<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2020 00:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิ่งไล่ลุงผนึกซักฟอก อนค.แบไต๋ทำ2ขาสอดรับกัน/บิ๊กตู่เบรกม็อบไล่-หนุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; เมินตอบเรื่องที่ดินพ่อ ส่วนบิ๊กป้อมชี้เรื่องเก่าแจงได้แน่ ฝ่ายค้านจ้องเพิ่มกฐิน &amp;nbsp;&amp;ldquo;สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;rdquo; กรณีแบน 3 สารพิษ เตรียมโหมโรงใช้กีฬาฟุตบอลพันการเมืองวันที่ 19 ม.ค. &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภราดร&amp;rdquo; โอ่ข้อมูลในมือชั้นเอบวก รับแล้ววิ่งไล่ลุง-อภิปรายเป็นการทำงาน 2 ขา &amp;ldquo;นายกฯ&amp;rdquo; ร่ายยาวสะกิดม็อบไล่-เชียร์ให้คิดถึงคน 60 ล้าน ชี้ไม่ใช่เวลาสร้างความเกลียดชัง ลั่นทำงานไม่ใช่สั่งขี้มูกสั่งปรื๊ดแล้วโล่ง &amp;ldquo;ช่อ&amp;rdquo; โวยวิ่งไล่ลุงในต่างจังหวัดถูกคุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านจะหยิบยกปมซื้อขายที่ดินของ พ.อ.ประพัฒน์ จันทร์โอชา บิดาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) มาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดย พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธตอบคำถามดังกล่าวและเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที&amp;nbsp;
ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องเก่า นายกฯ ชี้แจงได้อยู่แล้ว &amp;nbsp;ไม่มีอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านยังไม่มีการประสานมาในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนที่จะอภิปรายเรื่องต่างๆ นั้นเป็นเพียงข่าว ของจริงยังไม่มี ยังไม่มีการยื่นอะไรมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายย้อนไปถึงการทำงานของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ &amp;nbsp;(คสช.) ทำได้หรือไม่ นายชวนกล่าวว่ายังไม่มีประเด็น จึงยังไม่มีความเห็น ไม่ขอพยากรณ์ล่วงหน้า ตามกรอบจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เมื่อสมาชิกเข้าชื่อกันครบก็สามารถเปิดการไม่ไว้วางใจได้ &amp;nbsp;แต่ตอนนี้ต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณให้ผ่านก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย (พท.) มีรายงานแจ้งถึงการเตรียมความพร้อมในการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นอกจากรัฐมนตรี 5 คนที่จะถูกยื่นอภิปรายแน่นอนแล้ว คือ พล.อ.ประยุทธ์, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นผู้ถูกอภิปรายในสัดส่วนของพรรค พท. แต่ยังต้องรอพรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ละพรรคเสนอชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายเข้ามาอีก โดยเบื้องต้นมีการเคาะกันว่าจะมีรัฐมนตรีอีก 2-3 คนอยู่ในข่าย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านกำลังรวบรวมข้อมูล กรณีนายสุริยะอ้างมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้เลื่อนการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสออกไปเป็นวันที่ 1 &amp;nbsp;มิ.ย.63 และยกเลิกการแบนไกลโฟเซตให้เป็นจำกัดการใช้แทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรค พท.