<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผงะ! คอร์รัปชัน 15,282 กรณี ไม่เว้นแม้ภาวะวิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวปาฐกถา หัวข้อ กับดักคอร์รัปชันในอนาคต การถอดกับดักที่ทรงพลังตอนหนึ่ง ในงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ระดับชาติเรื่อง ถอดกับดักคอรัปชันว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 63 ถึงปัจจุบัน ทำให้ชีวิตและการทำมาหากินต้องปรับเปลี่ยนและเตรียมพร้อมสร้างอนาคตใหม่เพื่อผ่านความทุกข์นี้ แต่ภายใต้ความทุกข์ยากนี้ยังมีปัจจัยที่ไปเพิ่มความทุกข์ยากในสังคมขึ้นไปอีกคือการทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้ในภาวะวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอยู่คำกล่าวหาการทุจริตมีจำนวนถึง 15,282 กรณี แสดงว่าการทุจริตไม่มีการลดราวาศอกให้กับสถานการณ์ใดๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า กับดักคอร์รัปชัน คือ จิตใจความรู้สึกนึกคิดที่อ่อนแอถูกครอบงำได้โดยง่ายโดยกิเลสความโลภเป็นผู้ที่ขาดคุณธรรมในจิตใจไม่ละอายไม่เกรงกลัวการทำผิด อุดมการณ์แรงจูงใจหรือการประพฤติที่ดีงาม มีค่านิยมที่ผิดเช่น ยกย่องคนมีเงิน คนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานสูงโดยไม่สนใจปัจจัยอื่นๆ ยอมอยู่ใต้อิทธิพลของผู้ทุจริต รวมทั้งมีค่านิยมว่าการทุจริตเป็นวิถีชีวิตปกติธรรมดา เห็นคนฉวยโอกาสเอาเปรียบคนอื่นเป็นคนฉลาด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า การถอดกับดักคอร์รัปชันที่ทรงพลัง คือการพัฒนาจิตใจของปัจเจกทุกคนทั้ง ครอบครัว ชุมชน สังคมให้เข้มแข็งสามารถต้านทานความโลภและค่านิยมผิดๆ ป.ป.ช.มีกระบวนการที่ได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเชิงรุก โดยได้บูรณาการกับหลายภาคส่วน ดังนี้ ตรากฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติก็ด้วยการต่อต้านการทุจริต , การออกหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมถึงการลดโอกาสในการทุจริต , การบูรณาการร่วมมือในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามการทุจริต, การเร่งรัดให้ดำเนินการไต่สวนที่ขาดอายุความและการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยทางทุจริตตาม พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 , บูรณาการ การทำงานตามกฏหมายให้มีความรวดเร็วมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า นอกจากนี้ในเรื่องระหว่างประเทศมีการประชุมเพื่อติดตามการอนุวัตรการตามสนธิสัญญา ให้ความเห็นทางกฎหมายและเสนอแก้ไขกฎหมายและกระบวนการปราบปรามการทุจริตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การเผยแพร่ข้อมูลการทุจริตให้สาธารณะชนได้รับทราบ เช่น การเผยแพร่ผลการชี้มูลความผิดคดีทุจริตและผลคำพิพากษาของศาลบนเว็บไซต์ของสำนักงานป.ป.ช.ทั้งนี้ยังมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทุกครั้งที่มีผลการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำ ให้เห็นถึงการเทพประสิทธิภาพในการปราบปรามการทุจริต &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า สำหรับกระบวนการต่อมาเป็นมาตรการทางด้านการป้องกันและการทุจริตเชิงรุก โดยป.ป.ช. มีการกำหนดหลายมาตรการตามนัยยะมาตรา 32 ของกฎหมายป.ป.ช. ได้แก่ ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยปัญหาทางสังคมของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรณีศึกษาของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันความเสี่ยงเกี่ยวกับการทุจริตในการบริหารจัดการงบประมาณโครงการกองทุนประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ ซึ่งครม.มีมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2563 ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับงบประมาณเงินอุดหนุนวัดของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งครม.มีมติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า รวมทั้งได้มีการกำหนดมาตรการที่เสนอต่อครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ มาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเรียกเก็บเงิน บำรุงการศึกษาและเรียกเก็บค่าปรับพื้นฐาน , มาตรการป้องกันการทุจริตด้วยการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจกฎหมายเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม จะทำหนังสือเรื่องสินบนกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมโดยรวบรวมคำพิพากษาเกี่ยวกับพอดีการรับสินบนและการดำเนินคดีเกี่ยวกับกำลังทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ป.ป.ช. มีนวัตกรรมการสื่อสารแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า &amp;ldquo;WE STRONG&amp;rdquo; เพื่อจับตามองและแจ้ง เบาะแสของสมาชิกSTRONG จิตพอเพียงต้านทุจริตทั่วประเทศ ซึ่งสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และแจ้งเบาะแสเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานป.ป.ช.ได้ ในปัจจุบันได้มีจำนวนสมาชิกรวม 3,330 คน อีกนวัตกรรมที่มีประโยชน์คือแอนตี้คอร์รัปชันทูบ๊อก เป็นคลังเครื่องมือการป้องกันการทุจริตที่มีในประเทศมากกว่า 250 เครื่องมือเพื่อขยายผลในการนำไปใช้ได้มีการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์สำนักงานป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2564 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ยังมีมาตรการการป้องกันเชิงรุกโดยใช้เครื่องมือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ไอทีเอ) ซึ่งพบว่าความโปร่งใสของภาครัฐมีการพัฒนาดีขึ้นตามลำดับ โดยมีหน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมินปีงบประมาณ 2561 จำนวน 5,994 แห่ง ได้คะแนนเฉลี่ย 68.78 คะแนน มีหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์ 85 คะแนนขึ้นไป 573 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 7.29 ของจำนวนผู้ที่เข้ารับการประเมิน ต่อมาปี 62 หน่วยงานที่เข้ารับการประเมิน 8,058 แห่ง ได้คะแนนเฉลี่ย 66.74 คะแนน มีหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์ 85 คะแนนขึ้นไป 970แห่ง คิดเป็นร้อยละ 11.69 ของจำนวนผู้ที่เข้ารับการประเมิน ในปี 63 หน่วยงานที่เข้ารับการประเมินจำนวน 8,300 แห่ง ได้คะแนนเฉลี่ย 67.90 คะแนนหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์ 85 คะแนนขึ้นไป 1,095 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 13.19 ของจำนวนผู้ที่เข้ารับการประเมิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 64 หน่วยงานที่เข้ารับการประเมินจำนวน 8,300 แห่ง ได้คะแนนเฉลี่ย 81.25 คะแนนหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์ 85 คะแนนขึ้นไป 4,146 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 49.95 ของจำนวนผู้ที่เข้ารับการประเมิน จะเห็นว่าจากปี61ถึง64 การดำเนินการประเมินนั้นมีแนวโน้มที่ดีขึ้นซึ่งหมายความว่าการให้บริการของหน่วยงานของรัฐที่ให้บริการต่อประชาชนได้รับการยอมรับจากประชาชนและ ถ้าเราสามารถให้หน่วยงานภาครัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการให้บริการประชาชนได้มากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ก็แสดงให้ประเทศของเรามีความปลอดภัยมากขึ้นและบริหารจัดการที่ดีแต่คะแนนในอนาคตจะสูงขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า นอกจากนี้ป.ป.ช.ยังมีการประเมิน (ไอทีเอ) กับสำนักงานเขตกรุงเทพมหานครและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้ารับการประเมินด้วย ซึ่งถ้าสามารถผ่านการประเมินได้และเป็นที่ยอมรับของประชาชนแสดงว่าประชาชนในกรุงเทพมหานครได้รับความดูแลและคุ้มครองจากหน่วยงานของรัฐได้เป็นอย่างดี กรุงเทพมหานครก็จะเป็นเมืองในฝันเป็นเมืองหลวงไม่ใช่เฉพาะของประเทศไทยแต่เป็นเมืองหลวงชั้นนำของโลกได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ลำดับกระบวนการต่อมาเป็น มาตรการการป้องปรามเชิงรุก คือ การปักหมุดพื้นที่เสี่ยงต่อการทุจริต ปี 63 เริ่มนำข้อมูลเข้าระบบแผนที่พื้นที่เสี่ยง 2 ชุดข้อมูล คือ 1.ความเสี่ยงในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 2.ความเสี่ยงต่อการทุจริตในความสนใจของภาคประชาชนในชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต ซึ่งมีประเด็นร่วมที่ได้รับการปักหมุดในหลายพื้นที่ ได้แก่ การบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ, การจัดซื้อจัดจ้างโครงการสาธารณูปโภคพื้นที่, การใช้จ่ายงบประมาณโครงการเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี 64 มีการดำเนินการรับหมุดในรูปแบบการประชุมผ่านระบบซูมเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจที่ภาคประชาชนแจ้งว่า มีการดำเนินการผ่านชมรม STRONG จนสามารถถอนหมุดหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้จำนวนมาก ดังนี้ ประเด็นหมุนการก่อสร้างซ่อมแซมสาธารณูปโภคในพื้นที่ ซึ่งในหลายจังหวัดสามารถดำเนินการถอนหมุดได้สำเร็จเป็นภาคประชาชนและสำนักงานป.ป.ช.ประจำจังหวัดร่วมกับประสานหน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ เพื่อร่วมการกำกับติดตามผู้รับจ้างให้ดำเนินการถูกต้องตามสัญญาจ้างไม่ให้เกิดปัญหาความเดือดร้อนแก่ประชาชน ประเด็นหมุดการใช้จ่ายงบประมาณการแก้ไขปัญหาภัยแล้งภัยและอุทกภัยใช้งบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคสี่จังหวัดกาฬสินธุ์และสกลนครมีความรุนแรงลดลง เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า กระบวนการสุดท้ายเป็นการมาตรการการป้องกันและการป้องปรามการทุจริตในระดับชุมชนและสังคม โดยการงานส่วนร่วมของภาคประชาชนในชมรมSTRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต ใช้กรอบ STRONG โมเดลเพื่อผักดันการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตและนำมาสู่การจริตเชิงรุกพัฒนาชุมชนให้ก้าวไปครั้งหน้าโดยการประยุกต์และบูรณาการหลักความพอเพียง สร้างความโปร่งใสการแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมมีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์และร่วมกัน ป้องปรามการทุจริตในชุมชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานปปช. กล่าวค่อว่า ตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นมามีการก่อตั้งชมรม STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต ระดับจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัดและกทม. และในปัจจุบันชมรมSTRONGได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนป.ป.ช.เพื่อขยายผลจัดตั้งชมรมระดับอำเภอ และจากฐานข้อมูลชมรม STRONG ทั่วประเทศมีสมาชิกทั้งสิ้น 63,552 คน และตัวอย่างผลงานของชมรม STRONG เช่น ในภาค 1 ชมรมSTRONG จ. สมุทรปราการ ได้มีประเด็นเรื่องเสาไฟปะติมากรรมกินรีพร้อมโคมไฟระบบพลังงานแสงอาทิตย์โซล่าเซลล์ ของอบต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ผลลัพธ์คือ อ.บางพลี ได้สั่งการขอให้อบต.ราชการเทวะ ชะลอโครงการจัดซื้อเสาไฟประติมากรรมกินรีพร้อมโคมไฟระบบพลังงานแสงอาทิตย์โซล่าเซลล์ออกไปก่อน เพื่อให้หน่วยงานทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ผลกระทบคือทำให้หน่วยงานท้องถิ่นตระหนักในการตื่นรู้ของภาคประชาชนจึงต้องระมัดระวังการหย่อนยานให้ถูกต้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตดังกล่าวทั้ง 4 มาตรการข้างต้นคือตัวอย่างของการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการถอดกับดักคอรัปชั่นในระดับชุมชนแล้วก็สังคม ส่วนการถอดกับดักคอรัปชั่นในระดับปัจเจกบุคคลคือการสร้างเสริมจิตใจที่แข็งแกร่งด้วยกลไกทางการศึกษาและกลไกทางศาสนาในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยป.ป.ช. สร้างหลักสูตรต้านการทุจริตศึกษา พ.ศ.2561 เป็นเครื่องมือการปรับวิธีคิดให้คนไทยทุกกลุ่มเป้าหมายและประเด็นสำคัญคือ 1.การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 2.ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริตร 3.STRONG จิตพอเพียงต้านทุจริต 4.พลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธาน ปปช. กล่าวว่า ต่อมาในปี 64 ป.ป.ช.ได้สร้างหลักสูตรต้านการทุจริตศึกษาในประเด็นสำคัญและจำเป็นสำหรับการเรียนรู้ที่สามารถบูรณาการเข้าในหลักสูตรปี 61 ประกอบด้วย การต้านทุจริตในสถานการณ์ดิจิตอลดิสครับชั่น การพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางธรณี การพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติน้ำและน้ำบาดาล และในปัจจุบันหลักสูตรต้านทุจริตฯปี 61เป็นรายวิชาในการศึกษาขั้นพื้นฐานและยังมีการฝึกอบรมในทหารและตำรวจ เป้าหมายของหลักสูตรคือเพื่อปรับวิธีคิดที่ไปหาของความซื่อสัตย์สุจริตและมีจิตพอเพียงต้านทุจริต มีความละเอียดในการทำทุจริตและไม่ทนต่อการกระทำทุจริตใดๆ และในปีนี้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาดำเนินการจัดทำหนังสือหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ฉะนั้นในปี 65 เป็นต้นไปกลไกทางศาสนาและกลไกทางการศึกษาจะนำหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาแพร่ขยายไปทั่วพร้อมๆกันในระยะยาวต่อเนื่องทั้งในทางโลกและทางธรรมในการปลูกฝังความเข้มแข็งในจิตใจของคนไทยระดับปัจเจกบุคคล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล เชื่อว่ากลไกในการป้องกันและป้องปรามการทุจริตของทุกภาคส่วนกลไกทางศาสนาและกลไกทางการศึกษาการปลูกฝังวิธีคิดได้ดูจริตจะสร้างความเข้มแข็งของสังคมชุมชนครอบครัวใจเข้มแข็งของคนไทยซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีเป้าหมายหลักให้ ภาครัฐมีความโปร่งใสปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบผ่านการพัฒนาคนและระบบ โดยให้ความสำคัญกับการปรับและหล่อหลอมพฤติกรรมคนทุกกลุ่มมนสังคมให้มีจิตสำนึกและจะทำให้กับดักคอร์รัปชันที่ไม่มีอิทธิพลและปรากฏแค่ในตำนานเท่านั้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113977</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์รัปชัน, ทุจริต, ป.ป.