<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 14:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาดาวเด่นปี 64 จาก“วิกฤตโควิด”สู่“โอกาสทางธุรกิจ”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ตั้งแต่ต้นปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าที่ผ่านมา &amp;ldquo;รัฐบาล&amp;rdquo; จะพยายามออกมาตรการตั้งแต่เบาไปจนหนัก เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในหลายระลอก ก็เหมือนว่ายังไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็นมากนัก โดยเฉพาะการระบาดระลอกปัจจุบัน เนื่องจากไวรัสมีการกลายพันธุ์ที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้สถานการณ์ในขณะนี้เรียกว่ายังอยู่ใน &amp;ldquo;ขั้นวิกฤต&amp;rdquo; จากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ยังอยู่ในระดับ&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;หมื่นคนต่อวัน สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบและกดดันทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ สร้างความวิตกกังวลและบั่นทอนความเชื่อมั่นในการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกับสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
กระทรวงการคลัง&amp;nbsp;เองก็ยอมรับว่า การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;สายพันธุ์เดลตา ทำให้ภาพรวมและแนวโน้มเศรษฐกิจของไทยพลิกกลับมาเป็นภาพโทนอ่อนตัวลงมากขึ้น หลังจากเริ่มเห็นสัญญาณการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;สายพันธุ์เดลตามีแนวโน้มการติดเชื้อที่สูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;และเร่งตัวขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ค.-ส.ค.2564&amp;nbsp;ส่งผลให้ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด และนั่นเองเป็นเหตุผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวลงไปค่อนข้างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดย&amp;nbsp;&amp;ldquo;ความหวัง&amp;rdquo;&amp;nbsp;ในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไทย ยังขึ้นอยู่กับ&amp;nbsp;การฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ และลดอัตราการเสียชีวิต ทั้งหมดนั้นน่าจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติ ประชาชนสามารถกลับมาทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่ภาคธุรกิจก็สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้ อีกทั้งยังสามารถเตรียมตัวเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อีกด้วย ซึ่งเบื้องต้นมีการประเมินว่าหากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;คลี่คลายลงได้ภายในสิ้นปีนี้ ก็อาจจะมีโอกาสที่ได้เห็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทย&amp;nbsp;(จีดีพี)&amp;nbsp;ในปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;กลับมาขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งที่ระดับ&amp;nbsp;4-5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสายงานวิจัย และหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา&amp;nbsp;(BAY) ระบุว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากโควิด-19&amp;nbsp;อย่างมาก ภาคธุรกิจต่างๆ ได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน เพราะมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จากภาครัฐ เริ่มจากการปิดการท่องเที่ยว ตามด้วยมาตรการล็อกดาวน์ และปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทชั่วคราว ทำให้ต้องปิดโรงงาน และส่งผลกระทบต่อซัพลายเชนการผลิต และกิจกรรมการค้าต่างๆ ผลกระทบเป็นลูกโซ่ได้ถูกส่งต่อไปยังภาคการบริโภคของประชาชนในท้ายที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุด มีรายได้ลดลงค่อนข้างมากถึง&amp;nbsp;30-50%&amp;nbsp;นั่นคือ ภาคบริการ ได้แก่ ธุรกิจการบิน โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมสันทนาการที่ต้องแบกรับผลกระทบมายาวนานกว่า&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี ขณะเดียวกันก็ยังมีอุตสาหกรรมบางส่วนที่มีความแข็งแกร่งและได้รับผลกระทบน้อย เช่น อาหาร และโทรคมนาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นภาพของหลากหลายผู้ประกอบการ ในหลากหลายภาคธุรกิจต่างก็เร่งปรับตัว เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ที่ยังคงยืดเยื้อ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของภาครัฐ&amp;nbsp;เพื่อรักษาและประคองสถานะของธุรกิจให้ยังคงไปจนผ่านพ้นช่วงของการระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นเพราะวิธีการ วิธีคิด และแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ อาจไม่สามารถตอบโจทย์การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน ที่มีปัจจัยเรื่องโควิด-19&amp;nbsp;และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดมากดดัน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้ ท้ายที่สุดจะส่งผลให้การใช้ชีวิตของประชาชนตั้งแต่ช่วงที่มีการแพร่ระบาด ไปจนถึงช่วงหลังที่การแพร่ระบาดคลี่คลายไปแล้วเปลี่ยนแปลงไปแทบจะสิ้นเชิง จากการก้าวสู่การใช้ชีวิตแบบวิถีปกติใหม่&amp;nbsp;(New Normal)&amp;nbsp;สู่การใช้ชีวิตแบบวิถีปกติถัดไป&amp;nbsp;(Next Normal)&amp;nbsp;ผู้คนจะเคยชิน หรือถูกทำให้ชินกับการใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงนี้จึงกลายมาเป็น &amp;ldquo;โจทย์สำคัญ&amp;rdquo; สำหรับผู้ประกอบการและภาคธุรกิจ ให้ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว ประยุกต์วิธีการในการทำธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ต่างปรับตัวเป็นจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ที่หันมาขายสินค้าแบบออนไลน์ มีการบริการในรูปแบบออนไลน์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ก็ต้องยอมรับว่า อาจจะมีผู้ประกอบการในหลายภาคธุรกิจจะยังไม่พร้อม หรือมีหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและมาตรการป้องกัน ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรในช่วงนี้ได้มากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในภาวะวิกฤตโควิด-19&amp;nbsp;ระบาดก็มีให้เห็นเป็นดาวเด่นอยู่พอสมควร&amp;nbsp;โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;ldquo;วรสินี เศรษฐบุตร&amp;rdquo; ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สายธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้&amp;nbsp;ได้เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับ &amp;ldquo;3 ธุรกิจดาวรุ่ง&amp;rdquo; ในยุคโควิด-19&amp;nbsp;ที่น่าจับตามอง ได้แก่&amp;nbsp;ธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์ด้านการถอดรหัสพันธุกรรม&amp;nbsp;(จีโนมิกส์)&amp;nbsp;เป็นการรักษาเจาะลึกถึงระดับยีน ถือเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนและหลากหลายของมนุษย์ โดยเฉพาะการยกระดับใน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ด้านสำคัญ คือ การรักษาแบบเฉพาะบุคคล การคาดการณ์ การวินิจฉัย และการออกแบบการรักษา ซึ่งตอนนี้ต้องยอมรับว่าทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เพราะธุรกิจนี้ได้กลายมาเป็นความหวังใหม่ในด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชากรกว่าพันล้านคนให้มีชีวิตยืนยาวและมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกธุรกิจที่เรียกว่ารุ่งเรืองไม่แพ้กัน คือ&amp;nbsp;&amp;ldquo;เกมออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;เรียกว่าเห็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด หลังจากเกิดการพัฒนาของสมาร์ทโฟนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความนิยมของการเล่นเกมผ่านมือถือเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนสามารถจัดแข่งขันเป็นกีฬาสากล&amp;nbsp;(E-Sport)&amp;nbsp;ที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนเทียบเท่า&amp;nbsp;30%&amp;nbsp;ของจีดีพีไทยเลยทีเดียว โดยปัจจุบันกลุ่ม&amp;nbsp;E-Sport&amp;nbsp;สามารถเล่นได้ผ่าน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;อุปกรณ์หลัก คือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องคอนโซล และโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ซึ่งตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ คือ ตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีรูปแบบรายได้ที่น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกธุรกิจดาวรุ่งคือ &amp;ldquo;หุ้นวัฏจักร&amp;rdquo; ที่ราคาเคลื่อนไหวตามทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม สถาบันการเงิน เป็นต้น&amp;nbsp;โดยประเทศที่เศรษฐกิจมีความผันผวนต่อวัฏจักรเศรษฐกิจมาก เช่น กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ก็มักจะฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลุ่มที่พัฒนาแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่&amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงพาณิชย์&amp;rdquo;&amp;nbsp;ได้ออกมาฉายภาพ&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ธุรกิจสุดโดดเด่นน่าจับตามองในปีนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตในยุค&amp;nbsp;New Normal&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Next Normal&amp;nbsp;นั่นคือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขอนามัย และธุรกิจเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกว่า&amp;nbsp;2.2&amp;nbsp;ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล&amp;rdquo; รมช.