กล่าวถึงความพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ข้อมูลของพรรคฝ่ายค้านถือว่ามีความพร้อม โดยข้อมูลที่จะอภิปรายหัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรี แบ่งเป็นชุด A บวก คือข้อมูลที่มีใบเสร็จ กับชุด A ที่แม้ไม่มีใบเสร็จ แต่ก็น่าเชื่อได้ว่าน่าจะมีการกระทำผิด ที่ผ่านมาคณะกรรมการกิจการพิเศษได้ประชุมซักซ้อมเตรียมพร้อมที่จะอภิปราย เราดูทั้งบุคคลดูทั้งเรื่องช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ควรอภิปราย เชื่อว่าข้อมูลที่อภิปรายไปคงทำให้หัวหน้ารัฐบาลและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายยืนอยู่ต่อไปลำบาก จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน &amp;nbsp;และบางทีอาจหนักกว่าการเปลี่ยนแปลงปรับคณะรัฐมนตรีก็ได้ เป้าหมายการอภิปรายอยู่ที่หัวหน้ารัฐบาล ส่วนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็เป็นภาพของสภา
เผย &amp;#39;วิ่ง-อภิปราย&amp;#39; สอดรับกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทำงานเราจะทำสอดคล้องกัน สอดรับกับระหว่างการวิ่งไล่ลุง 12 ม.ค.ที่คนที่ออกมาวิ่งล้วนอยากไล่ลุง จึงชวนกันออกมา เป็นการทำงานนอกสภาของประชาชน ส่วนเรารับความประสงค์จากประชาชนมาทำให้เป็นจริงในสภาผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเวลาการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอยู่ระหว่างวันที่ 16-20 ม.ค. และเบื้องต้นขอเวลาอภิปรายไว้ 3 วัน คาดว่าจะบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังตรุษจีน และคงอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงต้นเดือน ก.พ.&amp;rdquo; พล.ท.ภราดรกล่าวและว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย รองประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ จะไปหารือกับหัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านถึงประเด็นต่างๆ และกรอบเวลาอภิปราย ก่อนจะนำกลับมาหารือในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการพิเศษของพรรคในวันที่ 7 ม.ค.อีกครั้ง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านว่า ในที่ประชุมได้หารือถึงการเตรียมจัดกิจกรรมพรรคฝ่ายค้านสัญจร ที่จะเดินทางไปจัดกิจกรรมยังจังหวัดเชียงรายในวันที่ 19 ม.ค. เวลา 16.00 น. ซึ่งจะมีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมพรรคร่วมฝ่ายค้านที่รวมกับสื่อมวลชน พบกับนักฟุตบอลทีมเชียงรายและประชาชนในพื้นที่ จากนั้นเวลา 18.00-20.00 น.จะปราศรัยภายในสนามฟุตบอลในหัวข้อเกี่ยวกับการเมือง ผลจากการบริหารงานของรัฐบาล ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งเป็นลักษณะเปิดเวทีซักซ้อมกันก่อนวันอภิปรายจริงที่จะมาถึง &amp;nbsp;คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมาร่วมรับฟังอภิปรายประมาณ 1 หมื่นคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิคมกล่าวอีกว่า ในที่ประชุมได้พูดถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลน้อยมาก เพราะในสัดส่วนของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ตอนนี้มีรัฐมนตรี 5 คนที่พรรค พท.จะอภิปรายแน่นอน &amp;nbsp;ขณะเดียวกันยังรอพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น หากมีข้อมูลก็สามารถเสนอชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายเข้ามาร่วมด้วยได้ ข้อมูลของพรรคฝ่ายค้านตอนนี้มีความพร้อมมาก เพียงแต่กังวลในเรื่องเวลาที่ได้อภิปรายอาจจำกัด เท่าที่พูดคุยจะยื่นญัตติไม่เกินวันที่ 20 ม.ค. และคาดว่าการอภิปรายน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 1 หรือ 2 ของเดือน ก.