<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 10:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 10:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;หัวโต๊ะคทช.สั่งเร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 64 -&amp;nbsp; เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2564 พร้อมกล่าวช่วงหนึ่งในการเปิดประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมนโยบายของรัฐบาลที่จะจัดหาที่ดินให้กับประชาชน ผู้ไร้ที่อยู่ที่ทำกิน ตามหลักการใหม่ของเราที่ให้ใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ดำเนินการ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เราจำเป็นต้องเร่งรัด ทั้งนี้ตนได้อ่านรายละเอียดข้อมูลแล้วรู้สึกพอใจ เพราะได้เตรียมการไว้ครบถ้วน อย่างไรก็ต้องเร่งรัดการดำเนินการเพื่อให้เกิดความพึงพอใจของประชาชน ที่ยังได้รับความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้ ใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย การจัดสรรที่ดินใหม่ และที่ดินที่มีความทับซ้อน ซึ่งต้องนำมาแก้ปัญหาใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้การดำเนินการมาระยะหนึ่งก็ได้ผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการประชุมนี้จะได้สรุปข้อมูลและตอบข้อซักถาม และนำข้อสังเกตมาเป็นประโยชน์&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวพร้อมถอนหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี ยังกำชับผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมหารือว่ากรณีการทำงานเมื่อมีความก้าวหน้าให้สรุปรายละเอียดทั้งหมดทุกๆ พื้นที่ ส่งข้อมูลให้กับสภาฯ เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบ ไม่เช่นนั้นก็จะกล่าวหาอีกว่ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97611</URL_LINK>
                <HASHTAG>คทช., ที่ดินทำกิน, นายกฯ, บิ๊กตู่, สภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60614d0084af9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54090</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2020 12:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2020 12:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กป้อม&#039;หัวโต๊ะสางปัญหาสมัชชาคนจน เร่งเลิกเขื่อนแก่งเสือเต้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนครั้งที่1/ 2563 มีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ม.ร.ว.จตุมงคล โสภณกุล รมว.แรงงาน เข้าร่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวในที่ประชุมว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยได้มอบหมายนโยบายให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงติดตามและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการร่วมกัน และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วย การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนในวันนี้ซึ่งมีตัวแทนสมัชชาคนจนร่วมเป็นกรรมการด้วย จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐและภาคเอกชนและประชาชนเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดความรวดเร็วและเป็นธรรมตรงตามเป้าหมายความต้องการ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชนและส่วนรวมเป็นสำคัญ รวมทั้งต้องยึดกฎหมายด้วย ไม่ใช่ยึดประโยชน์อย่างเดียว ต้องถือว่ากฎหมายเป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องยึดเป็นหลักในการที่จะทำอะไร ซึ่งความเห็นอะไรก็แล้วแต่จะต้องมีกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานในการแก้ไขปัญหาร่วมกับทางสมัชชาคนจนจำนวน 15 คณะ ซึ่งทางฝ่ายสมัชชาคนจนกับรัฐบาลได้ร่วมมือกันเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี จากนี้จะได้เดินหน้าแก้ไขปัญหา เร่งรัดการดำเนินการของแต่ละกระทรวงที่ได้รับมอบหมายไป อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่พูดถึงปัญหาอื่น เรื่องที่ผ่านมาก็ทำต่อเนื่องเพื่อช่วยให้คนจนได้มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน โดยจะต้องให้ดำเนินการกันโดยรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านพล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่อไป และเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดการพิจารณาการขอยกเลิกโครงการก่อสร้าง เขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร และเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ รวมถึงเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการพิจารณาออกโฉนดที่ดินในเขตที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อ.ปากน้ำโพ, อ.พยุหะคีรี และ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ พ.ศ. 2479&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.