<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>10จังหวัดแดงเข้มรอเลย 4ส.ค.เริ่มโอนเงินม.33แน่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บิ๊กตู่ถกทีมเศรษฐกิจ ลั่นงบประมาณยังคล่อง พร้อมดูแลกลุ่มพิเศษดึงให้พ้นวิกฤติ ขณะที่สมาคมธนาคารไทยประสานธนาคารสมาชิก พร้อมรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมผ่านระบบพร้อมเพย์ เริ่ม 4-6 ส.ค.โอนเงินเข้ากระเป๋า 10 จังหวัดสีแดง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ส่งผ่านคณะทำงานซึ่งเป็นการบันทึกเทปไว้ในช่วงเวลา 17.00 น. โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการประชุมทีมเศรษฐกิจเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีหน้าที่หลายอย่างด้วยกัน ทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สาธารณสุข เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ค.ได้หารือกับคณะทำงานด้าน เศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในภูมิภาค รวมทั้งประเทศรอบบ้านของเราในทุกมิติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า ในส่วนของเงินงบประมาณตนเองได้สอบถามไป ก็ได้รับการยืนยันว่างบประมาณของประเทศยังมีเพียงพออยู่ ซึ่งเราใช้งบประมาณก้อนแรกไปแล้วจากวงเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเหลืออยู่ประมาณกว่า 2 พันล้านบาท ส่วนงบประมาณงวดใหม่กว่า 500,000 &amp;nbsp;ล้านที่ได้ขออนุมัติเงินกู้มานั้นยังไม่ได้ใช้อะไรเลย จึงสั่งการว่าต้องเตรียมมาตรการให้พร้อมทั้งมาตรการเดิมและมาตรการใหม่ ซึ่งอาจจะต้องมีการพุ่งเป้าลงไปในบางกิจการหรือบางกลุ่มเป็นพิเศษให้ทั่วถึง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้มีการหารือกันในเรื่องการเพิ่มเติมวัคซีนให้ภาคธุรกิจ เจ้าของโรงงาน รวมทั้งแรงงานต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ไปแล้ว ทั้ง ม.33, ม.39, &amp;nbsp;ม.40 ซึ่งคนที่ไม่ได้อยู่ใน ม.33 ก็สามารถไปขึ้นทะเบียนได้ ยังมีเวลาอีก &amp;nbsp;3 วัน สิ่งที่เป็นห่วงขณะนี้คือ ทำอย่างไรจะไม่ทำให้ภาคการผลิตเสียหาย &amp;nbsp;แต่ก็มีหลายโรงงานที่จำเป็นต้องปิดเนื่องจากมีการแพร่ระบาด ซึ่งก็ต้องมาพิจารณาว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้หลายโรงงานให้ความร่วมมือในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม &amp;nbsp;แต่บางโรงงานทำไม่ได้ก็ต้องเข้าไปแก้ปัญหาให้ เพื่อแยกไปอยู่ในโรงพยาบาลสนาม ซึ่งมีทั้งในส่วนของกระทรวงแรงงานและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ทั้งนี้การพูดคุยกันในวงเศรษฐกิจนี้มีหลายประเด็น มีรายละเอียดค่อนข้างมาก เป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้า รวมทั้งแก้ปัญหาปัจจุบันด้วย&amp;rdquo; นายกรัฐมนตรีระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน สมาคมธนาคารไทยได้มีการประสานธนาคารสมาชิก &amp;nbsp;เพื่อเตรียมพร้อมดำเนินการรับโอนเงินเยียวยาประกันสังคมเข้าบัญชีธนาคารผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกปิดกิจการตามประกาศคำสั่งของ ศบค. โดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะทำการโอนให้ผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 4-6 สิงหาคม 2564 เฉพาะ 10 &amp;nbsp;จังหวัด จำนวนผู้ประกันตนกว่า 2.87 ล้านราย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา สำหรับ 3 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี &amp;nbsp;และพระนครศรีอยุธยา จะแจ้งการโอนเงินให้ทราบอีกครั้งในภายหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ตามคุณสมบัติและเงื่อนไข โดย สปส.จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์บนเว็บไซต์ของ สปส. โดยผู้ประกันตนที่มีบัญชีธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์กับบัตรประชาชนจะได้รับการโอนเงินเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติ &amp;nbsp; ไม่จำเป็นต้องติดต่อธนาคารเพื่อเปิดบัญชีใหม่ หรือลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยบัตรประชาชนใหม่ สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิ์และมีบัญชีธนาคาร แต่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชน หรือเดิมผูกด้วยเบอร์โทรศัพท์มือถือ สามารถดำเนินการผูกบัญชีหรือเปลี่ยนพร้อมเพย์จากโทรศัพท์มือถือมาเป็นผูกกับหมายเลขบัตรประชาชนด้วยตนเอง ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารที่มีบัญชีอยู่ เช่น Mobile &amp;nbsp;Application, Internet Banking และเครื่อง ATM ตามช่องทางที่แต่ละธนาคารให้บริการ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร เพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิ์และยังไม่เคยมีบัญชีเงินฝาก สามารถใช้บริการเปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นค่อยลงทะเบียนผูกพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขบัตรประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ เพื่อขอรับสิทธิ์ตามมาตรการเยียวยาดังกล่าว หากมีข้อสงสัยเรื่องการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับหมายเลขบัตรประชาชนหรือช่องทางที่สามารถทำได้ &amp;nbsp;สามารถศึกษาข้อมูลผ่านเว็บไซต์ หรือติดต่อสอบถามผ่านคอลเซ็นเตอร์ของธนาคารที่ใช้บริการอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) มีมติดังนี้ 1.เห็นชอบแนวทางการจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิ์จากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเป็นการจ่ายย้อนหลังให้แก่ผู้มีสิทธิ์จำนวน 4.7 ล้านคน รายละเอียดคือ ปีงบประมาณ 2563 จ่ายเงินสงเคราะห์ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย. อัตรา 100 บาท/เดือน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และอัตรา 50 บาท/เดือน สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี และปีงบประมาณ 2564 เป็นอัตราเช่นเดียวกับปีก่อน จ่ายเดือนเว้นเดือน (6 งวด) เริ่มตั้งแต่ตุลาคม 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดาระบุว่า 2.เรื่องการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่นที่เคยเป็นประเด็นก่อนหน้า ที่ประชุมมีมติตามคำวินิจฉัยของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คือคืนเงินที่เรียกเก็บจากผู้สูงอายุที่รับเงินซ้ำซ้อนกับสวัสดิการอื่น ซึ่งมีจำนวนประมาณ 1.5 หมื่นราย &amp;nbsp;และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการคลังหาแนวทางดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งเดือน หลัง ครม.