<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2020 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2020 06:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TOT เดินหน้า Space IDCและSpace Digital Platform หนุนธุรกิจยุค 5 G</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทีโอที พร้อมรุกบริการคลาวด์บนอวกาศนำร่องยิงอุปกรณ์ดาต้าเซ็นเตอร์ทดสอบสภาพความแข็งแรงและการทำงานบนสภาพอวกาศ รับเทคโนโลยีดาวเทียมวงโคจรต่ำ หลังจรวด Blue Origin นำ TOT Data Center Payload ซึ่งเป็นชุดการทดลองของทีโอที ร่วมกับมิว สเปซ โดยอุปกรณ์ทดลองดังกล่าวเป็น Server Payload ที่ประกอบไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;-Web Server&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- IoT (Internet of Things)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นำขึ้นสู่ห้วงอวกาศสำเร็จ เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2563 เวลา 20.35 น.ที่ผ่านมา โดยหลังจากนี้จะมีการนำข้อมูลมาใช้วิจัยสำหรับการพัฒนาดาวเทียมสื่อสาร LEO ในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ประโยชน์ของดาวเทียมวงโคจรต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ เครือข่าย เครือข่าย 5G มีใช้งานได้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสื่อสารครอบคลุมทุกพื้นที่ห่างไกล มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประชาชนทุกคน เข้าถึงการศึกษา ความรู้ อาชีพ และโอกาสต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยกระดับเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารของไทยให้ทัดเทียมประเทศอื่นๆ ในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- สร้างความเข้มแข็งทางด้านธุรกิจดาวเทียม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- สร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดาวเทียมและอวกาศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- พัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมดาวเทียมและอวกาศในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- การทดสอบการให้บริการ Space IDC/Platform และการสื่อสารระหว่างดาวเทียม Intersatellite Link โดยใช้เทคโนโลยี Space Laser &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;- เตรียมพร้อมเป็นผู้ให้บริการเกตเวย์กับโครงข่ายดาวเทียม LEO ด้วยการขยายจำนวนเกตเวย์ภาคพื้นดินเพิ่มเติม เพื่อรองรับการใช้งาน Multi-Orbit Satellite และ LEO Satelliteในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81919</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีโอที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201027/image_big_5f97a25de29b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีโอทีเร่งปรับตัวหลังคาดรายได้ปี63ติดลบ10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2563 นายมรกต เธียรมนตรี รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงาน 8 เดือน ช่วงเดือน มกราคม - &amp;nbsp;สิงหาคม 2563 &amp;nbsp;มีรายได้จากการดำเนินงาน 10,159 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,500 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) &amp;nbsp;จำนวน 4,774 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34% หรือ 2,453 ล้านบาท &amp;nbsp;และยังคงขาดทุน 212 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,176 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามผลการดำเนินงานที่ลดลง มีปัจจัยมาจากการลดลงของรายได้ ทั้งในส่วนของรายได้ที่ ทีโอที ดำเนินการเอง และรายได้จากพันธมิตร โดยรายได้จากการให้บริการ ทีโอที ปรับลดลงราว &amp;nbsp;14% หรือ &amp;nbsp;2,142 ล้านบาท &amp;nbsp;รายได้สำคัญที่ลดลงมาจากรายได้การให้บริการโทรศัพท์ประจำที่และรายได้จากกแผนงานภาครัฐ รวมไปถึงจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อลูกค้าทีโอที ไม่ว่าจะเป็นการลดขนาดองค์กร การลดต้นทุน &amp;nbsp;ส่งผลให้รายได้ทีโอที ลดลง
