<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>100953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/04/2021 20:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/04/2021 20:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>HRWชี้อิสราเอลก่ออาชญากรรม&#039;แบ่งแยกสีผิว&#039;ต่อปาเลสไตน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์กล่าวหาอิสราเอลว่าดำเนินนโยบายแบ่งแยกสีผิวและกดขี่ข่มเหงชาวปาเลสไตน์ และชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาหรับในอิสราเอล ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิวมาเลอาดูมิน ในเขตยึดครองเวสต์แบงก์ชานกรุงเยรูซาเลม เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 (Photo by AHMAD GHARABLI / AFP) (Photo by AHMAD GHARABLI/AFP via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนจากนิวยอร์กชี้แจงว่า รายงานความยาว 213 หน้าที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 27 เมษายน ไม่ได้มีเป้าหมายเปรียบเทียบอิสราเอลกับยุคสมัยของการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ แต่เป็นการประเมินว่า &amp;quot;มีการกระทำและนโยบายจำเพาะใดหรือไม่&amp;quot; ที่เป็นการแบ่งแยกสีผิวตามนิยามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลปฏิเสธคำกล่าวหานี้ทันทีว่า ทั้งผิดประหลาดและเป็นเท็จ พร้อมกับกล่าวหาฮิวแมนไรต์วอตช์ (HRW) ว่าส่งเสริมการบอยคอตอิสราเอลมานานหลายปีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ ออกแถลงการณ์ตอบรับรายงานฉบับนี้ด้วยความยินดี พร้อมกับเรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศเข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน รวมถึงเพื่อให้มั่นใจว่ารัฐ, องค์กร และบริษัทต่างๆ ของพวกเขา ไม่ได้มีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในปาเลสไตน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ประกาศว่าจะสอบสวนอาชญากรรมสงครามในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครอง และในฉนวนกาซา ซึ่งกองทัพอิสราเอลและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์เช่นฮามาส อาจเป็นผู้กระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายงานฉบับนี้ HRW ชี้ให้เห็นถึงข้อกำหนดของอิสราเอลที่จำกัดการเคลื่อนไหวของชาวปาเลสไตน์และยึดที่ดินของชาวปาเลสไตน์มาใช้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในดินแดนยึดครองช่วงสงครามตะวันออกกลางปี 2510 ว่าเป็นตัวอย่างของนโยบายที่ถือเป็นอาชญากรรมแบ่งแยกสีผิวและการกดขี่ข่มเหง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั่วอิสราเอลและ (ดินแดนปาเลสไตน์) ทางการอิสราเอลได้ดำเนินการด้วยเจตนาที่จะรักษาความมีอำนาจเหนือชาวปาเลสไตน์ ด้วยการควบคุมเหนือดินแดนและประชากรเพื่อผลประโยชน์ของชาวยิวอิสราเอล&amp;quot; รายงานกล่าว &amp;quot;บนพื้นฐานนี้ รายงานสรุปว่า เจ้าหน้าที่อิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติด้วยการแบ่งแยกสีผิวและการกดขี่ข่มเหง&amp;quot; ตามนิยามภายใต้อนุสัญญาการแบ่งแยกสีผิวปี 2516 และธรรมนูญกรุงโรมปี 2541.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100953</URL_LINK>
                <HASHTAG>HRW, ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, ก่ออาชญากรรมแบ่งแยกสีผิว, ที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิว, ปาเลสไตน์, อิสราเอล, ฮิวแมนไรต์วอตช์, เขตยึดครองเวสต์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_60880aab5c36e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57135</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 21:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยูเอ็นแฉชื่อ 112 บริษัทขัดข้อมติทำธุรกิจกับนิคมยิว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ยูเอ็นเปิดเผยรายชื่อบริษัท 112 แห่งที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวพันกับที่ตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมายของชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครองจากปาเลสไตน์ ในจำนวนนี้รวมถึงแอร์บีเอ็นบี, เอ็กซ์พีเดีย