พาณิชย์&amp;nbsp;ระบุว่า ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;การดำเนินชีวิตของผู้คนและการประกอบธุรกิจได้ก้าวไปอีกขั้นจากวิถีปกติใหม่&amp;nbsp;(New Normal)&amp;nbsp;เป็นวิถีปกติถัดไป&amp;nbsp;(Next Normal)&amp;nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ และถือว่าเป็นธุรกิจดาวเด่นที่น่าจับตามองในปีนี้ โดยได้ทำการวิเคราะห์จากข้อมูลทางธุรกิจของกรม ตั้งแต่สถิติจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ จำนวนธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ สถานที่ตั้ง งบการเงิน ผลประกอบธุรกิจ และข้อมูลทางธุรกิจและเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกกรม ร่วมกับความสอดคล้องจากข้อมูลและผลการศึกษาจากหน่วยงานวิจัยด้านธุรกิจอื่นๆ เช่น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พบว่า&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ธุรกิจดาวเด่นที่น่าสนใจในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;1.ธุรกิจการค้าออนไลน์&amp;nbsp;(อีคอมเมิร์ซ) 2.ธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์&amp;nbsp;3.ธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์&amp;nbsp;4.ธุรกิจรับ-ส่งเอกสารและสิ่งของ&amp;nbsp;5.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์&amp;nbsp;7.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม&amp;nbsp;8.ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือทางการแพทย์&amp;nbsp;9.ธุรกิจเวชภัณฑ์ยา ธุรกิจขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์&amp;nbsp;10.ธุรกิจพัฒนาโปรแกรม&amp;nbsp;Software&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Application 11.ธุรกิจการเงิน&amp;nbsp;Fintech&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;e-Payment&amp;nbsp;สุดท้าย&amp;nbsp;12.คือธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เช่น ร้านสะดวกซัก เครื่องเติมเงิน และเครื่องเติมน้ำ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากจำแนกกลุ่มธุรกิจ จะพบว่า กลุ่มธุรกิจด้านการค้าและการตลาดออนไลน์ ได้แก่ ธุรกิจการค้าออนไลน์ ธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์ และธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์นั้น มีการเติบโตที่สอดคล้องและเกื้อหนุนกับพฤติกรรมของผู้ริโภคในปัจจุบันที่มีการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น สะท้อนจากธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการจัดตั้งธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่ในปี&amp;nbsp;2561&amp;nbsp;มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่&amp;nbsp;310&amp;nbsp;ราย เพิ่มเป็น&amp;nbsp;798&amp;nbsp;รายในปี&amp;nbsp;2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจด้านขนส่ง โลจิสติกส์ และบรรจุภัณฑ์ เช่น ธุรกิจรับ-ส่งเอกสารและสิ่งของ ธุรกิจขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลดีจากพฤติกรรมการบริโภคในการซื้อและขายสินค้าทางออนไลน์ ขณะที่กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพ สุขอนามัยและการแพทย์ เช่น ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ และธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและขายสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลดีจากพฤติกรรมของคนในสังคมที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพและการแพทย์มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกกลุ่มธุรกิจอย่าง ธุรกิจด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ธุรกิจพัฒนาโปรแกรม&amp;nbsp;Software&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Application&amp;nbsp;ธุรกิจ&amp;nbsp;Fintech&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;e-Payment&amp;nbsp;ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เครื่องซักผ้า เครื่องเติมเงินและเครื่องเติมน้ำ จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่ตอบสนองต่อการบริโภคในสังคม เพื่ออำนวยความสะดวกและพัฒนาการให้บริการต่างๆ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ โดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สังเกตจากแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;การประกอบธุรกิจของภาคธุรกิจจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นและเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น โดยต้องพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;และผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ประกอบการที่กำลังจะลงทุนประกอบธุรกิจ และกำลังมองหาธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่ง&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ธุรกิจดังกล่าวข้างต้นนั้นน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่นอกจากกระแสธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมแล้ว ความชื่นชอบและความถนัดก็เป็นอีกคุณสมบัติที่ต้องคำนึง เนื่องจากการลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นจึงต้องมีความรอบคอบให้มากที่สุด&amp;rdquo; วีรศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส่วนคำถามที่ว่า หลังสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;จะทำธุรกิจอะไรดี เพราะคงมีหลายคนที่ว่างงาน หลายคนที่กำลังหางานทำ และหลายคนที่กำลังคิดว่าจะปรับตัวในการทำธุรกิจอะไรเพื่อความมั่นคงในอนาคต เรื่องนี้ &amp;ldquo;ธนาคารกรุงศรีอยุธยา&amp;nbsp;(BAY)&amp;rdquo;&amp;nbsp;มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก โดยธุรกิจที่น่าสนใจคือ&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธุรกิจเพื่อสุขภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp;เทรนด์ธุรกิจหลังโควิด-19&amp;nbsp;ที่จะมาแน่ๆ คือ เทรนด์สุขภาพ ซึ่งหลายคนคงนึกถึงธุรกิจอาหารเสริมเป็นส่วนใหญ่ และมองว่าต้องใช้เงินลงทุนเยอะ แต่อีกธุรกิจเพื่อสุขภาพ อย่าง &amp;ldquo;ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ&amp;rdquo; ที่สามารถทำได้ไม่ยาก และไม่ต้องมีเงินตั้งต้นเพื่อลงทุนมากมายนัก โดยอาจจะเริ่มจากการขายในกลุ่มเพื่อน หรือคนใกล้ตัวก่อน เพื่อทำการปรับสูตรให้เหมาะสมและลงตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อีกธุรกิจที่น่าสนใจ คือ&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธุรกิจการศึกษาออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;เพราะยุคนี้ทุกคนต้องการพัฒนาตัวเองในหลายๆ ด้าน เพื่อให้มีความสามารถเพิ่มเติมไปต่อยอดในการทำงานต่างๆ ได้ อีกทั้งผู้คนยังคงมีแนวโน้มที่จะอยู่บ้านกันมากกว่าการออกไปเรียนที่สถาบัน ดังนั้นหากมีแค่คอมพิวเตอร์และไมโครโฟนก็อาจจะสามารถเริ่มทำการสอนได้แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกธุรกิจที่เรียกว่ามาแรงสุดๆ คงหนีไม่พ้น&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หรือค้าปลีกออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;และมีสัญญาณว่าจะเติบโตเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะเริ่มหันมาค้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอาจจะเลือกสินค้าที่เรามีความรู้และสนใจในตัวสินค้านั้นๆ ส่วนช่องทางการขายที่แนะนำคือ&amp;nbsp;Instagram, Facebook, Amazon, Shopee&amp;nbsp;หรือ&amp;nbsp;Lazada&amp;nbsp;เป็นต้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีกออนไลน์, ทิสโก้, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์, ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, วรสินี เศรษฐบุตร, วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล, สมประวิณ มันประเสริฐ, อุตสาหกรรม, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c8cb5b9b3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2020 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2020 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทิสโก้จับตาการเมืองกดดันตลาดหุ้นไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย. 2563 นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นโลกเดือนส.ค. ฟื้นตัวกลับมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยดัชนี MSCI World Index ซึ่งเป็นตัวแทนดัชนีหุ้นโลกปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนมีไวรัสโควิด -19 ไปแล้ว 4% ขณะที่ หุ้นไทยยังคงย่ำอยู่กับที่และมีทิศทางที่แย่กว่าตลาดหุ้นโลก ติดลบ 17% เป็นไปตามที่เคยประเมินไว้ โดยส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างของหุ้นไทยที่มีน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานมากเป็นอันดับหนึ่งที่ประมาณ 22%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าหุ้นโลกอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเนื่องจากกลุ่มพลังงานซึ่งมีความอ่อนไหวสูงต่อทิศทางราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจมีน้ำหนักต่อการคำนวณดัชนีหุ้นไทยค่อนข้างมาก