พิจารณาเห็นชอบมติดังกล่าว, ถอนฟ้องหรือระงับการบังคับคดีในกรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการดำเนินคดีเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไปแล้ว และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำหนดนโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ เพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์ในการจ่ายเบี้ยยังชีพฯ แบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ 3.เห็นชอบขยายเวลาการพักชำระหนี้ของลูกหนี้กองทุนผู้สูงอายุ ต่อไปอีก 6 เดือน จากที่จะหมดเวลาในเดือน 30 ก.ย.ปีนี้ ไปจนถึง 31 &amp;nbsp;มี.ค.65 4.เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 3 (พ.ศ.2566-2580) พร้อมรับสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111683</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีมเศรษฐกิจ, ธนาคารสมาชิก, นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลั่นงบประมาณยังคล่อง, สมาคมธนาคารไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103fc0d6d4c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104167</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กู้5แสนล้านสู้โควิด รัฐบาลแจงรับมือระบาดยืดเยื้อลุ้นดันจีดีพีโตเพิ่ม1.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์&amp;rdquo; นำทีม ศก.ตั้งโต๊ะแจงกู้สู้โควิด-19 ระลอกใหม่อีก 5 แสนล้านบาท เตรียมพร้อมรับมือระบาดยืดเยื้อ ดูแลทุกกลุ่มครบทุกมิติ คลังลุ้นช่วยเข็นจีดีพีโตเพิ่ม 1.5% การันตีพิจารณารอบคอบไม่เกินเพดานหนี้ 60% ยันตัวเลขเหมาะสม ปรับลดจาก 7 แสนล้านบาท ประเดิมกู้ก้อนแรกแสนล้าน จ่อชง 4 โครงการเยียวยา-กระตุ้นเศรษฐกิจล็อตใหม่เข้า ครม.สัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์&amp;nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน แถลงว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว โดยการกู้เงินดังกล่าว เพื่อใช้ในการดูแลประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย รักษาการจ้างงานและสร้างงานให้กับภาคประชาชนในระดับท้องถิ่น หรือโครงการต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงการระบาดของโควิด-19 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากการระบาดในอนาคต หรือรองรับการระบาดในครั้งนี้ที่อาจจะทอดยาวออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทนี้ จะเป็นคู่แฝดไปกับมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่านโครงการสินเชื่อฟื้นฟูวงเงิน 2.5 แสนล้านบาท และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน 1 แสนล้านบาท รวมเป็น 3.5 แสนล้านบาท และยังมี พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพระบบการเงินและความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท รวมทั้งสิ้น 1.25 ล้านล้านบาท เป็นวงเงินที่รัฐบาลได้เตรียมไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและวิกฤติอย่างในครั้งนี้ ซึ่งให้ความช่วยเหลือครบทุกมิติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมไม่เกิน 5 แสนล้านบาทนี้ เชื่อว่าจะอยู่ในระดับที่เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 หากภาคเอกชน ประชาชนทุกคนร่วมมือกันปฏิบัติตามมาตรการด้านสาธารณสุขที่รัฐบาลกำหนด ก็เชื่อว่าจะควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ดีขึ้น ซึ่งผมเชื่อว่าการระบาดในไทยอยู่ในช่วงท้าย ๆ แล้ว เพราะมีวัคซีนและเริ่มทยอยฉีดอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าภายในไตรมาส 2/2564 น่าจะควบคุมการระบาดได้ แต่การกู้เงินในครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมของรัฐบาล หากต้องเจอกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ซึ่งไม่ได้เกิดแค่กับไทย แต่เกิดทั้งโลก จึงประมาทไม่ได้&amp;rdquo; นายสุพัฒนพงษ์ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้แบ่งแผนงาน หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ออกเป็น 3 แผนงาน ได้แก่ 1.แผนงานด้านสาธารณสุข วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับแพทย์และสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และ 2.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในทุกสาขาอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 วงเงิน 3 แสนล้านบาท และ 3.แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 วงเงิน 1.7 แสนล้านบาท พร้อมทั้งกำหนดชัดเจนว่า กรณีจำเป็น คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติปรับกรอบวงเงินภายใต้แผนงาน หรือโครงการภายใต้ 3 วัตถุประสงค์นี้ได้ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;3 แผนงานนี้จะเป็นแผนงานที่เข้ามาเสริมแผนงานตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉบับแรก วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยจะเน้นย้ำในบางเรื่องที่สำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นห่วง นั่นคือเรื่องเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอี ส่วนผู้ที่ประกอบอาชีพหรือธุรกิจรายเล็ก ส่วนใหญ่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการก่อนหน้าแล้ว อาทิ โครงการคนละครึ่ง, โครงการเราชนะ และโครงการม33เรารักกัน&amp;rdquo; นายอาคมกล่าว
ลุ้นช่วยดันจีดีพีโตอีก 1.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ประเมินว่าการกู้เงินเพิ่มเติมวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาทนี้เป็นวงเงินที่เหมาะสม และคาดว่าการดำเนินโครงการต่างๆ ภายใต้แผน พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม จะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 และปี 2565 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 1.5% จากกรณีฐานที่ก่อนหน้านี้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวที่ระดับ 1.5-2.5% เนื่องจากมีมาตรการเสริม และมีพื้นที่ทางการคลังที่จะทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินมาตรการด้านเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ซึ่งทำให้คาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.การคลังยืนยันว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมดังกล่าว รัฐบาลไม่ได้กู้เงินในครั้งเดียวทั้งหมด แต่จะทยอยกู้เงินตามความต้องการใช้ โดยประเมินว่าหากกู้เต็มวงเงินจะทำให้หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ย.2564 อยู่ที่ 58.56% ต่อจีดีพี ยังอยู่ภายใต้กรอบหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 60% ต่อจีดีพี โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะพิจารณาการกู้เงินอย่างระมัดระวัง โดยดูทั้งตลาดเงิน ตลาดตราสารหนี้ และการออกตราสารหนี้ในแต่ละช่วงให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติมากที่สุด โดยรัฐบาลจะต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2565
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 วงเงิน 1.7 แสนล้านบาทนั้น หลักๆ จะใช้เม็ดเงินเพื่อสนับสนุนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ต้องเพิ่มเติมเข้าไปจากงบประมาณ โดยจะเน้นไปที่โครงการบริหารจัดการน้ำในชุมชน โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ขนาดไม่ใหญ่ และโครงการลงทุนพื้นฐานอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการช่วยดูแลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กระตุ้นการบริโภคในประเทศระยะสั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการดูแลแบบพุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ Work form Home และการจำกัดการเดินทาง จำกัดพื้นที่ร้านอาหาร โดยขณะนี้กำลังพิจารณามาตรการหรือโครงการที่จะเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มนี้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางบางส่วนที่ยังเข้าไม่ถึงซอฟต์โลนของ ธปท. นอกจากนี้จะต้องมีการนำวงเงินเข้าไปช่วยรักษาระดับการจ้างงาน โดยเฉพาะในภาคเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบมาปีกว่า ทำให้การจ้างงานใหม่ยังมีข้อจำกัด ขณะที่กลุ่มนักศึกษาจบใหม่ต้องดูว่าจะมีโครงการอะไรเข้าไปช่วยเรื่องการจ้างงานเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมการเบิกจ่ายเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ปัจจุบันได้มีแผนการใช้จ่ายเงินครบถ้วนแล้ว โดยมีการเบิกจ่ายไปแล้ว 79.88% จากวงเงินที่มีการอนุมัติแล้วทั้งหมด 8.7 แสนล้านบาท ซึ่งมีการประเมินว่าหากมีการเบิกจ่ายวงเงินตามที่อนุมัติทั้งหมดแล้ว จะช่วยพยุงให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ ประมาณ 2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ภาพรวมแผนงานด้านสาธารณสุข วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันได้มีการอนุมัติวงเงินไปแล้ว 2.58 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 1.91 หมื่นล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างเสนอโครงการเพื่อใช้เงินสำหรับการจัดหาวัคซีน อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยารักษาโรคเพิ่มเติม ส่วนแผนงานด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงิน 2.7 แสนล้านบาท มีการอนุมัติวงเงินแล้ว 1.25 แสนล้านบาท ยังเหลือวงเงินอีก 1.44 แสนล้านบาท ก็จะใช้สำหรับดำเนินโครงการที่จะช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่ง และเพิ่มกำลังซื้อของกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จำนวน 4 โครงการ โดยคาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเห็นชอบในหลักการไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนแผนงานด้านการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 วงเงิน 6.8 แสนล้านบาท ขณะนี้มีการอนุมัติวงเงินไปแล้ว 6.66 แสนล้านบาท ซึ่งใช้ดำเนินโครงการเราไม่ทิ้งกัน แผนงานช่วยเหลือเกษตรกรและกลุ่มเปราะบางต่างๆ และโครงการเยียวยาประชาชนเพิ่มเติม ผ่านโครงการเราชนะและโครงการคนละครึ่ง เป็นต้น วงเงิน 2.1 แสนล้านบาท โดยมีประชาชนได้รับการเยียวยาช่วยเหลือกว่า 40 ล้านคน
คลังประเดิมกู้แสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.คาดว่าจะสามารถกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 5 แสนล้านบาท ก้อนแรกภายในสิ้นปี 2564 จำนวน 1 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2564-2565 ขยายตัวเฉลี่ยได้ไม่ต่ำกว่า 0.75% หรือช่วง 2 ปี ที่ 1.5% ทั้งนี้ สบน.จะทยอยกู้ตามความจำเป็น เช่นเดียวกันกับ พ.ร.ก.กู้ 1 ล้านล้านบาท และใช้เครื่องมือในการกู้ต่างกัน ในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลก็จะดูแลไม่ให้ล้นตลาด โดยยืนยันว่าการบริหารหนี้สาธารณะทำด้วยความรอบคอบ ในภาวะวิกฤติการกู้เงินเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดในการดูแลเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศดำเนินการอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทเป็นการตรากฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 172 และดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการทุกฉบับ ส่วนการปรับลดวงเงินกู้จาก 7 แสนล้านบาท เหลือ 5 แสนล้านบาท เนื่องจาก ครม.เห็นชอบกรอบไว้ที่ 7 แสนล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาตามความจำเป็นเห็นว่า 5 แสนล้านบาทเป็นตัวเลขที่เหมาะสม จึงกู้ 5 แสนล้านบาท ไม่ได้เกี่ยวกับว่ากังวลว่าจะก่อหนี้ทะลุ 60% ของจีดีพี&amp;quot; ผอ.สบน.ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภายในปีนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการวินัยการคลัง เพื่อพิจารณากรอบการก่อหนี้ที่กำหนดไว้ที่ 60% ต่อจีดีพี ซึ่งในปี 2564 ครบรอบ 3 ปี ที่จะต้องกลับมาทบทวน จะมาดูว่าจำเป็นต้องมีการขยายกรอบหรือไม่ ซึ่งต้องพิจารณาความต้องการใช้เงินของรัฐในระยะปานกลาง หากต้องการใช้เงินกู้ก็สามารถปรับได้ แต่หากเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะขยายตัว ก็อาจจะไม่ปรับก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า ได้มีการประสานไปยังนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภา ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ค. หลังจากพิจารณาร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 และ 2.พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาฯ พ.ศ.2564.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104167</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กระทรวงการคลัง, กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ, ทีมเศรษฐกิจ, ระบาดยืดเยื้อ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เข็นจีดีพี, เพดานหนี้ 60%, โควิด, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60ad1447bb656.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 11:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มีลุ้นอีก!บิ๊กตู่เรียกทีมเศรษฐกิจถกมาตรการเยียวยา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.2564 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้าปฏิบัติหน้าที่ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยได้รับการตรวจหาเชื้อโควิดแบบ Swab Test ตามวงรอบปกติ จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือถึงมาตรการที่กำลังจะพิจารณาช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด- 19 ระลอกที่สาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ในช่วงบ่าย เวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ มีกำหนดการตรวจจุดกระจายวัคซีน ที่เป็นความร่วมมือบริการระหว่าง กรุงเทพมหานคร - สภาหอการค้าไทย - โรงพยาบาลรามาธิบดี - ที่จุดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว จากนั้นเวลา 15.30 น. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือทวิภาคีทางโทรศัพท์กับ นาย ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ (H.E. Mr. Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102631</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีมเศรษฐกิจ, นายกรัฐมนตรีล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา, เยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_6092a8759d270.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุด‘ทีมเรามีเรา’ เร่งฟื้นฟูเยียวยา ชงเข้าครม.พุธนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ ถกทีมเศรษฐกิจช่วยผู้ได้รับผลกระทบโควิด -19 ระลอกใหม่ หลังรัฐยกระดับมาตรการเข้ม เร่งทีม ศก.ออกมาตรการฟื้นฟู-เยียวยาประชาชน เสนอเข้า ครม.พุธนี้ทันที ย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางรวมทั้งผู้มีรายได้น้อย พร้อมตั้ง &amp;quot;ทีมเรามีเรา&amp;rdquo;&amp;nbsp; ช่วยเหลือผู้พิการที่ติดเชื้อโควิดทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ อาทิ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายทศพร ศิริสัมพันธ์ ที่ปรึกษานายกฯ, นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย, นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เข้าร่วมหารือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เป็นการหารือถึงแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ และการพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ ลูกจ้าง และประชาชนที่ได้รับกระทบจากการยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 ของรัฐ เช่น จากคำสั่งปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ และสถานประกอบการอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของมาตรการด้านการเงิน ผ่านการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด และการออก พ.ร.ก.ด้านการเงินต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ รวมถึงมาตรการด้านภาษี ทั้งการลดภาษีและการขยายกำหนดเวลาต่างๆ อีกทั้งมาตรการด้านการคลังผ่านโครงการเยียวยา และมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อต่างๆ ซึ่งมีทั้งโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เช่น โครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-2 โครงการเพิ่มกำลังซื้อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการที่ยังดำเนินการอยู่ เช่น โครงการเราชนะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การระบาดของโรคโควิดในรอบล่าสุดนี้ ได้กระจายไปทั่วประเทศ และมีผลกระทบในวงกว้างกว่ารอบที่ผ่านมา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติม เพื่อดูแลและเยียวยาประชาชนอย่างเร่งด่วน และฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยจะพิจารณามาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที อาทิ มาตรการด้านการเงิน มาตรการด้านสินเชื่อ มาตรการพักชำระหนี้ รวมถึงมาตรการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน มาตรการการรักษาระดับการบริโภคภายในประเทศ และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุมเรื่องความจำเป็นที่ต้องพิจารณามาตรการที่จะออกมาใหม่ในรอบนี้ ด้วยความรวดเร็วและด้วยความรอบคอบ โดยมาตรการใดที่สามารถดำเนินการได้ทันที นายกฯ ได้ขอให้หน่วยงานต้นสังกัดนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในครั้งหน้า ที่จะมีการประชุมในวันพุธที่ 5 พ.ค.64 นี้ได้เลย&amp;quot; นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีห่วงใยประชาชนทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมให้ความช่วยเหลือ ดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม โดยทุกหน่วยงานทยอยออกมาตรการเพื่อดูแลประชาชนในส่วนการรับผิดชอบแล้ว และจะมีการออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษกฯ กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ออกตรวจตราราคาสินค้าและบริการ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาเอาเปรียบผู้บริโภค กำชับให้มีการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน และบางสินค้าหากจะมีการขึ้นราคา ต้องขออนุญาตที่กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่อนุญาตให้มีการปรับขึ้นราคาใดๆ ทั้งสิ้น กระทรวงพาณิชย์มีคำสั่งให้ควบคุมอัตราค่าบริการในส่วนของธุรกิจจัดส่งสินค้ามากเป็นพิเศษ เนื่องจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศใช้บริการสั่งสินค้า สั่งอาหารแบบส่งถึงบ้าน (Delivery) มากขึ้น จึงต้องกำกับดูแลอัตราค่าขนส่งเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับพี่น้องประชาชน เพื่อสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนทำงานที่บ้าน WFH และอยู่กับบ้าน เว้นระยะห่างทางสังคมเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ คนไร้ที่พึ่ง คนไร้บ้าน และผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด พร้อมตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้พิการที่ติดเชื้อโควิดเป็นการเฉพาะ ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด ภายใต้ &amp;ldquo;ทีมเรามีเรา&amp;rdquo; ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่ 1.