ขณะเดียวกันรายได้จากพันธมิตร 16,000 ล้านบาท ลดลง 787 ล้านบาท โดยมาจากรายได้จากค่าเช่าอุปกรณ์ลดลง 1,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN ยุติการเช่าอุปกรณ์ 2G ตั้งแต่ 1 กรกฏาคม 2562 โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ ทีโอที จะมีรายได้รวมติดลบกว่า 10% จากรายได้ที่ตั้งไว้กว่า 50,000 ล้านบาท ทำให้ ทีโอที ต้องหันมาควบคุมค่าใช้จ่าย และเร่งสร้างรายได้เพื่อทดแทนส่วนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปลี่ยนกลยุทธ์โดยการเปลี่ยนคู่แข่งให้เป็นคู่ค้าพันธิมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อเราเข้ามาทำหน้าที่กรรการผู้จัดการใหญ่แล้ว ก็ต้องทำให้ดี ผมอยู่ทีโอทีมานานรู้ปัญหาและหาโอกาสที่ทำให้ทีโอที เกิดธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเพื่อจะทำให้ทีโอที อยู่รอดได้หลังจากนี้ แม้จะเข้าสู่การควบรวมเป็น บริษัท NT ก็ตามต่อไปทีโอทีจะเป็นเน็ตเวิรค์โพร์ไวเดอร์ ให้เอกชนเช่า ลดการลดทุนซ้ำซ้อน ให้เค้ามาใช้ลาสไม ส่วนธุรกิจดาวเทียม แม้ทีโอที จะไม่เคยทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้นโยบายสำคัญและทิศทางในการขับเคลื่อนองค์กร โดยทีโอที จะรักษาความเข้มแข็งของธุรกิจ นำสินทรัพย์ที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ท่อร้อยสาย และการให้บริการโครงข่ายแบบ Neutral Last mile และหาธุรกิจใหม่ ในการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศ โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2563 ที่ผ่านมา ทีโอทีได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท มิวสเปซ แอนด์ แอดวานซ์เทคโนโลยี จำกัด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ในการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ โดยเบื้องต้นมีขอบเขตการศึกษาและวิจัยความเป็นไปได้และโอกาสทางธุรกิจในการให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในวันที่ 23 กันยายน 2563 เตรียมยิงจรวดนิวเชฟเพริต ที่ทีโอทีดําเนินการร่วมกับมิวสเปซ &amp;nbsp;ด้วยการส่งอุปกรณ์จําลองที่สามารถทํางานบน Space Environment โดยทีโอทีได้สร้าง Server Payload ประกอบด้วย Web Server, IoT Platform และ Big Data Device เพื่อการส่งอุปกรณ์ขึ้นไปทดสอบกับ Blue Origin จรวดของบริษัทในเครืออเมซอน ซึ่งได้ผ่านการทดสอบแล้วทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78094</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทีโอที, มรกต เธียรมนตรี, รายได้รวมปี 2563</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200921/image_big_5f681a9b9520c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2020 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 20:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีโอที ชวนคนไทยทั่วประเทศแสดงพลังฮีโร่ บริจาคเลือด กู้วิกฤติเลือดสำรองขาดแคลน ที่สภากาชาดไทย รับ หน้ากากอนามัย &quot; Blood Hero&quot; วันนี้ – 31 ต.ค. 63 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยอดพจน์ วงศ์รักมิตร กรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CG&amp;amp;CSR)&amp;nbsp; ในฐานะกรรมการจัดหาและส่งเสริมโลหิต สภากาชาดไทย เชิญชวนประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; ผู้ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน รวมไปถึง ผู้บริหารและพนักงาน ทีโอที ทุกคน ร่วมบริจาคเพิ่มโลหิต เพิ่มชีวิต ฝ่าวิกฤติเลือดสำรองขาดแคลนจากสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่วันนี้ - 31 ตุลาคม&amp;nbsp; 2563 จะได้หน้ากากอนามัยพิเศษอย่างดี &amp;quot; Blood Hero&amp;quot; สำหรับแจกฮีโร่ ผู้บริจาค จำนวนกว่า 400,000 ชิ้น ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;






&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75478</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวนบริจาคเลือด, ทีโอที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f44844ed246e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เน็ตบ้าน ทีโอที ที่ทำให้คุณสื่อสารกันได้ ทุกเวลา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เน็ตบ้าน ทีโอที ที่ทำให้คุณสื่อสารกันได้ ทุกเวลา ไม่ว่าจะส่งความคิดถึง ค้นหาข้อมูล การทำงานผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือส่งความห่วงใยถึงกันผ่าน Social Media ทำให้ทุกภาพ ทุกความรู้สึก ทุกข้อความ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่งถึงกันได้อย่างง่ายดาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มากกว่าหน้าที่ คือการให้บริการด้วยความเต็มใจ และใส่ใจ คือที่พึ่งทุกความรู้สึกของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70772</URL_LINK>
