<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103006</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2021 16:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 16:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมต.อนุชา นำคณะถวายสิ่งของสนับสนุนวัดราชบพิธ ช่วยเหลือพระสงฆ์ ชาวบ้าน ช่วงสถานการณ์โควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (15 พฤษภาคม 2564) เวลา 10.00 น. ณ อาคารสัมฤทธิ์วิทยาการ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำคณะเข้ากราบสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อถวายสิ่งของและเครื่องอุปโภคบริโภคให้ทางวัดนำไปสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือพระภิกษุ สามเณร และสงเคราะห์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชทรงมีความห่วงใยต่อสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำเนินชีวิต จึงทรงมีพระบัญชาให้วัดที่มีศักยภาพดำเนินการช่วยเหลือชุมชนและประชาชนผู้ประสบภัย ปัจจุบันพบว่ามีหลายวัดที่ดำเนินการจัดตั้งโรงทาน และแจกจ่ายสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นแก่ประชาชน วันนี้คณะจึงได้นำสิ่งของและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาร่วมสนับสนุน เพื่อนำไปแจกจ่ายยังวัดและชุมชนที่มีความต้องการ พร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนประชาชนที่มีความพร้อมและต้องการสนับสนุน สามารถนำสิ่งของเครื่องใช้และเครื่องอุปโภคบริโภคไปบริจาคได้ยังวัดต่างๆ มั่นใจว่าถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน ประเทศจะสามารถก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ แพร่ระบาดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาจทำให้พระสงฆ์มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อ เนื่องจากพระสงฆ์มีกิจนิมนต์ ต้องพบปะกับประชาชน และต้องทำสังฆกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะ ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด จึงได้เปิดรับบริการถวายการฉีดวัคซีน COVID-19 ณ โรงพยาบาลสงฆ์ให้กับพระสงฆ์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ดังนี้
1.อายุมากกว่า60 ปีขึ้นไป
2.อายุน้อยกว่า 60 ปี แต่มีโรคร่วม 7 โรค
3.พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ในกรุงเทพฯ
ทั้งนี้ จะเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.2564 เป็นต้นไป พร้อมขอความร่วมมือประชาชนกลุ่มเสี่ยงเว้นระยะห่างพระสงฆ์ เพื่อความปลอดภัย และเพื่อป้องกันควบคุมการแพร่ระบาดจากประชาชนไปสู่พระสงฆ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;//////&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103006</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายอนุชา นาคาศัย, เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f976252b91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2019 14:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2019 14:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“บิ๊กตู่&quot; ส่งสัญญาณเข้าร่วมซักฟอกแน่นอน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือ วิปรัฐบาล กล่าวถึงการรับมือฝ่ายค้านในการเปิดอภิปรายนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ ครม.ทุกคนไปร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียงในวันที่ 18 ก.ย.นี้ เพราะถือเป็นการอภิปราย ครม.ทั้งคณะ ใน 2 ประเด็น 1.การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ 2.การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยไม่แจ้งที่มาในการใช้จ่ายงบประมาณ ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้แจ้งไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณ ฯลฯ ให้จัดเตรียมข้อมูลเพื่อรองรับการตอบการอภิปรายของฝ่ายค้านไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเทวัญ กล่าวว่า ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินทางไปร่วมประชุมในวันดังกล่าว แต่ยังไม่ทราบว่าจะตอบคำถามด้วยตัวเองหรือมอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตอบแทน ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือเรื่องดังกล่าวในการประชุม ครม.วันที่ 17 กันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการตอบคำถามจากฝ่ายค้านนั้น จะไม่มีปัญหาใดๆ เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถชี้แจงได้อยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะเป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ และประเด็นในการอภิปรายนั้น ก็อยู่ในกรอบจำกัด ไม่หลากหลายมากนัก เมื่อรัฐบาลชี้แจงได้ ทุกอย่างก็น่าจะจบ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45799</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เทวัญ ลิปตพัลลภ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190909/image_big_5d7626356623e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7043</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/04/2018 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/04/2018 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุวพันธุ์&#039;พบโกงเงินทอนวัดแล้วกว่า300กรณี ลั่น!