มอนิเตอร์ ติดตามว่ามีคนพิการที่โพสต์/โทร.ขอความช่วยเหลือหรือไม่ คัดกรอง ประสานเครือข่ายเพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลทั้งโรงพยาบาลหรือ รพ.สนาม และประเมินและติดตามผลการช่วยเหลือ โดยผู้พิการสามารถโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือมายังสายด่วน 1300 ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ และสายด่วน 1479 ตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่พยายามดูแลผู้ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ส่วนมาตรการดูแลผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีมาตรการให้การช่วยเหลือออกมาเร็วๆ นี้&amp;quot; น.ส.รัชดากล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101665</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ทีมเรามีเรา, ทีมเศรษฐกิจ, ผลกระทบโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608ffdd3e8c44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2026 20:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ต่ออายุ‘เราชนะ’ ลุยแพ็กเกจเยียวยาอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราชนะเฮ!แจกเงิน 7&amp;nbsp;พัน เพิ่ม&amp;nbsp;2.4&amp;nbsp;ล้านคน ครม.อัดฉีดงบเข้าโครงการอีก&amp;nbsp;3,042&amp;nbsp;ล้านบาท ขยายเวลาถึงสิ้น มิ.ย. นายกฯ ถกด่วนทีมเศรษฐกิจ &amp;ldquo;สุพัฒนพงษ์&amp;rdquo; แย้มคลอดแพ็กเกจเยียวยาอีกรอบเดือน มิ.ย. ลุยคนละครึ่งเฟส 3 กดรับสิทธิ์ พ.ค. เตรียมไม้เด็ด จูงใจคนกระเป๋าหนัก คลายเงิน&amp;nbsp;6-7&amp;nbsp;แสนล้านออกมาใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เมษายน นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบเปลี่ยนแปลงโครงการเราชนะ ขยายกลุ่มเป้าหมายและกรอบวงเงิน จากกลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 31.1 ล้านคน กรอบวงเงินไม่เกิน 210,200 ล้านบาท เป็นกลุ่มเป้าหมายจำนวนประมาณ 33.5 ล้านคน กรอบวงเงินไม่เกิน 213,242 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,042 ล้านบาท และขยายระยะเวลาใช้จ่ายได้ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2564&amp;nbsp;จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินวันที่ 31 พฤษภาคม 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบแนวทางจัดการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลการทบทวนสิทธิ์ที่อาจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและการกำหนดกรอบระยะเวลารับเรื่องร้องเรียนกรณีดังกล่าว โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับแจ้งจากประชาชนภายในวันที่ 13 พ.ค.2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชายังแถลงด้วยว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติโครงการสร้างรายได้ด้วยแฟรนไชส์ฝ่าโควิด-19&amp;nbsp;ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ วงเงิน&amp;nbsp;68&amp;nbsp;ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน&amp;nbsp;8&amp;nbsp;เดือน (พ.ค.-ธ.ค.2564)&amp;nbsp;เพื่อช่วยเหลือและสร้างอาชีพแก่คนว่างงานและคนตกงาน กระตุ้นและฟื้นฟูธุรกิจแฟรนไชส์ และธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็ก โดยจะมีกิจกรรม เช่น จัดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพโรดโชว์ 2021&amp;nbsp;ในภูมิภาค รวม&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ครั้ง รวม 15&amp;nbsp;จังหวัด ประมาณเดือนละ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;จังหวัด เป้าหมาย&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ธุรกิจ โดยจะประสานงานการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์และสถาบันการเงินของรัฐและธนาคารพาณิชย์ที่มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจแฟรนไชส์ ได้มีเงินลงทุนเพื่อประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การดำเนินการของโครงการเราชนะ ณ วันที่&amp;nbsp;20&amp;nbsp;เม.ย.2564&amp;nbsp;พบว่า ประชาชนกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน&amp;nbsp;13.7&amp;nbsp;ล้านคน ได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;73,197&amp;nbsp;ล้านบาท และประชาชนกลุ่มที่อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในโครงการเราเที่ยวด้วยกันและคนละครึ่ง และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนทางเว็บไซต์&amp;nbsp;www.เราชนะ.com&amp;nbsp;ที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นและยืนยันการใช้สิทธิ์ร่วมโครงการเราชนะแล้ว จำนวน&amp;nbsp;16.8&amp;nbsp;ล้านคน และมีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ก.พ.2564&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;113,010&amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประชาชนกลุ่มผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษที่ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติแล้ว จำนวน&amp;nbsp;2.3&amp;nbsp;ล้านคน มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;เป็นต้นมา จำนวน&amp;nbsp;14,146&amp;nbsp;ล้านบาท ทำให้มีผู้ได้รับสิทธิ์ในโครงการเราชนะแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน&amp;nbsp;32.8&amp;nbsp;ล้านคน คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า&amp;nbsp;200,353&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านผู้ประกอบการร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีแอปพลิเคชันถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่งที่ตกลงยินยอมเข้าร่วมโครงการเราชนะ รวมถึงผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเราชนะ จำนวนทั้งสิ้นมากกว่า&amp;nbsp;1.3&amp;nbsp;ล้านกิจการ นอกจากนี้ ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตของประชาชนหรือผู้ประกอบการร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการเราชนะ โดยมีพฤติกรรมการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ เช่น การแลกวงเงินสิทธิ์เป็นเงินสด การขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น ซึ่งกระทรวงการคลังได้ประสานขอความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&amp;nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามและตรวจสอบ โดยหากพบว่ามีการกระทำผิดเงื่อนไขจริง จะระงับการใช้เครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือแอปพลิเคชันถุงเงิน ของร้านค้า และดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุม ครม.