<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำเนียบขาวชม&#039;แฮร์รี-เมแกน&#039;กล้าหาญ &#039;โอปราห์&#039;แจงควีนเปล่าเหยียดผิว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โฆษกทำเนียบขาวแสดงทัศนะกรณีการประทานสัมภาษณ์ของเจ้าชายแฮร์รี และเมแกน มาร์เคิล พระชายา ว่าทั้งคู่มีความ &amp;quot;กล้าหาญ&amp;quot;ที่เปิดเผยเรื่องการรับมือปัญหาสุขภาพจิตและบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัว ขณะโอปราห์ วินฟรีย์ ยืนยันควีนเอลิซาเบธและเจ้าชายฟิลิปไม่ใช่ผู้ที่กล่าวถึงสีผิวของ &amp;quot;อาร์ชี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โอปราห์ วินฟรีย์ สัมภาษณ์เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน มาร์เคิล ออกอากาศทางซีบีเอส วันที่ 7 มีนาคม 2564 (Photo by Harpo Productions/Joe Pugliese via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การประทานสัมภาษณ์แก่โอปราห์ วินฟรีห์ เจ้าแม่ทอล์กโชว์ชาวอเมริกัน ออกอากาศทางสถานีซีบีเอสของสหรัฐเมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐ เป็นข่าวที่ก่อกระแสฮือฮาทั่วโลก โดยเฉพาะคำกล่าวหาว่าสมาชิกราชวงศ์วินด์เซอร์พระองค์หนึ่งเหยียดสีผิวโอรสของทั้งคู่ หรือการวิจารณ์ราชสำนักว่าไม่ปกป้องพวกเขายามเผชิญวิกฤติสุขภาพจิตจากการโดนสื่อและโซเชียลมีเดียเล่นงาน กระทั่งทำให้เมแกนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อของโลกตะวันตกเมื่อเช้าวันจันทร์เต็มไปด้วยเรื่องราวคำให้สัมภาษณ์ความยาว 2 ชั่วโมง ทั้งรายการโทรทัศน์และหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไม่เฉพาะในอังกฤษและสหรัฐ แฮชแท็ก #แฮร์รีและเมแกนในโอปราห์ ติดใน 5 อันดับแรกของทวิตเตอร์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลกทั้งระหว่างการออกอากาศและหลังจากนั้น แม้แต่แฮชแท็ก #ล้มเลิกระบอบกษัตริย์ ก็มียอดทวีตหลายหมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวของสหรัฐมีทัศนะต่อเรื่องนี้เช่นกัน เจน ซากี โฆษกของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า &amp;quot;สำหรับใครก็ตามที่ออกมาพูดถึงการต่อสู้ดิ้นรนกับสุขภาพจิตของตนเองและบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวของตนเอง นั่นต้องใช้ความกล้าหาญ&amp;quot; อย่างไรก็ตาม โฆษกหญิงผู้นี้ย้ำว่า ณ เวลานี้ ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ถือเป็น &amp;quot;พลเมืองธรรมดา&amp;quot; และ &amp;quot;เราจะไม่ให้ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากที่นี่ในนามของประธานาธิบดีอีกต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซากีกล่าวอีกว่า สหรัฐมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมั่นคงกับชาวอังกฤษ และเป็นหุ้นส่วนพิเศษกับรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรในประเด็นต่างๆ และจะดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสถานีซีบีเอสเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า รายการสัมภาษณ์เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนที่ออกอากาศทางสถานีมีผู้ชมในสหรัฐมากถึง 17.1 ล้านวิว ถือเป็นรายการบันเทิงที่มีผู้ชมมากที่สุดนับแต่การถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่มีผู้ชม 23.6 ล้านวิว รายการพิเศษดังกล่าวยังเป็นรายการช่วงไพรม์ไทม์วันอาทิตย์ที่ไม่ใช่การแข่งขันชิงแชมป์อเมริกันฟุตบอล &amp;quot;ซูเปอร์โบลว์&amp;quot; ที่มีผู้ชมมากที่สุดด้วย ฮาร์โปโปรดักชันส์และซีบีเอสขายลิขสิทธิ์ออกออกอากาศอีกครั้งในสหราชอาณาจักรคืนวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นทางสถานีไอทีวี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่สร้างความตกใจแต่ยังไม่มีทัศนะอย่างเป็นทางการจากพระราชวังบักกิงแฮมคือ คำกล่าวหาของเมแกนที่ว่า