ช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210820/image_big_611f731b2602a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 19:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 19:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสอบ &#039;แก๊งทุจริตถุงมือยาง&#039; ออกแล้ว พาณิชย์พบผิดวินัยร้ายแรง 3ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า คณะกรรมการพิจารณาความผิดทางวินัย ที่มีนายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้พิจารณาความผิดทางวินัยกรณีเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) จำนวน 3 ราย ที่ถูก อคส. แจ้งข้อกล่าวหาจัดซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท โดยมิชอบด้วยกฎหมายเสร็จแล้ว หลังจากใช้เวลานานถึง 5 เดือน โดยทั้ง 3 คน มีความผิดวินัยร้ายแรง และได้ออกหนังสือลงวันที่ 30 ก.ค.2564 ให้มารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน หรือภายในวันที่ 15 ส.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากครบกำหนดแล้ว คณะกรรมการฯ จะสรุปการรับทราบข้อกล่าวหา และเสนอความเห็นเรื่องการลงโทษไปให้นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ อคส. พิจารณาลงโทษตามที่เสนอ คาดว่า น่าจะลงโทษสถานเดียว คือ ไล่ออก ส่งผลให้ทั้ง 3 คนไม่ได้รับเงินบำเน็จ หรือบำนาญใด ๆ และ อคส. จะฟ้องร้องเรียกเงินเดือนกลับจากทั้ง 3 คนนับตั้งแต่ที่ความผิดเกิดขึ้น หรือตั้งแต่เดือนส.ค.2563 เป็นต้นมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับทั้ง 3 รายที่ถูกสอบวินัยร้ายแรง ได้แก่ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์ อดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. มีอัตราเงินเดือนกว่า 80,000 บาท และเจ้าหน้าที่บริหาร ระดับ 8 คือ นายเกียรติขจร แซ่ไต่ เงินเดือนกว่า 30,000 บาท และนายมูรธาธร คำบุศย์ เงินเดือนกว่า 20,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จนถึงวันที่ 10 ส.ค.2564 มีเพียงนายเกียรติขจร คนเดียวที่รับทราบข้อกล่าว และให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่า ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บริหารซึ่งเป็น 1 ในคณะกรรมการ (บอร์ด) อคส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด ที่มีนายวันชัย วราวิทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ล่าสุดได้ทยอยเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ปากคำแล้ว คาดว่า จะพิจารณาแล้วเสร็จ และทำคำวินิจฉัยได้อย่างช้าไม่เกินกลางเดือนก.ย.2564 เพื่อเสนอต่อผู้อำนวยการ อคส. จากนั้น อคส. จะเสนอคำวินิจฉัยไปให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางละเมิด กระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้ง หากมีความเห็นตรงกัน อคส.จะออกคำบังคับ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ อคส. รวมถึงกรรมการในบอร์ด อคส. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ชดใช้ความเสียหายให้ อคส. เบื้องต้นราว 2,000 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ย และค่าเสียโอกาสทางธุรกิจ แต่หากไม่ชดใช้ให้ อคส. สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครอง หรือถ้าไม่มีเงินชดใช้ ต้องบังคับคดีและยึดทรัพย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่า ผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ อคส. นอกจากเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ราย และ 1 ในบอร์ด อคส. ที่เป็นผู้สั่งการแล้ว ยังจะมีเจ้าหน้าที่ อคส. รายอื่นอีก เช่น เจ้าหน้าที่การเงิน ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการทุจริต แต่มีความประมาทเลินเล่อในหน้าที่ จนทำให้ อคส. เสียหาย รวมถึงกรรมการในบอร์ด อคส. ชุดปัจจุบันทุกคน ที่อาจทราบเรื่องการจัดซื้อถุงมือยาง และมีอำนาจ หน้าที่ควบคุมแลกิจการของ อคส. ตามมาตรา 17 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งอคส. พ.ศ.2498 แต่กลับไม่ยับยั้ง หรือไม่สั่งการให้ พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ รายงานบอร์ด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการไต่สวนข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังจากได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และให้มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ทั้งหมดได้ทยอยรับทราบข้อกล่าวหา และแก้ข้อกล่าวหา คาดว่า ป.ป.ช.จะสรุปผลการไต่วน และชี้มูลความผิดได้ในเร็วๆ นี้ ก่อนส่งให้อัยการส่งฟ้องดำเนินคดีอาญา ขณะที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะดำเนินคดีแพ่ง และยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องชดใช้ความเสียหายให้ อคส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทำผิดวินัยร้ายแรง, ทุจริต, แก๊งทุจริตถุงมือยาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c3b384df21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109959</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 15:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.