;nbsp; น้ำกินบ่มี...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สารพันปัญหาที่ดินในอำเภอดอยเต่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันสภาพปัญหาต่างๆ ในอำเภอดอยเต่าคลี่คลายลงไปมาก&amp;nbsp; 


เว็บสล็อตเว็บทดลอง&amp;nbsp;ผืนดินในอดีตที่เคยแห้งแล้ง&amp;nbsp; ปลูกพืชไม่เคยเห็นผล&amp;nbsp; เดี๋ยวนี้เขียวชะอุ่มไปด้วยต้นลำไย&amp;nbsp; ลูกดก&amp;nbsp; เนื้อแน่นหวานกรอบ&amp;nbsp; มะม่วง&amp;nbsp; มะนาวลูกโตน้ำเยอะ&amp;nbsp; เมื่อเหลือกิน&amp;nbsp; เหลือขาย&amp;nbsp; ยังเอามาทำน้ำมะนาวแช่เย็นหรือเติมน้ำแข็ง&amp;nbsp; รสชาติเข้มข้น&amp;nbsp; หวานอมเปรี้ยว&amp;nbsp; ดื่มแล้วชื่นใจ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวบ้านดอยเต่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; แม้ว่าสภาพความเป็นอยู่ของคนดอยเต่าจะดีขึ้นกว่าเดิม&amp;nbsp; แต่ปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของคนดอยเต่ายังไม่ได้รับการแก้ไข&amp;nbsp; นั่นคือ &amp;lsquo;ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย&amp;rsquo;&amp;nbsp; เนื่องจากคนดอยเต่าส่วนใหญ่อยู่อาศัยในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่หาด, ป่าสงวนฯ แม่ตูบ&amp;nbsp; อุทยานแห่งชาติแม่ปิง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และที่ดินนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล (นค.) ที่ทับซ้อนกับป่าสงวนฯ&amp;nbsp; อีกทั้งชาวบ้านจำนวนไม่น้อยยังขาดแคลนที่ดินทำกิน &amp;nbsp;บางตำบล&amp;nbsp; บางหมู่บ้าน&amp;nbsp; มีที่ดินเพียงครอบครัวละ 1 งาน หรือ 100 ตารางวา&amp;nbsp; แค่พอได้ปลูกบ้านอยู่อาศัย&amp;nbsp; และปลูกลำไยได้ไม่กี่ต้น&amp;nbsp; ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง&amp;nbsp; จึงต้องดิ้นรนไปขายแรงงานต่างถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สยาม&amp;nbsp; นนท์คำจันทร์&amp;nbsp; ผู้ช่วยผู้อำนวยการ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; สำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; เล่าถึงปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของคนดอยเต่าว่า&amp;nbsp; อำเภอดอยเต่ามีทั้งหมด 6&amp;nbsp; ตำบล&amp;nbsp; รวม 43&amp;nbsp; หมู่บ้าน&amp;nbsp; มีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด&amp;nbsp; 8,818&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; แต่มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยจำนวน&amp;nbsp; 4,460 ครัวเรือน&amp;nbsp; หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนทั้งอำเภอ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในอำเภอดอยเต่าเป็นเทือกเขา &amp;nbsp;และเป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล &amp;nbsp;ชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพมาจากเขตน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนภูมิพลตั้งแต่ปี 2507&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางส่วนได้รับการจัดสรรที่ดินจากนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล &amp;nbsp;ครอบครัวละ 5 ไร่&amp;nbsp; (จำนวน&amp;nbsp; 1,711&amp;nbsp; ครอบครัว)&amp;nbsp; แต่ส่วนมากถอยร่นขึ้นมาจากพื้นที่ที่น้ำในอ่างท่วมถึงและไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; จึงต้องอยู่รวมกับชุมชนอื่นๆ ทำให้มีปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;นอกจากนี้พื้นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และยังทับซ้อนกับที่ดินของนิคมฯ&amp;nbsp; ทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากกว่าพื้นที่อื่นๆ&amp;rdquo;&amp;nbsp; สยามกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในอำเภอดอยเต่า&amp;nbsp; แยกเป็นปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.