พ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อมูลที่จะอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ ที่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นข้อมูลเก่า คงไม่สามารถล้มรัฐบาลได้นั้น เราไม่ได้หวังว่าจะมาล้มใคร เราเพียงทำหน้าที่ตรวจสอบ การที่รัฐบาลจะล้มหรือไม่ล้มขึ้นอยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง ที่วิจารณ์ว่าข้อมูลที่จะพูดเป็นเรื่องเก่านั้น ผมไม่ได้มองอย่างนั้น หากเป็นข้อมูลเก่าที่ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จะมาถือว่าเป็นข้อมูลเก่าก็ไม่ได้ เราไม่ได้เอาข้อมูลเก่ามาพูด แต่เป็นข้อมูลต่อเนื่องกัน ถ้าคิดว่าไม่ถูกต้องทำไมรัฐบาลประยุทธ์ไม่แก้ไข เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในรัฐบาลประยุทธ์ 2 ก็ล้วนมาจากประยุทธ์ 1 เมื่อรู้ว่าสิ่งไหนทำผิดพลาด เมื่อเป็นรัฐบาลใหม่แล้วทำไมถึงไม่แก้&amp;rdquo; นายนิคมระบุ
สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงเช้าได้ให้โอวาทแก่คณะนักกีฬาพาราลิมปิก ผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่ ก่อนออกเดินทางไปแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 10 &amp;nbsp;ณ เมืองซูบิก &amp;nbsp;สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยภายหลังให้โอวาทนายกฯ ได้เดินมาทักทายนักกีฬา พร้อมกล่าวว่า &amp;quot;พวกเราไปแข่งขันกีฬาที่โน่น ส่วนผมอยู่ที่นี่ก็แข่งกีฬาเหมือนกัน เป็นกำลังใจให้ผมหรือเปล่า ผมทำความดี&amp;quot;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ได้มีนักกีฬาคนหนึ่งกล่าวติดตลกว่า &amp;quot;ขอให้กำลังใจลุง ขอให้วิ่งให้ทันเขานะลุง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าสังเกตว่าตลอดการให้โอวาท พล.อ.ประยุทธ์มีอาการอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งมีเสียงที่ค่อนข้างแหบแห้งจากอาการป่วยเป็นไข้หวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า วันที่สิ่งที่กำลังดีๆ ก็อยากให้เดินหน้าไป อย่าดึงให้ถอยหลัง ย้อนไปย้อนมา คิดว่าได้ตั้งใจมั่นทำงานมา 5 ปี ปีที่ 6 นี้ ยังยืนยันมีแรงศรัทธาตลอดมา &amp;nbsp;ไม่ใช่ต้องการอำนาจ ใครบอกว่าการเมืองคืออำนาจผลประโยชน์ ในเมื่อไม่ต้องการอำนาจและผลประโยชน์ แล้วทำไมไม่ไว้ใจตนเอง เมื่อไว้ใจตนเองก็ต้องไว้ใจในการบริหารของตนเอง โดยจะควบคุมเรื่องเหล่านี้ให้มากที่สุดไม่ให้กลับไปที่เดิม นั่นคือสิ่งที่อยากจะพูดกับพวกเราทุกคน วันนี้ที่พูดเยอะเพราะแบบนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้นายกฯ กำลังคิดแก้ไขปัญหาหลายเรื่อง นายกฯ ไม่เคยหยุดคิด ใครจะตำหนิต่อว่าอะไรก็ตาม ส่วนเรื่องไหนที่ทุจริตผิดกฎหมายก็ว่ามา ชี้แจงได้ก็จบ ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็ไปขึ้นกระบวนการศาล การพูดกันไปมาบางทีไม่ใช่เรื่อง มันไม่มีอะไรที่ชัดเจน พูดกันไปบอกกันมา จนเกลียดชังหมด ถามว่าเวลานี้เราควรสร้างให้เกิดความเกลียดชังกันเองในชาติหรือไม่ มันใช่เวลาหรือไม่ ทำไมไม่เอาเวลามารวมพลังเพื่อต่อสู้กับปัญหาภายนอก แล้วปัญหาภายในก็แก้กันในเชิงระบบกลไก ถ้ามัวโทษกันไปกันมามันแก้อะไรไม่ได้สักอย่าง แก้โน้นกระทบนี้ พันกันไปหมด รัฐบาลนี้เข้ามาแก้ปัญหาที่ซ้ำซ้อน ไม่ใช่แก้ปัญหาเชิงเดี่ยวในลักษณะเปิดแล้วปิดงานปรบมือกัน ตนเองไม่ชอบแบบนั้น ชอบแก้ปัญหาทั้งระบบ บางอย่างได้ผล บางอย่างไม่ได้ผล เพราะทั้งหมดเราบังคับไม่ได้ มันเป็นเรื่องของประชาชน&amp;nbsp;
เบรกม็อบ &amp;#39;ไล่-เชียร์&amp;#39;
