<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68326</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2020 16:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2020 16:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สพฐ.เผยผลการประเมินการเรียนออนไลน์ เด็กเข้าใจเนื้อหาผ่านทีวีดิจิทัลเพียง 65% และมีความสุข 56%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.63 - นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ประชุมได้รายงานผลการประเมินเพื่อตรวจสอบความพร้อมการเรียนการสอนผ่านโทรทัศน์ดิจิทัลและระบบออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ระหว่างวันที่ 18 -28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทดสอบระบบการเรียนผ่านทีวีและระบบออนไลน์รอบแรก ซึ่งได้วางแผนการดำเนินการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ นักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้ปกครองนักเรียน รวม 17,916 คน ใน 15 ประเด็น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ สำหรับใช้ในการเรียนการสอนทางไกล เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เป็นต้น พบว่ามี ร้อยละ 94 2.มีคู่มือใบงาน ใบกิจกรรม แบบฝึกหัดสำหรับการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ &amp;nbsp;88 3.มีการแนะนำและสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์และการเข้าถึงช่องทางในการจัดการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 91 4.มีช่องทางในการใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนทางไกล เช่น สัญญาณอินเตอร์เน็ต ร้อย 93 5.มีครูตรวจเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ร้อยละ 69 6.มีครูส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 96 7.ผู้ปกครองสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของนักเรียน ร้อยละ 86 8.มีตารางเรียนหรือตารางสอนเพื่อการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 97 9.ครูบันทึกข้อมูลการเรียนการสอนและรายงานผลให้นักเรียนและผู้ปกครองทราบ ร้อยละ 88 10.ครูทบทวนบทเรียนสอนเสริมหากนักเรียนมีข้อสงสัยหรือปัญหาที่เกิดจากการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 83&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอำนาจ กล่าวต่อว่า ส่วน 11.นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนผ่านระบบทีวีดิจิทัล ร้อยละ 65 12.นักเรียนมีความสนใจและกระตือรือร้นในการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 67 13.นักเรียนมีความสุขที่ได้เรียนรู้จากการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 56 14.ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจสถานการณ์และให้ความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 90 และ 15.มีความพึงพอใจโดยภาพรวมกับการเรียนการสอนทางไกล ร้อยละ 67 อย่างไรก็ตาม การประเมินผลทอสอบระบบดังกล่าวรอบแรกทำให้เราพบปัญหาและอุปสรรค เพื่อนำไปสู่การแก้ไขระบบให้มีประสิทธิภาพต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68326</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฐ., #โควิด-19, ทีวีดิจิตอล, ประเมินผลเรียนออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e68a22815a47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2019 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2019 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วีระ ร่ายยาว บอก &#039;ประยุทธ์ทำเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่ายุคทักษิณ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 เมษายน 2562 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชัน โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ Veera Somkwamkid &amp;nbsp;โดยตั้งหัวข้อว่า &amp;#39;ประยุทธ์ทำเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่ายุคทักษิณ&amp;#39;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเนื้อหาของโพสต์ ระบุว่า &amp;nbsp;นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ก่อนวันหยุดยาวถึงวันที่ 16 เม.