<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039; ตรีนุช&#039;ตั้งธงยกระดับPISAไทย    ถก &#039;ทีดีอาร์ไอ &quot;ขอคำแนะนำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28มิ.ย.64-นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือร่วมกับดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาการศึกษา เนื่องจาก ดร.สมเกียรติ มีความรู้ความสามารถด้านการศึกษา และทำงานอยู่ในวงการศึกษามาเป็นอย่างดี ตนจึงต้องการข้อเสนอแนะถึงแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและโลกในอนาคต ทั้งนี้จากการหารือเบื้องต้น พบว่ามีข้อเสนอเรื่องการศึกษาที่หลากหลาย เนื่องจากปัญหาการศึกษาถือเป็นภาพใหญ่ และ ศธ.จะต้องหารูปแบบวิธีการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่สามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาครู การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ การสร้างตัวชี้วัดการเรียนรู้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการยกระดับผลการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ Program for International Student Assessment (PISA) โดยในประเด็นการสอบ PISA ตนให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ และมองว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้างที่ยกระดับคะแนนการสอบดังกล่าวของเด็กไทยให้สูงขึ้นในทุกกลุ่มวิชา ซึ่งประธานทีดีอาร์ไอ แนะนำ ว่า การจะยกระดับคะแนน PISA ของเด็กไทยได้จะต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ ซึ่งหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ ศธ.กำลังดำเนินการปรับปรุงอยู่ เราดำเนินการมาถูกทางแล้ว และถือว่าตอบโจทย์กระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ที่สุด ดังนั้น &amp;nbsp;จึงเป็นโจทย์ที่เราจะต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ เพราะกระบวนการเรียนรู้ในหลักสูตรเก่าไม่ได้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันแล้ว ซึ่งเราต้องเน้นกระบวนการคิดของเด็กให้มากขึ้น เพื่อให้เราแก้ปัญหาการศึกษาได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ตนยังมีโจทย์สำคัญในการพัฒนาครูด้วย ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนต่อไป

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107906</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, PISA, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ทีดีอาร์ไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c86f49b27df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90809</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 08:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 08:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมชัย ​จิตสุชน​ &#039;โพสต์แจง9ข้อจัดหาวัคซีน​โควิด-19​ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24​ ม.ค. 2564​ นายสมชัย​ จิตสุชน​ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง​ สถาบัน​วิจัย​เพื่อ​การพัฒ​นาประเทศ​ไทย​ (ทีดีอาร์​ไอ)​ โพสต์​เฟซบุ๊ก Somchai Jitsuchon ​แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็น​เรื่องจัดหาวัคซีน​โควิด-19​ โดย​ระบุ​ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงนี้มีการตั้งประเด็นมากมายเรื่องความเหมาะสมหรือความโปร่งใสในนโยบายการจัดหาวัคซีนของประเทศไทย ขออนุญาตให้ความเห็นในฐานะที่ใกล้ชิดระดับหนึ่งกับกระบวนการนี้ในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มีความพยายามมาตั้งแต่แรกในการพิจารณาทางเลือกต่างๆไม่ว่าจะเป็นซื้อวัคซีนจากใคร ซื้อเมื่อไหร่ ซื้อเท่าไหร่ หรือกระทั่งทางเลือกในการผลิตวัคซีนเองในประเทศ แต่ละทางเลือกมีการพิจารณาข้อดีข้อเสียอย่างค่อนข้างถี่ถ้วน ระมัดระวัง โดยคำนึงถึงบริบทในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการผลิต ระดับการระบาดและรูปแบบการระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. นำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์คู่ขนาน คือยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาวัคซีนและผลิตเองในประเทศ และยุทธศาสตร์การจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในยุทธศาสตร์การจัดหาวัคซีนจากต่างประเทศ มีการติดต่อเจรจากับหลายราย หลายประเทศ ตั้งแต่ตอนที่บริษัทเหล่านั้นยังอยู่ในขั้นการทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. หากเราจะตัดสินใจสั่งจองวัคซีนจากบริษัทที่อยู่ในระหว่างการทดลองก็สามารถทำได้ แม้จะต้องฝ่าด่านกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐซึ่งทำให้ปวดหัวอยู่หลายเดือน แต่ถ้าจองเลยก็จะมีความเสี่ยงว่าเงินที่จองอาจจะสูญเปล่าถ้าวัคซีนนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่การระบาดของประเทศไทยไม่ได้รุนแรงไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตอย่างขนานใหญ่เช่นในหลายประเทศ ความจำเป็นที่จะต้องได้วัคซีนมาโดยเร็วและใช้อย่างฉุกเฉินจึงน้อยกว่าประเทศเหล่านั้นมาก ในขณะที่หากรอต่อไปก็จะสามารถติดตามพัฒนาการว่าวัคซีนว่ามีประสิทธิผล มีความปลอดภัยเท่าไหร่ โดยให้ประเทศที่สั่งซื้อมาฉีดก่อนตามความจำเป็นของเขาเป็นหนูทดลองให้ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ข้อเสียของการไม่จองเร็วคือทำให้เราต้องจ่ายค่าวัคซีนแพงขึ้น เพราะแน่นอนถ้าเราจองเร็วบริษัทที่ได้เงินจากเราก็พร้อมจะคิดราคาถูกกว่าเพราะเราไปช่วยรับความเสี่ยงที่การทดลองอาจจะล้มเหลวพร้อมกับเขาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. อีกประการที่ราคาวัคซีนที่เราจ่ายในที่สุดแพงกว่าหลายประเทศที่เขาจองเร็ว เพราะราคาวัตถุดิบในระยะหลังแพงกว่าในตอนแรกมาก เพราะมีการกว้านซื้อจากบริษัทผลิตวัคซีนเพื่อนำไปผลิตจำนวนมากในระยะหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. แต่ยังโชคดีที่บริษัทที่เราตัดสินจองเป็นจำนวนมากที่สุดคือจาก astrazeneca มีราคาวัคซีนที่ถูกกว่าบริษัทก่อนหน้าหรือกระทั่งจากจีนหลายเท่าตัว ดังนั้นถึงแม้เราจะจ่ายค่าวัคซีนจากบริษัทนี้แพงกว่าประเทศที่จองก่อนหน้าเรา แต่ก็ไม่เป็นภาระงบประมาณมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับผลดีของความรอบคอบในการดำเนินการที่ผ่านมา ผู้วิจารณ์ประเด็นเรื่องเราจ่ายแพงกว่าจึงต้องคำนึงถึงเหตุผลเบื้องหลังเหล่านี้ให้ครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ส่วนเรื่องการคัดเลือกโรงงานผลิตให้กับบริษัท astrazeneca ผมไม่รู้มากนัก แต่เท่าที่สัมผัสได้ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเป็นการให้อภิสิทธิ์กับเอกชนรายเดียว การรีบโยงกับการเมืองจึงน่าจะเป็นการด่วนสรุป เพราะก็สามารถอธิบายจากหลากหลายแง่มุมว่าทำไมถึงเป็นบริษัทนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการพัฒนาและการผลิตในประเทศก็ยังคงดำเนินการต่อไป มีองค์กรภาครัฐและเอกชนในประเทศหลายแหล่งที่ได้รับการส่งเสริมงบประมาณ เรื่องนี้จะมีประโยชน์ทั้งในระยะกลางและระยะยาว ไม่ว่าเราจะผลิตวัคซีนโควิดได้ในที่สุดหรือไม่ก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็เป็นการสร้างศักยภาพในการพัฒนาวัคซีนในอนาคตซึ่งยังไม่แน่นอนสูง
24.1.64&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90809</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาวัคซีน, ทีดีอาร์ไอ, วัคซีนโควิด-19, สมชัย​ จิตสุชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181207/image_big_5c0a3711a7a82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2020 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2020 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TDRI หนุนขนส่งฯเรียกทดสอบใบขับขี่ตลอดชีพเริ่มต้นกลุ่ม70 ปีขึ้นไป ด้านขนส่งเผยยังเป็นแค่ไอเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ส.