ฟันฉับ ส.ส.เพื่อไทยกับพวก ฮั้ว-งาบงบก่อสร้างสนามฟุตบอลโกลหนู 30 ล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 -&amp;nbsp;เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถึงเรื่องกล่าวหานายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ส.เชียงใหม่ เขต 5 กับพวก รวม 95 คน ทุจริตโครงการก่อสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ฟุตบอลโกลหนู สตรีทซอคเกอร์ (สนามหญ้าเทียม) ปีงบประมาณ 2556 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 15 แห่ง งบประมาณรวม 30,000,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิวัติไชย กล่าวว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี พ.ศ. 2556 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำโครงการก่อสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ฟุตบอลโกลหนู สตรีทซอคเกอร์ (สนามหญ้าเทียม) จำนวน 15 แห่ง อันเป็นโครงการที่เป็นนโยบายของภาครัฐในการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อที่จะสามารถพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจจากสำนักงบประมาณ สำหรับพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีเร่งด่วน ปีงบประมาณ 2556 โครงการก่อสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ในเขตอำเภอฝางและอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 19,935,000 บาท และ 12,548,000 บาท ตามลำดับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการขอรับการสนับสนุนงบประมาณผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปยังสำนักงบประมาณตามลำดับ นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เมื่อครั้ง ส.ส. เขต 5 (อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย) ในขณะนั้น ได้นำกลุ่มบริษัทของนางสาวอัมพวัน แก้วนพมาศ เข้าเป็นคู่สัญญากับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย โดยนายประสิทธิ์ ได้เรียกรับเงินตอบแทนจากกลุ่มบริษัทของนางสาวอัมพวัน จำนวนร้อยละ 25 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ซึ่งเป็นเงิน 7.5 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขั้นตอนการของบประมาณ ขั้นตอนการจัดทำคุณลักษณะและราคากลางสนามกีฬาอเนกประสงค์ฟุตบอลโกลหนู สตรีทซอคเกอร์ (สนามหญ้าเทียม) นายประสิทธิ์ ได้จัดให้มีการประชุมผู้บริหารท้องถิ่นที่จะได้รับจัดสรรงบประมาณทั้ง 15 แห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่กองช่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งในที่ประชุมนายประสิทธิ์ ได้กำหนดให้ใช้คุณลักษณะเฉพาะและราคากลางการก่อสร้างที่นางสาวอัมพวัน ซึ่งได้ร่วมกับนางสาวฐิตารีย์ &amp;nbsp;ศิริคะเณรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เมืองย่า อินเตอร์เทรด จำกัด กำหนดคุณลักษณะเฉพาะความยาวของใบหญ้าเทียม 6 เซนติเมตร ซึ่งโดยทั่วไปความยาวของใบหญ้าเทียมจะมีความยาวเพียง 5 เซนติเมตร และกำหนดให้ผู้ยื่นเสนอราคาต้องนำตัวอย่างหญ้าเทียมที่มีความยาว 6 เซนติเมตร ขนาด 1 ตารางเมตร พร้อมหนังสือรับรองจากผู้ผลิตหรือแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายไปแสดงกับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งในวันที่มีการยื่นซองเสนอราคาด้วย กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของแผ่นพื้นหญ้าเทียม จำนวนรวมการทอฝีเข็มไม่น้อยกว่า 12,000 ฝีเข็มต่อตารางเมตร ซึ่งผู้ประกอบการทั่วไปจะมีพื้นหญ้าจำนวนการทอฝีเข็มไม่น้อยกว่า 8,000 ฝีเข็มต่อตารางเมตรเท่านั้น และกำหนดให้มีการเคลือบกาวพียู ซึ่งผู้ประกอบการโดยทั่วไปจะไม่มีการเคลือบกาวดังกล่าว เป็นการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะที่เป็นการกีดกันผู้เสนอราคาอื่นให้ไม่สามารถเข้ายื่นเสนอราคาได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 15 แห่ง ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว เจ้าหน้าที่กองช่าง ซึ่งได้รับเอกสารเกี่ยวกับคุณลักษณะและราคากลางจากที่ประชุมของนายประสิทธิ์ ได้นำเอกสารดังกล่าวมากำหนดคุณลักษณะและราคากลางโดยไม่ได้สืบหาราคาของสนามหญ้าเทียมจากผู้ประกอบอาชีพตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติของทางราชการแต่อย่างใด ราคากลางที่กำหนดดังกล่าวมีราคาสูงกว่าความเป็นจริงประมาณสนามละ 1 ล้านบาท ผู้บริหารท้องถิ่น จำนวน 15 แห่ง ดังกล่าว ได้อนุมัติตามที่คณะกรรมการกำหนดราคากลางเสนอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขั้นตอนการยื่นเสนอราคานางสาวอัมพวัน ร่วมกับนางสาวฐิตารีย์ &amp;nbsp;ได้นำกลุ่มบริษัทของตนเองประกอบด้วย บริษัท แก้วเก้า คอนแทร็คติ้ง จำกัด, บริษัท อาร์. เค. คอนแทรคติ้ง จำกัด, บริษัท แอลแอนด์บี เซอร์วิส จำกัด, บริษัท เมืองย่า