ย. 62 เป็นการใช้อำนาจหลังการเลือกตั้ง ซึ่งในอนาคตหากเกิดความเสียหายอะไรขึ้นมา จะไปเอาผิดเอาโทษกับประยุทธ์ไม่ได้ ถือเป็นการใช้อำนาจที่มัดมือชกคนทั้งชาติ กรณีการเอาผลประโยชน์โดยมิชอบไปเอื้อให้กับนายทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ไม่สมควรใช้อำนาจตามมาตรา 44 กับกรณีเหล่านี้แต่อย่างใด ควรให้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ที่สำคัญให้ตัวแทนประชาชนเป็นผู้ร่วมพิจารณาตัดสินใจ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาตินับหมื่นล้าน ใช้อำนาจตัดสินใจโดยคนๆเดียว ทำอย่างรีบเร่งหมกเม็ด ไม่มีความโปร่งใส ที่สำคัญการกระทำในครั้งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ให้คู่สัญญากับรัฐในอนาคตนำมาอ้างเพื่อขอให้รัฐช่วยเหลือชดเชยให้เขาหากเขาทำธุรกิจเจ๊งเอง จะเกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมขึ้นอย่างแน่นอน ใช้จังหวะชุลมุนช่วงสงกรานต์ เอื้อประโยชน์โดยมิชอบให้กับกลุ่มทุนมือถือ อ้างว่าเพื่อช่วยTV digital ที่ขาดทุน แต่กลับเอื้อประโยชน์โดยมิชอบให้กับบริษัทมือถืออย่างเกินความจำเป็นและอย่างไม่สมควรอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถมประเคน 5G ให้แบบไม่ต้องประมูลอีกในอนาคต ทั้งที่ธุรกิจมือถือยังไม่ได้ขาดทุนแต่อย่างใดเลย การขยายเวลาชำระหนี้ให้รัฐแล้วยังใจดีไม่คิดดอกเบี้ยเสียอีก เลือกปฏิบัติเช่นนี้ทำให้ธุรกิจอื่นๆไม่ได้รับความเป็นธรรม รัฐบาลได้ทำลายความเป็นธรรมในสังคมลงด้วยตัวของรัฐเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวของประยุทธ์ ทำให้รัฐและประชาชนต้องสูญเสียเงินนับหมื่นล้านบาทที่ควรได้ และปัญหาความไม่เป็นธรรมที่จะตามมาอีกมากมายในอนาคต ทั้งหมดนี้ต้องไปฟัง มุมมอง ดร.สมเกียรติ ประธาน TDRI (ตามลิ๊งค์ข่าวข้างล่างนี้) ที่พูดเกี่ยวกับกรณีนี้อย่างชัดเจนตรงไปตรงมา แล้วท่านจะเข้าใจเองว่า ความเสียหายที่ประยุทธ์ทำในวันนี้ เลวร้ายมากกว่าที่ทักษิณทำในอดีตเพียงใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33601</URL_LINK>
                <HASHTAG>TV digital, ทีวีดิจิตอล, ประยุทธ์ทำเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่ายุคทักษิณ, ม.44, วีระ สมความคิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180503/image_big_5aeafb210ada6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2018 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2018 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายทิพย์ นำทัพ &#039;เช้นจ์2561&#039; ลุยธุรกิจผลิตรายการ-คอนเสิร์ต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส. สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เช้นจ์2561 จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตคอนเทนต์และการจัดคอนเสิร์ต เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ดำเนินงานมาประมาณ 6 เดือน ก็มีแผนว่าในปี 2562 จะรุกหนักธุรกิจให้มากขึ้นผ่าน 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มละครและซีรีย์ 2.กลุ่มรายการโทรทัศน์ 3.กลุ่มโชว์บิซ 4.กลุ่มออนกราวด์ และ 5.กลุ่มออนไลน์คอนเทนต์ โดยปัจจุบันรายได้หลักมาจากการผลิตละครและซีรีย์ 50% โชว์บิซ 25% ส่วนอีกประมาณ 15% เป็นออนแอร์ และออนไลน์กับอื่นๆ รวมกันอีก 10%