ค.63-นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่าสำหรับประเด็นที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะมีการเรียบผู้ถือใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพ &amp;nbsp;กลับมาทดสอบความพร้อมในการขับขี่นั้น &amp;nbsp;เป็นเรื่องที่ภาควิชาการพูดถึงกันนานแล้ว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการระวังป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเมธ กล่าวว่าที่ผ่านมาจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันนี้ทั่วโลก ไม่มีการออกใบอนุญาตในลักษณะตลอดชีพแล้ว รวมทั้งประเทศที่เคยออกใบอนุญาตตลอดชีพ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุ เมื่อผู้ถือใบขับขี่เข้าสู่วัยสูงอายุ ประเทศญี่ปุ่นมีการรณรงค์ให้บุคคลเหล่านี้ &amp;nbsp;คืนใบอนุญาตเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสังคมโดยรวม &amp;nbsp;เนื่องจากที่ผ่านมา การออกใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพนั้น &amp;nbsp;ต้องยอมรับว่าเมื่อผู้ถือใบอนุญาตเข้าสู่ช่วงสูงวัย แน่นอนความสามารถในการขับขี่ยอมลดลง รวมทั้งโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ &amp;nbsp;ที่ไม่เคยเป็นก็อาจจะเกิดมีโรคเหล่านี้ขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในการจัดทำโครงการของกรมการขนส่งทางบก &amp;nbsp;ทีดีอาร์ไอ. เห็นว่าควรเริ่มจากการจัดชั้นอายุผู้ที่เข้าร่วมโครงการ &amp;nbsp;เช่นอายุ 70 ปีขึ้นไป &amp;nbsp;เป็นกลุ่มแรก เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลการทดสอบ &amp;nbsp;หลังจากนั้นอาจจะขยับอายุลงมาตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพที่อายุยังไม่ถึง 60 ปีนั้น อาจยังไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการก็ได้ &amp;nbsp;เนื่องจาก ส่วนหนึ่งก็จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการทดสอบจำนวนมากตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกมีแนวคิดในการเปลี่ยนใบขับขี่ตลอดชีพจากบัตรแบบกระดาษมาเป็นแบบสมาร์ทการ์ด มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ฐานข้อมูลผู้ถือใบขับขี่มีความสมบูรณ์และเป็นปัจจุบันมากขึ้น &amp;nbsp;เพราะผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและอยู่ในฐานข้อมูลระบบเดิม โดยหากมาเปลี่ยนเป็นแบบสมาร์ทการ์ดที่มี QR Code แล้ว กรมการขนส่งทางบกจะมีฐานข้อมูลผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปต่อยอดพัฒนามาตรฐานใบอนุญาตขับรถของประเทศไทยครอบคลุมทุกมิติ เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนนของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในส่วนการทดสอบสมรรถภาพผู้ถือใบขับขี่ตลอดชีพใหม่ยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น &amp;nbsp;ยังไม่มีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน เพราะการกำหนดให้กลับมาทดสอบเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งกรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามที่มาของแนวคิดดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ของประชาชนและผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถมีความพร้อมเพียงพอ ดังนั้น กรมการขนส่งทางบกจึงต้องหารือกับทุกฝ่ายทีเกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อให้มีความรอบเหมาะสมในการดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันนี้กรมการขนส่งทางบก มีความเข้มข้นในกระบวนการก่อนออกใบอนุญาตขับรถ ด้วยการให้มีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย ประกอบด้วย การทดสอบความสามารถในการมองเห็นสัญญาณไฟจราจร ความสามารถในการใช้สายตาทางลึก ความสามารถในการใช้สายตาทางกว้าง และปฏิกิริยาในการใช้เบรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกเห็นถึงความสำคัญในการใช้รถร่วมกันกับผู้สูงอายุ แนวทางการอบรมได้เพิ่มเนื้อหาอบรมให้ทราบถึงลักษณะและสภาวะการใช้รถของผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีในการใช้รถร่วมกันระหว่างวัยที่แตกต่างกัน และในอนาคต กรมการขนส่งทางบกยังได้จัดทำแนวทางในการยกระดับมาตรฐานการออกใบอนุญาตขับรถ 7 มิติด้วยกัน &amp;nbsp;โดยเฉพาะมิติที่ 1 ในเรื่องการกำหนดสภาวะของโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ และมิติที่ 2 การประเมินสภาวะของร่างกายที่มีผลต่อการขับรถ (Medical Fitness to Drive) ซึ่งทั้งสองมิติดังกล่าวกรมการขนส่งทางบกได้หารือร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา โดยเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่สูงอายุมากขึ้น สภาวะของโรคที่เกิดตามมาและสภาวะร่างกายอาจเป็นอุปสรรคต่อการขับรถได้ เพื่อให้เกิดจิตสำนึกที่ดีการใช้รถที่ปลอดภัยร่วมกันในท้องถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73797</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมขนส่งทางบก, กลับมาทดสอบ, ทีดีอาร์ไอ, สุเมธ องกิตติกุล, ใบอนุญาตขับขี่ตลอดชีพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200808/image_big_5f2e2ddac58f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2020 07:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2020 07:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TDRIเสนอ5มาตรการสู้โควิด-19 ช่วยเหลือทางการเงินประชาชน 3 เดือน อุ้มธุรกิจขนาดเล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค.63- สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอแนะกรณีการแก้ปัญหาไวรัสโควิด-19 ว่าคณะนักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งได้ติดตามปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มาด้วยความเป็นห่วง &amp;nbsp;มีความเห็นว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยอาจเข้าสู่ขั้นวิกฤติ เนื่องจากมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต่อไปอีก จนอาจจะเกินกว่าขีดที่ระบบสาธารณสุขของประเทศจะสามารถรองรับได้ ซึ่งจะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหลายพันหรือมากกว่าในอีกไม่นาน ดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากการเสียชีวิต และการเจ็บป่วยของประชาชน ตลอดจนลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประชาชนจากภาวะการว่างงานที่เกิดขึ้น จากทั้งการแพร่ระบาดของโรค และมาตรการของรัฐเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาความยากจนหรือปัญหาอาชญากรรมในวงกว้าง &amp;nbsp;เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง รัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายสูงสุดในการป้องกันการแพร่กระจายของโรค และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยจัดสรรทรัพยากรให้อย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรอง ติดตามและคัดแยกผู้ติดเชื้อ ซึ่งกำลังกระจายตัวไปในวงกว้างทั่วประเทศ และการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง ให้มียารักษาโรคและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเพียงพอ ตลอดจนให้เบี้ยเลี้ยงพิเศษ และประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ต้องห่วงฐานะการคลังและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เพราะสุขภาพของประชาชนย่อมมีความสำคัญกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง รัฐบาลควรมุ่งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยและตกงาน อย่างไม่ตกหล่น และรวดเร็วพอที่จะสามารถแก้ความเดือนร้อนเฉพาะหน้าได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กองทุนประกันสังคมจะขยายความคุ้มครองแก่ผู้ประกันตน ในส่วนของการประกันการว่างงาน ให้ครอบคลุมถึงการเกิดโรคระบาด ทั้งกรณีนายจ้างไม่ให้ทำงานและกรณีภาครัฐมีคำสั่งให้หยุดกิจการชั่วคราว &amp;nbsp; มาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ตรงจุดในการช่วยเหลือคนว่างงาน แต่ยังไม่ครอบคลุมแรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด เพราะมีแรงงานที่ยังไม่ได้เข้าสู่การประกันการว่างงานในระบบประกันสังคม (ซึ่งรวมถึงผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 และแรงงานที่มีรายได้รายวันอาทิ คนขับแท็กซี่) ถึงร้อยละ 70 ของแรงงานทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเพิ่มการให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ยังไม่ได้เข้าสู่การประกันการว่างงานในระบบประกันสังคม