ฟันเรียบตั้งแต่ผอ.พศ.ยันซี6</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;13 เม.ย.61- &amp;nbsp; นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนวัด ว่า &amp;nbsp;สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ดำเนินการหลายอย่างในเรื่องนี้ ทั้งการตั้งคณะกรรมการสอบวินัย และการไล่ออกแล้ว ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบ นอกจากนี้ยังมีส่วนที่พศ.กำลังดำเนินการเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พศ. ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ปปป.) ในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอยู่ตลอด ถ้ากรณีใดที่ถูกตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูล ก็จะดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องทันที อาทิ การตรวจสอบข้อเท็จจริง 7 วัน การสอบสวนวินัยร้ายแรง ถ้าลงโทษได้ ก็ทำเลย โดยมีการประชุมเพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยแล้วเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการตรวจพบการทุจริตดังกล่าวเพิ่มจากกรณีที่ได้ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้อีกหรือไม่ นายสุวพันธุ์ ตอบว่าตั้งแต่ตนไปดำรงตำแหน่งรมว.ยุติธรรม พบว่ามีจำนวนกรณีที่ตรวจพบการทุจริตประมาณ 300 กว่ากรณี ซึ่งมีทั้งเรื่องร้องเรียนและข้อสงสัย ซึ่งมีหลายร้อยกรณีที่ถูกตรวจพบว่ามีมูล โดยในตอนนี้ตนคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดการไปแล้วเกินครึ่งของจำนวนกรณีทั้งหมด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เป็นระดับผู้บริหารนั้น มีทั้งอดีตผู้อำนวยการและรองผอ.พศ. ข้าราชการพศ.ในตำแหน่งบริหารระดับ 8 รวมถึงข้าราชการฯระดับ 6 และ 7 ทั้งนี้ขอให้สื่อมวลชนไปสอบถามรายละเอียดส่วนนี้ได้ที่พ.ต.อ.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7043</URL_LINK>
                <HASHTAG>ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พบแล้ว300 กรณี, พศ., สอบวินัย, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ, เงินทอนวัด, ไล่ออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180217/image_big_5a87dc4c504fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/03/2018 23:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2018 08:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุ้มค่า! เว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า 21 ประเทศ ดันรายได้ท่องเที่ยวพุ่งแตะ 3 แสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดปลื้ม! มาตรการเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยว 21 ประเทศ 6 เดือน หนุนรายได้จากการท่องเที่ยวพุ่งแตะ 3 แสนล้านบาท คุ้มค่าหลังรัฐยอมสูญรายได้ 7.19 พันล้านบาท ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินสถานการณ์ท่องเที่ยวของไทยยังแจ่ม สั่งไม่ต่ออายุมาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการรายงานผลการประเมินความคุ้มค่าและภาระค่าใช้จ่ายที่รัฐสูญเสียรายได้จากค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราจากการดำเนินการมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21 ประเทศ ระหว่างวันที่ 1 มี.ค.-31 ส.ค. 2560 รวมระยะเวลา 6 เดือน ว่า การยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราดังกล่าว ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 7.19 พันล้านบาท แต่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4.75 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว มีปริมาณนักท่องเที่ยวจาก 21 ประเทศที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย อยู่ที่ 6.06 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.46% คิดเป็น 34.97% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางเข้าไทย ทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว ประมาณ 3.03 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้ทำการสำรวจ พบว่า 55% ของจำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าว ระบุว่ามาตรการนี้มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย และอีก 56% ระบุว่าหากมีมาตรการในลักษณะดังกล่าวออกมาอีกจะมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยวในไทยครั้งต่อไป แต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยในปัจจุบัน พบว่า มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายระยะเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตราดังกล่าวอีกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5464</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, ครม., ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ท่องเที่ยว, นักท่องเที่ยว, ฟรีวีซ่า, รายได้, วีซ่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180227/image_big_5a955389c8dd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