ที่อยู่อาศัยที่ชาวบ้านมี โฉนด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนมากจะเป็นชุมชนดั้งเดิม &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่มีความแออัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;ไม่มีที่ดินทำกินใกล้บ้าน&amp;nbsp; ทำให้ต้องไปหาที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนฯ และเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องมาโดยตลอด&amp;nbsp; 2.ที่อยู่อาศัยที่ชาวบ้านมีเอกสาร นส. 3 และ นส. 3 ก.&amp;nbsp; ที่พร้อมจะออกเอกสารสิทธิ์ได้ แต่ทางราชออกให้ได้เป็นบางราย &amp;nbsp;บางหมู่บ้านโฉนดออกเป็นฟันหลอ &amp;nbsp;ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; และยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหามาถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.ที่อยู่อาศัยที่มีเอกสาร นส. 3 และ นส.&amp;nbsp; 3 ก ทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติในหลายพื้นที่&amp;nbsp; 4.ที่อยู่อาศัยในเขตนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล &amp;nbsp;ที่มีเอกสาร นค. 1 และ นค. 3 &amp;nbsp;ซึ่งสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ยังไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้เนื่องจากทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ&amp;nbsp; 5.ที่อยู่อาศัยในเขต สปก. &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ ปรากฏในหลายพื้นที่ของอำเภอดอยเต่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;6.ที่อยู่อาศัยในเขตการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) &amp;nbsp;มีบางส่วนที่อยู่ในเขตน้ำท่วมที่ กฟผ.ได้ปักเขตเอาไว้ &amp;nbsp;แต่น้ำไม่เคยท่วม &amp;nbsp;ชาวบ้านจึงเข้าปลูกบ้านอยู่ในพื้นที่ กฟผ. ทำให้เป็นประเด็นขัดแย้งกันมาโดยตลอด &amp;nbsp;7.ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง&amp;nbsp; ประกาศเป็นอุทยานฯ ในปี 2524 &amp;nbsp;แต่ชาวบ้านอยู่อาศัยมาก่อนนานหลายสิบปี&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงกลายเป็นผู้บุกรุก ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;น้ำปิงไหลคดเคี้ยวผ่านพื้นที่ราบในอำเภอดอยเต่า&amp;nbsp; แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก&amp;nbsp; น้ำจะท่วมพื้นที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบดอยเต่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ก้าวย่างของ &amp;ldquo;นครดอยเต่าโมเดล&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;สยาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; นนท์คำจันทร์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากปัญหาต่างๆ ดังกล่าว &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; จึงได้จัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย &amp;lsquo;นครดอยเต่าโมเดล&amp;rsquo; &amp;nbsp;โดยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปประสานงานกับทางอำเภอดอยเต่าตั้งแต่เมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา &amp;nbsp;มีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงสร้างความเข้าใจกับผู้นำชุมชน&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; อบต. &amp;nbsp;ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;หลังจากนั้นในเดือนมีนาคม-มิถุนายน &amp;nbsp;ผู้นำและชาวบ้านในแต่ละตำบล&amp;nbsp; แต่ละหมู่บ้าน&amp;nbsp; จึงร่วมกันสำรวจข้อมูลปัญหาความเดือดร้อนทั้งเรื่องที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; ปัญหาความยากจน&amp;nbsp; การขาดแคลนสาธารณูปโภค&amp;nbsp; จัดทำผังชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เพื่อนำปัญหาต่างๆ เหล่านี้มาจัดทำเป็นแผนแก้ไขปัญหาและพัฒนาตำบล-หมู่บ้านตามโครงการ &amp;lsquo;นครดอยเต่าโมเดล&amp;rsquo;&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 43 หมู่บ้าน &amp;nbsp;และมีการจัดประชาคมเพื่อรับรองแผนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา&amp;nbsp; มีการจัดเวทีเพื่อนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาตำบล-หมู่บ้านในอำเภอดอยเต่า&amp;nbsp; มีตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมกว่า 500 คน&amp;nbsp; มีคณะผู้บริหารสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; สถาปนิก&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เข้าร่วมเพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น&amp;nbsp; นอกจากนี้คณะฯ ยังได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;ประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ณัฐรัฐ&amp;nbsp; ชัยบาล&amp;nbsp; นายก อบต.ท่าเดื่อ&amp;nbsp; ยกตัวอย่างปัญหาของชาวบ้านโป่งแพ่ง&amp;nbsp; ต.มืดกา&amp;nbsp; ว่า&amp;nbsp; บ้านโป่งแพ่งมีทั้งหมด 42 ครัวเรือน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 120 คน&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนฯ&amp;nbsp; แต่เดิมอยู่อาศัยบนดอยหลวง-ดอยแก้ว&amp;nbsp; ไม่มีเส้นทางคมนาคม&amp;nbsp; ในช่วงฤดูฝนการเดินทางลำบาก&amp;nbsp; โดยเฉพาะในยามเจ็บไข้ได้ป่วย&amp;nbsp; จึงพากันอพยพครอบครัวลงมาอาศัยอยู่ที่บ้านโป่งแพ่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว&amp;nbsp; มาอยู่ในที่ดินของนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพล&amp;nbsp; แต่ที่ดินมีเนื้อที่ไม่มากเพราะอยู่ติดกับเขตป่าสงวนฯ&amp;nbsp; นิคมฯ ให้ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินครอบครัวละ 1 งาน&amp;nbsp; หรือ 100 ตารางวา&amp;nbsp; แต่ไม่พอที่จะปลูกพืชผลเพื่อทำมาหากิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ชาวบ้านเหมือนผงเข้าตาตัวเอง&amp;nbsp; ไม่รู้จะเอาออกได้อย่างไร&amp;nbsp; เพราะไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; ปลูกลำไยได้เพียงครอบครัวละ 2-3 ต้น&amp;nbsp; ไม่พอจะเก็บไปขาย&amp;nbsp; ต้องออกไปรับจ้างนอกหมู่บ้าน&amp;nbsp; รับจ้างทำไร่&amp;nbsp; ทำสวน&amp;nbsp; หากินเป็นรายวัน&amp;nbsp; ได้เงินมาก็ซื้อข้าวกินไปวันๆ&amp;nbsp; เพราะไม่มีพื้นที่ทำนา&amp;nbsp; บางคนไปจับปลาในทะเลสาบดอยเต่าฯ แต่ก็ไม่ได้จับปลาตลอดทั้งปี&amp;nbsp; เพราะมีการห้ามจับในช่วงฤดูปลาวางไข่&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายก อบต. เล่าถึงความยากลำบากของชาวบ้านโป่งแพ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;บุญธรรม&amp;nbsp; จันทร์หม้อ&amp;nbsp; เลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านแอ่น&amp;nbsp; เล่าว่า ชาวบ้านตำบลบ้านแอ่นเมื่อก่อนอยู่อาศัยริมน้ำแม่ปิง&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ราบริมน้ำที่อุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; ปลูกข้าว&amp;nbsp; ปลูกพืชผลต่างๆ และหาปลา&amp;nbsp; ไม่อดอยาก&amp;nbsp; แต่เมื่อสร้างเขื่อนฯ แล้วเสร็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในปี 2507&amp;nbsp; น้ำเริ่มท่วมพื้นที่ในดอยเต่า&amp;nbsp; ชาวบ้านแอ่นจึงต้องอพยพมาอยู่ในที่ดินปัจจุบัน&amp;nbsp; โดยนิคมสร้างตนเองเขื่อนภูมิพลจัดสรรที่ดินให้ครอบครัวละ 5 ไร่&amp;nbsp; มาตอนแรกลำบากมาก&amp;nbsp; เพราะเป็นที่ดอนไม่มีน้ำกิน&amp;nbsp; น้ำใช้&amp;nbsp; ชาวบ้านต้องช่วยกันขุดบ่อน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันตำบลบ้านแอ่นมีครัวเรือนทั้งหมด 995&amp;nbsp; ครอบครัว&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ทำสวนลำไย&amp;nbsp; สวนมะม่วง&amp;nbsp; แต่ไม่พอกิน&amp;nbsp; เพราะที่ดินมีเพียง 5 ไร่&amp;nbsp; พอมีครอบครัวขยาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีลูกมีหลาน&amp;nbsp; ทำสวนลำไยได้ปีละครั้งขายได้ไม่พอกิน&amp;nbsp; พอถึงช่วงน้ำแล้งชาวบ้านจะลงไปปลูกพืชล้มลุกในพื้นที่เดิมที่เคยอพยพมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หอมแดง&amp;nbsp; แตงโม&amp;nbsp; ฟักทอง&amp;nbsp; และปลูกข้าวได้เล็กน้อย&amp;nbsp; เพราะหากน้ำมาถ้าเก็บเกี่ยวไม่ทันก็จะเสียหายหมด&amp;rdquo; ตัวแทนชาวตำบลบ้านแอ่นกล่าวถึงปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;พื้นที่ด้านล่างคือที่ตั้งหมู่บ้านเดิม&amp;nbsp; ปัจจุบันคือส่วนหนึ่งของทะเลสาบดอยเต่า