แถมกว่า 70% ของเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงกับภาคต่างประเทศ จึงทำให้ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 ขณะที่ หุ้นโลกนั้น พบว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศมีน้ำหนักต่อดัชนีมากเป็นอันดับหนึ่งที่ 21% ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบน้อยมากและกำลังเติบโตตามเทรนด์หลักของโลก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการหั่นประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย จะกดดันระดับการประเมินมูลค่าหุ้นไทยให้ยิ่งแพงขึ้น จากการตรวจสอบประมาณการกำไรของตลาดในปีนี้และปีหน้ายังคงถูกหั่นลงอยู่ โดยในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา กำไรบจ.ปีนี้ถูกหั่นลงอีก 3.5% มาอยู่ที่ 59.0 บาท และปีหน้า 4.6% อยู่ที่ 76.7 บาท เป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ส่งผลให้ปัจจุบัน ค่าเฉลี่ยอัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Fwd. PER) ของตลาดหุ้นไทยปีนี้อยู่ในระดับสูงที่ 22.2 เท่า และปีหน้าอยู่ที่ 17.1 เท่า ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ประมาณ 15-16 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการชุมนุมทางการเมืองเดือนก.ย. นี้ คาดว่าจะมีน้ำหนักต่อดัชนีหุ้นไทยมากขึ้น และจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะถ่วงตลาดหุ้นไทยให้มีแนวโน้มปรับขึ้นน้อยกว่าหุ้นโลก โดยจากการเก็บสถิติพบว่า ในช่วงที่มีม็อบ 3 ครั้งล่าสุด คือ ม็อบพันธมิตรฯ ม็อบนปช. และม็อบกปปส. ดัชนีหุ้นไทยมักจะปรับตัวลงเฉลี่ย ลบเกือบ 3% ซึ่งสวนทางกับตลาดหุ้นโลก ที่ในช่วงเวลาเดียวกันจะปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2% นอกจากนี้ ยังพบว่าผลตอบแทนของหุ้นไทยจะผันแปรไปตามระยะเวลาที่มีม็อบ โดยยิ่งมีม็อบนาน ยิ่งกดดันตลาดมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ในเดือน ก.ย. มีปัจจัยติดตามที่สำคัญคือ การสิ้นสุดมาตรการควบคุมความผันผวนของตลาดในสิ้นเดือน ก.ย. นี้ ทั้งการปรับเกณฑ์ Ceiling &amp;amp; Floor จากเดิม +/- 30% เป็น +/- 15% และการปรับเกณฑ์ Short Sales เป็น &amp;ldquo;Uptick Rule&amp;rdquo; จะทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นหลังที่คาดว่าจะทำให้ปริมาณ Short Sales กลับมาทยอยเพิ่มขึ้นสู่ระดับปกติที่ประมาณ 5% ของมูลค่าการซื้อขายของตลาดโดยรวม และความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตมักทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐแกว่งพักฐานในกรอบจำกัด คาดดัชนีหุ้นไทยเดือนก.ย. แนวรับสำคัญอยู่ที่ 1,310- 1,290 จุด และมีแนวรับถัดไปที่ 1,270-1,280 และ 1,250 จุด ส่วนแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,340 - 1,350 จุด และมีแนวต้านถัดไปที่ 1,380 - 1,390 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76151</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหุ้น, ทิสโก้, อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e04ef6fcab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2019 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครัวเรือนหนี้พุ่ง ตลาดทุนห่วง! รบ.ไร้เอกภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;quot; ชี้ครัวเรือนกังวลภาวะเศรษฐกิจ แบกภาระค่าใช้จ่าย-หนี้สินเพิ่ม กดดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพครัวเรือนไทยเดือน เม.ย.ทรุด บิ๊กทิสโก้ชี้ตลาดทุนไทยห่วงเสถียรภาพ-เอกภาพรัฐบาล 20 พรรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยถึงดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) &amp;nbsp;เดือน เม.ย.62 ว่า มีการปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 43.5 จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 45.9 เนื่องจากครัวเรือนมีความกังวลเพิ่มขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจของตัวเองในทุกมิติ ทั้งเรื่องรายได้และการมีงานทำ สถานการณ์ราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ ตลอดจนค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยครัวเรือนในภาคเกษตรบางส่วนกังวลเรื่องรายได้ที่ลดลง เนื่องจากเข้าสู่ช่วงการปิดหน้ายางพาราและหมดช่วงฤดูทำนา ทำให้ไม่มีปริมาณผลผลิตให้เก็บเกี่ยว ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรบางส่วนมีรายได้ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ขณะที่ครัวเรือนนอกภาคเกษตรบางส่วนมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการมีงานทำ โดยจากการสำรวจภาวะการครองชีพครัวเรือนในเดือน เม.