พัชร์ศักดิ์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้กล่าวขอบคุณผู้แทนสมัชชาคนจนที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้เพื่อรับทราบแนวทางการแก้ปัญหาตามที่ได้ร้องขอ ตลอดจนขอบคุณสมัชชาคนจนทุกคนที่ให้ความร่วมมือด้วยดียิ่งกับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้กำชับสั่งการหน่วยงาน และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และรายงานผลให้คณะกรรมการทราบอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวดเร็ว นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนให้ได้ผลอย่างจริงจัง โดยจะไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่เป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน ยั่งยืน และขอให้ทุกหน่วยงานจะต้องมีการสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนควบคู่กันไปด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54090</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินทำกิน, บิ๊กป้อม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, สมัชชาคนจน, เขื่อนท่าแซะ, แก่งเสือเต้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200108/image_big_5e15661009b8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22262</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศเสนอทางออกปัญหา ‘วิกฤตที่ดินไทย’  เผยที่ดินรกร้างทั่วประเทศสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละกว่า 120,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ม.ธรรมศาสตร์/ เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศร่วมจัดงาน &amp;ldquo;มหกรรมที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; ฝ่าวิกฤตที่ดินไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;นำเสนอข้อมูลปัญหาวิกฤตที่ดินไทยให้สังคมรับรู้&amp;nbsp; และเสนอทางออกด้านนโยบาย&amp;nbsp; เผยที่ดินส่วนใหญ่ในประเทศไทย 80 %&amp;nbsp; อยู่ในมือของกลุ่มคนเพียง 20 %&amp;nbsp; และประมาณ 70 % ปล่อยที่ดินให้รกร้างเพื่อรอเก็งกำไรทำให้สูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 127,384 &amp;nbsp;ล้านบาทต่อปี&amp;nbsp; ขณะที่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ดินไม่เกิน 5 ไร่ &amp;nbsp;ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; ความยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ระหว่างวันที่ 17-18 พฤศจิกายน&amp;nbsp; เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมกันจัดงาน &amp;ldquo;มหกรรมที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; ฝ่าวิกฤตที่ดินไทย&amp;rdquo; ที่หอประชุมเล็ก&amp;nbsp; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp; ท่าพระจันทร์&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีประชาชนกลุ่มต่างๆ เช่น&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวเล&amp;nbsp; ชนเผ่า &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักศึกษา&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; เข้าร่วมงานประมาณ 1,000&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ภายในงานมีเวทีเสวนา&amp;nbsp; การประชุมกลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; และข้อเสนอการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชน&amp;nbsp; โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมรับฟังข้อเสนอและชี้แจงนโยบายของพรรคในการแก้ไขปัญหาที่ดิน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ส่วนองค์กรที่ร่วมจัดงาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&amp;nbsp; มูลนิธิชุมชนไท&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เครือข่ายสลัม 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาค&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายประยงค์&amp;nbsp; ดอกลำไย&amp;nbsp; ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ&amp;nbsp; แกนนำในการจัดงาน&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันอำนาจในการบริหารจัดการที่ดินอยู่ในมือของรัฐส่วนกลาง&amp;nbsp; โดยชุมชนไม่มีสิทธิหรือมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดิน&amp;nbsp; ชุมชนไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้&amp;nbsp; และที่สำคัญคือ&amp;nbsp; ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน&amp;nbsp; เพราะที่ดินส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในมือของคนส่วนน้อย&amp;nbsp; ส่วนประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; เกษตรกร&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนาจำนวนมาก&amp;nbsp; ไม่สามารถเข้าถึงที่ดินเพื่อทำกินและอยู่อาศัยได้&amp;nbsp; ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ&amp;nbsp; ตามมา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินทำกิน&amp;nbsp; หรือมีไม่พอทำกิน&amp;nbsp; ต้องเข้าไปบุกเบิกที่ดินทำกินในเขตป่า&amp;nbsp; หรือที่ดินรกร้าง&amp;nbsp; ทำให้ถูกจับกุม&amp;nbsp; มีปัญหาหาหนี้สิน&amp;nbsp; ความยากจน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยมีที่ดินทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 320&amp;nbsp; ล้านไร่&amp;nbsp; แต่ผู้ที่มีที่ดินมากที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ&amp;nbsp; เป็นเจ้าของที่ดินรวมกันมากถึงร้อยละ 80&amp;nbsp; ของที่ดินโฉนดทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ประชาชนทั่วไป&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนา&amp;nbsp; มีที่ดินต่ำสุดรวมกันประมาณร้อยละ 20&amp;nbsp; และเป็นเจ้าของโฉนดเพียง 0.25&amp;nbsp; เปอร์เซ็นต์ของโฉนดที่ดินทั้งประเทศ&amp;nbsp; นอกจากนี้ผู้ที่ถือครองที่ดินมากกว่า 1,000&amp;nbsp; ไร่ในประเทศไทยมีอยู่เพียง 837 ราย&amp;nbsp; แต่ประชาชนและเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศมีดินเฉลี่ยไม่เกินรายละ 5 ไร่&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายประยงค์ยกตัวอย่างความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้จากการศึกษาของมูลนิธิสถาบันที่ดิน &amp;nbsp;พบว่า&amp;nbsp; ที่ดินที่มีการครอบครองโดยประชาชนทั่วไป 120 ล้านไร่ มากกว่าร้อยละ 90 ของที่ดินจำนวนนี้กระจุกตัวอยู่ในมือของคนเพียงร้อยละ 10 หรือประมาณ 6 ล้านคน &amp;nbsp;(ประชากรทั้งประเทศประมาณ 65 ล้านคน)&amp;nbsp; และยังพบอีกว่า 70 % ของที่ดินที่มีการถือครองในประเทศไทยถูกปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า &amp;nbsp;เพื่อรอขายหรือเก็งกำไร&amp;nbsp; โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ &amp;nbsp;หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ &amp;nbsp;หรือใช้ประโยชน์ไม่ถึง 50 % &amp;nbsp;ประเมินความสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณปีละ 127,384 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายประยงค์กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งในระดับพื้นที่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การสร้างพื้นที่รูปธรรมการพัฒนาโดยชุมชนกระจายอยู่ทั่วประเทศ&amp;nbsp; การสร้างวิถีชุมชนที่มีความสมดุลและยั่งยืน&amp;nbsp; และในระดับนโยบาย&amp;nbsp; โดยนำเสนอมาตรการในเชิงนโยบายและกฎหมายต่อรัฐบาล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเสนอกฎหมายสิทธิชุมชนและการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน&amp;nbsp; กฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า&amp;nbsp; กฎหมายธนาคารที่ดิน&amp;nbsp; ส่วนการจัดงาน&amp;ldquo;มหกรรมที่ดินคือชีวิต&amp;nbsp; ฝ่าวิกฤตที่ดินไทย&amp;rdquo; ในครั้งนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีเป้าหมายเพื่อสะท้อนให้สังคมได้เห็นข้อเท็จจริงของวิกฤตการณ์ที่ดินไทย&amp;nbsp; และนำข้อเสนอจากเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศมาผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สำหรับข้อเสนอจากการระดมความคิดของเครือข่ายภาคประชาชนมีดังนี้&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; หลักการ&amp;nbsp; 1.การปฏิรูปที่ดินต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย &amp;nbsp;เพื่อสร้างความเป็นธรรม &amp;nbsp;ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.การเข้าถึงที่ดินและที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน&amp;nbsp; การบริหารจัดการที่ดินต้องดำเนินไปบนพื้นฐานการเคารพสิทธิมนุษยชน&amp;nbsp; และเคารพวิถีวัฒนธรรม&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.นโยบายที่ดิน &amp;nbsp;ต้องไม่นำมาบังคับใช้ย้อนหลังกับประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;4.การดำเนินการทางกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม &amp;nbsp;ควรให้ความสำคัญและการนำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ชุมชน &amp;nbsp;รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกดำเนินคดีได้มีโอกาสโต้แย้ง &amp;nbsp;หรือหักล้างข้อกล่าวหาอย่างเท่าเทียม&amp;nbsp; มิใช่พิจารณาเพียงเอกสารทางราชการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐจะต้องกำหนดมาตรการในเชิงกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง และสนับสนุนให้คนจนสามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรม ดำเนินการรับรองสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรร่วมกัน ได้แก่ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า&amp;nbsp; พระราชบัญญัติกองทุนธนาคารที่ดิน &amp;nbsp;พระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบโฉนดชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีนโยบายที่ดิน คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ/มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) 1.