และทริปแอดไวเซอร์ ด้านผู้นำยิวเต้นผาง ขู่บอยคอตมาเจอบอยคอตกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอล มาเอลอาดูมิน ในเขตยึดครองเวสต์แบงก์ ชานนครเยรูซาเลม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานที่เผยแพร่ที่นครเจนีวาเมื่อวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นการเปิดเผยข้อมูลที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ใช้เวลาตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนมาเนิ่นนานหลายปี ตามข้อมติปี 2559 ที่เรียกร้องให้จัดทำ &amp;quot;ฐานข้อมูลธุรกิจทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเฉพาะที่โยงกับที่ตั้งถิ่นฐานของชาวอิสราเอลในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง&amp;quot; รายชื่อซึ่งมาจากการประเมินข้อมูลมากกว่า 300 บริษัทนี้เคยมีกำหนดจะเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน แต่ถูกประวิงเวลาเรื่อยมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยูเอ็นเอชอาร์ซีกล่าวว่า การจัดทำรายชื่อบริษัทในฐานข้อมูลนี้ไม่ได้มีความประสงค์เพื่อนำไปสู่กระบวนการทางตุลาการหรือกึ่งตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทที่อยู่ในรายชื่อ 112 นี้รวมถึงบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ เช่น แอร์บีเอ็นบี, อัลสตอม, บุ๊กกิงดอทคอม และโมโตโรลาโซลูชันส์ ในจำนวนนี้ 94 บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ในอิสราเอล อีก 18 บริษัททำธุรกิจใน 6 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอิสราเอล ซึ่งมักกล่าวหายูเอ็นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งยูเอ็นเอชอาร์ซี ว่ามีอคติต่อต้านอิสราเอล ออกมาตอบโต้รายงานฉบับนี้ทันที โดยนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ขู่ว่าอิสราเอลจะตอบโต้ &amp;quot;ใครก็ตามที่บอยคอตเราก็จะโดนบอยคอตกลับ&amp;quot; คำแถลงจากสำนักงานนายกรัฐมนตรีอิสราเอลอ้างคำกล่าวของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวโจมตีรายงานฉบับนี้ว่า เป็นการยอมจำนนอย่างน่าละอายต่อแรงกดดันจากประเทศและองค์กรต่างๆ ที่ต้องการทำร้ายอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางฝั่งตรงข้าม ริยาด อัลมัลกี รัฐมนตรีต่างประเทศของปาเลสไตน์ กล่าวถึงการเปิดเผยรายชื่อบริษัทเหล่านี้ว่าเป็น &amp;quot;ชัยชนะสำหรับกฎหมายระหว่างประเทศและความพยายามทางการทูต&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันมีชาวยิวมากกว่า 600,000 คนใช้ชีวิตอยู่ในเขตที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออกซึ่งมีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่ราว 3 ล้านคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57135</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน, ที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิว, นิคมยิว, ยูเอ็น, ยูเอ็นเอชอาร์ซี, อิสราเอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e455b7d2b7d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50686</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2019 21:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2019 21:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐขวางโลก ชี้ที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในเวสต์แบงก์ไม่ผิดกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ละทิ้งนโยบายที่ยึดถือมานาน 4 ทศวรรษที่ว่า ที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิวในดินแดนที่ยึดครองมาจากชาวปาเลสไตน์นั้นไม่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรืออีกนัยหนึ่งคือการหนุนหลังชาวอิสราเอลสร้างนิคมยิวในเขตยึดครองเวสต์แบงก์ ทั้งที่นานาชาติคัดค้านหวั่นบั่นทอนกระบวนการสร้างสันติภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพถ่ายจากหมู่บ้านคิฟิ ฮาเรส ของปาเลสไตน์ เผยให้เห็นที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิวเรวาวา ในเขตเวสต์แบงก์ / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน กล่าวว่า ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ประกาศที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า ภายหลังทำการศึกษาการโต้แย้งทางกฎหมายจากทุกฝ่ายอย่างรอบคอบแล้ว รัฐบาลสหรัฐได้ข้อสรุปว่า การสถาปนาที่ตั้งถิ่นฐานของพลเรือนชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์นั้นโดยตัวของมันเองไม่ได้เป็นการขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของเขาทำให้สหรัฐมีจุดยืนขัดแย้งกับทุกประเทศบนโลกนี้ รวมถึงข้อมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ แต่ถือเป็นชัยชนะของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่กำลังดิ้นรนรักษาอำนาจไว้ หลังจากไม่สามารถรวบรวมที่นั่งตั้งรัฐบาลข้างมากได้ แม้จะจัดการเลือกตั้ง 2 รอบแล้วในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปอมเปโอกล่าวด้วยว่า การตัดสินใจของสหรัฐไม่ได้หมายความว่าสหรัฐพิจารณาว่าที่ตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในเวสต์แบงก์เป็นสิ่งถูกกฎหมายเช่นกัน แต่สหรัฐจะมีจุดยืนคล้อยตามการตัดสินของศาลอิสราเอลแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการปาเลสไตน์ ซึ่งปฏิเสธจะเข้าสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพภายใต้การไกล่เกลี่ยของรัฐบาลของทรัมป์ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าลำเอียงเข้าข้างอิสราเอล ประณามการตัดสินใจของสหรัฐครั้งนี้ นาบิล อาบู รูไดนาห์ โฆษกประธานาธิบดีมะห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐไม่มีคุณสมบัติหรือมีอำนาจที่จะยกเลิกข้อมติของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งยังไม่มีสิทธิ์ที่จะยกความชอบธรรมตามกฎหมายให้แก่ที่ตั้งถิ่นฐานของอิสราเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายกฯ เนทันยาฮู ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ กล่าวว่า การตัดสินใจของสหรัฐเป็นการ &amp;quot;แก้สิ่งที่ผิดในประวัติศาสตร์ให้ถูกต้อง&amp;quot; สำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล 600,000 คน ที่อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงก์และเยรูซาเลมตะวันออก ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ราว 2.9 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าคำประกาศของรัฐบาลทรัมป์ต้องถูกตีความว่าเป็นการโอบอุ้มเนทันยาฮู ซึ่งกำลังลุ้นให้เบนนี แกนตซ์ คู่แข่งของเขาที่มีแนวคิดสายกลาง จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมายภายใน 2 วันนี้ แต่ปอมเปโอปฏิเสธทัศนะดังกล่าว โดยอ้างว่า ช่วงเวลาของการประกาศนั้นไม่ได้ผูกโยงกับการเมืองภายในประเทศไม่ว่าในอิสราเอลหรือที่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา นโยบายของสหรัฐอิง อย่างน้อยในทางทฤษฎี กับทัศนะทางกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2521 ที่ระบุว่าการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลในดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่อิสราเอลยึดไว้เมื่อทศวรรษก่อนหน้านั้น เป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ที่ว่าด้วยกฎหมายสงครามนั้น ห้ามไว้อย่างชัดเจนไม่ให้เคลื่อนย้ายพลเรือนเข้าไปในดินแดนยึดครอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้ที่ผ่านมา โดยทั่วไปรัฐบาลสหรัฐมักจะใช้อำนาจยับยั้งข้อมติที่วิจารณ์อิสราเอล แต่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เคยหักหน้าเนทันยาฮูช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่โอบามาจะพ้นตำแหน่ง ด้วยการสนับสนุนข้อมติ 2334 ที่กล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลทรัมป์เคยขวางโลกกรณีอิสราเอลมาแล้วหลายครั้ง เมื่อปี 2560 ทรัมป์รับรองนครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และปีถัดมาก็ย้ายสถานทูตสหรัฐไปประจำที่นั่นอย่างเป็นทางการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50686</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายระหว่างประเทศ, ที่ตั้งถิ่นฐานชาวยิว, ปาเลสไตน์, สหรัฐ, อิสราเอล, เขตยึดครอง, เวสต์แบงก์, ไม่ผิดกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191119/image_big_5dd3ffe20f09a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
