<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118751</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 18:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนสลัมนับพันร่วมรณรงค์วันที่อยู่อาศัยสากลเรียกร้อง 4 ข้อ แนะรัฐแบ่งปันที่ดิน-หาบ้านเช่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนะหน่วยงานรัฐแบ่งปันที่ดินให้คนมีรายได้น้อย-หาบ้านเช่าสำหรับคนจนเมืองเหตุวิกฤตโควิดทำเดือดร้อนหนัก-ไร้ที่อยู่อาศัย คนสลัมนับพันร่วมรณรงค์วันที่อยู่อาศัยสากลเรียกร้อง 4 ข้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้เป็นวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมที่สหประชาชาติกำหนดให้เป็นวันที่อยู่อาศัยสากล ชาวบ้านในนามเครือข่ายสลัม 4 ภาค จำนวน 1,500 คน ได้เดินขบวนรณรงค์และได้เดินทางไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อเจรจากรณีที่มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากโครงการขนาดใหญ่ เช่นโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ทั้งนี้เครือข่ายสลัม 4&amp;nbsp;ภาคและเครือข่ายชุมชนคนเมืองที่ได้รับผลกระทบรถไฟ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์โดยมีเนื้อหาว่าสถานการณ์ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย หรือการไร้ที่อยู่อาศัย เป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน &amp;nbsp;และยังเป็นปัญหาใหญ่ของคนจนเมือง ที่ส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต ปัญหาการไล่รื้อ และการดำเนินคดีกับคนจน เพื่อบีบบังคับให้ออกจากที่ดินที่เป็นที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังจะเกิดขึ้นต่อไป เนื่องจากรัฐบาลไม่ตระหนัก และไม่ให้ความสำคัญ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงของการไล่รื้อจากโครงการพัฒนาของรัฐเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งในระบบราง และการพัฒนาเศรษฐกิจบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ส่งผลกระทบกับชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนบนที่ดินการรถไฟ ต้องถูกรื้อย้ายออกเป็นจำนวนมากถึง &amp;nbsp;397 ชุมชน &amp;nbsp;39,848 หลังคาเรือน ครอบคลุม 36 จังหวัด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวในทางเศรษฐกิจ คนจนเมืองหลายกลุ่มต้องประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ คนจำนวนมากรายได้ลดลง บางส่วนต้องตกงาน เป็นปัญหาที่ซ้ำเติมให้การดำเนินชีวิตมีความยากลำบากมากขึ้น &amp;nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานผู้เช่าบ้านราคาถูกในเมือง ต้องออกจากห้องเช่ามาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ เป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ ซึ่งถ้าไม่มีนโยบาย หรือมาตรการในการช่วยเหลือสนับสนุน คนกลุ่มนี้อาจต้องกลายเป็นคนไร้บ้านถาวร หรือแม้แต่ผู้ที่ยังสามารถอยู่ในห้องเช่า พวกเขาอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการหลุดออกมาจากห้องเช่าได้ตลอดเวลา&amp;rdquo;ในแถลงการณ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายสลัม 4 ภาค พบว่ากลุ่มคนจนเมืองที่ประสบปัญหาในด้านที่อยู่อาศัย มี 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มคนในชุมชนแออัด, &amp;nbsp;กลุ่มแรงงานผู้เช่าบ้านราคาถูกในเมือง และกลุ่มคนเร่ร่อนไร้บ้าน &amp;nbsp;ที่รัฐบาลยังไม่มีนโยบายการจัดการทรัพยากรที่ดินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อจะให้ชุมชนได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และสอดคล้องกับสภาพปัญหาของคนแต่ละกลุ่ม &amp;nbsp;เครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงมีข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก บนหลักการของการแบ่งปันที่ดินรัฐในเมือง รองรับการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับคนจน &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการโครงการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน , โครงการพัฒนาที่ดินย่านมักกะสัน , กม.11 และย่านบางซื่อ และโครงการก่อสร้างแก้มลิงบึงมักกะสัน ที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้มีกระบวนการในการทำงานแก้ปัญหาร่วมกับกระทรวงคมนาคม จนได้แนวนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบหมายไว้ในการประชุมอนุกรรมการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม โดยให้ รฟท. จัดหาที่ดินรองรับชุมชนในย่านมักกะสัน กม. 11 &amp;nbsp;และย่านบางซื่อนั้น นายกรัฐมนตรีต้องประสานงานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เร่งรัดดำเนินการตามมติคณะอนุกรรมการฯกระทรวงคมนาคมโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.รัฐบาลต้องมีนโยบายให้หน่วยงานที่ดูแลที่ดินของรัฐประเภทต่าง ๆ &amp;nbsp; แบ่งปันที่ดิน เพื่อจัดเป็นที่อยู่อาศัยให้กับคนจนที่ไร้ที่อยู่อาศัย 3.กรณีผู้ที่ต้องออกจากห้องเช่า จากผลกระทบของภาวะวิกฤตโควิด ต้องจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชั่วคราวระยะสั้น 3-6 เดือน ในเมือง ใกล้แหล่งประกอบอาชีพ โดยลดเงื่อนไขข้อจำกัดในการเข้าพัก เพื่อให้สอดคล้องกับความเดือดร้อน และวิถีชีวิตในการประกอบอาชีพ 4.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ต้องพัฒนานโยบายการจัดที่พักอาศัยสำหรับเช่าราคาถูกในเมือง ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มคนจนเมือง ที่เป็นแรงงานผู้เกื้อหนุนหล่อเลี้ยงคนเมือง ให้มีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัยราคาถูกจากรัฐ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118751</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ที่อยู่อาศัย, เครือข่ายสลัม 4 ภาค, ไล่รื้อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211004/image_big_615adf87374d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 18:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 16:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พอช.ร่วมกับหน่วยงานภาคีพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย จ.อุทัยธานี ซ่อมสร้างบ้านในเมืองและชนบทรวม 1,183 หลัง-ซ่อมแพแล้วกว่า 100 แพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:-.05pt&quot;&gt;ลงนามบันทึกข้อตกลงพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวอุทัยธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุทัยธานี /&amp;nbsp; พอช. ร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และหน่วยงานภาคี&amp;nbsp; เดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในเมืองรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; และในชนบทที่ อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 1,183 หลัง&amp;nbsp; ใช้งบกว่า 60 ล้านบาท&amp;nbsp; ขณะที่การอนุรักษ์และฟื้นฟูชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;nbsp; โดยการซ่อมสร้างแพที่ชำรุดทรุดโทรมคืบหน้าไปแล้วกว่า 100 แพจากทั้งหมด 122 แพ&amp;nbsp; พร้อมทั้งมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายในประเทศไทย&amp;nbsp; สร้างตลาดชาวแพ&amp;nbsp; อนุรักษ์ปลาและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เพื่อให้ชาวชุมชนมีอาชีพ &amp;nbsp;มีรายได้&amp;nbsp; ขณะที่กรมชลประทานเตรียมศึกษาหาทางแก้ปัญหาน้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วันนี้&amp;nbsp; (28 มิถุนายน) ระหว่างเวลา 10.00-12.00 น.&amp;nbsp; ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วม มือ &amp;lsquo;การแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กับหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; โดยมนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส.ส. จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน&amp;nbsp; มีผู้แทนส่วนราชการ&amp;nbsp; ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; และผู้แทนชุมชนเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 100 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ในการลงนามครั้งนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ประกอบด้วย 1. โครงการบ้านมั่นคงเมือง&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 23 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; 2.โครงการบ้านมั่นคงชนบท&amp;nbsp; ตำบลห้วยคต&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; รวม 304 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.โครงการบ้านมั่นคงชนบท ตำบลทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม 219&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ 11.3 ล้านบาท&amp;nbsp; และ 4.โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลสุขฤทัย&amp;nbsp; อ.ห้วยคต รวม&amp;nbsp; 268 ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณ&amp;nbsp; 12.9 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 1,183&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; งบประมาณทั้งหมด 60 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; โดยจะเริ่มโครงการทั้งหมดนี้ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;มอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้หน่วยงานที่ร่วมลงนามการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวอุทัยธานีทั้งในเมืองและชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งหมดกว่า 40 หน่วยงาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ที่ดินจังหวัด&amp;nbsp; ธนารักษ์จังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด&amp;nbsp; เกษตรและสหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp; สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด&amp;nbsp; โยธาธิการและผังเมืองจังหวัด&amp;nbsp; การประปาส่วนภูมิภาค&amp;nbsp; ผู้แทนขบวนที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินภาคเหนือ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการลงนามเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตดังกล่าวแล้ว&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดอุทัยธานีตั้งแต่ปี 2553 &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จำนวน 70 ครัวเรือน&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงชนบทตำบลระบำ&amp;nbsp; อำเภอลานสัก&amp;nbsp; สร้างบ้านใหม่ในที่ดิน ส.ป.ก. ในปี 2560-2561 รวม 349 ครัวเรือน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งโครงการในปัจจุบัน &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ชุมชนชาวแพ, ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง &amp;nbsp;และบ้านมั่นคงชนบท อำเภอห้วยคต&amp;nbsp; รวม 7 โครงการ&amp;nbsp; จำนวน 1,729 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภาคีเครือข่ายร่วมพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายวิชัย&amp;nbsp; นะสุวรรณโน &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานภาคเหนือ&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)&amp;nbsp; มีเป้าหมายในการสนับสนุนและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งสร้างความเป็นธรรม&amp;nbsp; ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การพัฒนาด้านที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบทตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในจังหวัดอุทัยธานีนั้น&amp;nbsp; พอช.เริ่มสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชาวชุมชนเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังตั้งแต่ต้นปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนชาวแพในแม่น้ำสะแกกรังในเรื่องที่อยู่อาศัยทรุดโทรมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; จึงได้มอบหมายให้ พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่นบรูณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน&amp;nbsp; โดยมีการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งหมด 122 หลัง (แพ)&amp;nbsp; รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; รายได้ ฯลฯ&amp;nbsp; ใช้งบประมาณรวม 8.8 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;ขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 100 หลัง (แพ)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พอช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีสำรวจปัญหาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในเมืองสำรวจชุมชนผู้มีรายได้น้อยบริเวณรอบเขาสะแกกรังในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พบผู้เดือดร้อนทั้งหมด 392 ครัวเรือน (มี 3 โซน &amp;nbsp;คือ 1. โซนชุมชนหน้าเขาและหลังสนามกีฬา 2. โซนชุมชนหลังเขา&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. โซนหน้าวัดสังกัดรัตนคีรี)&amp;nbsp; ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นในช่วงต้นปี 2564 จึงเสนอโครงการไปยังคณะอนุกรรมการบ้านมั่นคงและที่ดิน พอช.