เมื่อถึงฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วมเต็มพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้บุญธรรมยังพูดถึงแผนงานในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาในตำบลว่า&amp;nbsp; จากปัญหาที่ดินทำกินไม่เพียงพอ&amp;nbsp; และไม่สามารถขยายที่ทำกินได้&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงมีแผนในการเพิ่มรายได้&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จากเดิมที่ปลูกลำไยพันธุ์อีดอขายผลสด&amp;nbsp; มีรายได้สูงสุดปีหนึ่งไม่เกินครัวเรือนละ 150,000 บาทในพื้นที่ปลูก 5 ไร่&amp;nbsp; ก็จะนำลำไยมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง&amp;nbsp; ส่วนคนที่ปลูกมะนาวก็นำมาแปรรูปทำน้ำมะนาวพร้อมดื่ม&amp;nbsp; และทำตลาดชุมชนบริเวณริมถนนใหญ่สายดอยเต่า-ฮอด&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวบ้านนำผลิตผลต่างๆ มาวางขายเป็นการเพิ่มรายได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;เป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทำตามศาสตร์พระราชา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สยาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; นนท์คำจันทร์&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; จากการรวบรวมข้อมูลปัญหาของชาวดอยเต่า&amp;nbsp; และนำมาจัดทำเป็นแผนพัฒนา &amp;ldquo;นครดอยเต่าโมเดล&amp;rdquo; แม้จะพบว่าปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง&amp;nbsp; ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมป่าไม้&amp;nbsp; กรมอุทยานแห่งชาติฯ&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; นิคมสร้างตนเอง&amp;nbsp; เขื่อนภูมิพล&amp;nbsp; กรมธนารักษ์&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นในส่วนของปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยนั้น&amp;nbsp; ตัวแทนชาวบ้านจะรวบรวมข้อมูลความเดือดร้อนของคนดอยเต่าเสนอไปยังคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด (คทช.จังหวัด) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน&amp;nbsp; เพื่อให้นำประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไขนำเสนอสู่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช./มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน)&amp;nbsp; นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ในระหว่างการแก้ไขปัญหาที่ดินเชิงนโยบาย&amp;nbsp; ชาวบ้านก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย&amp;nbsp; เพราะตามแผนงาน &amp;lsquo;นครดอยเต่าโมเดล&amp;rsquo; จะมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; และไม่ใช่จะทำเฉพาะเรื่องบ้าน&amp;nbsp; หรือเรื่องที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; แต่เราจะทำเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ทำเรื่องการส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; เพิ่มรายได้ &amp;nbsp;การท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; การทำเกษตรกรรมตามแนวทางศาสตร์พระราชา&amp;nbsp; การพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ&amp;nbsp; การฟื้นฟูภูมิปัญญา&amp;nbsp; วัฒนธรรมท้องถิ่น&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของคนดอยเต่า&amp;rdquo;&amp;nbsp; สยามกล่าว&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; การดำเนินโครงการนครดอยเต่าโมเดล&amp;nbsp; มีการจัดตั้งคณะทำงานระดับอำเภอขึ้นมา&amp;nbsp; มีที่มาจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; รวม 