&amp;nbsp; สำหรับในปี 2562 บริษัทจะผลิตละครและซีรีย์ให้กับสถานีโทรทัศน์จำนวน 4 ช่อง ได้แก่ ช่อง GMM25 จำนวน 5 เรื่อง ช่องONE31 จำนวน 1 เรื่อง ช่องPPTVจำนวน 3 เรื่อง และช่องAMARIN จำนวน 2 เรื่อง จะเห็นได้ว่าบริษัทมีโอกาสขยายงานไปสู่สถานีโทรทัศน์ที่นอกจากในเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่มากขึ้น โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยกับหลายพาร์ทเนอร์ ที่อยากจะร่วมงานด้วยกัน

&amp;nbsp; ส่วนการจัดคอนเสิร์ตในปีหน้าจะมีด้วยกัน 4 คอนเสิร์ตใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสี่แยกปากหวานคอนเสิร์ต ตอน 2562 สี่แยกครองเมือง , เดอะ เรียล ณเดชน์ คอนเสิร์ต , เจ อะดรีนาลีนคอนเสิร์ต และดิ เอ็มไพร์ ออฟ ปองศักดิ์ โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม พฤษภาคม สิงหาคม และตุลาคม ตามลำดับ โดยคอนเทนต์ที่ออกอากาศผ่านช่องทางออนไลน์ ที่อยู่ในเฟสบุ๊คแฟนเพจ อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และยูทูบ ชาแนล

นอกเหนือจากการผลิตคอนเทนต์ในช่องทางต่างๆ และการจัดคอนเสิร์ตแล้ว บริษัทยังมีกิจกรรมออนกราวด์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะพี่อ้อย พี่ฉอด ออนทัวร์ ที่ได้ดำเนินการมาได้ประมาณ 2 เดือน โดยเป็นการลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของความรักกับนักเรียนนักศึกษา

&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตอนนี้บริษัทสามารถทำงานได้กับทุกแฟลตฟอร์ม เดิมทีจะป้อนให้กับGMM25 และช่องในเครือเท่านั้น ครึ่งปีแรกที่ผ่านมาถือเป็นการเตรียมงานสำหรับปี 2562 ที่จะมีการผลิตคอนเทนต์อย่างเข้มข้นมากขึ้น และน่าจะมีรายได้ 600 ล้านบาทสิ้นปี 2562&amp;rdquo; น.ส. สายทิพย์ กล่าว

&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24572</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนเสิร์ต, ฉอด สายทิพย์, ทีวีดิจิตอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181219/image_big_5c199fd38175e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 10:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>2ปีไม่พอ ไทยรัฐทีวี ขอคสช.อุ้มค่าเช่าโครงข่ายตลอดอายุสัมปทาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปภาพจากเว็บ&amp;nbsp;www.thairath.co.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยรัฐทีวี วอนรัฐช่วยเหลือค่ามักซ์ ขยายเวลาจ่ายค่าไลเซนส์ออกไปชนอายุสัญญาสัมปทาน พร้อมชูจุดยืนการเป็นช่องข่าว ระบุไม่เน้นปรับผังรายการถี่ หวั่นผู้ชมจำไม่ได้ มั่นใจสิ้นปีดันรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชร วัชรพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ไทยรัฐทีวี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในเรื่องของการขยายระยะเวลาจ่ายค่าใบอนุญาต โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจ่ายค่าโครงข่าย 50% ถือเป็นเรื่องที่ดี &amp;nbsp;แต่ส่วนตัวมองว่าหากจะให้ดีกว่านี้อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือค่าโครงข่ายออกไปจนครบระยะเวลาสัมปทาน เช่นเดียวกับการจ่ายค่าใช้อนุญาต ด้วยการนำเงินก้อนที่เหลือมาหารกับจำนวนปีที่เหลือมาเฉลี่ยจ่ายจนครบระยะเวลาสัมปทาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจปี 2561 นี้ ยังให้ความสำคัญกับผังรายการเดิม ซึ่งจะเน้นกลุ่มรายการข่าวประมาณ &amp;nbsp;55-60% วารไตี้ 25% และกีฬา 15% เนื่องจากต้องการให้ผู้ชมจำผังรายการของช่องได้ หลังจากปัจจุบันหลายช่องหันมาปรับผังรายการค่อนข้างบ่อย ทำให้ผู้ชมเกิดความสับสน ส่วนช่วงไตรมาส 3 มีแผนที่จะนำรายการใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งจำนวน 1 รายการ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมอีกด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;รายการข่าวยังคงเป็นคอนเทนต์หลักของช่องไทยรัฐทีวี เนื่องจากเรามีความแข็งแกร่งในคอนเทนต์ดังกล่าว เห็นได้จากเรตติ้งที่อยู่ในอันดับ 5 ไม่นับรวมช่องทีวีเดิม ขณะเดียวกันหากมองในด้านของเว็บไซต์ข่าว ปัจจุบันก็ขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดแทนเว็บไซต์ข่าวสดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา&amp;quot; นายวัชรกล่าว