&amp;ldquo;วันนี้ผมพยายามทำดีที่สุด รับทุกปัญหาของประชาชนมาคิด กลับบ้านก็คิด เสาร์อาทิตย์ก็คิด เย็นกลับไปก็คิด ไม่เคยนิ่งนอนใจกับปัญหา แต่ต้องใช้กลไก ครม.ขับเคลื่อนและติดตามผลการปฏิบัติจากการรายงาน ไม่ได้ฟังรายงานจากข้าราชการอย่างเดียว แต่ฟังจากประชาชนที่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ เอาทั้งสองอย่างมาผสมกัน คือเชิงหลักการและเชิงประจักษ์ นั่นคือสิ่งที่ผมทำงาน ผมอยากให้ทุกคนใช้กลไกประชาธิปไตยของวันนี้สร้างประเทศกันก่อนได้หรือไม่ ดีกว่าที่จะทำลายซึ่งกันและกัน ถ้าผิดถูกตรงไหนก็ไปเข้ากระบวนการยุติธรรม แต่ถ้าพูดกันไล่กันไปกันมาแบบนี้ ผมไม่เห็นประโยชน์จะเกิดขึ้น ไม่ว่าสนับสนุนผมหรือสนับสนุนใครก็ตามหรือต่อต้านผม มันเกิดประโยชน์กับใครบ้าง มันก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ออกมาทำเรื่องแบบนี้ พัน สองพัน หมื่นนึง แต่คนที่เสียประโยชน์คือคน 60 ล้าน ผมอยากจะบอกว่าพอเถอะ มาช่วยกันทำประเทศดีกว่า&amp;rdquo;
นายกฯ กล่าวอีกว่า ช่วยกันฟังว่ารัฐบาลจะทำอะไร จะได้ประโยชน์อะไร ถ้าไม่พอใจอะไรก็บอกมา &amp;nbsp;รัฐบาลก็แก้ไข แก้ปัญหาต้องแบบนี้ อย่าใช้ทุกเวทีดิสเครดิตกันไปมา ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะยังไม่ได้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ใครผิดถูกอย่างไรให้มาแจ้ง เอาหลักฐานมาจะนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เมื่อตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ตอนนี้มีองค์กรอิสระตรวจสอบเยอะแยะไปหมด แล้วเขาจะกล้ามาเข้าข้างตนเองหรือ ถ้าเขากล้าช่วยหรือใครก็ตาม แล้วเขามีความผิด เป็นท่าน ท่านจะกล้าหรือไม่ที่จะช่วยคนผิด ทุกคนกลัวความผิด ฉะนั้นตนเองก็ใช้กลไก เจตนาของตนเองในการแสดงออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายอย่างคิดออกมาทำไม่ได้ผล ก็ยอมรับ ทุกอย่างอาจต้องลองผิดลองถูก ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญก็ไม่รู้จะทะเลาะกันทำไม ในเมื่อตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา แก้ไขก็ไปคุยกัน จะมาคุยกันทางสื่อทำไมกันทุกวัน เปิดประเด็นกันอีกทำไมในเมื่อก็ไม่ได้ขัดข้องอยู่แล้ว ก็ไปคุยกันในกรรมาธิการ วันนี้ทุกอย่างออกสื่อกันหมด แล้วก็ตีกัน ยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง อยากถามว่ามันสำเร็จอะไรสักอย่างหรือไม่ ความร่วมมือจะเกิดหรือไม่ แล้วมาบอกว่าห่วงเรื่องโน้น มีสู้รบสงคราม แต่ในประเทศก็ตีกัน แล้วไปห่วงทางโน้น จะไปทำอะไรได้ ทำสองทาง ช่วยตนเองบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมฝากคน 60 กว่าล้านที่เขาเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาล โดยที่ท่านไม่ต้องไปสนใจเรื่องอะไรดี จะใช้คำพูดอะไรดี เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง บางทีมันไม่ได้สาระอะไรทั้งสิ้น พูดกันได้ทุกวัน เรื่องที่ยังไม่เกิดก็พูดทำให้สังคมระอุทุกวัน ทำเพื่ออะไร ผมอยากถามกับการที่ผมทำเพื่อประเทศของผม เพื่อพวกเราทุกคน ร่วมกับพวกเรา แต่อีกพวกจ้องทำลายทุกวัน ทำอะไรก็ผิดหมด ไม่มีใครทำถูกทั้งหมดหรือผิดทั้งหมดหรอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่าผิดกระบวนการยุติธรรมต้องตัดสิน และต้องเชื่อไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่เช่นนั้นประเทศอยู่ไม่ได้แน่นอน ทุกประเทศอยู่ด้วยกระบวนการยุติธรรม ต้องมีการพิสูจน์สิทธิ ข้อเท็จจริงตามกระบวนการ 3 ศาล เข้าใจกันหรือไม่ ไปว่ากันมาเมื่อตัดสินแล้วก็จบ ไม่ใช่ไปด้อยค่าศาลอีก ทุกอย่างมันรวนเรไปหมดแล้วจะอยู่กันด้วยอะไร ผมถามหน่อย รัฐธรรมนูญเขียนยังไงก็ไม่มีใครพอใจทั้งหมด &amp;nbsp;ฉะนั้นอย่าเอาเรื่องเดิมๆ มาทะเลาะกันอีกเลย ผมขอร้องแค่นี้ ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใครทั้งสิ้น&amp;quot; นายกฯ กล่าว
