<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2018 13:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2018 13:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะดวกโยธิน!กัญชาทางการแพทย์ พร้อมเปิดอบรมเกษตรกรปลูกแปรรูป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ธ.ค.61- พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการปลูกกัญชาทางแพทย์&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ขณะนี้หน่วยงานราชการได้เปิดให้เกษตรกรเข้าไปศึกษาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติพื้นที่ปลูก&amp;nbsp;ทั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) กระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเป็นผู้ให้องค์ความรู้ในเรื่องการคัดเลือกสายพันธุ์กัญชา วิธีการปลูก การจัดสร้างโรงเรือน การควบคุมอุณหภูมิ การควบคุมการเจริญเติบโตของต้นกัญชา รวมทั้งข้อควรระวังในประเด็นที่อาจจะมีการลักลอบนำผลผลิตกัญชาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ในระหว่างนี้เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถเข้าไปติดต่อเพื่อเข้ารับการอบรมเตรียมความพร้อมได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการนำมาใช้ทางการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก รวมทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน จะกำหนดให้มีการขออนุญาตเป็นรายๆไปเพื่อแปรรูปออกมาในสูตรยาประเภทต่างๆ ซึ่งจะต้องวางแผนให้ชัดเจนทั้งในด้านการปลูกและการแปรรูปโดยจะเริ่มต้นจากกำหนดปริมาณผู้ป่วยที่ต้องการถึงยา จากนั้นจึงจะนำมาคำนวณเพื่อกำหนดปริมาณการแปรรูปและนำไปคำนวณพื้นที่เพาะปลูกายใต้การควบคุม&amp;nbsp;โดยกัญชาผิดสายพันธุ์และกัญชาส่วนเกินจะถูกทำลายทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ระหว่างนี้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมอยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมความพร้อม ในทันทีที่กฎหมายกัญชาผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมีผลบังคับใช้คาดว่าภายในเดือน ม.ค. 62 จะเห็นความชัดเจนของพื้นที่ปลูก การแปรรูป และการนำยากัญชาไปใช้รักษาในผู้ป่วยโรคต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ดังนั้นขอให้ผู้ที่เป็นกังวลในเรื่องดังกล่าวสบายใจได้ว่า ทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐและผลประโยชน์จะเป็นของประเทศและคนไทยทั้งหมด ส่วนปัญหาเรื่องการยื่นขอสิทธิบัตรของภาคส่วนต่างๆนั้นทางกระทรวงพาณิชย์จะมีความชัดเจนหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ด้วยเช่นกัน&amp;quot; พล.อ.อ.ประจิน ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24949</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงสาธารณสุข, กัญชาทางการแพทย์, ที่ประชุม สนช., ปลูกกัญชา, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง, สิทธิบัตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cffb1d2c91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18544</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนช.ถกร่าง &#039;พรบ.น้ำ&#039; 28ก.ย.นี้ แจงเก็บค่าน้ำเฉพาะอุตสาหกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.61 - ที่รัฐสภา พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แถลงว่า การประชุมสนช.ในวันที่&amp;nbsp;28&amp;nbsp;ก.ย.จะมีการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ โดยคณะกมธ.ได้แก้ไขเพิ่มเติมร่างกฎหมายดังกล่าว&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 1.เรื่องโครงสร้างองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะกมธ.ได้แก้ไขให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) รวมทั้งกำหนดให้มีศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจในภาวะที่เกิดปัญหาวิกฤติน้ำ เพื่อให้สอดรับคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กำหนดให้มีผังน้ำ ซึ่งจะเป็นแผนที่แผนผังที่จะแสดงระบบทางน้ำทั้งประเทศ กล่าวคือ ต่อไปหากจะมีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องไม่ให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือกระแสน้ำหรือการกีดขวางการไกลของน้ำในระบบทางน้ำ&amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาน้ำแล้งหรือน้ำท่วมมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.คณะกมธ.แก้ไขเพิ่มเติมให้การบริหารทรัพยากรน้ำตามร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ประกอบด้วย (1)น้ำสาธารณะที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ (2)&amp;nbsp;น้ำในทางน้ำชลประทาน และ (3)&amp;nbsp;น้ำบาดาล เพื่อให้ร่างพ.ร.บ ฉบับนี้เป็นกฎหมายกลางในการบริหารทรัพยากรน้ำอย่างแท้จริงและเกิดความประสานสอดคล้องกันในทุกมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานคณะกมธ. กล่าวว่า สำหรับประเด็นเรื่องการจัดเก็บภาษีน้ำจากเกษตรกรนั้น ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เคยอยู่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนของการเสนอกฎหมายเข้ามายังสนช.ในวาระ&amp;nbsp;หรือ การแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นคณะกมธ. เพียงแต่จะมีเรื่องการจัดสรรการใช้น้ำและการเก็บค่าใช้น้ำเฉพาะกรณีของภาคอุตสาหกรรมหรือกิจกรรมอื่นๆที่มีการใช้น้ำในปริมาณมากเท่านั้น โดยกฎหมายจะได้กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปต้องกำหนดความชัดเจนในเรื่องการจัดเก็บค่าใช้น้ำต่อไป&amp;nbsp;ดังนั้น ขอให้ทุกฝ่ายได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริงด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18544</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ประชุม สนช., พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์, ร่างพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, เก็บค่าน้ำภาคอุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac615cb8ddc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12839</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มติ สนช. 3 วาระรวด รีเซตมหาเถรฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำชี้แจงอย่างเป็นทางการของ วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ในฐานะมือกฎหมายรัฐบาล คสช. กลางที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 5 ก.