ได้รับคำบอกเล่าจากเจ้าชายแฮร์รีว่ามีสมาชิกราชวงศ์พระองค์หนึ่งแสดงความกังวลเรื่องสีผิวของอาร์ชี โอรสของทั้งคู่ที่ประสูติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 ด้วยความที่เมแกนเป็นลูกครึ่งพ่อผิวขาวและแม่ผิวดำ คำกล่าวนี้ถือเป็นการเหยียดสีผิวที่ฝ่ายต่อต้านสถาบันนำมาโจมตีอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งสองปฏิเสธจะเอ่ยชื่อสมาชิกราชวงศ์องค์นั้น แต่วินฟรีย์กล่าวในวันจันทร์ว่า เธอได้ซักถามนอกรอบด้วย แต่ทั้งคู่ยืนกรานไม่เปิดเผย บอกเพียงว่าไม่ใช่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป พระราชสวามี ซึ่งยังอยู่ระหว่างทรงพักฟื้นจากการรักษาพระหทัย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95493</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชมกล้าหาญ, ทำเนียบขาว, ราชวงศ์อังกฤษ, เจ้าชายแฮร์รี, เมแกน มาร์เคิล, เหยียดสีผิว, โอปราห์ วินฟรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_6047242263f20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2020 21:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2020 21:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐสกัดจดหมายใส่สารพิษ&#039;ไรซิน&#039;ส่งถึง&#039;ทรัมป์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สื่ออเมริกันรายงานเมื่อวันเสาร์ว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐสกัดจดหมายฉบับหนึ่งที่จ่าหน้าซองถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตามที่อยู่ของทำเนียบขาว หลังผลการตรวจสอบยืนยันว่าจดหมายดังกล่าวมีสารพิษไรซินที่ได้จากเมล็ดละหุ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองพบจดหมายฉบับนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่คลังพัสดุชานกรุงวอชิงตัน และไม่ได้ส่งจดหมายนี้ไปทำเนียบขาว นิวยอร์กไทม์รายงานว่าจดหมายฉบับนี้ส่งมาจากแคนาดา ส่วนซีเอ็นเอ็นเผยว่า มีการทดสอบสารที่อยู่ในจดหมายฉบับนี้หลายครั้งและยืนยันว่าเป็นสารพิษจากเมล็ดละหุ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของสำนักสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ในกรุงวอชิงตัน บอกว่า เอฟบีไอ, หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐ และสำนักตรวจสอบไปรษณีย์ของสหรัฐ กำลังสอบสวนจดหมายต้องสงสัยที่ส่งมาที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐ และยืนยันว่าจดหมายฉบับนี้ไม่ได้คุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สารพิษจากเมล็ดละหุ่งเป็นสารพิษอันตรายร้ายแรง ทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาไม่กี่นาที ถ้ากลืน, สูดดมหรือฉีดเข้าไปในร่างกาย สารพิษนี้จะทำให้อวัยวะล้มเหลว และยังไม่มียาแก้พิษ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78067</URL_LINK>
                <HASHTAG>จดหมายไรซิน, ทำเนียบขาว, สารพิษไรซิน, เมล็ดละหุ่ง, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200920/image_big_5f676ae5cd6b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 22:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 21:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกเล็กซีแอตเติลไล่&#039;ทรัมป์&#039;กลับบังเกอร์ทำเนียบขาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกเทศมนตรีเมืองซีแอตเติลบอกประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ &amp;quot;กลับไปอยู่บังเกอร์ของคุณ&amp;quot; หลังทรัมป์ขู่ว่าจะเข้าแทรกแซงที่ผู้ชุมนุมในเมืองนี้จัดตั้งโซนปกครองตนเองปลอดตำรวจ ด้านประธานเสนาธิการทหารสหรัฐแถลงขอโทษที่ปรากฏตัวเดินตามทรัมป์ในวันสลายม็อบหน้าทำเนียบขาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนถ่ายรูปถือพระคัมภีร์ไบเบิลหน้าโบสถ์เซนต์จอห์น เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ภายหลังให้เจ้าหน้าที่ขับไล่ม็อบที่สวนสาธารณะลาฟาแยตตรงข้ามทำเนียบขาวเพื่อเปิดทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกล่าวถึง &amp;quot;บังเกอร์&amp;quot; หรือหลุมหลบภัย สืบเนื่องจากมีรายงานว่าระหว่างการชุมนุมของผู้ประท้วงต่อต้านเหยียดผิวและการกระทำทารุณของตำรวจหลังการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ในการชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากรวมตัวกันหน้าทำเนียบขาว จนทำให้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีต้องพาทรัมป์เข้าไปหลบในเขตปลอดภัยของทำเนียบขาวอยู่ช่วงหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ทวีตเมื่อค่ำวันพุธที่ผ่านมาเรื่องกลุ่มผู้ประท้วงในเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน จัดตั้ง &amp;quot;โซนปกครองตนเองแคปิตอลฮิลล์&amp;quot; (ซีเอชเอซี) โดยเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ประท้วงและกรมตำรวจของเมือง ทรัมป์ระบุในโพสต์ทางทวิตเตอร์เตือนเจนนี เดอร์กาน นายกเทศมนตรีเมืองซีแอตเติล และเจย์ อินสลี ผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ว่า &amp;quot;นำเมืองของคุณกลับมาเดี๋ยวนี้ ถ้าคุณไม่ทำ ผมจะทำเอง&amp;quot; โดยเรียกผู้ประท้วงว่า &amp;quot;เป็นผู้ก่อการร้ายในประเทศที่เข้ายึดครองเมืองซีแอตเติล&amp;quot; และบอกว่า &amp;quot;นี้ไม่ใช่เกม เราต้องหยุดพวกนิยมอนาธิปไตยที่น่าเกลียดเหล่านี้ในทันทีและทำอย่างเร็ว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจนนี เดอร์กาน นายกเทศมนตรีซีแอตเติล ตอบโต้ทวีตนี้ของทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน บอกให้เขาช่วยทำให้เราทุกคนปลอดภัย กลับไปอยู่ที่หลุมหลบภัยของคุณ ด้านอินสลีทวีตตอบโต้ทรัมป์เช่นกันว่า คนที่ไม่มีความสามารถอย่างสิ้นเชิงที่จะบริหารประเทศ ไม่ควรเข้ามายุ่งกับกิจการของรัฐวอชิงตันและทวีตล้อเลียนทรัมป์ว่า ให้ก้มตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ในเขตซีเอชเอซีเมืองซีแอตเติลเมื่อวันพฤหัสบดีอยู่ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย มีคนทุกวัยมาร่วมกิจกรรมบนถนนที่ถูกปิด รวมถึงแม่และลูก มีเต็นท์ของเจ้าหน้าที่พยาบาลอาสาสมัคร และมีเต็นท์แจกอาหารที่ได้รับบริจาคจากร้านอาหารในเมือง รวมถึงแจกผลไม้, ขนมและขวดน้ำดื่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จาห์เทีย บี. หนึ่งในผู้ชุมนุมในซีแอตเติลบอกว่า ที่นี่สงบมาก และกล่าวถึงทวีตของทรัมป์ที่ให้นำเมืองแห่งนี้กลับมา เธอบอกว่านี่เป็นเมืองของเรา ฉันเกิดและเติบโตที่เมืองนี้ โปรดมอบเมืองนี้กับประชาชนที่อาศัยในซีแอตเติล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านพลเอกมาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐ แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี ขอโทษที่เขาปรากฏตัวอยู่ข้างทรัมป์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน หลังตำรวจและกองกำลังป้องกันชาติสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงรอบทำเนียบขาว จากนั้นทรัมป์ร่วมกับมิลลีย์ และมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินจากทำเนียบขาวเพื่อไปถ่ายรูปถือคัมภีร์ไบเบิลหน้าโบสถ์เซนต์จอห์น มิลลีย์ระบุว่า เขาไม่ควรอยู่ที่นั่น การปรากฏตัวของเขาในเวลานั้นเป็นการสร้างการรับรู้ว่าทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองในประเทศ และย้ำว่าพลเมืองสหรัฐมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่จะชุมนุมอย่างสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเว็บไซต์ลงทะเบียนของผู้ที่จะเข้าฟังการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของทรัมป์ โดยจะหาเสียงครั้งแรกที่เมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา วันที่ 19 มิถุนายนนี้ ระบุว่า การเข้าร่วมฟังปราศรัยมีความเสี่ยงที่จะติดโรคโควิด-19 ผู้เข้าร่วมงานยินยอมสละสิทธิ์ที่จะไม่ฟ้องผู้จัดงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถ้าเกิดมาร่วมงานแล้วติดโรคโควิด-19.