เพื่อเสนอขออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;nbsp; และได้รับอนุมัติการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตรวมทั้งหมด 392 ครัวเรือน&amp;nbsp; (อุดหนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; พัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; บริหารจัดการ&amp;nbsp; เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท) รวมงบประมาณ 23,354,800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีรูปแบบการพัฒนาตามสภาพชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การปรับปรุงที่อยู่อาศัยในชุมชนเดิมที่มีสภาพแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; ให้มีสภาพเหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; การรื้อเพื่อปรับผังชุมชนและสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; จะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 2-3 ปี&amp;nbsp; ทำให้ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความน่าอยู่&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ&amp;nbsp; เพื่อทำใช้คุณภาพชีวิตชาวชุมชนดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; โดยเฉพาะชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; ถือเป็นโอกาสที่ชุมชนจะใช้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเรื่องอื่นๆ ด้วย&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะแก้ไขปัญหาเรื่องชุมชนแออัดแล้ว&amp;nbsp; ควรจะต้องใช้โอกาสนี้พัฒนาเรื่องการศึกษาให้ลูกหลาน&amp;nbsp; รวมถึงเรื่องอาชีพของชาวชุมชน&amp;nbsp; โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับจังหวัดและกระทรวงจะต้องร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวปานัดฌา&amp;nbsp; ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;นายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ที่ผ่านมา เทศบาลเมืองอุทัยธานีมีความพยายามจะแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยในชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; แต่ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมีปัญหาทับซ้อนกันระหว่างที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีกับที่ดินสาธารณะและเป็นปัญหามานาน&amp;nbsp; ดังนั้นในขณะนี้เทศบาลจึงขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดมารังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินให้แน่ชัด&amp;nbsp; หากพื้นที่ใดเป็นที่ดินสาธารณะ&amp;nbsp; เทศบาลจะได้ทำเรื่องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนเช่าหรืออยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; และเทศบาลจะร่วมกับ พอช.พัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวชุมชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางกาญจนี&amp;nbsp; ปรีดารัตน์ &amp;nbsp;กรรมการชุมชนหลังเขาสะแกกรัง&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชาวชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; ทำงานรับจ้างทั่วไปในเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง&amp;nbsp; ต้องอยู่อาศัยในที่ดินสาธารณะและที่ดินวัดสังกัสรัตนคีรีมานานหลายสิบปี&amp;nbsp; ที่ผ่านมามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดมาติดประกาศห้ามบุกรุกที่ดิน&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวล&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับไล่ในวันใด&amp;nbsp; เมื่อมีการลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในวันนี้&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจ&amp;nbsp; และจะร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ทรุดโทรมให้มีความแข็งแรง&amp;nbsp; ปลอดภัย&amp;nbsp; มีสภาพแวดล้อมที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนรอบเขาสะแกกรัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ที่ผ่านมา&amp;nbsp; พอช.ร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชน&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; จัดทำแผนที่&amp;nbsp; วิเคราะห์ผังชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมให้ชุมชนรวมตัวกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; จัดทำแผนการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สาธารณูปโภค&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; พัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกรรมการเมืองและคณะทำงานขับเคลื่อนที่อยู่อาศัยจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; เพื่อพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังทั้งหมด 3 ชุมชน&amp;nbsp; รวม 392 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุมชนชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นเตรียมซ่อมบ้าน-ทำประปาภูเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการพัฒนาชุมชนรอบเขาสะแกกรังแล้ว&amp;nbsp; พอช.ยังมีแผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคงชนบท&amp;rsquo; ในอำเภอห้วยคต&amp;nbsp; จังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; รวม 3 ตำบล &amp;nbsp;คือ&amp;nbsp; ทองหลาง&amp;nbsp; ห้วยคต&amp;nbsp; และสุขฤทัย&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพบ้านทรุดโทรมเพราะปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; และชาวบ้านมีรายได้น้อย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 791 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ใช้งบประมาณรวม&amp;nbsp; 37 ล้านบาทเศษ (เฉลี่ยครัวเรือนละ 46,000 บาท) &amp;nbsp;โดยจะเริ่มโครงการได้ภายในเดือนสิงหาคมเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ชาวกะเหรี่ยงภูเหม็นร่วมออกแบบการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงอังคาร&amp;nbsp; คลองแห้ง&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็น&amp;nbsp; ต.ทองหลาง&amp;nbsp; อ.ห้วยคต&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านภูเหม็นมีประมาณ 200 ครัวเรือน&amp;nbsp; มีอาชีพปลูกข้าวไร่เป็นหลัก&amp;nbsp; ต้องอาศัยน้ำธรรมชาติในการทำไร่และนำมาใช้ในครัวเรือน&amp;nbsp; จึงจัดทำโครงการบ้านมั่นคงชนบทเสนอต่อ พอช.และได้งบสนับสนุนประมาณ 1 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; เพื่อนำมาจัดทำโครงการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; จำนวน 51 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทำประปาภูเขาโดยต่อท่อประปาจากแหล่งน้ำเข้ามาในหมู่บ้านระยะทางประมาณ 500 เมตร&amp;nbsp; จัดทำครัวกลางเพื่อใช้ทำอาหารในงานพิธีต่างๆ&amp;nbsp; จัดทำพิพิธภัณฑ์ชุมชน&amp;nbsp; และสร้างพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; โดยจะปลูกไม้ผล&amp;nbsp; ไม้ยืนต้นในที่ดินรอบๆ ชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 61 แปลง&amp;nbsp; จะเริ่มโครงการได้ในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซ่อมแพในแม่น้ำสะแกกรังแล้วกว่า 100 แพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคืบหน้าการฟื้นฟูและพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.อุทัยธานี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งประสบปัญหาเรือนแพทรุดโทรม&amp;nbsp; แพเกยตื้นและลูกบวบพยุงแพเสียหายเพราะแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาแม่น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ผักตบชวาขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; ทำให้ชาวเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; จับปลา&amp;nbsp; ทำประมงพื้นบ้าน ฯลฯ ได้รับความเดือดร้อนนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;สภาพแม่น้ำสะแกกรังที่แห้ง&amp;nbsp; ทำให้แพเกยตื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช. ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดทำแผนงานพัฒนาที่อยู่อาศัย (เรือนแพ)&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 122 หลัง&amp;nbsp; เริ่มซ่อมสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2563 &amp;nbsp;ปัจจุบัน (มิถุนายน 2564)&amp;nbsp; ซ่อมสร้างเสร็จแล้วประมาณ 102 หลัง &amp;nbsp;ส่วนที่เหลืออีก 20 หลังอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;สภาพแพที่ทรุดโทรม&amp;nbsp; ต้องรื้อซ่อมใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้นหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; จะร่วมกันพัฒนาชุมชนเรือนแพเพื่อให้ชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ใช้ต้นทุนที่มีอยู่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว&amp;nbsp; สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชาวชุมชน &amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; มีตลาดชาวแพ&amp;nbsp; หรือแพจำหน่ายสินค้า&amp;nbsp; แพกลางเพื่อเป็นศูนย์ข้อมูล&amp;nbsp; บริการนักท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแก้ไขปัญหาน้ำในแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้งนั้น&amp;nbsp; นายชาดา ไทยเศรษฐ์&amp;nbsp; ส.ส.อุทัยธานี&amp;nbsp; พรรคภูมิใจไทย&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา&amp;nbsp; ตนได้พูดคุยกับชลประทานจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; ทราบว่าขณะนี้กรมชลประทานมีโครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาแม่น้ำสะแกกรังแห้งแล้ง&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากภาวะวิกฤต&amp;nbsp; น้ำในเขื่อนที่จะปล่อยลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้อย&amp;nbsp; จึงไม่สามารถสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาเติมได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมชลประทานจะใช้งบประมาณ 30 ล้านบาทเพื่อจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจข้อมูลปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาตลอดลำน้ำสะแกกรัง (ระยะทางจากต้นน้ำที่ จ.กำแพงเพชร&amp;nbsp; ลงมาถึง จ.อุทัยธานี&amp;nbsp; ประมาณ 225 กิโลเมตร) คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ผู้แทนหน่วยงานและภาคีต่างๆ ที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตกับผู้แทนชุมชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107928</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ชนบท, ที่อยู่อาศัย, บ้านในเมือง, ผู้มีรายได้น้อย, พอช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d9ab86d9d7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71621</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 12:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เรื่องเล่าของชาวแพสะแกกรัง  (2)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรังถือเป็นชุมชนชาวแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทยที่เหลืออยู่&amp;nbsp; เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; มีประวัติศาสตร์&amp;nbsp; และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันรักษาเอาไว้&amp;nbsp; และการแก้ไขปัญหาชุมชนชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังนี้&amp;nbsp; จะเป็นตัวอย่างในการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนอย่างรอบด้าน&amp;nbsp; ครบทุกมิติ&amp;nbsp; ทั้งด้านที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เศรษฐกิจ&amp;nbsp; อาชีพ&amp;nbsp; รายได้&amp;nbsp; คุณภาพชีวิต&amp;nbsp; ตั้งแต่เด็ก&amp;nbsp; ผู้สูงวัย&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; ด้อยโอกาส.....