ยกระดับการดำเนินโครงการจัดที่ดินแปลงรวม คทช. &amp;nbsp;ให้รับรองสิทธิชุมชนและสถาบันเกษตรกรในการบริหารจัดการที่ดิน&amp;nbsp; 2.ทบทวนการจัดที่ดินแปลงรวมตามนโยบาย คทช.&amp;nbsp; และเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อย &amp;nbsp;คนยากจน &amp;nbsp;ไร้ที่ดิน &amp;nbsp;ให้สามารถเข้าถึงที่ดินและปัจจัยการผลิตอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม &amp;nbsp;ไม่จำกัดโอกาสการเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้สามารถพัฒนาและขยายกำลังการผลิต และแข่งขันได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;3.ยุติการนำนโยบาย &amp;nbsp;มติ &amp;nbsp;และระเบียบของ คทช.มาใช้กับชุมชนที่มีรูปแบบการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; แต่รัฐบาลควรสนับสนุนส่งเสริมการปฏิบัติการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;4.ทบทวนมติ คทช. วันที่ 18 มิถุนายน 2561 เกี่ยวกับพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ทั้งนี้ &amp;nbsp;เนื่องจากแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติดังกล่าว &amp;nbsp;อาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงกับชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1, 2 &amp;nbsp;&amp;nbsp;ชุมชนชาวเล และชุมชนชายฝั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีทวงคืนผืนป่า&amp;nbsp; 1.ยุตินโยบายทวงคืนผืนป่า และยกเลิกแผนแม่บทแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;การทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ &amp;nbsp;และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน&amp;nbsp; เพราะการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวส่งผลให้มีการละเมิด &amp;nbsp;คุกคามชีวิต &amp;nbsp;ทรัพย์สินและส่งผลกระทบกับชุมชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;รวมทั้งกระบวนการในการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.ชะลอการดำเนินการประกาศอุทยานแห่งชาติไว้ก่อน &amp;nbsp;และจัดตั้งกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดสำรวจแนวเขตเพื่อกันพื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;ที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;และพื้นที่ป่าชุมชนออกจากเขตอุทยาน &amp;nbsp;และการประกาศแนวเขต&amp;nbsp; โดยการกำหนดแนวเขตเตรียมการประกาศอุทยานต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นก่อน จึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.นายกรัฐมนตรีลงนามรับรองร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฉบับประชาชน (เนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงิน) เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควบคู่กับร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฉบับของรัฐบาล&amp;nbsp; และเนื้อหากฎหมายทั้งสองฉบับต้องสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;และกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;การสนับสนุนโฉนดชุมชน 1.ปรับปรุงกลไก &amp;nbsp;มาตรการและกระบวนการอนุญาต&amp;nbsp; และลดข้อจำกัดการจัดการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน&amp;nbsp; (อาทิ ตามมาตรา 9 , มาตรา 12 ประมวลกฎหมายที่ดิน) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;2.ผลักดันให้คณะรัฐมนตรีมีมติคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน 486 แห่งให้เป็นไปตามมติการประชุมคณะกรรมการประสานงานให้มีโฉนดชุมชน &amp;nbsp;ครั้งที่&amp;nbsp; 1/2561 &amp;nbsp;วันที่ 8 สิงหาคม 2561 และประสานงานให้มีการจัดที่ดินให้แก่ประชาชน &amp;nbsp;3.ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 &amp;nbsp;รวมทั้งมติอื่นที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน&amp;nbsp; อาทิ &amp;nbsp;มติคณะรัฐมนตรีในการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีที่ดินสาธารณประโยชน์ &amp;nbsp;ปรับปรุงกลไกและกระบวนการการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ออกโดยไม่ชอบกฎหมายทั้งกรณีโฉนดที่ดิน &amp;nbsp;และการประกาศที่สาธารณะซ้อนทับที่ดินของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีที่ดินเอกชนทิ้งร้าง&amp;nbsp; กรณีที่ดินที่ปล่อยทิ้งร้าง &amp;nbsp;ตามมาตรา 6 ประมวลกฎหมายที่ดิน จัดให้มีกลไก หน่วยงานเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ&amp;nbsp; และเพิกถอนเอกสารสิทธิ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีพื้นที่ชนเผ่า ชาติพันธุ์ และชนพื้นเมือง &amp;nbsp;1.คุ้มครองสิทธิชนเผ่า &amp;nbsp;กลุ่มชาติพันธุ์ &amp;nbsp;และชนพื้นเมือง &amp;nbsp;ตามสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;ข้อตกลง &amp;nbsp;และปฏิญญาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน &amp;nbsp;สิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม &amp;nbsp;สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ในการถือครองและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; 2.สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล &amp;nbsp;วันที่ 2 มิถุนายน 2553 &amp;nbsp;และการฟื้นฟูชีวิตชาวกระเหรี่ยง &amp;nbsp;วันที่ 3 สิงหาคม 2553 &amp;nbsp;โดยเฉพาะการประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ&amp;nbsp; 3.การกันเขตพื้นที่ที่อยู่อาศัยของชุมชน พื้นที่ทำกิน &amp;nbsp;และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ &amp;nbsp;โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการกันเขตพื้นที่ต่างๆ&amp;nbsp; 4.ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยให้สังคมเกิดความเข้าใจ &amp;nbsp;และยอมรับวิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่า &amp;nbsp;ชาติพันธุ์ &amp;nbsp;และชนพื้นเมือง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีที่ดินในเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; 1.ที่ดินรัฐที่หน่วยงานต่าง ๆ ครอบครองไว้จำนวนมาก และไม่ได้ใช้ประโยชน์ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp; ที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ในการนำที่ดินเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย รองรับคนจนเมืองในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน จึงจะสอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนเหล่านั้น &amp;nbsp;เนื่องจากไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านที่ดิน และที่ดินรัฐจำนวนมากอยู่ในเขตเมือง หรือใกล้เมือง เป็นการลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และอาชีพ&amp;nbsp; นอกจากนั้นยังลดต้นทุนในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค &amp;nbsp;การใช้ที่ดินรัฐเพื่อจัดทำโครงการที่อยู่อาศัย จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;2.ในการจัดทำผังเมือง &amp;nbsp;ควรให้คนจนเมืองได้มีส่วนในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาเมือง&amp;nbsp; ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนหนึ่งที่สร้างการเติบโตและหล่อเลี้ยงคนในเมืองให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ยากลำบาก &amp;nbsp;ต้องรับฟังความเห็นของคนจนเมืองที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง&amp;nbsp; โดยกำหนดผังเมืองแบบผสมผสานระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยไว้ในพื้นที่เดียวกันไว้อย่างชัดเจน &amp;nbsp;ทั้งนี้เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองกับที่อยู่อาศัยเป็นไปในลักษณะคู่ขนาน &amp;nbsp;โดยมิให้ที่ดินบริเวณที่อยู่อาศัยมีราคาสูง &amp;nbsp;เพื่อให้คนจนสามารถดำรงวิถีชีวิตอยู่ได้ในเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.การพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ &amp;nbsp;โดยเฉพาะคนจนที่ต้องเสียสละที่อยู่อาศัยเดิมให้กับโครงการพัฒนาต่างๆ &amp;nbsp;รัฐบาลควรมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐที่ดำเนินโครงการคิดงบประมาณในการอุดหนุนด้านการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและการพัฒนาสาธารณูปโภคเป็นต้นทุนในโครงการ&amp;nbsp; เพื่อให้ประชาชนที่เสียสละให้กับการพัฒนาและต้องโยกย้ายหรือต้องขยับปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ &amp;nbsp;สามารถนำงบประมาณที่ได้รับไปจัดสร้างโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ได้ &amp;nbsp;และที่สำคัญเป็นการลดภาวะความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐที่ดำเนินโครงการกับประชาชนในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีภัยพิบัติ&amp;nbsp; 1.ปรับปรุงพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 &amp;nbsp;ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการเตรียมความพร้อมการป้องกันภัยพิบัติโดยชุมชน&amp;nbsp; มากกว่าการเยียวยาหลังการเกิดภัยพิบัติ &amp;nbsp;&amp;nbsp;และจัดให้มีเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นสาธารณะก่อนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.เพิ่มคำนิยามคำว่า &amp;lsquo;สาธารณภัย&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้ครอบคลุมภัยที่กระทบต่อสังคม&amp;nbsp; การกัดเซาะชายฝั่ง &amp;nbsp;ภัยที่เกิดจากการดำเนินนโยบายและโครงการของรัฐ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การสร้างอ่างเก็บน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทุกคนที่เป็นผู้ประสบภัยโดยเท่าเทียม &amp;nbsp;โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากเชื้อชาติ &amp;nbsp;สัญชาติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;3.กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยง &amp;nbsp;ทั้งในมิติของการจัดการระดับท้องถิ่น &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การอพยพ &amp;nbsp;สิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับภัยนั้นๆ &amp;nbsp;และส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการลดความเสี่ยงภัยเป็นหลัก &amp;nbsp;4.ไม่เปิดโอกาสให้การประกาศสาธารณภัยเป็นสาเหตุของการแย่งชิงที่ดิน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การประกาศสาธารณภัยแล้วให้ประชาชนออกไปจากพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก&amp;nbsp; 1.ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก &amp;nbsp;ต้องคำนึงถึงการวางผังเมือง &amp;nbsp;การปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี &amp;nbsp;ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม&amp;nbsp; 2.การเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและร่วมออกแบบในกระบวนการพัฒนาของรัฐ &amp;nbsp;บนหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.รัฐจะต้องจัดการผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมระหว่าง &amp;nbsp;ชุมชน &amp;nbsp;รัฐ &amp;nbsp;และนักลงทุน &amp;nbsp;หากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับนักธุรกิจ &amp;nbsp;ชาวบ้านก็ไม่ควรต้องเป็นผู้เสียสละด้วยการถูกพรากสิทธิที่ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22262</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินทำกิน, นโยบายที่ดิน คทช., พอช, ม.ธรรมศาสตร์, มหกรรมที่ดินคือชีวิต, เครือข่ายภาคประชาชน, เศรษฐกิจ, ‘วิกฤตที่ดินไทย’</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181119/image_big_5bf248c4e7e34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2018 11:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2018 11:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พีมูฟ&#039;หอบกุหลาบแดงขอบคุณ&#039;บิ๊กป้อม&#039;ช่วยที่ดินทำกิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค. 61 - ที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เข้ามอบช่อดอกกุหลาบแดง ให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์​สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อขอบคุณที่ช่วยเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นกรรมการในการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลนี้ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วง เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องช่วยอยู่แล้วและรัฐบาลก็พร้อมช่วย รับรองว่ารัฐบาลนี้ช่วยเหลือได้แน่นอน ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมายาวนาน และเป็นเรื่องของกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลจะได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ที่มีนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลอยู่ ขอให้มั่นใจว่า ประชาชนมีที่ดินทำกินกันแน่นอน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14953</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินทำกิน, บิ๊กป้อม, พีมูฟ, ภาคประชาชน, รองนายกฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180808/image_big_5b6a6faf71584.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8522</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2018 20:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2018 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประยุทธ์&#039;ติงพีมูฟเคลื่อนไหวต้องเข้าใจกติกาไม่อย่างนั้นก็ไม่พอ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ค. 61 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ช่วงหนึ่งว่าการเคลื่อนไหวของ P-Move เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ปัญหาให้ต่อไป ก็นำเข้าพิจารณาในคณะทำงานของ คทช. การจัดสรรที่ดิน ก็ได้สั่งการไปหมดแล้ว เพียงแต่หลายคนก็ใจร้อน เร่งรัด &amp;nbsp; ซึ่งต้องเข้าใจกติกา &amp;nbsp;ไม่อย่างนั้นก็ไม่พอหรอก ทุกคนต้องการโน่นต้องการนี่กันหมด โดยไม่มีการจัดระเบียบให้ ก็กลับไปที่เดิมหมด ก็ต้องเข้าใจกันบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;เพราะฉะนั้นบรรดาแกนนำต่างๆก็ต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหวด้วย &amp;nbsp;ไม่อยากให้มีปัญหาต่อไปในอนาคต รัฐบาลไม่มุ่งหวังที่จะไปปิดกั้นท่าน เพียงแต่ว่ารับเข้ามาในการพิจารณาของ คทช.ในการจัดที่ดินด้วย ไม่ใช่จะไปชี้ตรงโน้น ตรงนี้นะ เอาที่ดินตรงนี้มาเป็นของตัวเอง อันนี้เป็นการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8522</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินทำกิน, บิ๊กตู่, พีมูฟ, ม็อบคนจน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aec5f0ea39eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