ย.62 ต่อประเด็นสถานการณ์การจ้างงานในองค์กรหรือหน่วยงานที่ครัวเรือนสังกัดอยู่ พบสัญญาณการชะลอรับพนักงานใหม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18.8% และการเลิกจ้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% จากช่วงเดือน ม.ค.61 ที่สัญญาณการชะลอรับพนักงานใหม่อยู่ที่ 10.9% และการเลิกจ้างงานอยู่ที่ 1.9% สอดคล้องกับจำนวนผู้ว่างงานในเดือน เม.ย.62 อยู่ที่ 3.64 แสนคน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 3.46 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ พบว่าในเดือน เม.ย.62 ค่าใช้จ่ายและภาระหนี้สินของครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยหลักๆ เป็นผลของปัจจัยฤดูกาลที่ทำให้ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายในรายการพิเศษช่วงเทศกาลสงกรานต์ เช่น ท่องเที่ยว กลับภูมิลำเนา เป็นต้น ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นในช่วงฤดูร้อน ราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงการชำระค่าเล่าเรียนบุตรหลานที่โรงเรียนทยอยเรียกเก็บก่อนเปิดปีการศึกษาใหม่ในช่วงเดือน พ.ค.62 ซึ่งส่งผลให้ผู้ปกครองบางส่วนมีการกู้ยืม จำนำ หรือกดเงินสดจากบัตรกดเงินสดเพิ่มขึ้นเพื่อมาใช้จ่ายเกี่ยวกับบุตรหลาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนบางส่วนยังมีการขอสินเชื่อใหม่เพื่อซื้อบ้าน รถยนต์ หรือเพื่อการลงทุนประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้นในเดือน เม.ย.62 รวมถึงคาดว่ามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองจากกระทรวงการคลัง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 30 เม.ย. - 31 ธ.ค.62 ก็จะช่วยหนุนให้มีการขอสินเชื่อใหม่เพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ค.62 เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากระดับ 47 ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 45.7 ในเดือน เม.ย.62 สะท้อนถึงความกังวลของครัวเรือนต่อภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของตัวเองใน 3 เดือนข้างหน้า (พ.ค.-ก.ค. 62) ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย (ไม่รวมหนี้สิน) ระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศ ขณะที่ภาครัฐได้ออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปี 2562 คาดว่ามาตรการเหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์และบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือนบางส่วน โดยเฉพาะครัวเรือนผู้มีรายได้น้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทยในช่วงครึ่งหลังของปี &amp;nbsp;2562 ยังเผชิญความไม่แน่นอนอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะลากยาว ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันรายได้เกษตรกรและราคาอาหารสดภายในประเทศ รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลกที่อาจจะชะลอตัวมากขึ้น หลังสหรัฐอเมริกาประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเป็น 25% จากเดิม 10% ก็น่าจะส่งผลต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการที่ค้าขายกับต่างประเทศ และอาจส่งผลต่อเนื่องมายังการจ้างงานภายในประเทศอีกด้วย&amp;quot; ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนในตลาดทุนเป็นห่วงการมีเสถียรภาพและเอกภาพของรัฐบาลใหม่ เนื่องจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ต่างจากที่ผ่านมา เพราะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและการจับขั้วของแต่ละพรรคการเมืองมีคะแนนเสียงไม่ได้ห่างกันมากนัก &amp;nbsp;เบื้องต้นคาดว่าจะร่วมเสียง 20 พรรค แต่ได้คะแนนเพียง 253-255 เสียงเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริหารประเทศ โดยเฉพาะการแบ่งปันกระทรวงเศรษฐกิจ ทำให้การกำหนดนโยบายไม่มีประสิทธิภาพ และอาจเกิดการทำงานแบบไซโล ที่ไม่ทำงานร่วมกันหรือไม่แชร์ข้อมูลระหว่างกัน ทำให้บุคคลที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ต้องมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ เพื่อสามารถควบคุมสถานการณ์และตัดสินใจได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เอกภาพในการทำงานและบริหารประเทศถือเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยการที่พรรคใหญ่เป็นแกนนำแต่ไม่สามารถดูแลเศรษฐกิจได้ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะการบริหารงานจะกระจายตัวและคล้ายกับเมื่อช่วง 20 ปีก่อนหน้านี้ ที่แต่ละพรรคจะดูเพียงกระทรวงที่รับผิดชอบเท่านั้น ทำให้นโยบายเศรษฐกิจไม่ผสมผสาน