27&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ตัวแทนชาวบ้านทุกตำบล&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; โดยมีนายอำเภอดอยเต่าเป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีแผนงานต่างๆ เพื่อนำไปสู่การอยู่ดีกินดีของคนดอยเต่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การผลักดันให้มีสถานีไฟฟ้าในอำเภอ&amp;nbsp; เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียร&amp;nbsp; ไฟฟ้าดับบ่อย&amp;nbsp; ทั้งที่ดอยเต่าเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า, การจัดสร้างระบบกรองน้ำประปาเพื่อให้ถูกสุขลักษณะ, การจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามแนวทางพระราชดำริ&amp;nbsp; ป่าดี&amp;nbsp; น้ำดี&amp;nbsp; ตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp; ปลูกป่าในใจคน&amp;nbsp; สร้างป่าเปียกต้นน้ำแม่หาด&amp;nbsp; ซ่อมสร้างฝายขุนน้ำสู่ลำเขื่อน, รณรงค์ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร&amp;nbsp; ปรับเปลี่ยนมาใช้สารอินทรีย์ &amp;nbsp;ปลูกลำไยอินทรีย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรับพฤติกรรมการกินการใช้ชีวิต&amp;nbsp; การออกกำลังกาย&amp;nbsp; เพื่อให้คนดอยเต่ามีสุขภาพแข็งแรง, ส่งเสริมการปลูกกาแฟบนพื้นที่สูง&amp;nbsp; เลี้ยงวัวแบบประณีต&amp;nbsp; เพื่อแก้ปัญหาความยากจน&amp;nbsp; เพิ่มรายได้&amp;nbsp; ลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;ชาร์ต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. สำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; ขยายความว่า&amp;nbsp; ตามแผนงานดังกล่าว&amp;nbsp; จะมีการสนับสนุงบประมาณเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไฟฟ้า&amp;nbsp; ประปา&amp;nbsp; ถนน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน&amp;nbsp; 24,800 บาท,&amp;nbsp; งบอุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ซ่อมสร้างบ้านเรือนที่ชำรุดทรุดโทรม&amp;nbsp; หรือปลูกสร้างใหม่&amp;nbsp; เนื่องจากปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; ไม่เกินครัวเรือนละ&amp;nbsp; 40,000 บาท &amp;nbsp;และงบบริหารจัดการ&amp;nbsp; สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; ครัวเรือนละ 7,200 บาท&amp;nbsp; ซึ่งงบสนับสนุนดังกล่าวนี้&amp;nbsp; พอช.จะสนับสนุนผ่านสหกรณ์เคหสถานที่ชาวบ้านแต่ละตำบลจะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อนำไปบริหารจัดการตามแผนงานที่แต่ละชุมชน&amp;nbsp; แต่ละหมู่บ้านเสนอโครงการเข้ามา&amp;nbsp; ไม่ได้นำไปจ่ายให้ครัวเรือนโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:18.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ตามแผนงาน&amp;nbsp; จะแบ่งการดำเนินออกเป็น&amp;nbsp; 1.ระยะสั้น เริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยการพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนเดิม&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 19 หมู่บ้าน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 2,860&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม&amp;nbsp; 205.9 ล้านบาท&amp;nbsp; 2.ระยะกลาง&amp;nbsp; ดำเนินการในปี 2562&amp;nbsp; จำนวน 17 หมู่บ้าน&amp;nbsp; รวม 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; และ 3.ระยะยาว&amp;nbsp; ดำเนินการในปี 2563-2564&amp;nbsp; จำนวน 6&amp;nbsp; ชุมชน&amp;nbsp; รวม 600&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 43 ชุมชน&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 4,460&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำโครงการ&amp;nbsp; เพื่อเสนอให้คณะอนุกรรมการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ พิจารณาโครงการและอนุมัติงบประมาณ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 18pt; text-align: center;&quot;&gt;ผอ.พอช. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; คนดอยเต่าทุกครัวเรือนจะต้องออกมาร่วมแก้ไขปัญหาของตนเอง&amp;nbsp; โดยเริ่มจากปัญหาเล็กๆ หรือปัญหาที่ใกล้ตัวก่อน&amp;nbsp; &amp;nbsp;และต้องดึงหน่วยงานในท้องถิ่นเข้ามาร่วมสนับสนุน&amp;nbsp; เพื่อสร้างความเชื่อมั่น&amp;nbsp; สร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้น&amp;nbsp; โดยการรวมพลังจากภาคส่วนต่างๆ&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.พลังชุมชน&amp;nbsp; 2.พลังท้องถิ่น&amp;nbsp; 3.ส่วนราชการ&amp;nbsp; และ 4.พลังประชาสังคม&amp;nbsp; เข้ามาร่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ส่วนเรื่องปัญหาที่ดินเป็นปัญหาใหญ่เพราะเป็นที่ดินของหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; ดังนั้นอาจจะต้องเริ่มจากการนำปัญหาเข้าสู่ คทช.จังหวัดก่อน&amp;nbsp; แล้วนำไปสู่ คทช.ชาติ&amp;nbsp; ซึ่งปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่ดำเนินการไปแล้ว&amp;nbsp; และรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กลุ่ม P-Move (ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม)&amp;nbsp; และโครงการแม่แจ่มโมเดล&amp;nbsp; อ.แม่แจ่ม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; ที่มีการรวมพลังจากทุกภาคส่วนมาร่วมแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ&amp;nbsp; เริ่มจากปัญหาหมอกควัน จากการเผาไร่ข้าวโพด&amp;nbsp; ไปสู่การส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ปลูกไผ่ทดแทนข้าวโพด&amp;nbsp; ลดการใช้สารเคมี&amp;nbsp; ลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; แก้ไขปัญหาหนี้สิน ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหาที่ดินต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.เสนอความเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;ตัวแทนชาวบ้านยื่นหนังสือร้องเรียนปัญหาผ่านผู้บริหาร พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้เป็นก้าวแรกของ &amp;lsquo;นครดอยเต่าโมเดล&amp;rsquo; ที่จะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาของคนดอยเต่าทั้งอำเภอและครบทุกมิติ&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น&amp;nbsp; เสียงเพลง &amp;lsquo;หนุ่มดอยเต่า&amp;rsquo; คงจะกลับมากระหึ่มก้องไปทั้งอำเภอ &amp;nbsp;ดังเนื้อร้องท่อนสุดท้ายว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:72.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ดอยเต่าบ้านเฮาบ่าเดี่ยว&amp;nbsp; หมู่เฮาเก็บเกี่ยว&amp;nbsp; ข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:36.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อยู่ดีกินดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;น้องปี้สำราญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้าวปลาอาหาร&amp;nbsp; สมบูรณ์พูนผล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:72.0pt&quot;&gt;รัฐบาลช่วยเหลือทุกคน&amp;nbsp; บ่อับบ่จน &amp;nbsp;ทุกคนม่วนใจ๋
เปิ้นแบ่งที่ดิน ทำกินไฮ่นา&amp;nbsp; เลี้ยงปู&amp;nbsp; เลี้ยงปลา&amp;nbsp; ปลูกผัก ปลูกไม้
พี่น้องหมู่เฮา&amp;nbsp; จากดอยเต่าไป&amp;nbsp; ขอฮื้อขะใจ๋ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปิ๊กบ้านเสียเด๊อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:72.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt 72pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0.0001pt 72pt; text-align: center;&quot;&gt;ตัวแทนชาวดอยเต่าและผู้บริหาร พอช. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:72.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:72.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13058</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำตามศาสตร์พระราชา, นครดอยเต่าโมเดล, ผอ.พอช., พลังชุมชน, สมชาติ  ภาระสุวรรณ  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180709/image_big_5b42fbbf932b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