ว่า สำหรับมาตรการเยียวยาประชาชน จะประชุมหารือในเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติมกับฝ่ายเศรษฐกิจว่าเราจะสามารถใช้งบประมาณต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด และในโครงการใดบ้าง แต่โครงการที่ค้างอยู่ในขณะนี้โครงการเราชนะ ซึ่งคงทำต่อไปในขณะนี้ และในส่วนของมาตรา&amp;nbsp;33&amp;nbsp;โครงการอื่นที่จบไปแล้วจะพิจารณากันอีกครั้ง คงได้คำตอบในเร็ววันนี้ โดยต้องนึกถึงรัฐบาลเรามีงบประมาณอยู่แค่ไหนอย่างไร เราไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณ อย่างไรก็ต้องจัดหาให้จนได้ แต่จะหาด้วยวิธีไหนเท่านั้นเอง ว่าจะมีงบประมาณที่เพียงพอหรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า จากการแพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้กระทบเศรษฐกิจและมีคนตกงาน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรื่องคนตกงานรัฐบาลก็มีหลายมาตรการที่ออกไป ซึ่งต้องไม่ลืมว่ามาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้เป็นมาตรการที่ทำให้รักษาการจ้างงานไว้ให้ได้มากที่สุด และก็จะดูว่าจะทำอย่างไรกันอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ครม. นายกฯเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจเพื่อหามาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน,&amp;nbsp;นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าร่วมการประชุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายสุพัฒนพงษ์เปิดเผยภายหลังการหารือว่า พล.อ.ประยุทธ์เรียกทีมเศรษฐกิจหารือถึงมาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่สาม การเปิดประเทศ โดยมีภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง รวมถึงรายงานความคืบหน้าดึงดูดนักลงทุน ซึ่งมีผู้ลงทุนสนใจ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าการเปิดประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตยังเป็นไปตามกำหนดเดิม คือวันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ค.2564&amp;nbsp;ซึ่งความต้องการนักท่องเที่ยวยังมีความต้องการมาเที่ยวภูเก็ต เพราะยังอยู่ในเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนมาตรการกระตุ้นการลงทุนจะออกมาเป็นแพ็กเกจประมาณเดือน พ.ค. และจะเริ่มมาตรการได้ในเดือน มิ.ย. อาทิ คนละครึ่งเฟส 3 เราเที่ยวด้วยกัน โดยจะเป็นมาตรการเดิมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งให้กดยืนยันตัวตนรับสิทธิ์ได้ รวมถึงยังมีพระราชกำหนดกู้เงินสินเชื่อฟื้นฟูและพักทรัพย์พักหนี้ วงเงิน&amp;nbsp;3.5&amp;nbsp;แสนล้านบาท&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังจะมีมาตรการใหม่เพื่อสนับสนุนให้คนมีเงินออมที่มีอยู่&amp;nbsp;6-7&amp;nbsp;แสนล้านบาท ให้ออกมาใช้จ่าย อยู่ระหว่างกระทรวงการคลังคิดมาตรการ โดยมาตรการที่ออกมาไม่ต้องแข่ง ให้คนที่เคยรับสิทธิ์มาตรการของรัฐบาลอยู่แล้วกดรับสิทธิ์ยืนยัน คนมีเงินก็จะได้ใช้เงินให้เต็มที่ด้วย จะได้ไม่ต้องไปแย่งโครงการคนละครึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องงบประมาณมีเพียงพอประมาณ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แสนล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดการแพร่ระบาดจะมีรอบใหม่เกิดขึ้นอีกหรือไม่ แต่ถ้างบประมาณไม่พอ ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต้องเตรียมไว้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
ko888
jinda44
79mb
kogame
thvip
pgjoker
3kauto
jinda888
ktv888
va999</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100141</URL_LINK>
                <HASHTAG>!แจกเงิน 7 พัน, คนละครึ่งเฟส 3, ทีมเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัดฉีดงบเข้าโครงการ, เราชนะ, แพ็กเกจเยียวยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607ee904b1c50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สันติ&#039;การันตีปรับครม.ไม่รื้อทีมศก.ปัดข่าวเสียบเก้าอี้รมว.การคลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.2564 นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ แม้ว่าประชาชนและนักลงทุนจะรู้สึกอึดอัดไม่ทันใจกับการทำงานของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เพราะในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว สะท้อนจากภาพรวมการแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 และภาพรวมเศรษฐกิจของไทยที่ยังดีกว่าหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีไม่เพียงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไปไม่น้อยกว่ากัน นายกรัฐมนตรีเห็นว่าโควิด-19 เป็นต้นเหตุของปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเร่งควบคุมการแพร่ระบาดก่อน และตอนนี้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็เริ่มเข้ามาในไทยแล้ว ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมั่นมากขึ้น&amp;quot; นายสันติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสันติ กล่าวอีกว่า หลังจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ดีขึ้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะทำได้เร็วกว่าหลายประเทศ ซึ่งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้วางแผนไว้ล่วงหน้าไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาเรื่องการปล่อยกู้จาก พ.ร.ก.