&amp;rdquo;&amp;nbsp; สมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) 11 กรกฎาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังถ่ายในปี 2449 คราวสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง&amp;nbsp; รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสเมืองอุทัยธานี ด้านซ้ายมือปัจจุบันเป็นตลาดเทศบาล&amp;nbsp; ขวามือด้านบนเป็นวัดโบสถ์ (ภาพจากสมุดภาพเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; จัดพิมพ์โดยจังหวัดอุทัยธานี) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนเยียวยาฟื้นฟูแม่น้ำ-ชาวแพสะแกกรัง 127 ครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาปริมาณน้ำในแม่น้ำสะแกกรังลดน้อยลง &amp;nbsp;ทำให้ท้องน้ำหดแคบลง&amp;nbsp; เรือนแพหลายสิบหลังเกยตื้นขึ้นมาอยู่บนชายฝั่ง &amp;nbsp;ทำให้ลูกบวบพยุงแพเสียหาย&amp;nbsp; กอผักตบชวาไหลมารวมกันขวางกั้นการเดินเรือ&amp;nbsp; แม่น้ำบางช่วงเริ่มเน่าเสีย&amp;nbsp; เพราะปริมาณน้ำลดน้อยลงทำให้กระแสน้ำไม่ไหลเวียน&amp;nbsp; เกิดดินตะกอนในท้องน้ำ&amp;nbsp; ประกอบกับน้ำเสียจากชุมชนในเขตเทศบาลเมืองอุทัยธานีไหลทิ้งลงสู่แม่น้ำจึงยิ่งซ้ำเติมแม่น้ำสะแกกรังให้วิกฤต&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝูงปลาที่เคยชุกชุมและเป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวเรือนแพเริ่มลดน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเดือดร้อนของชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังเริ่มปรากฏเป็นข่าวตามสื่อทีวีและสื่อออนไลน์ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2562 &amp;nbsp;เริ่มจากปัญหาผักตบชวาที่หนาแน่นกีดขวางการเดินเรือ &amp;nbsp;ซึ่งขณะนั้นน้ำในแม่น้ำสะแกกรังยังมีปริมาณมาก&amp;nbsp; แต่พอย่างเข้าสู่ช่วงปลายปี&amp;nbsp; แม่น้ำเริ่มลดระดับลง&amp;nbsp; เนื่องจากปัญหาภัยแล้ง&amp;nbsp; ทำให้เรือนแพบางส่วนเกยตื้น&amp;nbsp; และเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียติดตามมา &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่ออาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่น้ำสะแกกรังช่วงใกล้ตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; น้ำเริ่มแห้ง&amp;nbsp; เน่าเสีย&amp;nbsp; มีผักตบชวาหนาแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวเรือนแพจึงรวมตัวกันร้องเรียนต่อทางจังหวัดให้การช่วยเหลือ&amp;nbsp; รวมทั้ง &amp;lsquo;มนัญญา ไทยเศรษฐ์&amp;rsquo; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จนเรื่องมาถึง &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo;&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดดูแลคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พม.จึงสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี (พมจ.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; เข้ามาบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดอุทัยธานีเพื่อแก้ไขปัญหาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563&amp;nbsp; โดยทางจังหวัดอุทัยธานีได้แต่งตั้ง &amp;lsquo;คณะทำงานขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือชุมชนชาวแพคลองสะแกกรัง&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงมีการสำรวจข้อมูลปัญหา&amp;nbsp; ความต้องการของชุมชน&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชุมชนชาวแพร่วมเป็นคณะทำงาน&amp;nbsp; จากนั้นจึงมีการจัดประชุมเพื่อสรุปข้อมูลและร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาเพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟูชุมชนชาวแพทั้งระบบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น &amp;nbsp;พบว่ามีเรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจำนวน 129 หลัง (ไม่รวมแพที่พักของผู้ประกอบ-แพตากอากาศ) มีผู้อยู่อาศัยประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&amp;nbsp; มีชาวเรือนแพที่ได้รับผลกระทบจำนวน 127 ครัวเรือน&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลปัญหาและความต้องการของชุมชนจัดทำเป็นแผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวเรือนแพเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; และรัฐมนตรี พม. เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาร่วมกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 หน่วยงานหนุนชาวแพแก้ปัญหา 8 ด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากใช้ระยะเวลากว่า 5 เดือน&amp;nbsp; ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา&amp;nbsp; ที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; มีพิธี &amp;lsquo;ลงนามความร่วมมือการพัฒนาที่อยู่อาศัยชาวแพสะแกกรังและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยในชุมชนเมืองและชนบทจังหวัดอุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยมีนายณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธาน&amp;nbsp; พร้อมด้วยผู้บริหาร พอช. และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวม 16 หน่วยงานร่วมลงนาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีผู้แทนชาวแพสะแกกรังและผู้แทนชุมชนต่างๆ เข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 300 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง 16 หน่วยงานเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตามแผนงานจะมีการแก่ไขปัญหาทั้งระบบ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; 1.การแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ&amp;nbsp; จะมีการสร้างสถานีสูบน้ำ&amp;nbsp; ทำเส้นทางบายพาสน้ำ&amp;nbsp; ขุดลอกคลอง&amp;nbsp; การบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน&amp;nbsp; การจัดการผักตบชวาและวัชพืช&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; โดยมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบร่วมกับชาวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กรมชลประทาน&amp;nbsp; กรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; อบจ.&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การจัดการสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;การจัดการน้ำเสียจากในเมืองก่อนลงสู่แม่น้ำ&amp;nbsp; การจัดการขยะในครัวเรือน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกไผ่&amp;nbsp; ไม้ประดับ&amp;nbsp; ผักสวนครัวริมตลิ่ง&amp;nbsp; แพสีเขียว&amp;nbsp; ปลูกไม้ดอก&amp;nbsp; ผักสวนครัว&amp;nbsp; เตย&amp;nbsp; บริเวณแพที่พัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้มีทัศนียภาพสวยงามทั้งลำน้ำ&amp;nbsp; สนับสนุนโดย อบจ.&amp;nbsp; สาธารณสุข&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พัฒนาชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.อาชีพ &amp;nbsp;ส่งเสริมการเลี้ยงปลาในกระชัง&amp;nbsp; แปรรูปปลา&amp;nbsp; ร้านค้าชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; นำผักตบชวามาผลิตเป็นเครื่องใช้ต่างๆ &amp;nbsp;สนับสนุนโดยประมงจังหวัด&amp;nbsp; เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; พานิชย์จังหวัด&amp;nbsp; หอการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.การท่องเที่ยว&amp;nbsp; ส่งเสริมวิถีชีวิตชาวแพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โฮมสเตย์ชาวแพ&amp;nbsp; ศูนย์การท่องเที่ยวชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยกรมเจ้าท่า&amp;nbsp; ททท.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; วัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 5.วัฒนธรรม &amp;nbsp;ส่งเสริมการตักบาตรทางน้ำ&amp;nbsp; ประเพณี&amp;nbsp; วัฒนธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; งานสงกรานต์&amp;nbsp; แห่เทียนเข้าพรรษา&amp;nbsp; ลอยกระทง&amp;nbsp; ฟื้นฟูเพลงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เกิดศูนย์แสดงวัฒนธรรมชาวแพ&amp;nbsp; สนับสนุนโดยวัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬา&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; มหาวิทยาลัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 6.พัฒนาคุณภาพชีวิต &amp;nbsp;เด็ก&amp;nbsp; เยาวชน&amp;nbsp; คนด้อยโอกาส&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนพิการ &amp;nbsp;ส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อพึ่งพาตนเอง&amp;nbsp; และได้รับการดูแลเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; รพ.สต.&amp;nbsp; แรงงานจังหวัด ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 7.ความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; ส่งเสริมกิจกรรมการรวมกลุ่มของชุมชน&amp;nbsp; จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มออมทรัพย์&amp;nbsp; สร้างคนรุ่นใหม่เพื่อสืบทอดการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พมจ.&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; กศน.&amp;nbsp; อบจ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 8.การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพ&amp;nbsp; ซ่อมแพและลูกบวบ&amp;nbsp; ส่งเสริมการซ่อมแซมและอนุรักษ์เรือนแพที่มีเอกลักษณ์ของท้องถิ่น&amp;nbsp; โดยใช้วัสดุที่กลมกลืนกับสภาพแวดลอม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; สนับสนุนโดย พอช. &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพเรือนแพที่ทรุดโทรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนงานการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนชาวแพจะเริ่มได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้&amp;nbsp; โดยจะเริ่มซ่อมแซมเรือนแพซึ่งส่วนใหญ่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากก่อสร้างมานาน&amp;nbsp; ประกอบกับลูกบวบที่ใช้พยุงแพซึ่งส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ไผ่ชำรุดแตกหัก&amp;nbsp; เรือนแพเกยตื้น&amp;nbsp; ลูกบวบได้รับความเสียหาย&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 127 ครัวเรือน&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบพัฒนาสาธารณูปโภค&amp;nbsp; กายภาพ&amp;nbsp; อุดหนุนการซ่อมแพ&amp;nbsp; การพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน&amp;nbsp; เฉลี่ยครัวเรือนละ 60,000 บาท&amp;nbsp; รวมงบประมาณทั้งหมด&amp;nbsp; 7,420,000 บาท&amp;nbsp; ตามแผนงานการซ่อมแพจะแล้วเสร็จบางส่วนในช่วงเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน 16 หน่วยงานที่ลงนามความร่วมมือ MoU. (Memorandum of Understanding)&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; พมจ.อุทัยธานี&amp;nbsp; เทศบาลเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; ปกครองอำเภอเมืองอุทัยธานี&amp;nbsp; กอ.รมน.จังหวัด&amp;nbsp; กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น&amp;nbsp; โครงการชลประทานจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด&amp;nbsp; ประชาสัมพันธ์จังหวัด&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกษตรจังหวัด&amp;nbsp; ประมงจังหวัด&amp;nbsp; สหกรณ์จังหวัด&amp;nbsp; การท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด&amp;nbsp; ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด&amp;nbsp; เจ้าท่า (นครสวรรค์) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณรงค์&amp;nbsp; รักร้อย&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; การร่วมกันพัฒนาชีวิตชาวแพสะแกกรังไม่ใช่จะทำแล้วเสร็จสิ้น&amp;nbsp; แต่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องตลอดไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; กรมชลประทานพยายามดึงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาไล่น้ำเสียในแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; และต่อไปจะมีเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเพื่อดันน้ำเสียออกไป &amp;nbsp;ทำให้แม่น้ำสะแกกรังมีคุณภาพดีขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาเรื่องผักตบชวา&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังจัดเก็บ&amp;nbsp; แต่ชาวชุมชนเรือนแพตั้งแต่ต้นน้ำลงมาจะต้องช่วยกันดูแลเรื่องผักตบชวาและสิ่งแวดล้อมทั้งสองฝั่งแม่น้ำด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี (กลาง) ในพิธีลงนามความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อยอดภูมิปัญญาชาวเรือนแพ : มรดกทางวัฒนธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวชุมชนเรือนแพริมแม่น้ำสะแกกรังหากเป็นคนรุ่นเก่าจะเรียกแม่น้ำว่า &amp;ldquo;คลอง&amp;rdquo; เพราะเรียกขานกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม&amp;nbsp; และยังสืบทอดภูมิปัญญาติดต่อกันมาช้านาน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การทำประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; การแปรรูปปลาเป็นปลาย่างและปลาแห้ง&amp;nbsp; การสร้างเรือนแพและซ่อมแพ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศรีวภา&amp;nbsp; วิบูลย์รัตน์&amp;nbsp; อายุ 67 ปี&amp;nbsp; เจ้าของแพ &amp;lsquo;ปลาย่าง&amp;nbsp; ป้าแต๋ว&amp;nbsp; อุทัยธานี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; อุทัยธานีมีทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะแกกรังจึงมีปลานานาชนิด&amp;nbsp; ที่รู้จักกันดีก็คือ &amp;lsquo;ปลาแรด&amp;rsquo;&amp;nbsp; แต่ก่อนนั้นปลายังชุกชุม&amp;nbsp; มีปลาต่างๆ&amp;nbsp; เช่น ปลาเทโพ&amp;nbsp; ปลากด&amp;nbsp; สวาย&amp;nbsp; ช่อน &amp;nbsp;ชะโด &amp;nbsp;กราย &amp;nbsp;ปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อจับได้มากชาวแพก็จะนำมาแปรรูปเพื่อเก็บเอาไว้ได้กินนานๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำปลาร้า&amp;nbsp; ปลาส้ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp; ปลาย่าง &amp;nbsp;ปลารมควัน&amp;nbsp; นำมาทำปลาป่น&amp;nbsp; น้ำพริกปลาย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และนำไปขายที่ตลาดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวมานานหลายสิบปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; สืบทอดการทำปลาย่างปลากรอบจากรุ่นสู่รุ่น&amp;nbsp; โชว์ปลากรอบทำจากปลาเนื้ออ่อน&amp;nbsp; ราคากิโลกรัมละ 2,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ป้าเกิดอยู่ในแพนี่แหละ&amp;nbsp; ส่วนปู่ย่าก็อยู่กันมานานตั้งแต่สมัย ร.5 ท่านเสด็จมาที่อุทัยฯ&amp;nbsp; ป้าทำปลาย่างขายมาตั้งแต่สมัยสาวๆ&amp;nbsp; เอาไปขายบนตลาดริมแม่น้ำ&amp;nbsp; พอตอนหลังมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวดูแพ&amp;nbsp; จึงเริ่มทำปลาย่างขายบนแพ&amp;nbsp; ใช้วิธีรมควันแบบโบราณตามที่เห็นพ่อแม่เคยทำมา&amp;nbsp; ตอนแรกก็ต้องนำปลามาล้างให้สะอาด&amp;nbsp; ควักเอาไว้พุงออก&amp;nbsp; แล้วไปตากแดดให้แห้ง&amp;nbsp; จากนั้นจึงเอามาย่างบนตะแกรง&amp;nbsp; ใช้ขี้เลื่อยเป็นเชื้อไฟ&amp;nbsp; ย่างไฟอ่อนๆ 3-4 วันจึงจะแห้งจนกรอบดี&amp;nbsp; แล้วต้องเอาเสื่อลำแพนมาคลุมเพื่อให้ความร้อนระอุไปทั่ว&amp;nbsp; ถ้าย่างไม่เป็น&amp;nbsp; หรือใช้ไฟแรงเกินไป&amp;nbsp; จะทำให้เนื้อปลาขม&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าศรีวภาหรือ &amp;lsquo;ป้าแต๋ว&amp;rsquo; บอกเคล็ดลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป้าแต๋วบอกด้วยว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนปลาเนื้ออ่อนในแม่น้ำสะแกกรังยังมีชุกชุม&amp;nbsp; ราคาแค่กิโลกรัมละ 5-10 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ปลาเนื้ออ่อนแทบจะหาไม่ได้แล้ว&amp;nbsp; ต้องซื้อมาจากที่อื่น&amp;nbsp; ราคาปลาสดกิโลฯ ละ 500 บาท&amp;nbsp; เมื่อเอามาทำปลากรอบน้ำหนักจะหายไปหลายเท่าตัว&amp;nbsp; ราคาขายปลาเนื้ออ่อนย่างกรอบตอนนี้ตกกิโลฯ ละ 2,000 บาท&amp;nbsp; ถ้าเป็นปลาช่อนหรือปลากดราคากิโลฯ ละ 1,000 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ช่วงน้ำแล้งและโควิดเกือบ 7 เดือน&amp;nbsp; ป้าขายปลาไม่ได้เลย&amp;nbsp; เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวมา&amp;nbsp; ถ้าจะช่วยกันขุดลอกคลอง (แม่น้ำ) และเก็บผักตบได้ก็จะดี&amp;nbsp; เพราะน้ำในคลองจะไหลได้สะดวก&amp;nbsp; ถ้าคลองสะอาดนักท่องเที่ยวก็อยากจะมา&amp;nbsp; จึงอยากให้ช่วยกันดูแลไม่ให้น้ำเน่าเสีย&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะได้มีอาชีพ&amp;nbsp; มีรายได้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ป้าแต๋วบอก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุญโรจน์&amp;nbsp; จันทร์วัด&amp;nbsp; อายุ 63 ปี &amp;nbsp;ช่างสร้างและซ่อมแพฝีมือดีแห่งแม่น้ำสะแกกรัง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; เมื่อก่อนตอนแกยังเด็กๆ เรือนแพในแม่น้ำสะแกกรังมีมากกว่านี้&amp;nbsp; ราวๆ&amp;nbsp; 700 หลัง&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ&amp;nbsp; 200 หลัง&amp;nbsp; เพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากจะอยู่แพ&amp;nbsp; ลูกหลานปล่อยให้ผุพังหรือทิ้งร้าง&amp;nbsp; บางรายก็ขายเปลี่ยนมือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อก่อนจะใช้ไม้เต็งเป็นไม้เนื้อแข็งสร้างเป็นเรือนแพ&amp;nbsp; เพราะมีความทนทาน&amp;nbsp; อยู่ได้นานเป็นร้อยปี&amp;nbsp; ส่วนลูกบวบพยุงแพจะใช้ไม้ไผ่สีสุก&amp;nbsp; เพราะเนื้อละเอียด&amp;nbsp; ปล้องไผ่ข้อใหญ่&amp;nbsp; น้ำทะลุข้อไม่ได้&amp;nbsp; ใช้งานได้นาน 3-5 ปีจึงเปลี่ยนลำที่ชำรุดออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงบุญโรจน์ (ซ้าย) ช่างแพมือดีนั่งอยู่บนลูกบวบที่มัดเป็นช่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมเริ่มทำงานซ่อมแพกับพ่อตั้งแต่อายุได้ 12 ปี&amp;nbsp; ได้ค่าแรงประมาณวันละ 10-15 บาท&amp;nbsp; ตอนนั้นค่าแรงซ่อมแพ&amp;nbsp; เปลี่ยนลูกบวบราคาช่องละ 150 บาท&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ค่าแรงขึ้นเป็นช่องละ 5,000 บาท&amp;nbsp; เพราะงานมันลำบาก&amp;nbsp; ต้องดำน้ำลงไปเปลี่ยนลูกบวบใต้น้ำ&amp;nbsp; ใช้ช่างช่วยกัน 3-4 คน&amp;nbsp; แพหลังหนึ่งจะมีลูกบวบประมาณ 4 ช่อง ใช้เวลาเปลี่ยนช่องละ 1 วัน &amp;nbsp;ถ้าเปลี่ยนทั้งหมดจะต้องใช้เวลาประมาณ 4 วัน&amp;nbsp; เฉพาะค่าแรงตอนนี้ราคา 20,000 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงบุญโรจน์บอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงบอกด้วยว่า&amp;nbsp; การสร้างเรือนแพจะต่างจากการสร้างบ้านบนบก&amp;nbsp; เพราะการสร้างบ้านบนบกช่างจะใช้ลูกดิ่งเพื่อวัดแนวตั้งฉาก &amp;nbsp;ทำให้การสร้างบ้านได้ระดับ&amp;nbsp; ไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่ง&amp;nbsp; แต่การสร้างแพจะต้องอาศัยประสบการณ์ด้วย&amp;nbsp; เพราะไม่งั้นเวลาเดินหรืออยู่บนเรือนแพ&amp;nbsp; แพจะเอียงไป-มาตามน้ำหนัก&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนขนาดของแพจะสร้างตามความต้องการของเจ้าของแพว่าอยู่กันกี่คน&amp;nbsp; มีตั้งแต่ 6 X 8 ตารางเมตรขึ้นไป&amp;nbsp; ส่วนใหญ่จะมีชานแพเหมือนชานบ้าน&amp;nbsp; เพื่อใช้เป็นที่ซักล้าง&amp;nbsp; ตากผ้า&amp;nbsp; ทำครัว&amp;nbsp; หรือนั่งเล่น&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้างในเป็นห้องนอน&amp;nbsp; ที่ว่างกลางห้องใช้กินข้าวส่วนหลังคาหากเป็นแพเก่าสร้างตั้งแต่สมัย ร.5- ร.6 จะเป็นทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้อง&amp;nbsp; หรือสร้างเป็นจั่ว&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นหลังคาสังกะสีเกือบหมด&amp;nbsp; ส่วนลูกบวบที่ใช้พยุงแพ&amp;nbsp; จะใช้ไม้ไผ่มามัดรวมกัน&amp;nbsp; แบ่งเป็นช่อง&amp;nbsp; ช่องหนึ่งจะใช้ไม้ไผ่ประมาณ 200 ลำ&amp;nbsp; มีตั้งแต่&amp;nbsp; 3-4 ช่องขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรือไม้สัก&amp;nbsp; ปัจจุบันยังมีอยู่เกือบ 100 ลำ&amp;nbsp; สมัยก่อนราคาลำละ 600 บาท &amp;nbsp;มีความทนทาน&amp;nbsp; ใช้งานได้หลายสิบปี &amp;nbsp;พ่อค้าจากกำแพงเพชรจะผูกเรือล่องแม่น้ำลงมาขายที่ชุมชนชาวแพสะแกกรัง&amp;nbsp; ตอนนี้ราคาไม่ต่ำกว่า 40,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันยังนิยมใช้ไม้ไผ่มาทำเป็นลูกบวบ&amp;nbsp; แม้ว่าจะมีถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร&amp;nbsp; หรือมีทุ่นโลหะมาแทนลูกบวบ&amp;nbsp; แต่ก็สู้ไม้ไผ่ไม่ได้&amp;nbsp; เพราะไม้ไผ่จะมีความหยืดหยุ่นและถ่ายเทน้ำหนักได้ดีกว่า&amp;nbsp; ไม่ยวบยาบหรือโคลงเคลงเหมือนถังพลาสติก&amp;nbsp; หรือผุพังง่ายเหมือนทุ่นโลหะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ลูกบวบไม้ไผ่มีอายุการใช้งานอย่างต่ำ 3-5 ปี&amp;nbsp; เวลาจะเปลี่ยนก็จะเปลี่ยนเฉพาะลำที่ชำรุดเพราะแช่น้ำมานาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราคาไม้ไผ่สีสุกขนาดยาว 8 เมตร&amp;nbsp; ตอนนี้ราคาลำละ&amp;nbsp; 60 บาท&amp;nbsp; หากจะเปลี่ยนลูกบวบทั้งหมดจะต้องใช้เงินซื้อไม้ไผ่ประมาณ&amp;nbsp; 30,000-40,000 บาท&amp;nbsp; ไม่รวมค่าแรงอีกประมาณ 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;เมื่อก่อนมีช่างซ่อม-สร้างแพในสะแกกรังเยอะ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 10 คน&amp;nbsp; เพราะค่าไม้ไผ่แพงขึ้น&amp;nbsp; ค่าแรงก็สูงเพราะต้องใช้ช่างหลายคน&amp;nbsp; เมื่องานมีน้อยลง ช่างจึงค่อยๆ หายไป &amp;nbsp;ลูกหลานก็ไม่อยากทำงานนี้&amp;nbsp; เพราะเป็นงานหนักและลำบาก&amp;nbsp; ต้องอาศัยประสบการณ์&amp;nbsp; อีกอย่างคนรุ่นใหม่ก็ไม่อยากจะอยู่แพ&amp;nbsp; เพราะมันไม่สะดวกเหมือนอยู่บนบก&amp;nbsp; พอไปเรียนหนังสือในเมือง&amp;nbsp; เมื่อจบแล้วก็ไปหางานอื่นทำ&amp;nbsp; หรือไปอยู่ที่กรุงเทพฯ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อไปก็ไม่รู้ว่าเรือนแพที่นี่จะเป็นอย่างไร&amp;nbsp; แต่พวกผมก็จะอยู่ต่อไป&amp;nbsp; เพราะอยู่แพมันสบาย&amp;nbsp; อากาศไม่ร้อน&amp;nbsp; ลมพัดเย็นสบาย&amp;nbsp; และยังพอหาผักหาปลาในคลองกินได้&amp;nbsp; แต่ถ้ามีการอนุรักษ์แพก็จะดี&amp;nbsp; เพราะจะได้อยู่กันไปนานๆ&amp;nbsp; ชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; จากการล่องเรือดูแพ&amp;nbsp; และผมก็อยากให้มีการแก้เรื่องน้ำเสีย&amp;nbsp; และขุดลอกคลองให้ลึกกว่านี้&amp;nbsp; เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวก&amp;nbsp; น้ำก็จะไม่เน่า&amp;nbsp; เพราะเดิมน้ำลึกประมาณ 3-4 วา (6-8 เมตร)&amp;nbsp; แต่ตอนนี้เหลือประมาณวากว่าๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; ลุงบุญโรจน์บอกในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้แผนการพัฒนาที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตชาวแพริมแม่น้ำสะแกกรังกำลังเริ่มต้นแล้ว&amp;nbsp; โดยความร่วมมือของหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; เพื่ออนุรักษ์วิถีชีวิตชาวแพให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี&amp;nbsp; และเป็นชุมชนเรือนแพแห่งสุดท้ายของประเทศไทย...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักท่องเที่ยวนิยมใส่บาตรตอนเช้าที่ท่าน้ำบริเวณตลาดเทศบาลเมืองอุทัยธานี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71621</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ชุมชนชาวแพสะแกกรัง, ที่อยู่อาศัย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f0fe394e11b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56783</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2020 11:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2020 06:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจงนับคนไร้บ้านพท.สาธารณะ77จังหวัดเกือบ3พันคน กทม.แชมป์สูงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ก่อนถึงวันที่อยู่อาศัยโลก สสส.และภาคีเครือข่ายผลักดันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม พัฒนาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผลแจงนับคนไร้บ้านครั้งแรก! ครอบคลุมทั้งประเทศ 77 จังหวัด พบคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะเกือบ 3 พันคน หากรวมผู้ไร้บ้านในศูนย์พักพิงเลขหลักหมื่น กทม.มากที่สุด ผู้สงอายุไร้บ้านน่าห่วง ส่วนใหญ่อยู่คนเดียว ไม่ได้รับความคุ้มครองสวัสดิการ ได้รับความเดือดร้อนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มแรงงานนอกระบบ ชี้ฐานข้อมูลคนไร้บ้านช่วยต่อยอดเชิงนโยบายหนุนเสริมระบบการดูแลและป้องกันภาวะคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ &amp;ldquo;แถลงผลสำรวจแจงนับคนไร้บ้าน สู่การขยายผลเชิงปฏิบัติและนโยบาย&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 24 ม.ค.2563 ที่ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อยู่ในอาณาบริเวณวังสะพานขาว เคยเป็นวังที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร (เสนาบดีกระทรวงกลาโหมพระองค์แรก) ต่อมาในปี 2493 กระทรวงมหาดไทยได้ขอซื้อที่ดินพร้อมอาคารจากทายาทเพื่อเป็นที่ตั้งของกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งเดิมอาศัยพื้นที่พระราชวังสราญรมย์อยู่ ปัจจุบันวังสะพานขาวแห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์เป็นโบราณสถาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับคนไร้บ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบาง ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสุขภาพ ปัจจุบันไม่มีฐานข้อมูลหรือตัวเลขคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะที่ชัดเจน สสส.ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายพัฒนาเครื่องมือและวิธีวิทยาแบบ One Night Count (ONC) หรือ The Point-in-Time (PIT) เพื่อสำรวจแจงนับประชากรคนไร้บ้านทั้งประเทศใน 77 จังหวัด โดยนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น เมื่อปี 2558 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ การสำรวจแจงนับประชากรคนไร้บ้านครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการครอบคลุมทั้งประเทศ พบคนไร้บ้านทั้งหมด 2,719 คน เป็นเพศชายร้อยละ 86 และเพศหญิงร้อยละ 14 ช่วงอายุที่พบส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 57 อยู่ในช่วงวัยแรงงานตอนปลาย (อายุ 40-59 ปี) และมีสัดส่วนผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) อยู่ที่ร้อยละ 18 ซึ่งคนไร้บ้านสูงอายุมีสัดส่วนการอยู่คนเดียวมากที่สุดร้อยละ 60 กรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่มีคนไร้บ้านมากที่สุด ร้อยละ 38 รองลงมาคือ นครราชสีมา ร้อยละ 5 เชียงใหม่ ร้อยละ 4 สงขลา ร้อยละ 4 ชลบุรี ร้อยละ 3 ขอนแก่น ร้อยละ 3 และจังหวัดอื่นๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าพบคนไร้บ้านในพื้นที่ของทุกจังหวัด ในแต่ละปีมีคนไร้บ้านที่เสียชีวิตในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันประชากรที่เข้าสู่ภาวะไร้บ้านในแต่ละปี หรือประชากรที่อยู่ในภาวะไร้บ้านสะสมจะมีจำนวนที่มากกว่าตัวเลขการแจงนับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภรณีกล่าวว่า ผลการแจงนับครั้งนี้มีความสำคัญอย่างมาก เป็นพื้นฐานต่อการขับเคลื่อนและทำงานกับประเด็นคนไร้บ้านของ สสส.ต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็นการกระจายตัวของคนไร้บ้าน พบว่าส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่เมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา และสงขลา เป็นต้น ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีจำนวนไม่มาก ดังนั้น สสส.จึงมุ่งทำงาน 2 แนวทาง คือ จังหวัดที่มีจำนวนคนไร้บ้านมาก เน้นการขยายผลนวัตกรรมศูนย์พักคนไร้บ้าน ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนคนไร้บ้านไม่มาก สสส.จะร่วมกับภาคีเครือข่ายพัฒนาชุดเครื่องมือและกระบวนการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านโดยท้องถิ่น เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส., นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การสำรวจคนไร้บ้านใน 77 จังหวัด พบว่ามีจำนวน 5,000 คน แต่หากรวมคนไร้บ้านที่อยู่ในศูนย์พักพิงของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จำนวน 4,000 คน จะมีจำนวนคนไร้บ้านอยู่ในจำนวนหลักหมื่นคน จากตัวเลขดังกล่าวถือได้ว่าเป็นจำนวนค่อนข้างสูง คนกลุ่มนี้ไม่มีหลักประกันในชีวิตไม่ได้รับความคุ้มครองทั้งด้านสวัสดิการ ได้รับความเดือดร้อนเมื่อเปรียบเทียบกับคนจนกลุ่มอื่นๆ กลุ่มแรงงานนอกระบบ &amp;ldquo;เท่าที่สำรวจคนไร้บ้านอายุสูงสุด 70 ปี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภรณีตั้งข้อสังเกตว่าการที่ผู้สูงอายุออกมาเป็นคนไร้บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ไม่มีลูก หรือมีลูก แต่ลูกไม่เลี้ยงดู บางรายอยู่กับลูก แต่มีความไม่สบายใจจึงออกมาอยู่ในศูนย์คนไร้บ้าน หรือผู้ต้องขังหญิงบางรายยอมรับผิดแทนลูกเพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในเรือนจำ อย่างน้อยก็ไม่อดตาย มีข้าวกินทุกมื้อ ผู้สูงอายุที่ได้รับแรงกดดันจากครอบครัว มีปัญหาการกระทบกระทั่งกัน ลูกมองว่าผู้สูงอายุกลายเป็นภาระ เพราะลำพังการทำมาหากินก็ยากลำบากแล้ว ผู้สูงอายุจึงออกมาจากบ้านเพื่อความสบายใจ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;กลุ่มคนไร้บ้านมีทั้งที่มีบัตรประจำตัวประชาชนและไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน บางรายบัตรประจำตัวประชาชนหาย เมื่อจะทำบัตรใหม่ก็ต้องหาคนรับรอง จังหวัดที่พบคนไร้บ้านมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ โคราช เชียงใหม่ คนไร้บ้านจะใช้ชีวิตอยู่ในตลาด ตามสถานีรถไฟ และสถานีขนส่งต่างๆ จะใช้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ ที่น่าแปลกมากก็คือคนไร้บ้านในจังหวัดสงขลา คนไร้บ้านที่เป็นชาวมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยังมีเรื่องที่คาดไม่ถึงคือ ปัญหาคนไร้บ้านในจังหวัดเล็กๆ สิ่งเหล่านี้ต้องมีการถอดบทเรียนที่เชียงใหม่ ขอนแก่น การสร้างแกนนำมีพี่เลี้ยงช่วยเหลือในการสร้างศูนย์บริหารจัดการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านในจังหวัดใหญ่ๆ ก่อน การทำความเข้าใจกับ 86 หน่วยงานที่เข้ามาเป็นกลไกสำรวจ ให้มีความเข้าใจคนไร้บ้านมากยิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะการออกแบบจัดการพื้นที่ของตัวเอง ติดอาวุธทางความรู้ หน่วยงาน อบต.บอกว่าเขาตกเป็นจำเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ภรณีกล่าวว่า ปัญหาของคนไร้บ้านสะท้อนให้เห็นภาวะเปราะบางทางเศรษฐกิจและสังคมที่ขยายตัว เป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้คนไร้บ้านเข้าไม่ถึงสวัสดิการการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ จากการแจงนับยังพบว่ามีคนไร้บ้านที่มีความพิการอย่างเห็นได้ชัด ร้อยละ 4 และมีปัญหาสุขภาพจิตที่เห็นได้ชัด ร้อยละ 7.6 ตัวเลขที่น่าสนใจก็คือภาคอีสานมีสัดส่วนของคนพิการมากกว่าสัดส่วนของทั้งประเทศเกือบ 1 เท่าตัว (ร้อยละ 8) ทั้งนี้จะมีการสำรวจทั่วทั้งประเทศอีก 3-4 ปีข้างหน้า เพื่อนำมาเปรียบเทียบให้เห็นความเปลี่ยนแปลง เพื่อนักวิชาการจะได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะนี้มีคนไร้บ้านในพื้นที่สำนักงานเขตบางกอกน้อย เป็นบ้านที่จุคน 70 คน ซึ่งล้นเกินจริง คนไร้บ้านเป็นเจ้าของและบริหารจัดการกันเอง สร้างกฎกติกาพื้นที่ของการอยู่ร่วมกัน ขณะนี้ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านแห่งที่ 3 บางพูน ปทุมธานี สนับสนุนโดย สสส.และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ใกล้แล้วเสร็จ เปิดใช้ในช่วงสงกรานต์เดือน เม.ย.นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กล่าวว่า การสำรวจแจงนับครั้งนี้ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมของหน่วยงานถึง 86 องค์กร ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมในระดับพื้นที่ อันเป็นพื้นฐานในการสร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อประเด็นคนไร้บ้านที่มีความสัมพันธ์กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ รวมทั้งสถานการณ์ปัญหาคนจน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ทั้งนี้ คนไร้บ้านอาจมิใช่ปัญหาในตนเอง หากแต่ประเด็นที่สะท้อนให้เห็นหรือเป็นผลลัพธ์ของปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจด้านอื่นๆ โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมถึงประสิทธิภาพของนโยบายด้านสวัสดิการ ทั้งนี้ จะเป็นประโยชน์มากขึ้นหากมีการสำรวจแจงนับประชากรคนไร้บ้านในทุกรอบ 1-5 ปี เพื่อชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงทางประชากรคนไร้บ้าน กล่าวคือ หากจำนวนตัวเลขคนไร้บ้านมีจำนวนสูงขึ้น ก็จะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือปัญหาคนจนยังไร้ประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง วิทยากรเวทีสาธารณะ สุทธิ จันทรวงษ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ, สมชาติ ภาระสุวรรณ ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.), ประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น, สุชิน เอี่ยมอินทร์ นายกสมาคมคนไร้บ้าน, นพพรรณ พรหมศรี เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ดำเนินรายการโดย ธีรเดช งามเหลือ สถานีโทรทัศน์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56783</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ที่อยู่อาศัย, บ้าน., สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200210/image_big_5e40debf8a4be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/02/2020 19:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/02/2020 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘จุติ ไกรฤกษ์’ รมว.พม. Kick Off ‘บ้านพอเพียงชนบท 2563’ที่ระยอง  ด้าน พอช.เดินหน้าสนับสนุนการซ่อมสร้าง 11,500 หลังทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวบ้านที่ได้รับมอบบ้านพอเพียงหลังแรก (ที่ 2 จากขวา) และนายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม. (ที่ 3 จากขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระยอง/ &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo; รมว.พม.ประเดิมมอบบ้านพอเพียงให้ผู้ด้อยโอกาสที่จังหวัดระยองตามโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาลโดย พม.&amp;rsquo; โดยสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนครอบครัวที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านชำรุดทรุดโทรมให้มีความมั่นคงแข็งแรง เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบทของ พอช.ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; มีเป้าหมาย 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ใช้งบประมาณ 218.5 ล้านบาท&amp;nbsp; ตั้งเป้าซ่อมสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้ทุกหน่วยงานดำเนินโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล&amp;rsquo; ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; ซึ่งในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเตรียมของขวัญด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยตามโครงการ&amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; จำนวน&amp;nbsp; 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งโครงการนี้เป็นการสนับสนุนให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; มีสภาพไม่ปลอดภัย&amp;nbsp; ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หลังคารั่ว&amp;nbsp; เสาเรือนผุ&amp;nbsp; บันไดโยกคลอน&amp;nbsp; พื้นบ้าน&amp;nbsp; ฝาบ้าน&amp;nbsp; ห้องน้ำ&amp;nbsp; ห้องครัวชำรุด&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ซ่อมแซมบ้านเรือนให้มีความมั่นคง&amp;nbsp; แข็งแรง&amp;nbsp; มีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 19,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ (2 กุมภาพันธ์) ที่บ้านหนองกรับ หมู่ที่ 3 ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ&amp;nbsp; เป็นประธานในงาน &amp;lsquo;Kick Off มหกรรมบ้านพอเพียง ซ่อมบ้าน สร้างโอกาส ส่งความสุข ปี 2563&amp;rsquo; &amp;nbsp;ให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด พม.&amp;nbsp; นายไมตรี&amp;nbsp; อินทุสุต&amp;nbsp; ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; ผู้บริหารสถาบันฯ&amp;nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง&amp;nbsp; นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง&amp;nbsp; และประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 500 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งาน &amp;lsquo;Kick Off มหกรรมบ้านพอเพียง : ซ่อมบ้าน สร้างโอกาส ส่งความสุข ปี 2563&amp;rsquo; ที่ตำบลหนองบัว&amp;nbsp; อ.บ้านค่าย จ.ระยอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นการซ่อมสร้างบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; หลังแรกในจังหวัดระยอง&amp;nbsp; (จากทั้งหมด 1,525 หลังใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก) โดยรัฐมนตรี พม.ได้มอบบ้านพอเพียงหลังแรกที่เพิ่งสร้างเสร็จให้แก่ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ครอบครัวนายอัมรินทร์ อุ่นเรือน&amp;nbsp; ซึ่งมีฐานะยากจน&amp;nbsp; บ้านเดิมเป็นเพิงก่อสร้างด้วยเศษไม้&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; สภาพผุผังทรุดโทรม&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนและช่างอาสาช่วยกันสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ขนาด 5X7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ชั้นเดียว&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยอิฐบล็อค&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพบ้านของนายอัมรินทร์ก่อนสร้างใหม่และสภาพบ้านใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้รัฐมนตรี พม. ได้มอบงบประมาณโครงการบ้านพอเพียงชนบทภาคตะวันออก 8 จังหวัด ปี 2563&amp;nbsp; จำนวน 1,525 หลัง&amp;nbsp; งบประมาณรวม 27,360,000 บาท&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงจังหวัดระยองที่สร้างเสร็จแล้วปี 2562 จำนวน 212 หลัง&amp;nbsp; มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ช่างชุมชน&amp;nbsp; หน่วยงาน ร้านค้าที่ให้การสนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งมอบของขวัญปีใหม่สำหรับผู้สูงอายุจังหวัดระยอง &amp;ldquo;ส่งความสุข&amp;nbsp; ลดทุกข์ปรับโถ&amp;rdquo; (ซ่อมห้องสุขา) โดยภาคเอกชนจังหวัดระยอง และมอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง&amp;nbsp; จำนวน 4 ล้านบาทจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองให้แก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.ระยอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า&amp;nbsp; พอช.ทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้มีความพร้อม งบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลเพียงแค่ 1 ใน 4 ของเป้าหมาย&amp;nbsp; ยังสามารถซ่อม-สร้างบ้าน ได้อีกเยอะ&amp;nbsp; โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องบ้านพอเพียง จะขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; ต้องสนับสนุน พอช.ให้ดำเนินงานได้เต็มที่&amp;nbsp; และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในการสร้างบ้านพอเพียงจนสำเร็จ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บ้านพอเพียงเป็นบ้านที่เกิดขึ้นตามมติของชุมชนในตำบล&amp;nbsp; โดยการผ่านเวทีประชาคมที่เห็นร่วมกันว่าครอบครัวใดสมควรจะได้รับ&amp;nbsp; ไม่ใช่ว่าหน่วยงานต้องเป็นผู้ชี้เป้าหรือชี้นำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนเป็นฐานรากของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&amp;nbsp; เพราะว่าฟังเสียงของชาวบ้านส่วนใหญ่&amp;nbsp; เป็นการสนองตอบการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในชุมชน&amp;nbsp; เพราะว่าชุมชนเป็นผู้พิจารณากันเอง&amp;nbsp; ปัจจุบันมีสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวน 7 พันกว่าตำบลทั่วประเทศไทย ซึ่งปี 2563 ได้ของบประมาณบ้านพอเพียง จำนวน 11,500 หลัง&amp;nbsp; โดยจะให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องบ้านพอเพียงต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวถึง&amp;nbsp; โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ดำเนินการโดย พอช.ในปี 2563 ว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอช. มีแผนงานสนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยในเมืองและชนบททั่วประเทศมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน&amp;nbsp; จำนวน 21,115 ครัวเรือน&amp;nbsp; รวมงบประมาณ 1,708 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสมชาติ ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แยกเป็น 1. โครงการบ้านมั่นคง จำนวน 5,500 ครัวเรือน&amp;nbsp; 2. โครงการบ้านพอเพียงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านที่ทรุดโทรม มีฐานะยากจน) จำนวน 11,500 ครัวเรือน&amp;nbsp; 3. โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 3,115 ครัวเรือน&amp;nbsp; และ 4. ที่อยู่อาศัยชั่วคราว&amp;nbsp; กรณีไฟไหม้&amp;nbsp; ไล่รื้อ&amp;nbsp; 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการโดย พอช. มีเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยมีวิสัยทัศน์ คือ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนกระบวนการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงชนบทนั้น&amp;nbsp; จะให้องค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งอยู่ในพื้นที่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการตำบล&amp;nbsp; เป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อสำรวจข้อมูลครัวเรือนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; โดยมีทีมช่างชุมชนช่วยสำรวจ&amp;nbsp; คำนวณวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือน&amp;nbsp; นำข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนมาจัดเวทีประชาคมให้ชาวชุมชนช่วยกันรับรองสิทธิ&amp;nbsp; เพื่อให้ได้ครัวเรือนที่มีความเดือดร้อนจริง&amp;nbsp; จากนั้นชุมชนจะเสนอโครงการมายัง พอช. เพื่ออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.พม. ชี้แจงกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีเสวนาบ้านพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการซ่อมสร้างบ้านเรือนนั้น&amp;nbsp; ชุมชนและครัวเรือนที่เดือดร้อนจะช่วยกันซ่อมสร้าง โดยนำงบประมาณที่ได้รับมาจัดซื้อวัสดุพร้อมกันในปริมาณมาก&amp;nbsp; ทำให้ได้ส่วนลด ใช้แรงงานจิตอาสา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน่วยทหารในพื้นที่&amp;nbsp; และช่างชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ซ่อมสร้างได้เร็วและประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp; ในกรณีที่สภาพบ้านทรุดโทรมและผุพังมาก&amp;nbsp; ไม่สามารถรื้อเพื่อซ่อมแซมได้&amp;nbsp; จำเป็นต้องสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนและหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งภาคเอกชนจะช่วยกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติม&amp;nbsp; ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5-7 วันจนได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ถือเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; และชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มอบงบประมาณซ่อมบ้านพอเพียงในระยองรวม 212&amp;nbsp; ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.พอช. กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบทปี 2563&amp;nbsp; จำนวน&amp;nbsp; 11,500 หลังทั่วประเทศ&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังดำเนินการในทุกภูมิภาค&amp;nbsp; แยกเป็น&amp;nbsp; 1.ภาคเหนือ จำนวน 2,200 ครัวเรือน 2.ภาคอีสาน 2,700 ครัวเรือน 3.ภาคกลางและตะวันตก 2,200 ครัวเรือน &amp;nbsp; 4. กรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก 2,200 ครัวเรือน และ 5.ภาคใต้ 2,200 ครัวเรือน งบประมาณไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 218,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 ปัจจุบัน (มกราคม 2563) ดำเนินการซ่อมสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp; รวม 39,194 ครัวเรือน ในพื้นที่ 2,391 ตำบล ใช้งบประมาณ 713 ล้านบาทเศษ ส่วนในปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 11,500&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ตามแผนงานจะดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มอบความช่วยเหลือให้แก่ผู้ด้อยโอกาส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56084</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), จุติ ไกรฤกษ์, ที่อยู่อาศัย, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, บ้าน, บ้านพอเพียง, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200202/image_big_5e36c0b39d3c2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56016</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2020 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2020 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.พม.มอบของขวัญปีใหม่ ‘บ้านพอเพียง’ ที่ จ.อุบลฯ-ระยอง   ขณะที่ พอช.ตั้งเป้าพัฒนาที่อยู่อาศัยปีนี้  21,115 หลังทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ รมว.พม. (ที่ 2 จากซ้าย) มอบบ้านพอเพียงชนบทหลังแรกที่ จ.อุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุบลราชธานี / &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo; รมว.พม.ประเดิมมอบบ้านพอเพียงให้ผู้ด้อยโอกาสที่จังหวัดอุบลราชธานีและระยองในวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์นี้&amp;nbsp; ตามโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาลโดย พม.&amp;rsquo; จำนวน 11,500 ครัวเรือน โดยสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนครอบครัวที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านชำรุดทรุดโทรมให้มีความมั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp; เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบทของ พอช.ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ส่วนเป้าหมายการพัฒนาที่อยู่อาศัยทุกโครงการในปีนี้ 21,115 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ใช้งบประมาณ 1,708 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้ทุกหน่วยงานดำเนินโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล&amp;rsquo; ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; เนื่องในโอกาสปีใหม่ พ.ศ.2563&amp;nbsp; ซึ่งในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเตรียมของขวัญด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; จำนวน&amp;nbsp; 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งโครงการนี้เป็นการสนับสนุนให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; มีสภาพไม่ปลอดภัย&amp;nbsp; ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หลังคารั่ว&amp;nbsp; เสาเรือนผุ&amp;nbsp; บันไดโยกคลอน&amp;nbsp; พื้นบ้าน&amp;nbsp; ฝาบ้าน&amp;nbsp; ห้องน้ำ&amp;nbsp; ห้องครัวชำรุด&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ซ่อมแซมบ้านเรือนให้มีความมั่นคง&amp;nbsp; แข็งแรง&amp;nbsp; มีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 19,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุดวันนี้ (1 กุมภาพันธ์) นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และผู้บริหารกระทรวง พม. ได้เดินทางมาที่บ้านโนนสร้างคำ&amp;nbsp; ตำบลไร่ใต้&amp;nbsp; อ.พิบูลมังสาหาร&amp;nbsp; จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; เพื่อมอบของขวัญปีใหม่&amp;nbsp; 2563 &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo;&amp;nbsp; หลังแรกในจังหวัดอุบลราชธานี (จากทั้งหมด 213 หลัง) ให้แก่ครอบครัวผู้ด้อยโอกาส&amp;nbsp; โดยมีนายเธียรชัย&amp;nbsp; พุทธรังษี&amp;nbsp; รองผู้ว่า จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; และชาวบ้านตำบลไร่ใต้ประมาณ 300&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนให้การต้อนรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ครอบครัวนางหนูจันทร์ เกาะแก้ว&amp;nbsp; อายุ 54 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านตำบลไร่ใต้&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเดิมเป็นบ้านไม้ทรุดโทรมผุพัง โดยชาวชุมชนและทหารจากมณฑลทหารบกที่ 22 &amp;nbsp;จ.อุบลราชธานีช่วยกันสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ขนาด 4X6 ตารางเมตร&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นปูนและไม้&amp;nbsp; ก่อด้วยอิฐบล็อค&amp;nbsp; เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 25-30 &amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp; ใช้เวลาก่อสร้าง 6 วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก พอช. 19,000 บาท&amp;nbsp; และงบสมทบจากขบวนองค์กรชุมชนและจังหวัดอุบลฯ ประมาณ 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สภาพบ้านเดิมก่อนสร้างและหลังก่อสร้างเสร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นางหนูจันทร์และสามีมีอาชีพปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 3 ไร่&amp;nbsp; แต่ได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูก&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ต้องรับจ้างทำงานทั่วไป&amp;nbsp; แต่มีงานไม่มากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากทั้งคู่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ&amp;nbsp; โดยนางหนูจันทร์ป่วยเป็นโรค ไตและความดันโลหิตสูง&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสามีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าวว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบทที่จังหวัดอุบลราชธานีขับเคลื่อนโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี&amp;nbsp; เพราะผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือมาจากการคัดเลือกของชุมชน &amp;nbsp;โดยราชการไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง&amp;nbsp; ใช้การประชาคมของชุมชนในการคัดเลือกครอบครัวที่มีความเดือดร้อนให้ได้รับการซ่อมสร้างบ้าน&amp;nbsp; จึงถือเป็นรากฝอยของประชาธิปไตย&amp;nbsp; โดยในขณะนี้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลทั่วประเทศแล้วกว่า 7,700 แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งสภาองค์กรชุมชนฯ จะต้องนำเรื่องบ้านพอเพียงไปขับเคลื่อนต่อไป&amp;nbsp; และต้องแสดงให้เห็นถึงพลังของสภาองค์กรชุมชนเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ได้รับรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบทความจริง พอช.