<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100415</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลขาศาลฯแจงยิบเรื่องประกันตัว ย้ำเกรงทำผิดซ้ำย่อมปล่อยตัวชั่วคราวไม่ได้เป็นหลักสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23เม.ย.64 - นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามต่อการพิจารณาและมีคำสั่งของศาลยุติธรรมในการร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญาบางคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม ว่า ศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับสิทธิในการปล่อยชั่วคราวของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาตลอดมา ว่าเป็นสิทธิประการหนึ่งของผู้ต้องหาในคดีอาญา ท่านประธานศาลฎีกาเองก็ให้นโยบายที่เน้นย้ำถึงการลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน แต่การพิจารณาและมีคำสั่งศาลจำเป็นต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนด ประกอบกับพฤติการณ์และความจำเป็นในแต่ละคดีซึ่งย่อมมีความแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์เดช&amp;nbsp; กล่าวว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ได้กำหนดให้ศาลอาจสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว หากปรากฎกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น หรือการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือการดำเนินคดี โดยเมื่อเจ้าพนักงานหรือศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวก็ต้องระบุเหตุผลโดยอ้างอิงไปยังเหตุตามกฎหมายด้วย กรณีที่เกรงว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาอาจก่ออันตรายประการอื่นนั้น กฎหมายมุ่งป้องกันมิให้จำเลยหรือผู้ต้องหาไปกระทำซ้ำในสิ่งที่ถูกฟ้องร้องหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดหรือกระทำความผิดอย่างอื่น หากจำเลยหรือผู้ต้องหาคนใดมีพฤติการณ์หรือแนวโน้มที่จะกระทำเช่นนั้นและไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะป้องกันได้ ศาลย่อมไม่อาจปล่อยชั่วคราวได้ การที่กฎหมายกำหนดในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้ศาลชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของจำเลยกับความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของผู้เสียหาย ชุมชนและสังคมที่ต้องพิจารณาประกอบ นอกเหนือจากสิทธิของจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หลักการกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันสอดคล้องกับหลักการสากล ที่การพิจารณและมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราว เป็นกรณีที่ศาลต้องพิจารณาตามพฤติการณ์แต่ละคดีภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 เองก็ได้กำหนดไว้ด้วยว่าอาจมีการควบคุมผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างพิจารณาได้ เพียงแต่ไม่พึงใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการทั่วไปเท่านั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม&amp;nbsp; กล่าวอีกว่า ในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรได้กำหนดไว้ใน Criminal Justice and Public Order Act 1994 และ The Bail Act 1976 กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวได้เว้นแต่ในบางกรณี กฎหมายห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวในความผิดบางประเภท และศาลอาจไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจไม่กลับมามอบตัวต่อศาลหากได้รับการปล่อยตัวไป หรืออาจกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งอีกในระหว่างการปล่อยชั่วคราว ประเทศออสเตรเลียก็มีบทบัญญัติทำนองเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในการควบคุมตัวระหว่างการพิจารณา แม้จะทำให้จำเลยหรือผู้ต้องหาถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง แต่หาได้ทำให้ถึงขนาดขาดความสามารถในการต่อสู้คดีอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ฯ จำเลยหรือผู้ต้องหามีสิทธิปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีแก่ทนายความของตนได้อย่างเต็มที่ และอาจปรึกษาเป็นการลับก็ได้หากมีความจำเป็น ในการดำเนินคดี การสืบพยานและซักถามพยานในกระบวนพิจารณาตามปกติ ทนายความซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้โดยเฉพาะทางกฎหมาย สามารถช่วยเหลือและเป็นตัวแทนของจำเลยหรือผู้ต้องหาได้อยู่แล้ว หากมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ทนายความ ทนายความย่อมดำเนินการต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อตระเตรียมคดีในการว่าต่างแก้ต่างให้แก่จำเลยได้เช่นเดียวกับแนวปฏิบัติในคดีทั่วๆ ไปอีกเป็นจำนวนมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพงษ์เดช&amp;nbsp; กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หากผู้ขอปล่อยชั่วคราวไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่อนุญาตของศาล ก็สามารถอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงกว่าได้ หรือสามารถยื่นขอปล่อยชั่วคราวใหม่ได้โดยมิได้จำกัดจำนวนครั้งของการยื่นคำร้อง ซึ่งทางปฏิบัติ ก็มีกรณีที่หากมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงจากเดิม แล้วศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แม้จะเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตก่อนหน้านั้นก็ตาม เพราะการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นการใช้ดุลพินิจในกรอบของกฎหมาย ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลจากในคำร้องหรือทางไต่สวน ดังนั้น การใช้ดุลพินิจในแต่ละคดีแม้จะเป็นข้อหาเดียวกัน ก็อาจจะแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ปรากฏในแต่ละคดีและแต่ละช่วงเวลาว่าปรากฏเหตุอันควรไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามกฎหมายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2563 ที่ผ่านมา จำเลยหรือผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวรวม 237,875 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวถึง 217,904 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 91.26 ย่อมแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาและมีคำสั่งของศาลยุติธรรมได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยเสมอมา และไม่ได้เป็นการพิจารณาและมีคำสั่งไปในทางใดทางหนึ่งด้วยเหตุอื่นใด นอกเหนือจากเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการพิจารณาพิพากษาคดีความต่างๆ ศาลยุติธรรมทุกศาลย่อมพิจารณา ให้ความสำคัญและรับฟังเหตุผลและข้อต่อสู้ของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หากจำเลยหรือผู้ต้องหามีข้อต่อสู้หรือเหตุผลที่จะอธิบายหรือชี้แจงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา หนทางที่ดีที่สุดคือการตระเตรียมเหตุผล ตลอดจนข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ใช้สนับสนุนร่วมกับทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายให้มีความครบถ้วนตามที่ต้องการ จึงจะทำให้ศาลสามารถนำเหตุผลและข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ศาลยุติธรรมดำเนินการเสมอมาที่จะทำให้กระบวนพิจารณาทุกๆ คดีดำเนินไปได้ด้วยความรวดเร็วภายในเวลาอันสมควร หนทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายจึงน่าจะเป็นการที่ทุกฝ่ายร่วมมือตามบทบาทหน้าที่ของตนในการทำให้การดำเนินคดีดำเนินไปตามครรลองและกระบวนการที่ควรจะเป็นตามกฎหมาย เพื่อสุดท้ายแล้วศาลจะได้มีโอกาสพิจารณาพยานหลักฐาน เหตุผลและข้อต่อสู้ของทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วนและพิพากษาคดีได้อย่างเป็นธรรม&amp;quot; นายพงษ์เดช&amp;nbsp; กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100415</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขอประกันตัว, ทำผิดซ้ำ, ป.วิอาญา, ปล่อยตัวชั่วคราว, พงษ์เดช วานิชกิตติกูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60823f92cd47e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2021 23:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แกนนำ3นิ้วนอนคุกคดี112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; จบที่รุ่นเราเจอ ม.112 ของจริง &amp;quot;เพนกวิน-อานนท์-สมยศ-หมอลำแบงค์&amp;quot; คอตก! เข้าเรือนจำ ศาลไม่ให้ประกันตัว เพราะคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ทำผิดซ้ำ ต่างกรรมต่างวาระ มีเหตุอันควรเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันอีก ตร.เตรียม 7 กองร้อยรับมือม็อบตีหม้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 9 ก.พ.2564 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวชี้แจงการสั่งคดีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, นายอานนท์ นำภา, นายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม หรือหมอลำแบงค์ และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องหาที่ 1-4 แกนนำและแนวร่วมกลุ่มราษฎร ว่าคดีมี 2 สำนวน เรื่องแรก (คดีชุมนุมม็อบเฟสต์) มีผู้ต้องหารายเดียวคือนายพริษฐ์ ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตาม ป.