อินเตอร์เทรด จำกัด และบริษัท ไทยเวิลด์ อีควิปเม้นท์ จำกัด ซึ่งมีความสัมพันธ์ในเชิงทุนและเครือญาติ เข้ามาเสนอราคา อีกทั้งกลุ่มบริษัทเอกชนดังกล่าว ได้นำเงินไปให้นายสมบูรณ์ ถากาศ ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัทเอกชนดังกล่าว เพื่อให้นำไปจ่ายให้แก่เอกชนอื่นที่เข้ามาซื้อหรือรับซองเสนอราคา เพื่อไม่ให้เอกชนรายอื่นเข้ายื่นเอกสารการเสนอราคาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในโครงการฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่าหลังจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง 15 แห่ง ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว ได้ทำสัญญาจ้างก่อสร้างสนามกีฬาอเนกประสงค์ฟุตบอลโกลหนู สตรีทซอคเกอร์ (สนามหญ้าเทียม) กับกลุ่มบริษัทนางสาวอัมพวัน ในวงเงินตามสัญญาที่สูงกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 15 ล้านบาท อีกทั้งปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่านางสาวอัมพวัน ได้จ่ายเงินให้กับนายประสิทธิ์ ครบจำนวน 7.5 ล้านบาท ตามที่ได้ตกลงไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้ 1.การกระทำของนายประสิทธิ์ &amp;nbsp;มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ป.ป.ช.) มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 192 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 5 และมาตรา 13 2.การกระทำของผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบด้วยนายกเทศมนตรีและนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่อำเภอฝางและอำเภอแม่อาย จำนวน 10 ราย ซึ่งไปร่วมประชุมกับนายประสิทธิ์ และนำเอกสารที่ได้จากการประชุมมากำหนดคุณลักษณะและราคากลาง รวมทั้งเห็นชอบในการกำหนดคุณลักษณะและราคากลาง ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 192 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 และมาตรา 12&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การกระทำของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง จำนวน 21 ราย ซึ่งเป็นผู้นำเอกสารของกลุ่มนางสาวอัมพวัน &amp;nbsp;ร่วมกับนางสาวฐิตารีย์ กับพวก ที่ได้จากการประชุมของนายประสิทธิ์ มากำหนดคุณลักษณะและราคากลาง โดยไม่ได้สืบหาราคากลางของสนามหญ้าเทียมจากผู้ประกอบอาชีพ ทำให้ราคากลางสูงกว่าความเป็นจริง จำนวนสนามละประมาณ 1 ล้านบาท มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 มาตรา 192 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 อีกทั้งยังมีมูลเป็นความผิดทางวินัย &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างร้ายแรง 4. กรณีกลุ่มเอกชน จำนวน 6 ราย ซึ่งมีความสัมพันธ์ในเชิงทุนและเครือญาติ ได้ร่วมกันเข้าเสนอราคาในลักษณะเป็นการสมยอมในการเสนอราคา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 มาตรา 162(1)(4) ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด ตามมาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช.พ.ศ. 2542 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 และมาตรา 192 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิพากษาคดีกับนายประสิทธิ์ &amp;nbsp;กับพวก และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาแล้วแต่กรณีต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109959</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์รัปชัน, ทุจริต, ปปช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f144a9845a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘หมอวรงค์’ แฉอีกวงการรถไฟเน่า ผู้รับเหมาต้องจ่าย ‘ฝิ่น’ ค่าอำนวยความสะดวก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 2564 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม&amp;nbsp; รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom มีเนื้อหาดังนี้ ผมได้รับการร้องเรียน จากผู้รับเหมาในวงการรถไฟ ยืนยันถึงการต้องจ่ายเงินค่าซื้อ&amp;rdquo;ฝิ่น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฝิ่น&amp;quot;หมายถึง การซื้อแบบก่อนกำหนดเวลา และมีค่าใช้จ่ายอื่นๆในการอำนวยความสะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รับร้องเรียนมาเพื่อพิจารณาครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์&amp;nbsp; โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในหัวเรื่อง&amp;quot;saveเงินประชาชน 7,000 ล้านบาท&amp;quot; เกี่ยวกับการประมูลรถไฟทางคู่ 2 สาย สายเหนือ และสายอีสาน ว่า&amp;nbsp; &amp;quot;มีกระแสข่าวไม่ดี มีกลิ่นตุๆ ว่า อาจจะมีการเอาเงินของประชาชนไปมากกว่า 7,000 ล้านบาท ถ้าพี่น้องทุกคนช่วยกันเราจะสามารถประหยัดได้ถึง 7,000 ล้านบาท