รวมทั้งรองนายกรัฐมนตรีก็ไม่สามารถกำกับได้ เนื่องจากส่วนใหญ่จะเลือกรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่อีกมุมก็ยังเชื่อว่าจะสามัคคีและหารือร่วมกันมากขึ้นภายใต้สถานการณ์บังคับ เนื่องจากนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่อยากเลือกตั้งใหม่ เพราะใช้ทั้งเงินเสียทั้งเวลา และไม่สามารถการันตีว่าจะกลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องยอมรับว่าความมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่น่าเป็นห่วง แม้จะจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้โดยพลังประชารัฐจะเป็นแกนนำ เมื่อร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์, พรรคภูมิใจไทย และพรรคเล็ก แต่ได้เพียง &amp;nbsp;253-255 เสียงเท่านั้น ส่งผลให้ความคาดหวังในตลาดทุนจึงมีน้อยมากกับรัฐบาลใหม่ สะท้อนจากผลเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ตลาดหุ้นกลับซึมไม่ได้ตอบรับอะไรมากนัก เพราะเชื่อว่าอยู่ได้เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น แต่หากอยู่ได้นานกว่านั้นหรือสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี โดยรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำงานเชิงรุก และแต่งตั้งบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาทำงานได้ทันที&amp;quot; นายไพบูลย์กล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35775</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพครัวเรือนไทย, ทิสโก้, ภาวะเศรษฐกิจ, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, หนังสือพิมพ์, หนี้สินเพิ่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190513/image_big_5cd978e9162f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทิสโก้ฟันธงสงครามการค้ากระทบจีดีพี 0.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิสโก้ชี้สงครามการค้ากระทบจีดีพีไทย 0.3% ด้านโกลเบล็กเชื่อตลาดหุ้นไทยสดใส หลังหุ้นกลุ่มธนาคารบาดเจ็บไม่มาก จับตาปัจจัยต่างประเทศกำหนดทิศทางลงทุนโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า สงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม เบื้องต้นประเมินว่ามาตรการภาษีที่สหรัฐ ปัจจุบันที่ประกาศออกมา ส่งผลจำกัดต่อเศรษฐกิจไทย กระทบต่อมูลค่าการส่งออกไทยอย่างมากที่สุดไม่เกิน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.2% ของมูลค่าการส่งออกปี 60 หากคำนวณมูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกแต่ละรายการ จะกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยไม่เกิน 0.3% โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตที่ 4.4%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลกระทบทางตรงมาจากมาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มโซลาร์เซลล์ เครื่องซักผ้า เหล็กและอะลูมิเนียม ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าของไทยไปยังสหรัฐ จากข้อมูลปี 60 มีการส่งออกรวมเป็นมูลค่า 885 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.4% &amp;nbsp;ของมูลค่าส่งออกรวมของไทย ส่วนผลกระทบทางอ้อม เกิดจากสหรัฐ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ทำให้จีนส่งออกสินค้าไปสหรัฐ ลดลง ส่งผลมายังการส่งออกสินค้าขั้นต้นและสินค้าขั้นกลางของไทยไปยังจีนลดลงตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ได้นำรายการสินค้าที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ประกาศขึ้นภาษีระยะแรกมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐและระยะที่ 2 มูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเมินจากมูลค่าสินค้าส่งออกของไทยไปยังจีนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด และลดทอนด้วยสัดส่วนที่จีนจะนำไปผลิตและส่งออกต่อไปยังสหรัฐ ซึ่งจะได้มูลค่าสินค้าส่งจากไทยไปยังจีนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.9% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทย ปี 60&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและจีดีพีของไทยค่อนข้างจำกัด แต่สงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอนสูง และอาจบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกผ่านทางช่องทางอื่น ๆ เช่น ความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน รวมถึงการตัดสินใจลงทุนขยายกิจการของภาคเอกชน ซึ่งอาจล่าช้าออกไปจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากการประกาศงบไตรมาส 2 ปี 61 ของหุ้นกลุ่มธนาคารใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยนักวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรทั้งปีใหม่ หลังเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ (ไอเอฟอาร์เอส9) ออกไปอีก 1 ปีเป็นวันที่ 1 ม.ค.63 และตัวเลขส่งออกเดือน มิ.ย.ขยายตัว 8.19% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 61 ขยายตัว 10.96% สูงสุดในรอบ 7 ปี สนับหนุนการปรับเพิ่มเป้าหมายส่งออกปีนี้
ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาปัจจัยต่างประเทศวันที่ 25 ก.ค. ยุโรปและสหรัฐ มีกำหนดเจรจาการค้าที่กรุงวอชิงตัน วันที่ 26 ก.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) วันที่ 30-31 ก.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) วันที่ 31 ก.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย และวันที่ 31 ก.ค.-1 ส.ค. กำหนดประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า จากการคาดการณ์ผลกระทบของคำสัมภาษณ์ปธน.ทรัมป์ที่ระบุว่า จีนกดค่าเงินหยวนให้อ่อนเพื่อหวังผลประโยชน์ด้านการค้าระหว่างประเทศ &amp;nbsp;ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงทันที &amp;nbsp;แต่คาดว่ามีผลเพียงระยะสั้นเท่านั้น &amp;nbsp;และมีโอกาสที่จะกลับมาแข็งค่าอีก โดยประเมินกรอบการรีบาวด์ของราคาทองคำจะถูกจำกัดอยู่ที่แนวต้าน 1,240 ดอลลาร์ และแนะนำให้พอร์ตระยะสั้นเก็งกำไรในสินค้าทองคำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14067</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ทิสโก้, บล.โกลเบล็ก, มาตรการภาษี, สงครามการค้า, สงครามการค้าสหรัฐ-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b57ea6089c88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2018 10:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2018 10:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทิสโก้ยิ้มไตรมาสแรกฟันกำไรทะลุ 1,700 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มทิสโก้เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2561 กำไรสุทธิจำนวน 1,766 ล้านบาท เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 18.5% ประกาศเดินหน้าขยายการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ของปี 2561 ว่า กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 1,766 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275 ล้านบาท หรือเติบโต 18.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับเพิ่มขึ้น 244 ล้านบาท หรือ 16.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มทิสโก้มีรายได้ดอกเบี้ยปรับตัวดีขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อรวม ประกอบกับการขยายตัวของสินเชื่อจำนำทะเบียน หรือ สินเชื่อ &amp;ldquo;ทิสโก้ ออโต้แคช&amp;rdquo; โดยเฉพาะสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่ลูกค้าผ่านช่องทาง &amp;ldquo;สมหวัง เงินสั่งได้&amp;rdquo; ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ทั้งธุรกิจธนาคารพาณิชย์และธุรกิจที่เกี่ยวกับตลาดทุน ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ในระดับต่ำที่ 2.32%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาวของกลุ่มทิสโก้ ที่มุ่งเน้นการเติบโตในธุรกิจสินเชื่อที่มีหลักประกัน &amp;nbsp;ในช่วงปลายไตรมาส 1/2561 กลุ่มทิสโก้ยังได้บรรลุข้อตกลงการโอนธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจบัตรเครดิต ให้แก่ ธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น.เอ. สาขากรุงเทพฯ โดยธุรกิจสินเชื่อบุคคลคาดว่าจะโอนย้ายแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2561 และธุรกิจบัตรเครดิตคาดว่าจะโอนย้ายแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2/2561 และในช่วงที่เหลือของปี 2561 กลุ่มทิสโก้ยังคงเดินหน้าตอบโจทย์ความต้องการด้านการเงินให้กับลูกค้าทุกกลุ่มอย่างครบวงจร &amp;nbsp;ด้วยการเป็นผู้ให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ดีแก่ลูกค้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้วยบริการ &amp;ldquo;TISCO Open Architecture&amp;rdquo; &amp;nbsp;ที่ทำให้กลุ่มทิสโก้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ให้สิทธิประโยชน์และต่อยอดการบริการให้แก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี &amp;nbsp;ทั้งกองทุนรวมและแบงก์แอสชัวร์รันส์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7325</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไร, ทิสโก้, ผลประกอบการ, สถาบันการเงิน, สินเชื่อ, สุทัศน์ เรืองมานะมงคล, ไตรมาส1</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180418/image_big_5ad6b96b95ab6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