                <HASHTAG>TOTwecareweshare, ทีโอที, เน็ตบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200707/image_big_5f0439a5730c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2020 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2020 09:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สายด่วน 1669 ปรับโฉมแจ้งเหตุฉุกเฉิน ได้ทั้งเสียง ภาพนิ่ง - ภาพเคลื่อนไหว วีดีโอคอลกับแพทย์ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29พ.ค.63-สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามความร่วมมือใน &amp;ldquo;การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ ในระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัล&amp;rdquo; เพื่อการวิจัยและพัฒนายกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศของระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลและปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) นวัตกรรมอุปกรณ์ และระบบบริการดิจิทัล ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบสามารถเข้าถึงได้สะดวกและรวดเร็ว รองรับและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เรืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. &amp;nbsp;กล่าวว่า ความร่วมมือเพื่อการวิจัย และพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลนับว่ามีความสำคัญยิ่งในการดำเนินงานพัฒนางานวิจัยและพัฒนาปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้มีความสะดวก รวดเร็ว ในการเข้าถึงผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินทั้งระบบให้เป็นระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยได้รับการคัดเลือกจาก สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนดิจิทัลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม &amp;nbsp;ทั้งนี้ในการพัฒนารับบแพทย์ฉุกเฉินให้เป็นระบบดิจิทัลระบบมีเป้าหมายที่จะขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ 60 จังหวัด ภายในเวลา 3 ปี &amp;nbsp;แต่ในเบื้องต้นแบ่งเป็นระยะ คือระยะแรก 15 จังหวัด ระยะที่สอง 20 จังหวัด และระยะที่สาม 25 จังหวัด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสวทช. ให้ข้อมูลว่า &amp;nbsp;การร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศในระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ให้เป็นระบบดิจิทัล หรือ D (digital) 1669 ซึ่งพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมอุปกรณ์ และระบบดิจิทัล ที่สะดวกรวดเร็วต่อการปฏิบัติการฉุกเฉิน เพื่อให้เป็นระบบที่มีความสากล และให้ประชาชนเข้าถึงการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยได้มีการพัฒนาใน 2 ส่วนหลักได้แก่ 1.ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินดิจิทัล ซึ่งเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในส่วนของการให้บริการระบบโทรศัพท์ (Call Center) ในลักษณะ Total Conversation ที่สามารถแจ้งเหตุได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และแจ้งพิกัดตำแหน่งของผู้โทร &amp;nbsp;ผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งจะทำให้ทราบสถานที่เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งระบบเดิมจะเป็นการแจ้งเหตุจากการโทรฯ ผ่านหมายเลข 1669 เท่านั้น ที่อาจจะมีความล้าช้าในการซักถามสถานที่เกิดเหตุ &amp;nbsp;ในส่วนยังได้พัฒนาระบบที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ไอโอที (IoT) สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือชาวต่างชาติ ก็จะมีการให้บริการ ถอดความเสียง และล่ามภาษามือ ทำให้เกิดการเข้าถึงบริการความช่วยเหลือได้อย่างเท่าเทียมและทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;2.ระบบการแพทย์ฉุกเฉินทางไกลสำหรับผู้ป่วยในรถพยาบาล หรือ Emergency Telemedical Direction บนรถฉุกเฉินระดับสูง สามารถสั่งการการรักษาผ่านวิดีโอคอลด้วยมือถือ หรือแท็บแลตได้ นอกจากนี้สำหรับการกู้ชีพในภาวะวิกฤตด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ Data Gateway ที่ได้พัฒนาให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลจากอุปกรณ์หลายชนิด เช่น อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ ความดันโลหิต ปริมาณออกซิเจน กล้อง CCTV และอุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น ทำให้แพทย์สามารถเรียกดูข้อมูลที่จำเป็นในการประเมินอาการของผู้ป่วยในขณะนำส่งโรงพยาบาลได้แบบ Real Time&amp;rdquo; ดร.ณรงค์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นาวาอากาศเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาและประธานกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) กล่าวเสริมว่า เพื่อให้แพทย์อำนวยการมีข้อมูลจากเครื่องมือวัดทางการแพทย์ที่ติดตั้งอยู่บนรถฉุกเฉิน เสมือนว่าได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนรถฉุกเฉินนั้น พร้อมทั้งสามารถให้คำปรึกษาและสั่งการเจ้าหน้าที่กู้ชีพในดำเนินการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที จึงมีความพร้อมที่จะได้นำเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5G เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง และ Internet