นอกจากนี้ &amp;nbsp;ยังมีแผนที่จะให้ความสำคัญกับการทำตลาดในรูปแบบออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจสื่อออนไลน์มากขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ทัน ด้วยการพัฒนาสื่อออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ให้ตรงกับความสนใจของผู้บริโภค ซึ่งหลังจากดำเนินธุรกิจตามแผนงานดังกล่าวคาดว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ยังไม่มีกำลังในการดำเนินธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของทีวีดิจิตอลในครึ่งปีหลังนี้ ยังคงมีการแข่งขันกันรุนแรง ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาก็ยังอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่กลับมาฟื้นตัวตามปกติ ดังนั้น จึงอยากจะให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากผู้ประกอบการจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่พร้อมจะเข้ามา Disruption ธุรกิจทีวีอีก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11564</URL_LINK>
                <HASHTAG>MUX, คสช., ค่าเช่าโครงข่าย, ทีวีดิจิตอล, วัชร วัชรพล, ไทยรัฐทีวี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180618/image_big_5b27230cdeb93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2018 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2018 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังห่วงรายได้วูบ หลังทีวีดิจิทัล-ค่ายมือถือตีมึนจ่ายค่าประมูล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังห่วงรายได้วูบ หลังทีวีดิจิตอล-ค่ายมือถือยังตีมึน พร้อมล็อบบี้ คสช. ขอยืดจ่ายค่าสัมปทาน ลุ้นประมูลคลื่นรอบใหม่ปีนี้ จะได้รายได้ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14&amp;nbsp;เม.ย. 61-นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การเก็บรายได้ของรัฐบาลครึ่งแรกปีงบประมาณ 2561 ภาพรวมพอไปได้ แต่ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องการจ่ายเงินประมูลทีวิดิจิตอลที่จะไม่ยอมจ่ายจะกระทบกับการเก็บรายได้ปีนี้ ขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคม อย่างบมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส &amp;nbsp;(เอไอเอส) และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (ทรู) &amp;nbsp;ก็จะขอขยายเวลาการจ่ายเงินค่าประมูลคลื่นออกไปจะกระทบกับการเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2563 ที่ต้องจ่าย 6 หมื่นล้านบาท แต่จะขอยืดระยะเวลาการผ่อนชำระเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่กล้าเข้ามาช่วย เพราะมีนักวิชาการออกมาวิจารณ์ว่า การประมูลทีวีดิจิตอล&amp;nbsp;และคลื่นโทรศัพท์มือถือ มาจากการแข่งประมูลเข้ามาว่าจะจ่ายให้รัฐบาลสูง ทำให้คู่แข่งแพ้และตกไป พอประมูลได้และมาขอเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายถือว่าเป็นการเอาเปรียบคู่แข่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ต่อไประบบการประมูลของรัฐบาลจะพัง หากมีการยืดหนี้ให้ทีวีดิจิตอล&amp;nbsp;และมือถือ กระทบกับรายได้ของรัฐบาล ซึ่งตอนนี้คาดว่า คสช. รู้แล้วว่าการยืดหนี้เป็นเรื่องที่กระทบกับความยุติธรรมทางธุรกิจและรายได้ของประเทศ จึงถอยห่างไม่เข้ามาช่วยเหมือนที่มีข่าวก่อนหน้านี้&amp;quot; นายสุวิชญ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิชญ กล่าวอีกว่า ตอนนี้กระทรวงการคลังรอเงินการประมูลคลื่นโทรศัพท์ของบริษัท ดีแทค ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานปีนี้ และ กสทช. ต้องเปิดประมูลคลื่นใหม่ คาดว่าบริษัทดีแทคจะประมูลเพื่อรักษาคลื่นไว้ให้ได้ เพื่อที่จะประกอบธุรกิจได้ต่อไป&amp;nbsp;ซึ่งตอนนี้ สศค. ทำหนังสือไปถึง กสทช. ให้เร่งประมูลคลื่นนี้ เพราะกระทรวงการคลังต้องการเงินมาเป็นรายได้ของรัฐบาลในปีนี้ คาดว่าการประมูลคลื่นจะมีมูลค่าถึง 6 หมื่นล้านบาท เท่ากับการประมูลคลื่นก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการเก็บรายได้รัฐบาลล่าสุด 5 เดือนของปีงบประมาณ 2561 จัดเก็บได้ 9.08 แสนล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3.94 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการนำส่งรายได้ของวิสากิจสูงกว่าเป้าหมาย 1.48 หมื่นล้านบาท และหน่วยงานอื่นสูงกว่าเป้าหมาย 1.48 หมื่นล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ส่วนหนึ่งเป็นรายได้จากค่าประมูลทีวีดิจิทัล และบริษัทมือถือ ส่วนการเก็บภาษีของกรมภาษียังต่ำกว่าเป้าหมายยัง 2,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิต 3,000 ล้านบาท และกรมศุลกากร 1,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7079</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, คสช., ค่ายมือถือ, ทรู, ทีวีดิจิตอล, รายได้รัฐบาล, สศค., สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, สุวิชญ โรจนวานิช, เอไอเอส, เอไอเอส-ทรู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180214/image_big_5a8429e9ae20b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 17:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลคสช.ดิ้นใช้ม.44ช่วย&#039;AIS -TRUE&#039; ส่วนทีวีดิจิทัลเคาะในสัปดาห์นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.61- พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มีการพูดคุยเรื่องแก้ไขปัญหาทีวีดิจิทัลและแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เบื้องต้นที่ประชุมคสช.ได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว คาดว่าจะสามารถออกเป็นมาตรา 44 ได้ภายในสัปดาห์นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้นโยบายว่า เรื่องใดที่สามารถออกเป็นมาตรา 44 ที่จะช่วยจัดการปัญหาได้ ก็ต้องออกมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องทีวีดิจิทัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องค่ายโทรศัพท์มือถือนั้น ยังไม่พิจารณาออกมาตรา 44 &amp;nbsp;นายกฯให้ดูใน 2 มิติ คือ ต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการในระดับหนึ่ง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ เพราะวงเงินค่อนข้างสูงอาจจะทำให้กระทบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐต้องไม่เสียผลประโยชน์ หรือกระทบกับสิ่งที่รัฐต้องได้รับ ส่วนแนวทางในการช่วยเหลือนั้น ตนไม่ทราบว่าในคำสั่งมาตรา 44 จะมีรายละเอียดตามที่เสนอพักชำระมาเท่านั้นหรือไม่ ที่เสนอมายังมีเรื่องยืดอายุด้วย ที่ประชุมคสช.ได้ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯไปเรียบเรียงการออกคำสั่งตามมาตรา 44 แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับการออกมาตรา 44 เพื่อให้กรมประชาสัมพันธ์หาโฆษณาเองได้นั้น ที่ประชุมคสช.รับทราบแล้ว และคาดว่าจะออกมาตรา 44 มาพร้อมกับกรณีเรื่องทีวีดิจิทัล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6854</URL_LINK>