ช่วงนี้มีการประมูลแล้ว ซึ่งการจะปกป้องทุจริตคอร์รัปชัน เราต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่สูงมาก ใช้หัวจิตหัวใจร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน เชิญชวนทุกคนร่วมกันปกป้องงบประมาณพี่น้อง 7,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้รถไฟทางคู่สายเหนือ ช่วง เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 323 กิโลเมตร วงเงิน 72,920 ล้านบาท และสายอีสาน ช่วงบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กิโลเมตร วงเงิน 55,458 ล้านบาท วงเงินรวม 2 เส้นทาง 128,000 ล้านบาท ได้มีการประมูลเสร็จสิ้นไปแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเงื่อนไขสายเหนือ ได้แบ่งสัญญาออกเป็น 3 สัญญา ราคากลางเฉลี่ย สัญญาละ 24,306 ล้านบาท รวมอาณัติสัญญาณ และบริษัทที่จะเข้าประมูลต้องมีผลงานก่อสร้างทางรถไฟในประเทศ 15 % ของวงเงินแต่ละสัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเงื่อนไขสายอีสาน ได้แบ่งสัญญาออกเป็น 2 สัญญา ราคากลางเฉลี่ยสัญญาละ 27,728 ล้านบาท รวมอาณัติสัญญาณ ต้องมีผลงานก่อสร้างทางรถไฟในประเทศ 15 % ของวงเงินแต่ละสัญญา ซึ่งการกำหนดเงื่อนไขสัญญารถไฟทางคู่ทั้ง 2 สาย ในลักษณะนี้ทำให้มีเอกชนทั้งประเทศเพียง 5 ราย ที่เข้าเงื่อนไขไปประมูลได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทั้ง 2 สาย ได้ซอยย่อยสัญญาออกเป็น 5 สัญญาพอดี อีกทั้งผลการประมูลสายเหนือ 3 สัญญา ราคาที่ประมูลได้เฉลี่ย 24,286 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง สัญญาละ 20 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.08% ประหยัดไป 60 ล้านบาท ส่วนผลประมูลสายอีสาน ทั้ง 2 สัญญา ราคาที่ประมูลได้เฉลี่ย 27,705 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง สัญญาละ 23 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.08% เช่นเดียวกับสายเหนือ ประหยัดไป 46 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากนำไปเปรียบเทียบการประมูลรถไฟทางคู่สายใต้ ปี 2560 ยุครัฐบาล คสช. เส้นทางนครปฐม-หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 420 กิโลเมตร วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ได้ซอยเป็น 5 สัญญา ราคากลางเฉลี่ยสัญญาละ 7,200 ล้านบาท และไม่รวมอาณัติสัญญาณ ที่สำคัญคือ เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันมากขึ้น ด้วยการกำหนดให้บริษัทที่จะเข้าร่วมประมูลต้องมีผลงานก่อสร้างทางรถไฟไม่น้อยกว่า 10% ของแต่ละสัญญา ทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น และส่งผลให้เปลี่ยนแปลงเรื่องราคา ซึ่งผลการประมูลสามารถประหยัดงบประมาณเฉลี่ยสัญญาละ 408 ล้านบาท หรือประเทศประหยัดภาษีคิดเป็น 5.56%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมแล้วการประมูลรถไฟทางคู่สายใต้ ประหยัดงบประมาณไปกว่า 2,040 ล้านบาท จากยอดวงเงิน 36,000 ล้านบาท ขณะที่การประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือ ประหยัดงบไปเพียง 60 ล้านบาท จากยอด 72,920 ล้านบาท สายอีสาน ประหยัดงบ 46 ล้านบาท จากยอด 55,458 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากการประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสาน ใช้เงื่อนไขแบบเดียวกับการประมูลรถไฟทางคู่สายใต้ ประเทศจะประหยัดเงินภาษีประชาชนถึง 7,000 ล้านบาท ถามว่า ถ้าเราจะประหยัดเงิน 7,000 ล้านบาท ทำไมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไม่ทำ แล้วเงิน 7,000 ล้านบาทนี้ไปอยู่ที่ไหน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งผมไม่ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ควรจะทราบว่ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ทราบว่าจะมีการเซ็นสัญญาประมาณเดือนกรกฎาคมนี้ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนทุกคนช่วยกันปกป้องการทุจริตคอร์รัปชัน และถือโอกาสนี้เรียนท่านนายกรัฐมนตรีโปรดดำเนินการด้วยครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105825</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายฝิ่น, จ่ายใต้โต๊ะ, ทุจริต, น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, ผู้รับเหมา, รถไฟ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097449c0500b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105731</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 07:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 07:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาฯว่าอย่างไร &#039;นิพิฏฐ์&#039; แฉ ส.