of Medical Thing (IoMT), AI, Big Data, Blockchain, และเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อการส่งข้อมูลสัญญาณยังชีพของผู้ป่วยฉุกเฉินบนรถพยาบาลให้กับแพทย์อำนวยการ เพื่อให้แพทย์อำนวยการวินิจฉัยและสั่งการทางไกลในระหว่างการนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรฐานของข้อมูลจากโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยเข้ารักษา เพื่อสนับสนุนการทำงานของการแพทย์ฉุกเฉินทั้งในส่วนของรถพยาบาล และศูนย์สั่งการขณะที่นำส่งผู้ป่วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และบูรณาการเชื่อมโยงของระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน และระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ดังนั้นมาตรฐานข้อมูลจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบเดิม และระบบใหม่ที่จะเสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งมาตรฐานด้านเทคนิคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ เครื่องมือต่าง ๆ ภายในรถพยาบาลฉุกเฉินขั้นสูง ที่ต้องดึงข้อมูลออกมาใช้แบบ Real Time เพื่อประมวลผลเป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจของแพทย์อำนวยการ และสนับสนุนการทำงานต่าง ๆ ของระบบแพทย์ฉุกเฉิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67241</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สพฉ, #อว., 1669, ทีโอที, ม.เกษตรศาสตร์, สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200529/image_big_5ed07748df266.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57367</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประมูล5จีสุดคึก รัฐโกยแสนล้าน! ‘AIS’กวาด23ใบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ประมูล 5G สุดคึกคัก! กสทช.โกยกว่า 1 แสนล้าน &amp;quot;เอไอเอส&amp;quot; ซิวทั้ง 3 คลื่น 23 ใบอนุญาตจ่าย 4.2 หมื่นล้าน &amp;quot;แคท&amp;quot; เซอร์ไพรส์คว้า 700 MHz 2 ใบอนุญาตควัก 3.4 หมื่นล้าน &amp;quot;ทรู&amp;quot; 17ไลเซนส์ 2 คลื่นความถี่ 2.1 หมื่นล้าน &amp;quot;ทีโอที&amp;quot; 4 ใบอนุญาต 1,795ล้าน &amp;quot;ดีแทค&amp;quot; ได้แค่ 2 ไลเซนส์ 900 ล้าน &amp;quot;ฐากร&amp;quot; โวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลิกโฉมประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดให้มีการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม ย่าน 700, 2600 MHz และ 26 GHz &amp;nbsp;หรือคลื่น 5G โดยมีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) เข้าร่วมประมูล ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเวลา 07.30 น. บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เข้ารายงานตัวที่จุดลงทะเบียนบริเวณห้องโถงชั้น 1 อาคารอำนวยการ สำนักงาน กสทช. เป็นรายแรก ถัดมา เวลา 07.35 น. บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือดีแทค เข้าลงทะเบียนเป็นรายที่ 2 นำโดยนายชารัด เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวลา 07.40 น. บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือทรู เข้าลงทะเบียนเป็นรายที่ 3 นำโดยนายเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร, นายนพปฎล เดชอุดม รองประธานคณะกรรมการบริหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 07.45 น. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าลงทะเบียนเป็นรายที่ 4 นำโดยนายพิพัฒน์ ขันทอง กรรมการบริษัท และรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่, นายชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริษัท เวลา 07.50 น. บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือเอไอเอส เข้าลงทะเบียนเป็นรายที่ 5 นำโดยนายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการประมูลจะต้องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย? แสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือพาสปอร์ตต่อเจ้าหน้าที่ จากนั้นลงลายมือชื่อในแบบลงทะเบียนและรับบัตรประจำตัว โดยต้องฝากอุปกรณ์สื่อสารหรือสิ่งของที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าห้องประมูลไว้กับเจ้าหน้าที่ และไม่อนุญาตให้ผู้เข้าร่วมการประมูลที่มาภายหลังเวลา 09.30 น. เข้าห้องประมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นในเวลา 08.15 น. ผู้เข้าร่วมประมูลเตรียมตัวในจุดที่กำหนด ก่อนเริ่มพิธีเปิดในเวลา 08.20 น. โดย พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธาน กสทช. เป็นผู้จับฉลากรายชื่อผู้เข้าร่วมประมูลว่ารายใดจะได้ทำการจับฉลากเลือกเลขห้องประมูล และเลือกซองบรรจุ Username และรหัสผ่านตามลำดับ ก่อนเข้าห้องประมูลในเวลา 09.00 น.