ซอฟท์โลน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย โดยการออก พ.ร.ก. แก้ พ.ร.ก. ดังกล่าว ปลดล็อกปัญหาต่าง ๆ ทั้งหมด ซึ่งยอมรับว่าการดำเนินการอาจไม่ทันใจผู้ประกอบการที่รออยู่ แต่ในภาวะเช่นนี้มันไม่มีอะไรทันใจใครไปได้หมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องของนักธุรกิจนักลงทุน ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเข้าใจดี แต่การอัดฉีดมาตรการหลายรูปแบบลงไป ต้องดูเวลาของการระบาดของโควิด-19 ด้วย ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทุกคนทำงานแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่มันก็อาจทำให้นักลงทุนอึดอัดกันบ้างในภาวะเช่นนี้ ให้อัดฉีดลงไปให้ผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก แต่กำลังซื้อยังไม่มี การอัดฉีดก็ไม่ได้ผล ช่วงนี้เป็นช่วงประคองเศรษฐกิจ ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเป็นไข้อยู่ จะให้กินยาบำรุงกำลังเท่าไร ก็ช่วยไม่ได้&amp;quot; นายสันติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายสันติ จะขึ้นเป็น รมว.การคลังนั้น นายสันติ ระบุว่า เป็นเพียงข่าวลือ ไม่เป็นความจริง อยู่อย่างนี้ดีที่สุดแล้ว และอยู่ตรงไหนก็ทำงานได้ และ รมว.การคลังคนปัจจุบันก็ดี ทำงานแข็งขัน มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ความสามารถ เห็นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมทำงานสนับสนุนการงานของ รมว.การคลัง คนปัจจุบันเต็มที่ ส่วนจะได้เป็น รมว.กระทรวงอื่นหรือไม่ ผมยังไม่ทราบแล้ว แต่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ&amp;quot; นายสันติ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94756</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซอฟท์โลน, ทีมเศรษฐกิจ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.), สันติ พร้อมพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603df64cc6564.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจก‘ม.33เรารักกัน’ บิ๊กตู่เคาะเยียวยา3.5-4.5พันบาท/เงินฝากเกิน5แสนแห้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มนุษย์เงินเดือนเฮ! &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ไฟเขียว &amp;quot;โครงการ ม.33 เรารักกัน&amp;quot; แจก 3.5-4.5 พันบาท เยียวยาผู้ประกันตน ยกเว้นคนมีเงินฝากเกิน 5 แสนบาท คาดจ่าย 9 ล้านคนในเดือน มี.ค. คลังพร้อมโอน &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; ล็อตแรก 5 ก.พ.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือ โดยมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ร่วมหารือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาภายหลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha&amp;quot; ถึงการประชุมรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจว่า เช้าวันนี้มีประชุมหารือใน 2 เรื่องสำคัญ เรื่องแรกคือ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ประกันสังคม ตนได้เห็นชอบในหลักการให้ช่วยเหลือผู้ประกันตนให้ครบทุกคน โดยจะเร่งนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็ว เรื่องที่ 2 เกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้กับนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ภายหลังวิกฤติโควิด และมาตรการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ จะเห็นได้ว่าเราพยายามอย่างหนักที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และขณะเดียวกันเราก็มุ่งมั่นที่จะมองไปข้างหน้าเพื่อวางทิศทางเศรษฐกิจหลังโควิด ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือทุกภาคส่วน ความพยายามของพวกเราทุกคนจะต้องประสบผลแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือแรงงานผู้ประกันตนมาตรา 33 &amp;quot;โครงการ ม.33 เรารักกัน&amp;quot; โดยนายกฯ อยากให้ครบทุกคนที่มีสิทธิดังกล่าว ส่วนเม็ดเงินจะได้คนละเท่าไหร่ และออกมาในรูปแบบไหนนั้น ต้องรอหารือในรายละเอียดอีกครั้ง แต่เบื้องต้นรูปแบบจะเป็นเหมือนโครงการเราชนะ โดยนำเงินเข้าแอปพลิเคชัน &amp;quot;เป๋าตัง&amp;quot; เพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย โดยยืนยันว่าคนในครอบครัวมาตรา 33 จะให้ทุกคน ซึ่งมีอยู่ประมาณกว่า 11 ล้านคน สำหรับเงื่อนไขผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ดังกล่าวนั้น นายกฯ ให้ความอนุเคราะห์ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ คือ คงเหลือเงื่อนไขเดียว คนที่มีเงินฝากเกิน 5 แสนบาท จะไม่ได้รับสิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นการใช้เงินเดือนต่อปีรวม 3 แสนบาทเป็นเกณฑ์นั้น ถ้านำประเด็นนี้มาเป็นเกณฑ์ คนที่ทำงานที่เดียวกันบางคนได้รับ แต่บางคนอาจไม่ได้ จึงอาจมีปัญหา และไม่เกิดความสามัคคีในที่ทำงาน จึงคิดกันว่าไม่เอาเกณฑ์เงินเดือนมาพิจารณา เพราะคนที่เงินเดือนสูงค่าใช้จ่ายก็อาจสูง และคนเงินเดือนน้อยค่าใช้จ่ายก็อาจน้อย ซึ่งนายกฯ เห็นด้วยในเหตุผล อย่างไรก็ตาม เงินในส่วนนี้เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ลำบาก ดังนั้นคนมีเงินฝาก 5 แสนบาทแล้ว อยากให้เห็นใจเสียสละก็แล้วกัน ไม่อยากให้มีการมองว่ามีเงินฝาก 5 แสนหรือ 1 ล้าน แล้วทำไมมาเอาตรงนี้อีก จึงขอหลักเกณฑ์นี้ไว้หลักเกณฑ์เดียว ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังอยากได้เกณฑ์เหมือนโครงการเราชนะ แต่ตนขอนายกฯให้ใช้เกณฑ์เงินฝากไม่นำเรื่องเงินเดือนมาพิจารณา ส่วนเม็ดเงินนั้นก็เป็นการใช้เม็ดเงินกู้ก้อนเดียวกับโครงการเราชนะ ไม่ใช่เงินประกันสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า โครงการดังกล่าวจะมีวงเงินต่อคนจำนวนเท่าไหร่ นายสุชาติกล่าวว่า เรื่องจำนวนเงินเดี๋ยวกลับไปทำตัวเลขอีกครั้ง แต่อยู่ประมาณ 3,500-4,500 บาท โดยจะเป็นการแบ่งจ่ายเป็นรายสัปดาห์ เช่นเดียวกับ &amp;quot;เราชนะ&amp;quot; โดยคาดว่าอาจให้ประมาณ 1,000 บาทต่อสัปดาห์ และคาดว่าโครงการจะเริ่มจ่ายเงินให้ผู้ประกันตนได้ภายในเดือน มี.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับเรื่องเงินชดเชยมาตรา 33 จะได้ข้อสรุปภายในวันศุกร์นี้ โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.