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68536</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซีแอตเติล, ทำเนียบขาว, บังเกอร์, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200612/image_big_5ee395bf4a75f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2020 23:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2020 23:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเมริกันจลาจลวันที่6 ปะทะเดือดใกล้ทำเนียบขาว จีนแขวะสหรัฐสองมาตรฐาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทำเนียบขาวระทึก ผู้ประท้วงวางเพลิงปะทะตำรวจเมื่อคืนวันอาทิตย์ จลาจลลามหลายเมืองเป็นวันที่ 6 มีคนโดนตำรวจยิงดับแล้ว 1 ศพที่เคนทักกี สื่อเผยซีเคร็ตเซอร์วิสต้องพาประธานาธิบดีทรัมป์เข้าบังเกอร์ใต้ดินเมื่อคืนวันศุกร์ จีนสบช่องฉะสหรัฐสองมาตรฐาน หนุนม็อบฮ่องกงแต่เรียกผู้ประท้วงการเหยียดผิวว่าผู้ก่อจลาจล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำรวจปราบจลาจลยิงแก๊สน้ำตาขับไล่ผู้ประท้วงที่ด้านนอกทำเนียบขาว เมื่อคืนวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การประท้วงรุนแรงซึ่งเริ่มต้นที่เมืองมินนิแอโพลิสและเมืองเซนต์พอลในรัฐมินนิโซตาตั้งแต่วันอังคารที่แล้ว สืบเนื่องจากการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันผิวดำวัย 46 ปี ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและลุกลามไปทั่วสหรัฐ รายงานบีบีซีกล่าวว่า มีการประท้วงในมากกว่า 75 เมืองแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันอาทิตย์มี 15 มลรัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่วางกำลังทหารหน่วยพิทักษ์ชาติหรือเนชันแนลการ์ด เพื่อช่วยรักษาความสงบ โดยกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า มีทหารกองหนุนถูกเรียกมาปฏิบัติหน้าที่ประมาณ 5,000 นาย และอีก 2,000 นายอยู่ในภาวะเตรียมพร้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการท้องถิ่นเกือบ 40 เมืองประกาศภาวะเคอร์ฟิว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ผลในการห้ามผู้คนออกมาประท้วงและทำให้เกิดการคุมเชิงอย่างตึงเครียดระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ สถานการณ์วุ่นวายครั้งนี้เป็นการก่อความไม่สงบครั้งรุนแรงที่สุดของสหรัฐนับแต่การลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เมื่อปี 2511&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานของสถานี WLKY-TV ที่เมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี ว่ามีชายคนหนึ่งโดนตำรวจยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายฝูงชนเมื่อเช้าวันจันทร์ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเขาเข้าร่วมการประท้วงด้วยหรือไม่ ตำรวจอ้างว่าพวกตนโดนยิงก่อน จึงยิงตอบโต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เกือบเกิดเหตุสลดเมื่อรถบรรทุกน้ำมันคันหนึ่งขับพุ่งใส่ผู้ชุมนุมบนทางหลวงสายไอ-35 ในเมืองมินนิแอโพลิส ซึ่งถูกปิดการจราจร คนขับถูกผู้ประท้วงลากตัวลงมาทุบตีก่อนที่ตำรวจจะมาควบคุมตัวเขา ไม่มีรายงานว่าผู้ประท้วงโดนรถชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันอาทิตย์ เกิดการปะทะรุนแรงหลายครั้งที่สวนสาธารณะใกล้กับทำเนียบขาว ตำรวจยิงแก๊สน้ำตา, สเปรย์พริกไทย และระเบิดแสงวาบ ขับไล่ผู้ประท้วงที่จุดไฟเผาทรัพย์สินเป็นกองเพลิงหลายจุด นายกเทศมนตรีมิวเรียล เบาเซอร์ ประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 23.00-06.00 น.