ค่ายมือถือแห่ประมูลคึก!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเวลา 09.20 น. ผู้เข้าร่วมการประมูลทำการ Log in เข้าระบบ ก่อนเริ่มการประมูลในคลื่นความถี่ย่าน 700 MHz เป็นลำดับแรกในเวลา 09.30 น. ตามด้วยคลื่นความถี่ย่าน 2600 MHz และคลื่นความถี่ย่าน 26 GHz โดยในการประมูลรอบแรกของแต่ละย่านความถี่ ผู้เข้าร่วมประมูลต้องเสนอความต้องการชุดคลื่นความถี่ในย่านความถี่ที่ได้มีการวางหลักประกันไว้ หากไม่มีการเสนอความต้องการชุดคลื่นความถี่นั้นจะพ้นจากสถานะผู้เข้าร่วมการประมูล และถูกริบหลักประกันการประมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การประมูลคลื่น 5G และเริ่มต้นที่คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ชุด ชุดละ 5 เมกะเฮิรตซ์ รวม 15 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 8,792 ล้านบาท เคาะราคาครั้งละ 440 ล้านบาท โดยในคลื่นนี้มีผู้เข้าประมูล 3 ราย ได้แก่ เอไอเอส ทรูมูฟ และแคท เทเลคอม ซึ่งเริ่มประมูลเริ่มตั้งแต่ 09.30 น. ในรอบแรกมีการเสนอความต้องการมากถึง 6 ชุดความถี่ มากกว่าจำนวนที่มีจัดสรรถึงเท่าตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในรอบที่ 2 มีการเสนอความต้องการลดเหลือ 4 ชุดมากกว่าจำนวนที่มีจัดสรร 1 ชุด โดยจากรอบที่ 2 เคาะราคายืนที่ 4 ชุดมาตลอด เวลาผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมง จนมาถึงรอบที่ 20 มีการเสนอความต้องการเท่ากับจำนวนที่จัดสรรแล้วที่ 3 ชุด โดยราคาคลื่นมาหยุดที่ 17,153 ล้านบาท ในเวลา 11.58 น. ด้วยเวลาประมูล 2.20 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ราคาคลื่น 700 ครั้งนี้ถือว่ามีราคาประมูลที่แพงขึ้นมาก ต่างจากการประมูลคลื่น 700 ที่สำนักงาน กสทช.จัดประมูลไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2562 ที่ 3 ชุดใบอนุญาต &amp;nbsp;ใบอนุญาตละ 10 เมกะเฮิรตซ์ โดยครั้งนั้น เอไอเอส, ทรูมูฟ และดีแทค ได้ไปคนละ 10 เมกะเฮิรตซ์ ในราคาเท่ากันที่ 17,584 ล้านบาท แต่ครั้งนี้ การประมูลจัดสรรเพียงแค่ 5 เมกะเฮิรตซ์ แต่กลับมีราคาถึง 17,153 ล้านบาท รวมกัน 3 ใบ เท่ากับ &amp;nbsp;51,459 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 2600 MHz &amp;nbsp;โดยมีจำนวน 19 ใบอนุญาต ใบละ 10 MHz ผู้เข้าร่วมประมูลจะสามารถประมูลได้ไม่เกิน 10 ใบ โดยมีราคาขั้นต่ำใบละ 1,862 ล้านบาท เคาะราคาเพิ่มขึ้นขั้นละ 93 ล้านบาท โดยการประมูลจบลงอย่างรวดเร็วในเวลา 13.30 น. ซึ่งเป็นการประมูลรอบที่ 2 ทั้งนี้ มีผู้เข้าประมูล 3 ราย ได้แก่ เอดับบลิวเอ็น ในเครือเอไอเอส, ทียูซี ในเครือทรู และ แคท เสนอราคาประมูล การเคาะราคารอบแรกใบละ 1,955 ล้านบาท แสดงความต้องการ 25 ใบ และรอบที่ 2 แสดงความต้องการ 19 ใบตามจำนวนที่เปิดประมูล ด้วยราคาใบละ 1,956 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่า 37,164 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ถือว่าจบการประมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการเปิดการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคม 26 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) เป็นคลื่นที่ 3 จบที่การประมูลครั้งแรก เนื่องจากมีผู้เคาะความต้องการคลื่นมาจำนวน 26 ใบอนุญาต จากที่มี 27 ใบอนุญาต ที่ราคาใบละ 445 ล้านบาท รวมทั้งหมดคิดเป็นมูลค่า 11,570 ล้านบาท สำหรับผู้เข้าประมูลคลื่นในย่านนี้ ได้แก่ เอไอเอส, ทรูมูฟ, ดีแทค และทีโอที&amp;nbsp;