                <HASHTAG>2 มิติ, ช่วยผู้ประกอบการ, ทีวีดิจิตอล, บิ๊กตู่, พล.ท.สรรเสริญ  แก้วกำเนิด, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ม.44, รัฐไม่เสียประดยชน์, อุ้มค่ายมือถือ, ไก่อู</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac6f0608d04a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6446</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 13:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ติ่ง&#039;ตอก&#039;กสทช.&#039;นำเรื่องเสี่ยงคุกยัดมือบิ๊กตู่  เตือนพัง!มาตรา44อุ้มเศรษฐี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 &amp;nbsp;เม.ย. 61 - นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า จากความพยายามของฝ่ายกฎหมายรัฐบาล และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หาช่องทางใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ยืดจ่ายค่างวดคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ 5 ปี ของบริษัทโทรคมนาคม 2 รายนั้น &amp;nbsp; ไม่เพียงจะเป็นการอุ้มเอกชน หรือ เศรษฐีซึ่งเป็นบริษัทที่รับสัมปทาน และเก็บประโยชน์จากประชาชน หรือผู้ใช้บริการไปแล้วเท่านั้น แต่เอกชนรายหนึ่งนั้นยังเป็นบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นเป็นเจ้ากิจการด้วย เหตุใดฝ่ายกฎหมายที่ชงเรื่องคือทั้งนักกฎหมายใกล้ตัวนายกรัฐมนตรี กับ ทีม กสทช. จึงนำสิ่งที่ตัวเองบริหารจัดการผิดพลาดและเป็นเรื่องเสี่ยงคุกตารางมายัดใส่มือนายกรัฐมนตรี และ คณะ คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำธุรกิจมีความเสี่ยงดังนั้นความเสี่ยงจึงควรเป็นภาระของบริษัทเอกชนเองไม่ใช่ภาระหน้าที่ของราชการ ซึ่งถ้าใช้หลักเกณฑ์นี้ทำไมไม่ใช้มาตรา44 เยียวยาให้กับความเสี่ยงของชาวนา เกษตรกร ที่ปลูกยาง ปาล์ม ปลูกข้าว ปลูกมันบ้าง ดังนั้นหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องอย่าเอาแต่ชงเรื่องช่วยเหลือคนรวยไม่ช่วยคนจน ถ้า คสช. กับรัฐบาลนี้อยากจะพังเร็วก็เอามาใช้เลย&amp;quot; นางมัลลิกา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เธอ กล่าวว่าหน้าที่รัฐบาลคือ ตามเอาค่าเสียหายคืนไม่ใช่อุ้มซ้ำ &amp;nbsp;วันนี้ความเสียหายของรัฐในคดีโทรคมนาคม ซึ่งส่วนราชการใส่เกียร์ว่างไม่ยอมปฏิบัติงานทวงคืนเงินแผ่นดิน ผลประโยชน์แผ่นดิน โดยเฉพาะเรื่องของวงจรดาวเทียมของประเทศไทย ซึ่งศาลมีคำพิพากษา เมื่อกุมภาพันธ์ 2553 ว่ามีการทุจริตจริงและบริษัททีโอที กับ กระทรวงดิจิตอลฯ ต้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทไทยคม และต้องยิงดาวเทียมขึ้นไปทดแทนตามสัญญา ซึ่งยังไม่ได้ทำและกำลังมีกระบวนการโมเมว่าสิทธิ์ในการใช้วงจรดาวเทียมนั้น รำพึงว่าจะให้เอกชนดูแล ซึ่งสิทธิ์นี้เป็นสิทธิ์ของประเทศชาติไม่ใช่ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการต่อมา คดีความเสียหายจากการอนุมัติเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานมือถือ ที่ศาลระบุว่าผู้บริหารต้องชดใช้ครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งนั้นเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัททีโอที เรื่องนี้เป็นคำพิพากษาศาลชัดเจนต้องมีผู้รับผิดชอบความเสียหายนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้หายไปเฉยๆ เงินหลายหมื่นล้านบาทควรทวงกลับมาช่วยสร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล ซ่อมถนนหนทางให้คนจนได้ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เพราะว่าคำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2553 ระบุให้บริษัทเอกชนนั้นต้องเยียวยาค่าเสียหายให้รัฐรวมทั้งสถานะของวงจรดาวเทียมของประเทศไทยยังเป็นของประเทศชาติไม่ใช่ของเอกชนอย่าปล่อยให้เอกชนมาฮุบเพราะความรู้เท่าไม่ทันหรือเพราะสิ่งใด และดาวเทียมที่จะต้องเอามาทดแทนยังไม่ได้ยิงขึ้นไปตามสัญญา ทั้งสองเรื่องนี้ขอให้รัฐบาลรีบแก้ไขโดยด่วน ประชาชนไม่อยากเห็นกระบวนการ &amp;quot;อภินิหารกฎหมาย&amp;quot; และพฤติกรรม &amp;quot;เหาะเกินลงกา&amp;quot; เกิดขึ้นในประเทศซ้ำซาก&amp;quot;นางมัลลิกา ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6446</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ติ่ง มัลลิกา, ทีวีดิจิตอล, บิ๊กตู่, ปชป., มาตรา44</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac472d0b5b63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