วันจันทร์ และเรียกระดมเนชันแนลการ์ดมาสนับสนุนตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานของนิวยอร์กไทมส์ว่า ระหว่างเกิดการชุมนุมประท้วงด้านนอกทำเนียบขาวเมื่อคืนวันศุกร์ ซึ่งผู้ประท้วงเผชิญหน้ากับหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิสที่มีหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีและบุคคลสำคัญ หน่วยอารักขาได้พาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปหลบภายในห้องหลบภัยใต้ดินของทำเนียบขาว รายงานข่าวในวันนั้นเผยว่าหน่วยซีเคร็ตเซอร์วิสล็อกดาวน์ทำเนียบขาวชั่วคราว และวันต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์เตือนผู้ประท้วงว่า หากปีนรั้วบุกรุกทำเนียบขาวจะต้องเจอกับสุนัขดุและอาวุธร้ายแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวโทษพวกซ้ายสุดโต่งว่าก่อความรุนแรง และประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่าเขาจะขึ้นบัญชีกลุ่มแอนติฟา ซึ่งต่อต้านฟาสซิสต์ เป็นองค์กรก่อการร้าย รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ไม่มีความชัดเจนว่ามีสมาชิกกลุ่มแอนติฟาเข้าร่วมการประท้วงมากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายเมืองทั้งในฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกของสหรัฐยังคงเกิดเหตุการณ์รุนแรงและการปะทะกับตำรวจ และมีบางกลุ่มถือโอกาสปล้นสะดมร้านค้า รวมถึงนิวยอร์กซิตี ซึ่งภาพข่าวช่องฟ็อกซ์นิวส์เผยให้เห็นว่าร้านนาฬิกาโรเล็กซ์และกุชชีก็โดนปล้นสะดมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประท้วงการตายของฟลอยด์ยังลามออกนอกสหรัฐอเมริกาแล้ว โดยมีผู้คนเดินขบวนประท้วงกันในเมืองใหญ่ของหลายประเทศ เช่น กรุงลอนดอนของอังกฤษ, เมืองมอนทรีออลของแคนาดา, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจีนก็ขอมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ในสหรัฐด้วย โดยจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันจันทร์ว่า ความวุ่นวายในสหรัฐขณะนี้ขับเน้นปัญหารุนแรงของการเหยียดสีผิวและการใช้ความรุนแรงของตำรวจและยังเปิดเผยความสองมาตรฐานของรัฐบาลสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ชีวิตคนดำก็เป็นชีวิต สิทธิมนุษยชนของพวกเขาต้องได้รับการรับประกัน&amp;quot; โฆษกจีนกล่าว &amp;quot;การเหยียดสีผิวกับชนกลุ่มน้อยในสหรัฐเป็นโรคเรื้อรังของสังคมอเมริกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังระบุด้วยว่า การตอบสนองของรัฐบาลสหรัฐต่อการประท้วงภายในประเทศเป็นตัวอย่างตามตำราของภาวะสองมาตรฐานอันโด่งดังระดับโลกของสหรัฐ &amp;quot;เหตุใดสหรัฐจึงยกย่องสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพของฮ่องกงและพวกที่ใช้ความรุนแรงผิวสีว่าวีรบุรุษและนักเคลื่อนไหว แต่กลับเรียกผู้คนที่ประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวว่า &amp;#39;ผู้ก่อจลาจล&amp;#39;&amp;quot; จ้าวตั้งคำถาม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67586</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอร์จ ฟลอยด์, ทำเนียบขาว, มินนิแอโพลิส, สหรัฐจลาจล, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200601/image_big_5ed525f45951b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2020 19:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2020 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เวเนซุเอลาซัดผู้นำฝ่ายค้านสุมหัวที่ทำเนียบขาววางแผนบุกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา กล่าวโทษฮวน ไกวโด ผู้นำฝ่ายค้านว่า พบปะกับอดีตทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือน ก.