ตามขั้นตอนดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) ให้ประชาชนไทยทุกครอบครัว อยู่ในข่ายเบื้องต้นที่จะได้รับการเงินช่วยเหลือตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน เช่น สมาชิกในครัวเรือน 1-2 คน ได้เงินช่วยเหลือ 1,500 บาทต่อเดือน, 3-4 คนได้ 2,500 บาทต่อเดือน จากนั้นให้เพิ่มอีกคนละ 500 บาทต่อสมาชิกแต่ละคนที่มากกว่า 4 คน ขั้นต้นเป็นเวลา 3 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) กระทรวงการคลังตรวจสอบทุกคนในแต่ละครัวเรือน โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล 26 ฐานที่ใช้ทำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อตัดครัวเรือนที่ไม่ควรได้รับความช่วยเหลือออกไป ตามเกณฑ์ที่กำหนดขึ้น เช่น ครัวเรือนที่มีบ้านหรือที่ดินเป็นของตนเองมูลค่าประเมินเกินกว่า 3 ล้านบาท มีเงินฝากรวมกันเกิน 100,000 บาท หรือมีเงินเดือนเฉลี่ยต่อคนเกินกว่า 15,000 บาท ซึ่งอาจจะทำให้เหลือครัวเรือนที่อยู่ในข่ายรับความช่วยเหลือประมาณ 6-7 ล้านครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ตัดลดเงินช่วยเหลือตาม 1) ลง ตามจำนวนสมาชิกของครัวเรือนที่ได้รับความช่วยเหลือในส่วนการประกันการว่างงาน จากกองทุนประกันสังคมแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่เราไม่ได้เสนอให้ใช้ฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นหลักตั้งแต่แรก เนื่องจากฐานข้อมูลดังกล่าวยังต้องพัฒนาให้ครอบคลุมมากขึ้น ดังผลการศึกษาที่พบว่า มีผู้มีรายได้น้อยที่ตกหล่นจากฐานข้อมูลดังกล่าวถึงร้อยละ 64 หรือกว่า 4-5 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การให้ความช่วยเหลือตามข้อเสนอของเราอาจทำให้มีผู้ได้รับความช่วยเหลือโดยไม่สมควรไปบ้าง แต่ความผิดพลาดดังกล่าวน่าจะมีต้นทุนทางสังคมต่ำกว่าการไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สมควรได้รับความช่วยเหลือ หากยึดตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ &amp;nbsp;ทั้งนี้ รัฐและสังคมควรสื่อสารให้ผู้ที่ไม่เดือดร้อนไม่ใช้สิทธิในการรับความช่วยเหลือดังกล่าวในช่วงวิกฤติเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม รัฐบาลควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพื่อป้องกันการเลิกจ้างงาน โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจขนาดเล็กเป็นหลัก เนื่องจากเป็นแหล่งจ้างแรงงานในกลุ่มเสี่ยงจำนวนมาก โดยอุดหนุนค่าเช่าสถานที่ และค่าจ้างแรงงานบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ รัฐบาลควรยกเลิกมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ตรงจุด หรือซ้ำซ้อน เมื่อได้ให้ความช่วยเหลือตามข้อเสนอข้างต้นแล้ว อาทิ การลดค่าสาธารณูปโภคเช่น ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา ทั้งผู้ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเดือดร้อนแบบหว่านแหในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า รัฐบาลควรดำเนินมาตการในช่วงวิกฤติการณ์นี้โดยไม่ประมาท ไม่ตายใจหากตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ในบางวันลดลง โดยดำเนินการอย่างเป็นระบบในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่บริหารราชการแผ่นดินเหมือนในสภาวะปรกติ เช่น ควรพร้อมประชุม ครม. แม้กระทั่งในวันหยุดหรือนอกเวลาราชการ และควรสื่อสารกับประชาชนอย่างครบถ้วน ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อฟื้นฟูความเชื่อถือจากประชาชน และทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับมาตรการของรัฐ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้นฉบับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60693</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ทีดีอาร์ไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200324/image_big_5e794d5cf0428.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/10/2019 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/10/2019 12:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศร้า!ไทยสูญเสียนักเศรษฐศาสตร์&#039;ดร.