อัดทำงานไม่ใช่สั่งขี้มูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่า สื่อด่าทุกวัน การ์ตูนเขียนด่ามา 5 ปีเต็ม ไม่เคยไปแตะต้องเลย รู้อยู่หนังสือพิมพ์ไหน หน้าไหน ไม่เคยแตะต้องรังแกสื่อไหน เขาทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกกระบวนการตามกฎหมายที่เขียนไว้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปสั่ง ถ้าเราไม่เอากฎหมายที่เป็นตัวพื้นฐานของประเทศ &amp;nbsp;ประเทศนี้ก็ไม่ใช่ประเทศ อาจเรียกว่าอะไรสักอย่างที่หลายคนหลายกลุ่มอยู่กันไปตีกันไป นั่นมันโบราณกาลร้อยกว่าปีมาแล้ว วันนี้เป็นประเทศมาสองร้อยกว่าปีแล้ว กรุงรัตนโกสินทร์ตั้งสองร้อยกว่าปีแล้ว &amp;nbsp;ทำไมจะย้อนกลับไปสู่ยุคอดีตอีกที่ทุกคนแยกกันอยู่ แยกฝ่ายแล้วทุกคนก็ตีกัน รบกัน แล้วประเทศชาติ ประชาชนจะอยู่ตรงไหน ที่บอกรักชาติรักประชาชน รักจริงหรือเปล่า รักแบบไหน รักถูกวิธีหรือเปล่า รักลูกถูกวิธีหรือเปล่า รักคนไทยถูกวิธีหรือเปล่า ถ้ารักมันต้องหาวิธีการที่เหมาะสม ดีบ้าง ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง แต่คนได้ประโยชน์ต้องมาก ส่วนคนที่ไม่ได้ประโยชน์ คนเสียประโยชน์ก็มี นั่นคือสิ่งที่ยากง่ายของการทำงาน ไม่ใช่ทำงานสั่งเหมือนสั่งขี้มูก เช้านี้สั่งปรื๊ดไปแล้วก็โล่ง มันไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นจะนั่งเป็นบ้าเป็นบอเขียนหนังสือ นั่งคิดทั้งวัน เหลือเวลานอนที่ไม่ได้คิด แล้วจะต้องมาเสียเวลาพูดกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่อง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สมองผมหายไปเยอะหายไปครึ่งนึง ทำไมไม่ช่วยผมบ้าง ผมเคารพทุกท่าน เพราะเข้ามาในกระบวนการประชาธิปไตย แต่ผมถามว่าประชาธิปไตยวันโน้นกับประชาธิปไตยวันนี้ต่างกันอย่างไร หาให้เจอผมขี้เกียจพูดย้อนไปย้อนมา ทุกคนทราบดี แต่ลืมไปหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย วันนี้สิ่งที่ดีเกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่ไม่ดียังมีค้างอยู่ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากให้ประชาชนตัดสินใจว่าเราจะเดินไปข้างหน้าหรืออยู่กับที่ หรือจะก้าวถอยหลัง หรือจะรื้อทั้งหมดกลับไปสู่อดีต เชิญท่านเถอะ ผมทำของผมเต็มที่เท่านี้&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในวันที่ 12 ม.ค.ว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ต้องติดตามอะไร เขาวิ่งกันอยู่ที่ไหน แค่รู้ว่าวิ่งกันอยู่ที่สวนรถไฟก็พอแล้ว จะให้ทำอย่างไร วิ่งแต่อย่าให้ผิดกฎหมายก็แล้วกัน และไม่มีสั่งปิดที่ไหน รัฐบาลให้ทำกิจกรรมแล้วไม่ให้ใครสั่งปิดหรอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่ากิจกรรมดังกล่าวมีนักการเมือง ทั้งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ &amp;nbsp;(อนค.) และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค อนค.เข้าร่วมด้วย พล.อ.ประวิตรสวนว่า &amp;ldquo;ผมจะทำยังไงได้ ผมไม่ใช่ช่อนี่ เขาจะวิ่งแล้วจะไปทำอย่างไร&amp;rdquo; เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ประวิตรจะไปร่วมกิจกรรมตามคำเชิญของกลุ่มดังกล่าวหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า &amp;ldquo;ผมจะไปยังไง ผมเดินยังไม่เดินยังอยู่แล้ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.พรรณิการ์กล่าวแสดงความกังวลถึงกรณีการคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา จากกรณีการออกหมายเรียกบุคคลต่างๆ ให้เข้ารับทราบข้อหาตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ และกรณีการคุกคามประชาชนที่จะทำการจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในจังหวัดต่างๆ ว่า &amp;nbsp;การแจ้งข้อหาบุคคลต่างๆ ในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ซึ่งมีนายธนาธร รวมทั้งนายไพรัฎฐโชติก์ จันทรขจร สมาชิกพรรค อนค.ถูกแจ้งข้อหาด้วยนั้น ขอยืนยันว่าทั้งสองคนจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจนครบาลปทุมวันในวันที่ 10 ม.ค.นี้แน่นอน โดยการรับทราบข้อกล่าวหาครั้งนี้เป็นการไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายเท่านั้น แต่เรายังคงยืนยันว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมือง เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560