กสทช.โกย 100,521 ล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา กสทช.ประกาศรายชื่อผู้ให้บริการเครือข่ายที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 5G ทั้ง 3 คลื่น ประกอบด้วย คลื่น 700 MHz, &amp;nbsp;2600 MHz และ 26 GHz มูลค่ารวม 100,521,177,777 บาท ขั้นตอนต่อไปทางสำนักงาน กสทช.จะเรียกประชุมรับรองผลการประมูลในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นความถี่ 700 MHz ใบอนุญาตละ 5 MHz จำนวน 3 ชุด ผู้ที่ได้รับใบอนุญาต คือ 1.กสท ได้ใบอนุญาต 2 ชุด เป็นจำนวนรวม 10 MHz มีราคาสุดท้าย 34,306 ล้านบาท 2.เอไอเอส ได้ใบอนุญาต 1 ชุด เป็นจำนวนรวม 5 MHz มีราคาสุดท้าย 17,154 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคลื่นความถี่ 2600 MHz ใบอนุญาตละ 10 MHz จำนวน 19 ชุด ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตคือเอไอเอส ได้ใบอนุญาต 10 ชุด เป็นจำนวนรวม 100 MHz มีราคาสุดท้าย 19,561 ล้านบาท, ทรูมูฟ เอช ได้ใบอนุญาต 9 ชุด เป็นจำนวนรวม 90 MHz มีราคาสุดท้าย 17,872 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คลื่นความถี่ 26 GHz ใบอนุญาตละ 100 MHz จำนวน 26 ชุด ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตคือเอไอเอส ได้ใบอนุญาต 12 ชุด เป็นจำนวนรวม 1200 MHz มีราคาสุดท้าย 5,345 ล้านบาท, ทรูมูฟ เอช ได้ใบอนุญาต 8 ชุด เป็นจำนวนรวม 800 MHz มีราคาสุดท้าย 3,576 ล้านบาท, ทีโอที ได้ใบอนุญาต 4 ชุด เป็นจำนวนรวม 400 MHz มีราคาสุดท้าย 1,795 ล้านบาท, ดีแทค ได้ใบอนุญาต 2 ชุด เป็นจำนวนรวม 200 MHz มีราคาสุดท้าย 910 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การประมูลคลื่น 5G ครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในโลกยุคใหม่ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงช้าถือว่าถอยหลัง หากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเร็วคืออยู่กับที่ แต่หากจะให้ประเทศเดินไปข้างหน้า จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทันทีและอย่างรวดเร็วที่สุด สำนักงาน กสทช.จะไม่ปล่อยให้โอกาสของประเทศไทยอยู่กับที่ ในทางตรงข้าม จะเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และพลิกโฉมประเทศให้เป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในอาเซียน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความล่าช้าด้าน 3G กว่าประเทศอื่น 8 ปี ส่วน 4G ล่าช้ากว่าประเทศอื่นประมาณ 4 ปี วันนี้ประเทศไทยกำลังจะมีการเปิดให้บริการ 5G ทางด้านธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.คาดการณ์ขั้นต่ำว่าจะมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2563 ประมาณ 177,039 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1.02% ของ GDP ในปี 2563 สำหรับในปี 2564 คาดว่าจะมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขั้นต่ำประมาณ 332,619 ล้านบาท และในปี 2565 จะมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประมาณ 476,062 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประมูลคลื่นความถี่ 5G กล่าวว่า หลังจากนี้กมธ.จะติดตามการดำเนินงานตามแผนงานที่ กสทช. ได้ออกกฎระเบียบเงื่อนไขในการประมูลไว้ ซึ่งผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องขยายโครงข่ายตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งจะติดตามตรวจสอบในเรื่องคุณภาพและราคาให้เหมาะสมและเป็นธรรมตามกฎเกณฑ์ของ กสทช.ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กมธ.