เดือนเด่น&#039;ถูกต้นไม้ล้มทับเสียชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ต.ค 62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ เสียชีวิตแล้ว หลังจากประสบอุบัติเหตุต้นไม้ล้มทับ ซึ่งขณะนี้กำลังจะเคลื่อนย้ายร่างของผู้เสียชีวิตออกจากโรงพยาบาลคามิลเลียนไปชันสูตรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ จบการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์ จาก McGill Universityประเทศแคนนาดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประวัติการทำงาน พ.ศ.2558: ประธานคณะทำงานพิจารณาว่าด้วยมาตรา 25 และ 26 ของกฎหมายแข่งขันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2558: คณะอนุกรรมการเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องการจำหน่ายคอมพิวเตอร์ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2557: คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านนโยบายพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2556 &amp;ndash; 2558: อนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและป้องกันการผูกขาด สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2555 &amp;ndash; ปัจจุบัน: กรรมการ คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อผู้บริโภคภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2555 &amp;ndash; ปัจจุบัน: ประธานอนุกรรมการด้านการเงินการคลัง คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อผู้บริโภคภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2555 &amp;ndash; 2557: กรรมการ คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุง พรบ. การแข่งขันทางการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2542 กระทรวงพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2555 &amp;ndash; 2557: อนุกรรมาธิการเสริมเสรมธรรมาภิบาลด้านพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2555 &amp;ndash; 2557: อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาโครงสร้างราคาก๊าซ คณะกรรมาธิการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2555 &amp;ndash; 2556: กรรมการ อนุกรรมการเตรียมความพร้อมสำหรับการบริหารคลื่นความถี่วิทยุโทรคมนาคมระบบเซลลูล่า Digital PCN 1800 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2554 &amp;ndash; ปัจจุบัน: กรรมการ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2554 &amp;ndash; 2556: อนุกรรมาธิการทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญหาและการค้าระหว่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2551 &amp;ndash; ปัจจุบัน: ผู้อำนวยการวิจัย ด้านบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจฝ่ายวิจัย เศรษฐกิจรายสาขา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2550 &amp;ndash; 2551: เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรงวงการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2544 &amp;ndash; 2550: ผู้อำนวยการวิจัย ด้านบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัยรายสาขา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2533 &amp;ndash; 2534: ผู้ช่วยนักวิจัย Queen&amp;#39;s University&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2531 &amp;ndash; 2532: รองนักวิจัย ฝ่ายอุตสาหกรรม การค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อนการพัฒนาประเทศไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49253</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์, ทีดีอาร์ไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191031/image_big_5dba74d3939f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2019 07:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2019 07:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ข่าวร้าย!ประธานTDRIแฉกทม.ให้สิทธิกรุงเทพธนาคมทำท่อร้อยสายใต้ดินทั้งหมดหวั่นผูกขาดเพิ่มภาระผู้บริโภค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21มิ.