อาญา ม.112, ยุยงปลุกปั่นฯ ตาม ป.อาญา ม.116 และชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 ได้มีคำสั่งฟ้องทั้ง 3 ข้อหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกสำนวน (คดีชุมนุม 19-20 ก.ย.2563 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์-สนามหลวง) กล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสี่ ในข้อหาตาม ม.112, ม.116, ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปฯ ป.อาญา ม.215, ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ, ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะฯ, ร่วมกันกีดขวางการจราจรฯ, ตั้งวางวัตถุบนถนนอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายฯ, ทำลายโบราณสถานฯ, ทำให้เสียทรัพย์ฯ และร่วมกันโฆษณาเครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ รวม 11 ข้อหา พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 สั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ทุกข้อหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายหลังการให้ข่าวของนายประยุทธนั้น นายพริษฐ์หรือเพนกวินซึ่งเดินเข้ามาฟังการแถลงด้วย ได้ถามกลับนายประยุทธ ย้ำถึงประเด็นตามหนังสือขอความเป็นธรรมว่าหลักสิทธิเสรีภาพได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล นายประยุทธชี้แจงว่า ส่วนของงานโฆษกเป็นการนำผลการสั่งของพนักงานอัยการมาเรียนต่อสื่อมวลชน ส่วนในสำนวนงานโฆษกไม่สามารถอธิบายได้ เพราะไม่ได้รับผิดชอบสำนวน และไม่แน่ใจว่าเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพริษฐ์ตอบโต้ว่า คดีนี้เป็นคดีที่ส่งผลต่อมาตรฐานสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ต้องชี้แจงบรรทัดฐานการดำเนินงานขององค์กรอัยการเป็นอย่างไร คดีนี้คือคดีการเมือง กระบวนการยุติธรรมสามารถปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้มากน้อยขนาดไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายประยุทธตอบว่า ตาม ป.วิ.อาญา มีหลักสันนิษฐานคนที่อัยการฟ้องเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิด และให้อัยการพิจารณา ถ้าพยานหลักฐานพอฟ้องก็ฟ้อง ประเด็นที่พูดสามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้ ปิดท้ายนายพริษฐ์กล่าวโจมตีว่าองค์กรอัยการไม่เห็นความสำคัญของการธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในการส่งฟ้องที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก สำนวนแรกเป็นคดีหมายเลขดำ อ.286/2564 ยื่นฟ้องนายพริษฐ์เป็นจำเลยเพียงคนเดียว กรณีชุมนุมม็อบเฟสต์เมื่อวันที่ 14-15 พ.ย.2563 บริเวณแยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน สำนวนที่สองคดีหมายเลขดำ อ.287/2564 ยื่นฟ้องนายพริษฐ์, นายอานนท์, นายปติวัฒน์ และนายสมยศ เป็นจำเลย กรณีชุมนุม 19 กันยา ทวงอํานาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19-20 ก.ย.2563 ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์และสนามหลวง เรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก, ขอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลสอบคำให้การพวกจำเลยแล้ว พวกจำเลยแถลงให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานคู่ความทั้ง 2 ฝ่าย โดยคดีดำ อ.286/2564 นัดวันที่ 15 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. และคดีดำ อ.287/2564 นัดวันที่ 15 มี.ค.นี้ เวลา 13.30 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นจำเลยทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวในชั้นนี้ ศาลมีคำสั่งว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระ ตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับความผิดที่ถูกกล่าวหาอีก จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งให้ทราบและคืนหลักประกันทั้งสองสำนวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวนายพริษฐ์, นายอานนท์, นายปติวัฒน์ และนายสมยศ ส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทันที&amp;nbsp; โดยทั้งสี่มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างชัดเจน แต่ยังชู 3 นิ้วสื่อสารไปยังมวลชนที่อยู่ด้านนอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 18.05 น. เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;ราษฎร&amp;quot; ได้โพสต์ข้อความนัดระดมพลด่วนที่สกายวอล์ก แยกปทุมวัน&amp;nbsp; โดยระบุว่า &amp;quot;ราษฎรทั้งหลาย จงออกมาร่วมแสดงพลังให้โลกรับรู้ว่า เราไม่ยินยอมให้กฎหมายที่ไม่ควรมีอยู่ในประเทศประชาธิปไตย อย่างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มากักขังความคิด ปิดกั้นเสรีภาพของเราอีกต่อไป จงมารวมตัวกันเพื่อยืนยันว่าเราไม่เห็นด้วยกับการฝากขังทนายอานนท์ นำภา เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และหมอลำแบงค์-ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม เพราะสิทธิในการได้รับการประกันตัวหรือปล่อยชั่วคราว เป็นสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องหาและผู้ต้องขัง #ปล่อยเพื่อนเรา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษก ตร. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกลุ่มราษฎรนัดชุมนุมที่สกายวอล์ก หน้าห้างมาบุญครอง ในวันที่ 10 ก.พ. เวลา 17.00 น. ว่า ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ประเมินสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ ระดับที่ 1 หากไม่มีความรุนแรงมากก็เตรียมกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) ไว้ 1-2 กองร้อย ระลอกที่ 2-3 มีเตรียมไว้อย่างละ 2 กองร้อย สับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน เบื้องต้นจะใช้กำลังจาก บก.อคฝ.เป็นหลัก และพื้นที่ บก.น. 6 ยืนยันว่าไม่น่าเป็นห่วงในการใช้กำลังควบคุมพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า ขอเตือนผู้ชุมนุมว่าการทำกิจกรรมในช่วงนี้เสี่ยงผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อฯ, พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฯ ซึ่งทาง บช.น.มีมาตรการดูแลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างนุ่มนวล เป็นขั้นเป็นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ตร.ยอมรับว่า แกนนำ 4 คนไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว จะมีการระดมคนมาได้จำนวนมาก เนื่องจากทั้งหมดเป็นแกนนำหลักเรียกร้องการชุมนุมทุกครั้ง ซึ่งประมาทไม่ได้เรื่องการเตรียมความพร้อม เพราะอาจมีสถานการณ์อื่นมาสอดแทรกด้วย เช่น สถานการณ์การเมืองของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเรื่องที่ บช.น.จะประเมินอยู่เป็นระยะ ไม่มีสูตรสำเร็จว่าจะเตรียมกำลังไว้มากน้อยเพียงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่จุดนัดชุมนุมใกล้กับเขตพระราชฐานนั้น พล.ต.ต.ยิ่งยศกล่าวว่า ต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะๆ หากการชุมนุมมีคนไม่มาก เป็นการแสดงออกที่พอควบคุมได้ ผู้บัญชาการเหตุการณ์จะเป็นผู้ตัดสินใจ ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร ทั้งนี้ตำรวจคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ขณะเดียวกันต้องรักษาสมดุลการบังคับใช้กฎหมายไปด้วย มีขั้นตอนการควบคุมไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมายมากเกินขอบเขต และคาดว่าไม่น่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เผยว่า ขณะนี้ยังมีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ หากกลุ่มใดทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ทางเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นที่จะไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรม แต่ยืนยันว่าจะดูแลให้มีความเรียบร้อยมากที่สุด และขอความร่วมมือให้ทุกคนคำนึงถึงการแพร่ระบาดของโรค และอย่าฝ่าฝืนกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. เปิดเผยว่า ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนจำนวน 3 กองร้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.5 อีก 2 กองร้อย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.น.6 อีก 2 กองร้อย ซึ่งภารกิจหลักของตำรวจคือการเฝ้าระวังป้องกันเหตุร้าย เนื่องจากมีการปลุกระดมจากกลุ่มผู้ชุมนุมให้มารวมตัวทำกิจกรรมกัน ซึ่งไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ดังนั้นจึงขอเรียนว่าการรวมตัวร่วมทำกิจกรรมดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมาย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92535</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดี112, จบที่รุ่นเรา, ต่างกรรมต่างวาระ, ทำผิดซ้ำ, พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง, ม.112, ศาลไม่ให้ประกันตัว, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัตราโทษสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210209/image_big_6022a0ad69488.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