พ. วางแผนการบุกเวเนซุเอลาเพื่อโค่นล้มเขา แต่โดนสกัดไว้ได้เมื่อต้นเดือนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้อนรับฮวน ไกวโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม กล่าวว่า ผู้นำฝ่ายซ้ายของเวเนซุเอลากล่าวหาว่า ฮวน ไกวโด ประธานสมัชชาแห่งชาติที่ตั้งตนเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวของเวเนซุเอลาและได้รับการยอมรับจากมากกว่า 50 ประเทศรวมถึงสหรัฐ ได้พบกับจอร์แดน กูโดร อดีตทหารหน่วยรบพิเศษของสหรัฐที่เวเนซุเอลาระบุว่าคือผู้จัดตั้งและฝึกฝนกองกำลังทหารรับจ้าง ขณะไปเยือนทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำแถลงเมื่อวันพุธ มาดูโรกล่าวว่า การประชุมที่ทำเนียบขาวครั้งนั้นเป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อให้วางแผนการโจมตี เขาอ้างด้วยว่าการพิสูจน์ว่ากูโดรอยู่ที่ทำเนียบขาวระหว่างปี 2562-2563 นั้นทำได้ง่ายมาก และบอกได้ด้วยว่าเขาพบกับไกวโดในห้องไหนของทำเนียบขาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ฮอร์เก โรดริเกซ รัฐมนตรีสารสนเทศของเวเนซุเอลา กล่าวว่า ในการพบปะกันครั้งนั้นกูโดรได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำทางทหารของ &amp;quot;การรุกราน&amp;quot; ด้วยการยกกำลังขึ้นฝั่งทางเหนือของประเทศ ซึ่งรัฐบาลเวเนซุเอลาสามารถขัดขวางไว้ได้เมื่อวันที่ 3-4 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ มาดูโรอ้างว่าไกวโดเซ็นสัญญาจ้างบริษัทด้านกลาโหมและการรักษาความปลอดภัยเอกชน ชื่อ ซิลเวอร์คอร์ป ยูเอสเอ ที่กูโดรเป็นผู้ก่อตั้ง เพื่อให้เข้ามาก่อรัฐประหารยึดอำนาจ, พยายามจับตัว คุมขัง และเคลื่อนย้ายประธานาธิบดีเวเนซุเอลา แล้วแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านรายนี้ขึ้นเป็นผู้นำประเทศแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไกวโดปฏิเสธเรื่องสัญญานี้ว่าเป็นคำกล่าวหา &amp;quot;เท็จ&amp;quot; และว่า รัฐบาลเวเนซุเอลากำลังหาข้ออ้างเพื่อจับกุมเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ปฏิเสธว่าสหรัฐไม่เกี่ยวข้องกับแผนการบุกครั้งนั้น &amp;quot;ถ้าผมอยากเข้าไปในเวเนซุเอลา ผมจะไม่ทำแบบลับๆ&amp;quot; ทรัมป์คุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดิออสดาโด กาเบโย รองหัวหน้าพรรคสังคมนิยม ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเวเนซุเอลา เผยว่า มี &amp;quot;ทหารรับจ้าง&amp;quot; ในปฏิบัติการนี้โดนจับกุมแล้ว 52 ราย ซึ่งรวมถึงลุค อเล็กซานเดอร์ เดนแมน และไอราน เบอร์รี อดีตทหารหน่วยรบพิเศษชาวอเมริกัน ที่ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างจากกูโดร ทั้งคู่ถูกทางการเวเนซุเอลาตั้งข้อหาก่อการร้าย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65946</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเนียบขาว, นิโกลัส มาดูโร, ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา, ฮวน ไกวโด, เวเนซุเอลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200514/image_big_5ebd3971b28de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2020 21:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 21:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำเนียบขาวขวาง &#039;โบลตัน&#039; ให้การซัด &#039;ทรัมป์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทีมทนายความของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขัดขวางความพยายามของพรรคเดโมแครตที่ต้องการให้เรียก &amp;quot;จอห์น โบลตัน&amp;quot; อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าให้การในการไต่สวนข้อกล่าวหาเพื่อถอดถอนทรัมป์ในวุฒิสภา รีพับลิกันเร่งโหวตศุกร์นี้โดยไม่เรียกพยานให้การแม้แต่รายเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ จอห์น โบลตัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคืบหน้าของกระบวนการไต่สวนในวุฒิสภาสหรัฐเมื่อวันพุธที่ 29 มกราคม เกิดขึ้นควบคู่กับการเปิดเผยว่าทำเนียบขาวส่งจดหมายเตือนไปยังทนายความของจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาวที่โดนทรัมป์ปลดจากตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ว่าหนังสือบันทึกความทรงจำ &amp;quot;The Room Where it Happened&amp;quot; ของเขามีเนื้อหาละเมิดกฎหมายความลับของทางราชการ และห้ามตีพิมพ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จดหมายเตือนฉบับนี้ส่งถึงทนายความของโบลตันเมื่อวันที่ 23 มกราคม แต่เพิ่งเป็นข่าวเมื่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสซี) แถลงในวันพุธว่า หลังการตรวจทานร่างเบื้องต้น ตามระเบียบขั้นตอนเมื่อลูกจ้างของทำเนียบขาวประพันธ์หนังสือ ก็พบว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่เป็นข้อมูลลับจำนวนมาก &amp;quot;ข้อมูลบางอย่างจัดอยู่ในระดับลับสุดยอด&amp;quot; เอ็นเอสซีกล่าวเตือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า หนังสือของโบลตันเปิดโปงว่าประธานาธิบดีทรัมป์บอกกับเขาด้วยตนเองเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วว่า การระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนนั้นเกี่ยวโยงโดยตรงกับข้อเรียกร้องให้ยูเครนสอบสวนอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน คู่แข่งทางการเมืองของทรัมป์ ด้วยข้อกล่าวหาคอร์รัปชันที่ไม่มีมูล คำกล่าวอ้างนี้สอดคล้องกับข้อกล่าวหาเพื่อถอดถอนทรัมป์ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ทวีตโจมตีโบลตันเมื่อวันพุธว่า อดีตผู้ช่วยของเขารายนี้จะเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อกล่าวหาที่สร้างความเสียหายแก่ตัวเขาในหนังสือที่ไม่เป็นความจริงและน่ารังเกียจ สาเหตุเป็นเพราะโบลตันโดนเขาปลดจากตำแหน่ง และยังอ้างด้วยว่า หากเขาฟังคำแนะนำของโบลตัน สหรัฐคงเผชิญสงครามโลกครั้งที่ 6 ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การงัดข้อกันในวุฒิสภาระหว่าง ส.ว.เดโมแครตและรีพับลิกันเกี่ยวกับการเรียกโบลตันเข้าให้การนั้นดุเดือดยิ่งขึ้นเมื่อสมาชิกสลับกันตั้งคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรต่อฝ่ายกฎหมายของเดโมแครต 7 คนจากสภาล่าง และทนายความของทำเนียบขาว โดยมีผู้พิพากษาจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่ประธานอ่านคำถาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.มีกำหนดประชุมกันอีกทีเวลา 13.00 น.วันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำ ส.ว.เสียงข้างน้อยพรรคเดโมแครต ยอมรับว่า การระดมเสียงสนับสนุนให้มากพอเพื่อเรียกโบลตันเข้าให้การนั้นเป็นการต่อสู้ที่ยากเย็นยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภานี้ด้วยจำนวน ส.ว. 53 คน ส่วนเดโมแครตมี 47 คน พวกเขาต้องการเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.รีพับลิกัน 4 คน จึงจะเรียกโบลตันซึ่งประกาศว่าเขาพร้อมเข้าให้การต่อคองเกรส มาให้การได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้ ส.ว.รีพับลิกันคัดค้านการเรียกพยานเข้าให้การในการไต่สวนเพื่อถอดถอนเขา ซึ่งวางแผนจะลงมติกันในวันศุกร์นี้ โดยไม่ได้เรียกพยานเข้าให้การแม้แต่รายเดียว และเสียงข้างมากจะลงคะแนนสนับสนุนทรัมป์อย่างไม่ต้องสงสัย เพื่อเปิดทางสะดวกให้ทรัมป์แถลงนโยบายประจำปีอย่างสบายใจในวันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จอห์น บาร์ราสโซ ส.ว.รีพับลิกันจากไวโอมิง ตอกย้ำจุดยืนของพรรคที่คัดค้านการเรียกพยานเข้าให้การ โดยบอกว่าอเมริการับฟังมามากพอแล้ว ส่วนทำเนียบขาวยืนยันว่าจะคัดค้านการให้การแน่นอนและการต่อสู้ก็จะต้องไปจบในชั้นศาล ซึ่งจะเสียเวลาอีกหลายเดือน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55919</URL_LINK>