ค. ก่อนที่มติที่ประชุม สนช.จะเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ (คณะสงฆ์) พ.ศ.2505 ด้วยมติเห็นชอบ 3 วาระรวด สรุปประเด็นเหตุผลที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ดังกล่าว ในเรื่อง &amp;ldquo;ที่มา-โครงสร้างกรรมการมหาเถรสมาคม&amp;rdquo; (มส.) ที่นำไปสู่การรีเซต มส. หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; ย้ำว่า สาเหตุที่ต้องเร่งเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องการให้ทันกับกรณีที่กรรมการ มส.ชุดปัจจุบันกำลังจะหมดวาระในอีกประมาณ 2 เดือน ขณะเดียวกันการปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ก็มีความเป็นจำเป็นเช่นกัน โดยเป็นการกำหนดให้ มส.ไปทำหน้าที่ในเชิงปฏิรูปและขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกับยอมรับว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 19 มิ.ย. ทางรัฐบาลได้เตรียมการตั้งแต่มีเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ โดยรัฐบาลเห็นว่ากลไกที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปคณะสงฆ์ต้องอยู่ที่มหาเถรสมาคม แต่ในอดีตมีจุดอ่อน คือ การที่มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีความเหมาะสมตามหลักอาวุโส แต่ในระยะหลังกว่าที่พระภิกษุจะขึ้นไปถึงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาก็จะมีอายุมากและอาพาธ ทำให้ไม่สามารถประชุม มส.ได้ ดังนั้นถ้ามุ่งหวังจะให้ มส.เป็นผู้นำในการปฏิรูปนั้นต้องเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและที่มาใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เดิมทีไม่ได้คิดเรื่องที่มา คิดถึงเรื่องคุณสมบัติ แต่ในระยะหลังมานี้เริ่มเกิดปัญหาขึ้น กรรมการ มส.บางรูป มีปัญหาต้องคดีและถูกกล่าวหา สั่นสะเทือนความรู้สึกความเลื่อมใสศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ตามรูปแบบปัจจุบันพอสมควรทีเดียว ดังนั้น ในที่สุดก็คิดกันว่ากลับไปดูรูปแบบใน พ.ร.บ.ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ใช้กันมาถึงรัชกาลที่ 8 ดูโบราณราชประเพณี ดูรัฐธรรมนูญที่ใช้ปัจจุบันที่กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และถอดถอนจากฐานันดรศักดิ์ ซึ่งหมายถึงฐานันดรศักดิ์พระและฐานันดรศักดิ์เจ้า ซึ่งหมายถึงกรณีสถาปนาอิสริยยศ จึงควรให้มีองค์ปกครองคณะสงฆ์ที่เป็นที่เคารพศรัทธาเชื่อถือ ซึ่งความเชื่อถือจะได้มาจากพรรษายุกาล หรือ อายุ จริยวัตร และควรได้มาจากที่มาอันเป็นที่ไว้วางใจ จึงควรย้อนกลับไปสู่การให้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเหมือนกับที่เคยมีมาในอดีต จนทำมาเป็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำชี้แจงจาก &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; กลางที่ประชุม สนช.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนสุดท้าย ที่ประชุม สนช.ลงมติเป็นเอกฉันท์ 217 คะแนน ผ่านร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 3 วาระรวด และขั้นตอนต่อไป ประธาน สนช.ก็จะส่งร่างฯ ไปให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่าเพื่อให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา ตลอดจนการดูแลการปกครองคณะสงฆ์เป็นไปเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่หลักของพระพุทธศาสนาให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และมีการรักษาพระธรรมวินัยของคณะสงฆ์ให้เป็นไปอย่างถูกต้องดีงามโดยเคร่งครัด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป พระมหากษัตริย์คงทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์ และแต่งตั้ง มส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่องค์ประกอบของ มส. ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ หรือพระภิกษุซึ่งมีพรรษาอันสมควรและจริยวัตรในพระธรรมวินัยที่เหมาะสมแก่การปกครองสงฆ์ ซึ่งการแต่งตั้งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยจะทรงปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชก่อนก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ในยุค คสช.จะพบว่า กระบวนการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา-คณะสงฆ์ ผ่านการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีการดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกก็ตอนช่วงปลายปี 2559 ที่ สนช.รวม 48 คนเข้าชื่อกันเสนอแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในมาตรา 7 เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งตอนนั้น สนช.ก็เห็นชอบ 3 วาระรวด และล่าสุดก็มาในครั้งนี้ ที่มีการแก้ไขเรื่องโครงสร้าง-ที่มาของมหาเถรสมาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกันกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูป-จัดระเบียบ เกี่ยวกับกิจการพุทธศาสนา-คณะสงฆ์ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ก็ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น การให้มีการตรวจสอบควบคุมบัญชีเงินของวัด เพื่อไม่ให้มีการรั่วไหลเกิดการทุจริต ใช้เงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนหรือเงินงบประมาณแผ่นดินที่สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติจัดสรรไปให้ นำไปใช้ในทางมิชอบ อย่างที่เกิดขึ้นกับกรณีทุจริตเงินทอนวัดที่พบว่า มีอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่-อดีตกรรมการ มส.เข้าไปเกี่ยวข้อง จนบางรูปอย่างอดีตพระพรหมเมธี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ต้องหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศอยู่จนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสังคายนาวงการคณะสงฆ์ ปฏิรูปกิจการพุทธศาสนาลำดับต่อไปในยุค คสช.จะแตะไปที่จุดไหน จึงต้องรอดู เพราะอาจมีให้เห็นกันอีกหลายเรื่อง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12839</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ที่ประชุม สนช., นายวิษณุ เครืองาม, พุทธศาสนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180705/image_big_5b3e3db819916.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