ช่อข้องใจจับผิดวิ่งไล่ลุง ตจว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า ตอนนี้ดูเหมือนว่าเสรีภาพการแสดงออกของประชาชนกำลังถูกคุกคาม จากกรณีการจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ซึ่งการจัดกิจกรรมกระจายไปในหลายสิบจังหวัดทั่วประเทศไทย ที่ผ่านมาผู้จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในกรุงเทพฯ ถูกคุกคาม ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม ซึ่งเป็นกิจกรรมในรูปแบบที่สงบสันติ เป็นการแสดงออกที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ต่อมาได้มีการร้องเรียนการถูกคุกคามเข้ามาที่คณะกรรมาธิการกฎหมายและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จึงมีการเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม ซึ่งตำรวจเองก็ยืนยันว่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงที่จะจัดขึ้นเป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงในหลายจังหวัดกลับมีการคุกคามผู้จัดกิจกรรม ถูกติดตามโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดพะเยาที่มีการเรียกผู้จัดกิจกรรมไปพบและไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรม โดยบอกว่าผู้จัดไม่ได้ขออนุญาตสถานที่หลายสถานที่ รวมทั้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ติดเครื่องหมายชั้นยศแสดงตนสังกัดที่ชัดเจน เรียกผู้จัดกิจกรรมไปพบถึงสองครั้ง พร้อมมีคำพูดข่มขู่จากเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว ระบุว่าคงพอรู้นะว่าพื้นที่นี้เป็นของใคร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในฐานะผู้แทนราษฎรขอยืนยันว่า พื้นที่สาธารณะทุกแห่งในประเทศไทยเป็นพื้นที่ของประชาชน คนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าของประเทศ และตราบใดที่กิจกรรมที่ทำไม่ได้ขัดต่อกฎหมายและขื่อแปของบ้านเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมไม่มีสิทธิ์ไปคุกคาม และยังต้องอำนวยให้กิจกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างสะดวกเรียบร้อยและปลอดภัย จึงต้องขอถามกลับไปยังเจ้าหน้าที่ว่า เหตุใดในเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ กมธ.สิทธิมนุษยชนเรียกมาชี้แจง บอกว่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงจัดได้ แต่ตำรวจที่ไปเรียกผู้จัดกิจกรรมในจังหวัดอื่นๆ เข้าพบ ใช้อำนาจใดตามกฎหมายในการเรียกตัว ทำไปเพื่ออะไร ท่านเห็นว่าประชาชนที่จัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงทำผิดกฎหมายข้อใด ขอให้ตอบมาให้ชัด เพราะถ้าตอบไม่ได้ย่อมหมายความว่าเจ้าหน้าที่กำลังใช้อำนาจรัฐคุกคามประชาชน และกระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; น.ส.พรรณิการ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กเพจเจ๊ดา อนาคตจันท์ ของนางลัดดา จตุจักรอุทัยศรี หรือเจ๊ดาเจ้าของโรงแรมเชอราตันเซนเตอร์ อดีตผู้สนับสนุนพรรค อนค.