ควรจะทำได้ถึง 400,000 หลังทั่วประเทศ&amp;nbsp; แต่ได้รับงบประมาณน้อยไม่ถึง หลังละ 20,000 บาท&amp;nbsp; จึงต้องใช้การบูรณาการของทุกภาคส่วน&amp;nbsp; เพราะวัสดุและค่าแรงสูงขึ้น&amp;nbsp; ผมจึงได้เรียนกับท่านนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; เพื่อขอให้ทหารช่างมาช่วยเหลือสร้างซ่อมบ้านให้แก่ชาวบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งท่านก็ยินดี&amp;nbsp; สั่งการให้ทหารช่างมาช่วย&amp;nbsp; ทำให้ลดงบประมาณด้านค่าแรงลงได้&amp;nbsp; และวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น&amp;nbsp; ซึ่งจะต้องทำในจุดอื่นๆ ต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; รมว.พม.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในวันดังกล่าว&amp;nbsp; รัฐมนตรี พม.ได้มอบป้ายโครงการบ้านพอเพียงชนบท ปี 2563 ที่จะดำเนินการในจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;213 &amp;nbsp;หลังคาเรือน &amp;nbsp;งบประมาณรวม 4,047,000 บาท ให้แก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี มอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ จำนวน 5 หลัง งบประมาณรวม 128,000 บาท&amp;nbsp; มอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านผู้พิการ จำนวน 2 หลัง &amp;nbsp;งบประมาณรวม &amp;nbsp;40,000 บาท &amp;nbsp;มอบงบประมาณปรับสภาพแวดล้อมบ้านผู้สูงอายุ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่งความสุข ลดทุกข์ปรับโถ&amp;rdquo; (ปรับปรุงห้องสุขา) 1 หลัง งบประมาณ&amp;nbsp; 5,000 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว จำนวน 8 ครอบครัว งบประมาณรวม 24,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.พม. (ที่ 4 จากขวา) มอบงบประมาณสนับสนุนโครงการบ้านพอเพียง จ.อุบลราชธานี รวม 213 หลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์&amp;nbsp; รัฐมนตรี พม.จะเดินทางไปที่ตำบลหนองบัว&amp;nbsp; อำเภอบ้านค่าย&amp;nbsp; จังหวัดระยอง&amp;nbsp; เพื่อเป็นประธานใน งาน &amp;lsquo;Kick Off มหกรรมบ้านพอเพียง : ซ่อมบ้าน สร้างโอกาส ส่งความสุข ปี 2563&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการซ่อมสร้างบ้าน &amp;nbsp;10 &amp;nbsp;หลังแรก&amp;nbsp; (จากทั้งหมด 1,525 หลังใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก) และมอบบ้านพอเพียงหลังแรกที่สร้างบ้านใหม่ให้แก่ผู้สูงอายุครอบครัวนายอัมรินทร์ อุ่นเรือน &amp;nbsp;ซึ่งมีฐานะยากจน&amp;nbsp; บ้านเดิมเป็นเพิงก่อสร้างด้วยเศษไม้&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; สภาพผุผังทรุดโทรม &amp;nbsp;ถูกปลวกทำลาย &amp;nbsp;โดยชาวชุมชน&amp;nbsp; และช่างอาสาช่วยกันสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ขนาด 5X7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ชั้นเดียว&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยอิฐบล็อค&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก พอช.&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบท 18,000 บาท &amp;nbsp;พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดระยอง (พมจ.ระยอง) 40,000 บาท&amp;nbsp; งบจากศูนย์คนไร้ที่พึ่ง 3,000 บาท&amp;nbsp; และโถส้วมจากบริษัทสุภัทราแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอัมรินทร์มีอายุ 62 ปี&amp;nbsp; อาศัยอยู่กับภรรยา&amp;nbsp; มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รับจ้างเก็บน้ำยาง&amp;nbsp; มีรายได้วันละประมาณ 150 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านในที่ดินของน้องสาวมานานกว่า 20 ปี &amp;nbsp;ในช่วงปลายปี 2562 นายอัมรินทร์และภรรยาประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ไหปลาร้า ทำให้ทำงานหนักไม่ได้ ประกอบกับมีผู้จ้างงานน้อย จึงไม่มีรายได้ &amp;nbsp;เมื่อมีโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; คณะกรรมการในตำบล&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้านและ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ได้มาสำรวจครอบครัวผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; และเสนอให้มีการซ่อมสร้างบ้านให้แก่นายอัมรินทร์&amp;nbsp; แต่เนื่องจากสภาพบ้านเดิมผุผังทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่สามารถรื้อซ่อมแซมได้&amp;nbsp; จะต้องสร้างบ้านใหม่โดยการช่วยเหลือและสนับสนุนจากหลายฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมรู้สึกดีใจที่ได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาช่วยกันหางบมาให้&amp;nbsp; ขอบคุณคนที่มาช่วยสร้างบ้านด้วย เพราะลำพังผมกับเมียก็ไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาสร้างใหม่&amp;nbsp; เพราะมีรายได้พอกินไปวันๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอัมรินทร์บอกความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพบ้านนายอัมรินทร์ก่อนสร้างและหลังสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้รัฐมนตรี พม.จะมอบงบประมาณบ้านพอเพียง ภาคตะวันออก 8 จังหวัด ปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 1,525 หลัง&amp;nbsp; งบประมาณรวม 27,360,000 บาท&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงจังหวัดระยองที่สร้างเสร็จแล้วปี 2562 จำนวน 212 หลัง &amp;nbsp;มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ช่างชุมชน&amp;nbsp; หน่วยงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้านค้าที่ให้การสนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งมอบของขวัญปีใหม่สำหรับผู้สูงอายุจังหวัดระยอง &amp;ldquo;ส่งความสุข&amp;nbsp; ลดทุกข์ปรับโถ&amp;rdquo; (ซ่อมห้องสุขา) โดยภาคเอกชนจังหวัดระยอง &amp;nbsp;และมอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง &amp;nbsp;จำนวน 4 ล้านบาทจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองให้แก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.ระยอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ดำเนินการโดย พอช.ว่า&amp;nbsp; ในปี 2563 &amp;nbsp;พอช. มีแผนงานสนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยในเมืองและชนบททั่วประเทศมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน &amp;nbsp;รวม 21,115 ครัวเรือน &amp;nbsp;รวมงบประมาณ 1,708 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แยกเป็น 1.โครงการบ้านมั่นคง จำนวน 5,500 ครัวเรือน &amp;nbsp;2.โครงการบ้านพอเพียงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านที่ทรุดโทรม มีฐานะยากจน) จำนวน 11,500 ครัวเรือน &amp;nbsp;3.โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 3,115 ครัวเรือน&amp;nbsp; และ 4.ที่อยู่อาศัยชั่วคราว&amp;nbsp; กรณีไฟไหม้&amp;nbsp; ไล่รื้อ&amp;nbsp; 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการโดย พอช. มีเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยมีวิสัยทัศน์ คือ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนกระบวนการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงนั้น&amp;nbsp; จะให้องค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งอยู่ในพื้นที่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการตำบล&amp;nbsp; เป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อสำรวจข้อมูลครัวเรือนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; โดยมีทีมช่างชุมชนช่วยสำรวจ&amp;nbsp; คำนวณวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือน&amp;nbsp; นำข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนมาจัดเวทีประชาคมให้ชาวชุมชนช่วยกันรับรองสิทธิ&amp;nbsp; เพื่อให้ได้ครัวเรือนที่มีความเดือดร้อนจริง&amp;nbsp; จากนั้นชุมชนจะเสนอโครงการมายัง พอช. เพื่ออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช. พอช.ชี้แจงกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช. (ที่ 2 จากขวา) และ รมว. พม.( ที่ 3 จากขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการซ่อมสร้างบ้านเรือนนั้น&amp;nbsp; ชุมชนและครัวเรือนที่เดือดร้อนจะช่วยกันซ่อมสร้าง โดยนำงบประมาณที่ได้รับมาจัดซื้อวัสดุพร้อมกันในปริมาณมาก&amp;nbsp; ทำให้ได้ส่วนลด ใช้แรงงานจิตอาสา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน่วยทหารในพื้นที่&amp;nbsp; และช่างชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ซ่อมสร้างได้เร็วและประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp; ในกรณีที่สภาพบ้านทรุดโทรมและผุพังมาก&amp;nbsp; ไม่สามารถรื้อเพื่อซ่อมแซมได้&amp;nbsp; จำเป็นต้องสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนและหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งภาคเอกชนจะช่วยกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติม&amp;nbsp; ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5-7 วันจนได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ถือเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;นายสมชาติกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบทจำนวน&amp;nbsp; 11,500 หลังทั่วประเทศ&amp;nbsp; ขณะนี้กำลังดำเนินการในทุกภูมิภาค&amp;nbsp; แยกเป็น&amp;nbsp; 1.ภาคเหนือ จำนวน 2,200 ครัวเรือน 2.ภาคอีสาน 2,700 ครัวเรือน 3.ภาคกลางและตะวันตก 2,200 ครัวเรือน &amp;nbsp; 4. กรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก 2,200 ครัวเรือน และ 5.ภาคใต้ 2,200 ครัวเรือน งบประมาณไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 218,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;ทั้งนี้โครงการบ้านพอเพียงชนบท เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 ตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) มีเป้าหมายทั้งหมด&amp;nbsp; 352,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบัน (มกราคม 2563) ดำเนินการซ่อมสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp;รวม 39,194 ครัวเรือน ในพื้นที่ 2,391 ตำบล ใช้งบประมาณ 713 ล้านบาทเศษ ส่วนในปี 2563 &amp;nbsp;มีเป้าหมาย 11,500&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณ&amp;nbsp; 218.5 ล้านบาท&amp;nbsp; ตามแผนงานจะดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนในปีงบประมาณ 2564&amp;nbsp; ตั้งเป้าหมายจำนวน 49,326 ครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท &amp;nbsp;แม้ พอช.จะใช้งบประมาณสนับสนุนไม่มากนัก&amp;nbsp; แต่ประเด็นสำคัญก็คือการใช้บ้านเป็นเครื่องมือในการพัฒนา&amp;nbsp; เพื่อให้คนในชุมชนและทุกภาคส่วนในท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน&amp;nbsp; ทำให้คนจนเข้าถึงบริการทางสังคม &amp;nbsp;ลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; นอกจากนี้โครงการบ้านพอเพียงชนบทยังนำไปสู่การวางแผนเพื่อพัฒนาชุมชนในด้านอื่นๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เรื่องสวัสดิการชุมชน &amp;nbsp;การสร้างอาชีพ&amp;nbsp; ธุรกิจชุมชน&amp;nbsp; การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ชาวบ้านได้รวมพลังองค์กรชุมชนและภาคีต่างๆ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าวย้ำ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56016</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), จุติ  ไกรฤกษ์’, ที่อยู่อาศัย, นายสมชาติ ภาระสุวรรณ, บ้าน., สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200201/image_big_5e353c6acc2eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2020 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 14:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.พม.ประเดิมมอบบ้านให้ผู้ด้อยโอกาสที่ จ.อุบลฯ-ระยอง  ด้าน พอช.เดินหน้าบ้านพอเพียง-ซ่อมสร้าง 11,500 หลังทั่วประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;กระทรวง พม./ &amp;lsquo;จุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;rsquo; รมว.พม.ประเดิมมอบบ้านพอเพียงให้ผู้ด้อยโอกาสที่จังหวัดอุบลราชธานีและระยองในวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์นี้&amp;nbsp; ตามโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาลโดย พม.&amp;rsquo; โดยสนับสนุนการซ่อมสร้างบ้านเรือนครอบครัวที่มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านชำรุดทรุดโทรมให้มีความมั่นคงแข็งแรง&amp;nbsp; เหมาะสมแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบทของ พอช.ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน &amp;nbsp;มีเป้าหมาย 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ใช้งบประมาณ 218.5 ล้านบาท&amp;nbsp; ตั้งเป้าซ่อมสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดภายในมิถุนายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้ทุกหน่วยงานดำเนินโครงการ &amp;lsquo;มอบของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาล&amp;rsquo; ให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย&amp;nbsp; เนื่องในโอกาสปีใหม่ พ.ศ.2563&amp;nbsp; ซึ่งในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ได้จัดเตรียมของขวัญด้านที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่มีรายได้น้อยตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; จำนวน&amp;nbsp; 11,500 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; ซึ่งโครงการนี้เป็นการสนับสนุนให้ครอบครัวที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; มีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; มีสภาพไม่ปลอดภัย&amp;nbsp; ไม่เหมาะแก่การอยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หลังคารั่ว&amp;nbsp; เสาเรือนผุ&amp;nbsp; บันไดโยกคลอน&amp;nbsp; พื้นบ้าน&amp;nbsp; ฝาบ้าน&amp;nbsp; ห้องน้ำ&amp;nbsp; ห้องครัวชำรุด&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ได้ซ่อมแซมบ้านเรือนให้มีความมั่นคง&amp;nbsp; แข็งแรง&amp;nbsp; มีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย&amp;nbsp; โดย พอช.จะสนับสนุนงบประมาณครัวเรือนหนึ่งไม่เกิน 19,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รมว.พม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้&amp;nbsp; นายจุติ&amp;nbsp; ไกรฤกษ์&amp;nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และผู้บริหารกระทรวง พม. จะเดินทางมาที่บ้านโนนสร้างคำ&amp;nbsp; ตำบลไร่ใต้&amp;nbsp; อ.พิบูลมังสาหาร&amp;nbsp; จ.อุบลราชธานี&amp;nbsp; เพื่อมอบของขวัญปีใหม่&amp;nbsp; 2563 &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo;&amp;nbsp; หลังแรกในจังหวัดอุบลราชธานี (จากทั้งหมด 213 หลัง) ให้แก่ครอบครัวนางหนูจันทร์ เกาะแก้ว&amp;nbsp; อายุ 54 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านตำบลไร่ใต้&amp;nbsp; ซึ่งมีฐานะยากจน&amp;nbsp; สภาพบ้านเดิมเป็นเพิงไม้ผุพัง&amp;nbsp; โดยชุมชนและทหารจากมณฑลทหารบกที่ 22 &amp;nbsp;จ.อุบลราชธานีช่วยกันสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ขนาด 4X6 ตารางเมตร&amp;nbsp; โครงสร้างเป็นปูนและไม้&amp;nbsp; ก่อด้วยอิฐบล็อค&amp;nbsp; เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 26-31 &amp;nbsp;มกราคม&amp;nbsp; ใช้เวลาก่อสร้าง 6 วัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บ้านนางหนูจันทร์และสามีก่อนสร้าง (ซ้าย) ช่างอาสาช่วยกันสร้างบ้าน (ขวา)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้นางหนูจันทร์และสามีมีอาชีพปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 3 ไร่&amp;nbsp; แต่ได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูก&amp;nbsp; ทำให้ไม่มีรายได้&amp;nbsp; ต้องรับจ้างทำงานทั่วไป&amp;nbsp; แต่ไม่มีงานมากนัก&amp;nbsp; เนื่องจากทั้งคู่สภาพร่างกายไม่แข็งแรง&amp;nbsp; โดยนางหนูจันทร์ป่วยเป็นโรคผิวหนัง&amp;nbsp; และมีปัญหาเรื่องโพรงจมูก&amp;nbsp; ส่วนสามีสติปัญญาไม่สมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ในวันดังกล่าว&amp;nbsp; รัฐมนตรี พม.จะมอบงบประมาณโครงการบ้านพอเพียงชนบท ปี 2563 ที่จะดำเนินการในจังหวัดอุบลราชธานี&amp;nbsp; จำนวน &amp;nbsp;213 &amp;nbsp;หลังคาเรือน &amp;nbsp;งบประมาณรวม 4,047,000 บาท ให้แก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดอุบลราชธานี &amp;nbsp;มอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ จำนวน 5 หลัง งบประมาณรวม 128,000 บาท&amp;nbsp; มอบงบประมาณซ่อมแซมบ้านผู้พิการ &amp;nbsp;จำนวน 2 หลัง &amp;nbsp;งบประมาณรวม &amp;nbsp;40,000 บาท &amp;nbsp;มอบงบประมาณปรับสภาพแวดล้อมบ้านผู้สูงอายุ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่งความสุข ลดทุกข์ปรับโถ&amp;rdquo; (ซ่อมแซมห้องสุขา) 1 หลัง งบประมาณ&amp;nbsp; 5,000 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว จำนวน 8 ครอบครัว งบประมาณรวม 24,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์&amp;nbsp; รัฐมนตรี พม.จะเดินทางไปที่ตำบลหนองบัว&amp;nbsp; อำเภอบ้านค่าย&amp;nbsp; จังหวัดระยอง&amp;nbsp; เพื่อเป็นประธานใน งาน &amp;lsquo;Kick Off มหกรรมบ้านพอเพียง : ซ่อมบ้าน สร้างโอกาส ส่งความสุข ปี 2563&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยการซ่อมสร้างบ้าน &amp;nbsp;10 &amp;nbsp;หลังแรก&amp;nbsp; (จากทั้งหมด 1,525 หลังใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก) และมอบบ้านพอเพียงหลังแรกที่สร้างบ้านใหม่ให้แก่ผู้สูงอายุครอบครัวนายอัมรินทร์ อุ่นเรือน &amp;nbsp;ซึ่งมีฐานะยากจน&amp;nbsp; บ้านเดิมเป็นเพิงก่อสร้างด้วยเศษไม้&amp;nbsp; หลังคาสังกะสี&amp;nbsp; สภาพผุผังทรุดโทรม &amp;nbsp;ถูกปลวกทำลาย &amp;nbsp;โดยชาวชุมชน&amp;nbsp; และช่างอาสาช่วยกันสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ขนาด 5X7 ตารางเมตร&amp;nbsp; ชั้นเดียว&amp;nbsp; ก่อสร้างด้วยอิฐบล็อค&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก พอช.&amp;nbsp; ตามโครงการบ้านพอเพียงชนบท 18,000 บาท &amp;nbsp;พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดระยอง (พมจ.ระยอง) 40,000 บาท&amp;nbsp; งบจากศูนย์คนไร้ที่พึ่ง 3,000 บาท&amp;nbsp; และการสนับสนุนสร้างห้องสุขาจากบริษัทสุภัทราแลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;บ้านนายอัมรินทร์ก่อนสร้าง (ซ้าย) ขณะกำลังสร้าง (ขวา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายอัมรินทร์มีอายุ 62 ปี&amp;nbsp; อาศัยอยู่กับภรรยา&amp;nbsp; มีอาชีพรับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รับจ้างเก็บน้ำยาง&amp;nbsp; มีรายได้วันละประมาณ 150 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลูกสร้างบ้านในที่ดินของน้องสาวมานานกว่า 20 ปี &amp;nbsp;ในช่วงปลายปี 2562 นายอัมรินทร์และภรรยาประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ล้มทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ไหปลาร้า ทำให้ทำงานหนักไม่ได้ ประกอบกับมีผู้จ้างงานน้อย จึงไม่มีรายได้ &amp;nbsp;เมื่อมีโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; คณะกรรมการในตำบล&amp;nbsp; ซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้านและ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) ได้มาสำรวจครอบครัวผู้เดือดร้อน&amp;nbsp; และเสนอให้มีการซ่อมสร้างบ้านให้แก่นายอัมรินทร์&amp;nbsp; แต่เนื่องจากสภาพบ้านเดิมผุผังทรุดโทรม&amp;nbsp; ไม่สามารถรื้อซ่อมแซมได้&amp;nbsp; จะต้องสร้างบ้านใหม่โดยการช่วยเหลือและสนับสนุนจากหลายฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ผมรู้สึกดีใจที่ได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาช่วยกันหางบมาให้&amp;nbsp; ขอบคุณคนที่มาช่วยสร้างบ้านด้วย เพราะลำพังผมกับเมียก็ไม่มีปัญญาที่จะหาเงินมาสร้างใหม่&amp;nbsp; เพราะมีรายได้พอกินไปวันๆ เท่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายอัมรินทร์บอกความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้รัฐมนตรี พม.จะมอบงบประมาณบ้านพอเพียง ภาคตะวันออก 8 จังหวัด ปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 1,525 หลัง&amp;nbsp; งบประมาณรวม 27,360,000 บาท&amp;nbsp; มอบบ้านพอเพียงจังหวัดระยองที่สร้างเสร็จแล้วปี 2562 จำนวน 212 หลัง &amp;nbsp;มอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ช่างชุมชน&amp;nbsp; หน่วยงาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้านค้าที่ให้การสนับสนุนโครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งมอบของขวัญปีใหม่สำหรับผู้สูงอายุจังหวัดระยอง &amp;ldquo;ส่งความสุข&amp;nbsp; ลดทุกข์ปรับโถ&amp;rdquo; (ซ่อมห้องสุขา) โดยภาคเอกชนจังหวัดระยอง (CSR ระยอง) และมอบงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดระยอง &amp;nbsp;จำนวน 4 ล้านบาทจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองให้แก่ผู้แทนขบวนองค์กรชุมชน จ.ระยอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ดำเนินการโดย พอช.ว่า&amp;nbsp; ในปี 2563 &amp;nbsp;พอช. มีแผนงานสนับสนุนให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยในเมืองและชนบทมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน &amp;nbsp;รวม 21,115 ครัวเรือน &amp;nbsp;รวมงบประมาณ 1,708 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.พอช.ร่วมยกเสาเอกสร้างบ้านใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;แยกเป็น 1.โครงการบ้านมั่นคง จำนวน 5,500 ครัวเรือน &amp;nbsp;2.โครงการบ้านพอเพียงชนบท (ซ่อมสร้างบ้านที่ทรุดโทรม มีฐานะยากจน) จำนวน 11,500 ครัวเรือน &amp;nbsp;3.โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร 3,115 ครัวเรือน&amp;nbsp; และ 4.ที่อยู่อาศัยชั่วคราว&amp;nbsp; กรณีไฟไหม้&amp;nbsp; ไล่รื้อ&amp;nbsp; 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการโดย พอช. มีเป้าหมายทั้งหมดประมาณ 1,050,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp; โดยมีวิสัยทัศน์ คือ &amp;ldquo;คนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยถ้วนทั่วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนกระบวนการดำเนินโครงการบ้านพอเพียงนั้น&amp;nbsp; จะให้องค์กรชุมชนที่มีการจัดตั้งอยู่ในพื้นที่แล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; กองทุนสวัสดิการตำบล&amp;nbsp; เป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการ&amp;nbsp; เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อสำรวจข้อมูลครัวเรือนที่มีความเดือดร้อน&amp;nbsp; โดยมีทีมช่างชุมชนช่วยสำรวจ&amp;nbsp; คำนวณวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้ในการซ่อมแซมบ้านเรือน&amp;nbsp; นำข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนมาจัดเวทีประชาคมให้ชาวชุมชนช่วยกันรับรองสิทธิ&amp;nbsp; เพื่อให้ได้ครัวเรือนที่มีความเดือดร้อนจริง&amp;nbsp; จากนั้นชุมชนจะเสนอโครงการมายัง พอช. เพื่ออนุมัติโครงการและงบประมาณ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช. ชี้แจงกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการซ่อมสร้างบ้านเรือนนั้น&amp;nbsp; ชุมชนและครัวเรือนที่เดือดร้อนจะช่วยกันซ่อมสร้าง โดยนำงบประมาณที่ได้รับมาจัดซื้อวัสดุพร้อมกันในปริมาณมาก&amp;nbsp; ทำให้ได้ส่วนลด ใช้แรงงานจิตอาสา&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; หน่วยทหารในพื้นที่&amp;nbsp; และช่างชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ซ่อมสร้างได้เร็วและประหยัดงบประมาณ&amp;nbsp; ในกรณีที่สภาพบ้านทรุดโทรมและผุพังมาก&amp;nbsp; ไม่สามารถรื้อเพื่อซ่อมแซมได้&amp;nbsp; จำเป็นต้องสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; ชุมชนและหน่วยงานในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; รวมทั้งภาคเอกชนจะช่วยกันสนับสนุนงบประมาณและวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติม&amp;nbsp; ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5-7 วันจนได้บ้านหลังใหม่&amp;nbsp; ถือเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งภาครัฐ&amp;nbsp; เอกชน&amp;nbsp; และชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;นายสมชาติกล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; โครงการบ้านพอเพียงชนบทจำนวน&amp;nbsp; 11,500 หลังทั่วประเทศ &amp;nbsp;ขณะนี้กำลังดำเนินการในทุกภูมิภาค&amp;nbsp; แยกเป็น&amp;nbsp; 1.ภาคเหนือ จำนวน 2,200 ครัวเรือน 2.ภาคอีสาน 2,700 ครัวเรือน 3.ภาคกลางและตะวันตก 2,200 ครัวเรือน &amp;nbsp;4. กรุงเทพฯ ปริมณฑลและตะวันออก 2,200 ครัวเรือน และ 5.ภาคใต้ 2,200 ครัวเรือน งบประมาณไม่เกินครัวเรือนละ 19,000 บาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 218,500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt&quot;&gt;ทั้งนี้โครงการบ้านพอเพียงชนบท เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 ปัจจุบัน (มกราคม 2563) ดำเนินการซ่อมสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp;รวม 39,194 ครัวเรือน ในพื้นที่ 2,391 ตำบล ใช้งบประมาณ 713 ล้านบาทเศษ ส่วนในปี 2563 &amp;nbsp;จำนวน 11,500&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; ใช้งบประมาณ&amp;nbsp; 218.5 ล้านบาท&amp;nbsp; ตามแผนงานจะดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55872</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวง พม., ที่อยู่อาศัย, นายสมชาติ  ภาระสุวรรณ, บ้าน., บ้านพอเพียง, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., ‘จุติ  ไกรฤกษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e326d591ec8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