                <HASHTAG>จอห์น โบลตัน, ถอดถอน, ทำเนียบขาว, โดนัลด์ ทรัมป์, ให้การ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e32e23e6b896.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2019 20:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2019 20:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉทำเนียบขาวรีบสั่งระงับเงินช่วยยูเครน หลัง &#039;ทรัมป์&#039; วางสาย &#039;เซเลนสกี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์กรตรวจสอบแฉ เจ้าหน้าที่ด้านงบประมาณของทำเนียบขาวส่งอีเมลแจ้งเพนตากอนให้ &amp;quot;ระงับ&amp;quot; เงินช่วยเหลือทางทหารราว 400 ล้านดอลลาร์แก่ยูเครน ภายในเวลา 91 นาทีหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดียูเครนเพื่อบีบให้สอบสวนคู่แข่งทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินออกจากที่แถลงข่าวในทำเนียบขาว / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 23 ธันวาคมว่า ศูนย์เพื่อความซื่อสัตย์ในภาครัฐ ซึ่งเป็นองค์กรสืบสวนสอบสวนที่ไม่แสวงกำไร เผยแพร่อีเมลฉบับหนึ่งซึ่งองค์กรที่ได้รับมาจากการฟ้องร้องต่อศาลตามสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสหรัฐ โดยเนื้อหาในอีเมลเปิดเผยว่า ไมค์ ดัฟฟีย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานการจัดการและงบประมาณของทำเนียบขาว ส่งถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนของกระทรวงกลาโหมให้ระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนไว้ก่อน โดยเวลาส่งที่ประทับไว้คือ 11.04 น. ของวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 หรือเพียง 1 ชั่วโมง 31 นาที ภายหลังประธานาธิบดีทรัมป์ เสร็จสิ้นการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์เพิ่งโดนสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ลงมติถอดถอนพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและขัดขวางกระบวนการไต่สวนของคองเกรส ต้นตอของการไต่สวนนี้มาจากการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งนั้น ซึ่งทรัมป์ถูกกล่าวหาว่าสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารมูลค่าราว 400 ล้านดอลลาร์ เพื่อบีบให้รัฐบาลยูเครนเปิดการสอบสวนอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน คู่แข่งของเขาจากพรรคเดโมแครต ข้อหาคอร์รัปชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรนี้ระบุด้วยว่า สมาชิกคองเกรสพรรครีพับลิกันปกป้องพฤติกรรมดังกล่าวไว้ในรายงานของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ลงวันที่ 2 ธันวาคมว่า การชะลอความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศนั้น &amp;quot;ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ส.ว.รอน จอห์นสัน ของรีพับลิกัน ยังกล่าวกับรายการ &amp;quot;ดิสวีค&amp;quot; ของเอบีซีด้วยว่า อีเมลที่เพิ่งนำมาเผยแพร่ใหม่นี้ไม่ได้มีประเด็นใหม่ๆ ประธานาธิบดีทรัมป์ห่วงกังวลว่าเงินภาษีที่หามาได้ยากเย็นของคนอเมริกันควรถูกนำไปใช้ในประเทศที่มีคดีคอร์รัปชันหรือไม่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านชัค ชูเมอร์ ส.ว.เดโมแครต แสดงทัศนะผ่านทวิตเตอร์ว่า หากไม่มีสิ่งผิดปกติเรื่องการระงับความช่วยเหลือนี้ ทำไมดัฟฟีย์จึงไม่อยากให้ใครๆ รู้เกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำอยู่ อีเมลฉบับนี้เป็นเหตุผลเพิ่มเติมว่าทำไมพวกเราจึงต้องการให้ดัฟฟีย์และคนอื่นๆ เข้าให้การต่อการไต่สวนของวุฒิสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอมี โคลบูชาร์ ส.ว.เดโมแครตอีกคน กล่าวกับรายการ &amp;quot;เฟซเดอะเนชัน&amp;quot; ของซีเอ็นเอ็นเมื่อวันอาทิตย์ว่า ถ้าหากทรัมป์บริสุทธิ์และไม่ควรถูกถอดถอน ทำไมเขาจึงไม่กล้าให้คนเหล่านี้ออกมาให้การ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53124</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทำเนียบขาว, ยูเครน, ระงับเงินช่วยเหลือ, โดนัลด์ ทรัมป์, โวโลดีมีร์ เซเลนสกี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191223/image_big_5e00c09ad3486.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