การสื่อสารฯ กล่าวว่า หากการให้บริการขยายไปสู่หัวเมืองใหญ่จนสามารถครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ จะทำให้รูปแบบการสื่อสารและความบันเทิงเปลี่ยนไปอย่างมาก จนทำให้วงการสื่อสารมวลชนต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57367</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช., ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ, ดีแทค, ทรู, ทีโอที, ประมูล 5G, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอไอเอส, แคท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200216/image_big_5e4945e16e09a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2020 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2020 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีโอที รับซองประมูล 5G ตอบรับนโยบายกระทรวงดิจิทัล เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายพิพัฒน์&amp;nbsp; ขันทอง กรรมการ บริษัท&amp;nbsp; ทีโอที จำกัด (มหาชน) รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp; พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อรับซองเอกสารสำหรับการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการ 5G เพื่อให้เกิดบริการภาครัฐบนเครือข่าย 5Gสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดีๆ ของสังคมให้บริการ 5G ตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์&amp;nbsp; ขันทอง กรรมการ บมจ.ทีโอที รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่&amp;nbsp; กล่าวว่า ทีโอที ได้เข้ารับเอกสารประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคมย่าน 700 MHz, 1800 MHz, 2600 MHz และ26 GHz ที่สำนักงาน กสทช. จะจัดประมูลในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ทั้งนี้ การประมูลคลื่นครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่สนับสนุนให้ ทีโอที ในฐานะหน่วยงานภาครัฐร่วมประมูลเพื่อนำไปพัฒนาบริการสาธารณประโยชน์ต่อสังคมในพื้นที่ห่างไกล ต่อการแพทย์ สาธารณสุข การศึกษา ความมั่นคง และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0&amp;nbsp; โดย ทีโอที จะนำหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมดังกล่าวไปศึกษาเงื่อนไขต่างๆ อย่างรอบคอบ รวมถึงการหารือบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเหมาะสมในการเข้าประมูลคลื่นความถี่ และมูลค่าที่เหมาะสมนำเสนอคณะกรรมการบมจ.ทีโอที เพื่อนำเสนอกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามขั้นตอนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพิพัฒน์ฯ เพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ ทีโอที ในฐานะหน่วยงานรัฐ มีศักยภาพความพร้อมด้านโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลที่จะตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ เป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อน 5G ของประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของ ทีโอที ที่จะมีส่วนในการให้บริการบนเครือข่าย 5G ทั้งในด้านของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการเพื่อสาธารณะในพื้นที่ห่างไกล เป็นประโยชน์สังคมและประเทศชาติ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54521</URL_LINK>
                <HASHTAG>5G, กระทรวงดิจิทัล, ทีโอที, พิพัฒน์  ขันทอง ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200114/image_big_5e1d6c99e8611.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