เร็วสุดภายในสัปดาห์หน้า หากไม่ทันก็ถัดไปอีกสัปดาห์หนึ่ง แต่วันนี้ถือว่านายกฯ กดปุ่มอนุมัติทุกคนให้ทั้งหมด โดยขอเงินรัฐบาลมาช่วยในมาตรา 33 นี้ ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท โดยหลังจากนี้จะมีการกดปุ่มเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ ส่วนคนที่มีแอปฯ เป๋าตังอยู่แล้วก็ต้องลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อยืนยันสิทธิ์เช่นเดียวกัน โดยย้ำว่าผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องเข้าหลักเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ เป็นคนไทย, มีเงินฝากในบัญชีไม่เกิน 500,000 บาท และเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 33 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้รับสิทธิ์ที่เข้าเงื่อนไขนี้ประมาณ 9 ล้านคน&amp;quot; นายสุชาติระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายกฯ ฝากไปพิจารณาเรื่องเงินทุนชราภาพ ให้แก้ปัญหาให้เร็วที่สุด โดยทางออกมี 2 ทางในการแก้ปัญหาระยะยาวคือการแก้พระราชบัญญัติ ส่วนการแก้ปัญหาระยะสั้นกำลังหารือกฤษฎีกาตีความอยู่ว่าจะสามารถนำเงินมาลงทุนกับผู้ประกันตนได้หรือไม่ อย่างเช่นการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตนในอัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.แรงงานยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มนักร้องนักดนตรีที่เรียกร้องให้ชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นเงินสดว่า ตนเองเคยเป็นผู้ใช้แรงงาน บางครั้งมีเงินสดเอาไว้ใช้จ่ายในสิ่งที่ต้องใช้เงินสด เช่น ค่าเทอม ค่าเช่าบ้าน ส่วนการซื้อของกินของใช้ก็ใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตังแทน ซึ่งต้องรู้จักบริหารจัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นการตีกรอบการใช้เงินหรือไม่นั้น นายสุชาติกล่าวว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การเอาเงินออกมาเป็นแสนล้าน สิ่งหนึ่งที่จะกลับเข้ามาจะเป็นการฟูขึ้นของเศรษฐกิจ จะทำให้เกิดการหมุนเวียนในภาพใหญ่และฟื้นตัวโดยเร็ว ขอให้เชื่อมั่น เพราะ รมว.การคลังได้คิดมาแล้ว และย้ำว่าสิ่งที่นายกฯ คิดเพื่อช่วยเหลือแรงงาน นี่คือเจตนารมณ์ กระทรวงแรงงานเป็นผู้ช่วยสนับสนุนข้อมูลในการตัดสินใจ การใช้จ่ายชดเชยเป็นเงินสดเป็นไปได้ลำบาก หากใช้ผิดประเภทจะทำให้เจตนารมณ์สูญเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงการคลัง น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเริ่มโอนเงินในมาตรการเราชนะให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.8 ล้านคน รายละ 675 บาท และ 700 บาท ในวันที่ 5 ก.พ.นี้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. โดยผู้ได้สิทธิ์สามารถใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับร้านค้าที่ร่วมมาตรการได้ทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ก.พ.นี้ กลุ่มผู้ใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่เคยร่วมโครงการรัฐ เช่น คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน และไม่ต้องลงทะเบียนใหม่นั้น คลังจะประกาศผู้ได้สิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เช่นกัน หากผ่านการตรวจสอบได้สิทธิ์ คลังจะโอนเงินเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในวันที่ 18 ก.พ. โดยสัปดาห์แรกจะโอนให้ 2,000 บาท จากนั้นจะทยอยโอนสัปดาห์ละ 1,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธนาคารกรุงไทยอยู่ระหว่างคัดกรองผู้ได้สิทธิ์ที่ใช้แอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งคาดว่าจากจำนวน 16.8 ล้านคน จะถูกตัดออกไปพอสมควร เพราะไม่เข้าข่าย เช่น เป็นข้าราชการ เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งรายชื่อทั้งหมดจะแจ้งผ่านเว็บไซต์ w ww.เราชนะ.com ในวันที่ 5 ก.พ.นี้&amp;quot; น.ส.กุลยาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เราชนะ ตั้งแต่วันที่ 29 ม.ค.-12 ก.พ.2564 ล่าสุดมียอดผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 8 ล้านราย โดยกลุ่มนี้ จะสามารถตรวจสอบสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.นี้ หากผ่านคุณสมบัติ คลังจะโอนเงินในวันที่ 18 ก.พ. โดยสัปดาห์แรกจะโอนให้ 2,000 บาท จากนั้นจะทยอยโอนสัปดาห์ละ 1,000 บาท เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ คลังจะชี้แจงชัดเจนว่า ไม่ได้รับสิทธิ์จากสาเหตุอะไร เป็นเหตุที่โต้แย้งได้ยาก เช่น เป็นผู้มีเงินได้เกินเกณฑ์ ซึ่งจะใช้ข้อมูลจากกรมสรรพากรมายืนยันการยื่นแบบเสียภาษี เป็นผู้มีเงินฝากสูงกว่ากำหนด หรือเป็นผู้อยู่ประกันตนตามมาตรา 33 เป็นต้น แต่หากเห็นไม่ถูกต้อง ระบบจะมีการเปิดปุ่มให้แจ้งทบทวนสิทธิ์อีกครั้ง ในวันที่ 8 ก.พ.เช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวถึงการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประกันตนในโครงการ ม.33 เรารักกันว่า ยืนยันว่าหากจ่ายเงินเยียวยาในกลุ่มนี้แล้วก็ยังมีงบประมาณเพียงพอ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน จำนวน 30 คน รวมตัวยื่นหนังสือถึงนายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อทวงถามและเรียกร้องให้จ่ายเงินเยียวยาประชาชน 5,000 บาท แบบถ้วนหน้า เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่ได้เคยยื่นหนังสือถึงนายกฯ และ รมว.แรงงาน มาแล้วเมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเยียวยา 10 ข้อ อาทิ ขยายมาตรการชดเชยรายได้พื้นฐานให้กับประชาชนทุกคน ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป รวมถึงแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงขั้นตอนการเข้าถึงสิทธิ์ ได้รับเงินชดเชย กระจายรายได้ให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยมากกว่าร้านค้าสะดวกซื้อรายใหญ่ ยกเลิกหนี้กองทุน กยศ.และจะต้องอุดหนุนช่วยเหลือค่าเช่าสถานที่ที่ถูกสั่งงดกิจการจากมาตรการโควิด-19 โดยเฉพาะผับบาร์ เป็นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91928</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีมเศรษฐกิจ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ม. 33, มนุษย์เงินเดือน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เยียวยาผู้ประกันตน, เราชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210203/image_big_601ab0ec18367.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