โพสต์ข้อความระบุว่า &amp;quot;ขณะนี้มีการแอบอ้างชื่อบุคคลในทีมงานเจ๊ดา อนาคตจันท์ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ขอแจ้งให้ทราบโดยชัดเจนว่าไม่มีทีมงานของเจ๊ดา อนาคตจันท์คนใดข้องเกี่ยวกับการบริหารจัดการกิจกรรมดังกล่าว ทีมงานของเรามุ่งหมายทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นเพื่อให้พี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายได้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น &amp;nbsp;มีสังคมและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เราจึงไม่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมดังกล่าวอันอาจทำให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจส่วนหนึ่งที่ซบเซาและซ้ำเติมภาวะตึงเครียดของโลกที่อาจเกิดภัยสงครามในตะวันออกกลาง ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วทั่วโลก ดังนั้น ไม่ว่ากลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มการเมืองพรรคใดในจังหวัดจันทบุรีที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมนี้ เราถือเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งไม่เกี่ยวกับการพัฒนาท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรีที่ทีมงานเจ๊ดา อนาคตจันท์กำลังมุ่งมั่นดำเนินงาน&amp;quot;.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53965</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ดินพ่อบิ๊กตู่, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วิ่งไล่ลุง, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แบน 3 สารพิษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e134156b5aad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53837</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไพศาล&#039;ยก 6 เหตุผลตบหน้าเพื่อไทย ยันที่ดินพ่อประยุทธ์ ล้มนายกฯบิ๊กตู่ไม่ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ม.ค. 63 - นายไพศาล พืชมงคล อดีตที่ปรึกษาพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องขายที่ดินของบิดาพลอ.ประยุทธ์ให้บริษัทคุณเจริญ600ล้านบาทนั้น ล้มลุงตู่ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เป็นที่ดินของบิดา ไม่ใช่ของลุงๆไม่ใช่ผู้ขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เป็นการซื้อขายในปี2556ก่อนลุงยึดอำนาจ ยังไม่เป็นนายก ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ราคาที่ดินที่ขายย่อมสูงกว่าราคาประเมินเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าคิดโกง สามารถจดทะเบียนขายเท่าราคาประเมินก็ได้ การแสดงราคาขายมากกว่าราคาประเมินจึงถูกต้องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ราคาซื้อขายเท่าใดย่อมขึ้นอยู่กับการตกลงโดยเฉพาะการคิดคำนวณการลงทุนของผู้ซื้อ มากรายราคาซื้อขายสูงกว่าราคาประเมินนับพันเท่า เพราะราคาประเมินเป็นมูลค่าต่ำสุดเพื่อเก็บภาษี หากตั้งสูงประชาชนย่อมเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.บริษัทคุณเจริญซื้อที่ดินแล้วจะพัฒนาเมื่อใด จะมีรายได้อย่างไรเป็นวิธีการลงทุนของคุณเจริญ ไม่เกี่ยวกับลุงแก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.ตอนซื้อขายไม่มีใครรู้ว่าลุงแกจะเป็นนายก เพราะตอนนั้นคุณยิ่งลักษณ์มีอำนาจมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมไม่ชอบใจเรื่องกัญชา แต่เรื่องนี้ก็ด่าลุงแกไม่ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53837</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซักฟอกรัฐบาล, ที่ดินพ่อบิ๊กตู่, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191210/image_big_5deefe09baf1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