ย.62 - ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Somkiat Tangkitvanich เรื่อง ท่อร้อยสาย กทม. &amp;hellip;ข่าวดีเล็กๆ กับข่าวร้ายใหญ่ๆ มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนๆ ครับ ผมมี &amp;ldquo;ข่าวดีเล็กๆ&amp;rdquo; และเรื่องที่สงสัยว่าจะเป็น &amp;ldquo;ข่าวร้ายใหญ่ๆ&amp;rdquo; มาเล่าให้ฟังครับ อาจยาวนิดหนึ่งแต่อยากให้อ่านและแชร์ออกไปนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข่าวดีเล็กๆ&amp;rdquo; คือ กทม. มีแผนที่จะลดปัญหาการที่สายเคเบิ้ลต่างๆ แขวนรกหูรกตาอยู่บนเสาไฟฟ้า โดยจะย้ายสายเหล่านั้นลงไปใต้ดิน ให้ไปอยู่ใน &amp;ldquo;ท่อร้อยสาย&amp;rdquo; ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็น &amp;ldquo;มหานครไร้สายสื่อสาร&amp;rdquo; และเป็น &amp;ldquo;สมาร์ทซิตี้&amp;rdquo; ที่มีภูมิทัศน์สบายตาภายในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องที่สงสัยว่าจะเป็น &amp;ldquo;ข่าวร้ายใหญ่ๆ&amp;rdquo; ที่มาพร้อมกันก็คือ กทม. จะดำเนินการดังกล่าวโดยให้บริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของตน ทำสัญญากับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายหนึ่ง ให้เป็นผู้รับเหมาบริการโครงข่ายท่อร้อยสายใต้ดินทั้งหมด โดยให้สิทธิผูกขาดรายเดียวเป็นเวลา 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้หมายความว่า ปัญหาการผูกขาดใหม่กำลังจะเกิดขึ้นในวงการโทรคมนาคมไทย เพิ่มเติมจากการผูกขาดที่มีอยู่มากมายในปัจจุบัน แน่นอนว่า การผูกขาดเหล่านี้จะเพิ่มภาระให้แก่ผู้บริโภค ทั้งประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ เช่น ผู้ประกอบการที่ได้สิทธิผูกขาดท่อร้อยสายอาจกีดกันผู้ประกอบการรายอื่นที่เป็นคู่แข่งของตนในตลาดโทรคมนาคมไม่ให้สามารถใช้ท่อได้ โดยอ้างเหตุต่างๆ ทางเทคนิค เช่น สัญญาณรบกวนกัน หรือให้ใช้ได้ แต่คิดค่าบริการแพงๆ หรือให้บริการช้าๆ หรือทำให้สายของคู่แข่งเสียบ่อยๆ จนไม่สามารถแข่งขันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องวิตกกังวลที่เกินจริง หากพิจารณาถึงความหวาดระแวงของผู้ประกอบการแต่ละรายที่มีต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เดิมเรื่องนี้ไม่มีปัญหา เพราะผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้งหลายสามารถปักเสาสื่อสารเอง หรือพาดสายของตนบนเสาไฟฟ้าได้ แต่เรื่องที่เคยทำกันได้มานานก็กำลังจะกลายเป็นปัญหาในไม่ช้า เพราะเมื่อมีท่อร้อยสายใต้ดินแล้ว กทม. ก็จะห้ามพาดสายในที่สาธารณะ โดยอ้างเหตุผลด้านความสะอาดและความเป็นระเบียบ ตามกฎหมายรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ทั้งนี้ผู้ฝ่าฝืนก็จะมีโทษทางกฎหมาย และถูกสั่งให้รื้อถอนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นความจริงครับว่า ท่อร้อยสายดังกล่าวเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีลักษณะ &amp;ldquo;ผูกขาดโดยธรรมชาติ&amp;rdquo; เพราะไม่ควรต้องมีการลงทุนซ้ำซ้อนกันหลายท่อ เหมือนกับการไม่ควรต้องมีสายไฟฟ้าหลายสาย หรือท่อน้ำประปาหลายท่อต่อเข้าบ้านแต่ละหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในต่างประเทศ เทศบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ มักจะเป็นผู้ดำเนินการท่อไร้สายด้วยตนเอง โดยเดินสายไฟเบอร์ไว้เสร็จสรรพในท่อร้อยสาย และเปิดให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ต้องการใช้ สามารถใช้ได้ในราคาที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การดำเนินการของ กทม. ดังกล่าวมาข้างต้นแตกต่างจากในต่างประเทศ และจะสร้างปัญหาด้วย 2 เหตุผลคือ หนึ่ง เป็นการโอนการผูกขาดของรัฐไปให้แก่เอกชน โดยเป็นการโอน 2 ต่อ ต่อแรกคือ โอนจาก กทม. ไปให้กรุงเทพธนาคมที่เป็นบริษัทลูกที่แสวงหาผลกำไร ต่อที่สองคือ โอนจากกรุงเทพธนาคมไปให้แก่เอกชนอีกที แน่นอนว่า เอกชนย่อมมีแรงจูงใจในการทำกำไรมากกว่ารัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดการคิดบริการที่แพงกว่า ยิ่งการโอนสิทธิผูกขาดสองต่อ ก็จะยิ่งทำให้มีการบวกกำไรที่สูง 2 ครั้ง ราคาค่าบริการก็จะยิ่งแพงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เอกชนที่ได้สิทธิผูกขาดยังเป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งแข่งกับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรายอื่นๆ ด้วย จึงเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมกีดกันการแข่งขันของผู้ประกอบการรายอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราปล่อยให้การดำเนินการเช่นนี้เกิดขึ้นในกรุงเทพ อีกไม่นานก็อาจเกิดการผูกขาดแบบเดียวกันทั่วประเทศ เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เช่น เทศบาลก็อาจจะทำตามในลักษณะเดียวกัน ถึงเวลานั้น ต้นทุนของบริการโทรคมนาคมทั้งประเทศไทยก็จะสูงขึ้นไปอีก และทำให้เราไม่สามารถแข่งขันใน &amp;ldquo;เศรษฐกิจดิจิทัล&amp;rdquo; ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความเห็นของผม เรื่องนี้มีทางออกง่ายนิดเดียวคือ การทำเหมือนต่างประเทศ นั่นคือ กทม. ควรเป็นผู้ให้บริการท่อร้อยสาย พร้อมไฟเบอร์เสียเอง และให้เอกชนแต่ละรายสามารถมาเช่าใช้ได้อย่างเสมอภาค ในราคาที่เหมาะสมคือสอดคล้องกับต้นทุน ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาก กทม. ไม่ดำเนินการตามที่เสนอ ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคก็ควรไปร้องเรียนกับ กสทช. และคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นใหม่ที่มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมหวังว่า แนวคิดเรื่อง &amp;ldquo;สมาร์ทซิตี้&amp;rdquo; จะเป็นข่าวดีของประชาชน ไม่ใช่กลายเป็นข่าวร้ายที่มีหน่วยงานรัฐโอนสิทธิผูกขาดให้เอกชน และสร้างต้นทุนให้แก่ประเทศและประชาชน แบบที่เคยเกิดบ่อยๆ ในประเทศไทยนะครับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39079</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพธนาคม, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ทีดีอาร์ไอ, ท่อร้อยสาย, สมาร์ทซิตี้, สิทธิผูกขาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cc248864f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2019 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2019 15:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธี &quot;หารือ&quot; ทีดีอาร์ไอ&quot; เตรียมพร้อมประกาศใช้ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3เม.ย.62-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเมื่อมีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.... ที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรียบร้อยแล้ว ว่าจะต้องมีการดำเนินการในเรื่องใด และจะต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของโรงเรียนขั้นพื้นฐาน ที่จะเข้าร่วมโครงการเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้เตรียมความพร้อม เพราะเท่าที่ตนทราบในกฎหมายได้มีการกำหนดให้โรงเรียนในพื้นที่มีการทำวิจัยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ TDRI ยังได้รายงานการดำเนินโครงการที่สำคัญมาก คือ การศึกษาความต้องการของงานในตลาดแรง เช่น ในกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอที มีงานประเภทไหน และมีการรับสมัครกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องใดบ้าง เป็นต้น โดยการประมวลผลจะดำเนินการผ่านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และฐานข้อมูล (Big data) ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้จะต้องกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแทน เพราะเราดูจากประกาศรับสมัครงาน ว่ามีการเปิดรับประเภทไหน ทักษะที่จะต้องใช้มีอะไรบ้าง และเมื่อเราเข้าถึงข้อมูลตรงนี้ได้โรงเรียนก็จะสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับการเรียนการสอน เพื่อสร้างทักษะให้กับเด็กและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานได้&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีดีอาร์ไอ, นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5baca8fca93ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