ส. เสียบบัตรแทนกันยังมีอีกหลายคน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 64 - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส. พัทลุง &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับ กรณี ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ชี้มูลความผิด โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องส.ส.เสียบบัตรแทนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-อ่านข่าว ปปช.มีมติชี้มูล ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน มีผู้ถามว่า แล้วต่อไป จะเป็นอย่างไร ผมขอตอบตรงนี้เลยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.เรื่องนี้ เป็นความผิด 2 กรณี คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 เป็นความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ สองหมื่นถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยปปช. ต้องส่งไปยังอัยการ เพื่อฟ้องยังศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะใช้เวลาอีกเท่าไหร่ คิดว่า 3-4 เดือน ก็น่าฟ้องได้ เพราะคดีนี้ไม่ซับซ้อนอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบมาตรา 235 กรณีนี้ ปปช.ฟ้องยังศาลฎีกาได้เลย โดยไม่ต้องส่งอัยการ คดีนี้ ก็จะเร็วกว่าคดีตามมาตรา 157 ใช้เวลา &amp;nbsp;1-2 เดือน ก็น่าจะฟ้องได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.3 เมื่อมีการฟ้องตามข้อ 1.1 และ 1.2 แล้ว ศาลฎีกาอาจสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ เหมือนที่เคยสั่งมา เช่น กรณี ส.ส. ปารีณา ไกรคุปต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การกระทำผิดตาม ข้อ 1 และ 2 จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทำให้สมัครส.ส./ส.ว.หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่ได้ตลอดไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มีคนถามว่า ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน มีแค่นี้หรือ ขอตอบว่า ยังมีอีกหลายคนครับ แต่ไม่ใช่เรื่องของผมที่จะร้องใคร เป็นเรื่องที่สภาต้องตรวจสอบกันเอง ผมไม่ได้โกรธเคืองใครเป็นการส่วนตัว ที่ทำมาก็เพราะเป็นข้อมูลในพื้นที่ ที่ผมเห็นประจักษ์เท่านั้นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. กว่าจะทำคดีนี้ได้ และเดินมาถึงวันนี้ยากลำบากครับ ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากใคร หาข้อมูลยากมาก ต้องขอขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เห็นความไม่ถูกต้องที่กล้าให้ข้อมูล แม้พรรคที่ผมสังกัด ก็ไม่มีใครสอบถามอะไรเลย พรรคร่วมรัฐบาลก็อย่าโทษพรรคประชาธิปัตย์เลย เพราะไม่มีใครสอบถามผมเรื่องนี้เลย ผมทำตามลำพัง ในการทำคดีนี้ ผมลาออกจากทุกตำแหน่ง แม้กระทั่งลาออกจากรองหัวหน้าพรรค เพื่อให้เห็นว่า ผมทำตามลำพัง พรรคไม่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ระบบการเมือง และ ระบบความยุติธรรมของประเทศ กำลังถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรง แต่หากประชาชนรักษาสิทธิของตัวเอง ไม่ยอมแพ้ ต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง เราก็สามารถสร้างการเมืองที่สุจริตได้ ทั้งหมด อย่าชี้นิ้วด่าคนอื่น ให้ถือว่า เราก็มีส่วนรับผิดชอบบ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าคิดอย่างนี้ บ้านเมืองก็ไปได้ แต่หากมัวชี้นิ้วด่าคนอื่น ก็เหมือนรัฐนาวากำลังจะจม ก็ตัวใครตัวมันครับ ขอให้กำลังใจทุกท่านที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในบ้านเมืองครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105731</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริต, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, ปปช., ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน, สภาผู้แทนราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210312/image_big_604adbf1c1959.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91176</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯขอบคุณตำรวจจับโกง &#039;เราเที่ยวด้วยกัน&#039; ซัดคนทุจริตต้องสำนึกทุกบาทที่ขโมยไป </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha&amp;quot; ระบุว่า เช้าวันนี้ มีการจับกุมผู้กระทำผิดทุจริตโครงการ &amp;ldquo;เราเที่ยวด้วยกัน&amp;rdquo;โดยมีการกระจายกำลังตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 55 จุดใน จ.ชัยภูมิ และ จ.ภูเก็ต จับผู้ต้องหาได้ 50 คน จากเครือข่าย 2 โรงแรม และเตรียมขยายผลอีก 900 รายในเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอขอบคุณ พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ตำรวจกองปราบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเร่งดำเนินการตามกระบวนการทางกฏหมายอย่างตรงไปตรงมา เด็ดขาด และรวดเร็ว ให้ตระหนักอยู่เสมอว่าท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญเพื่อประเทศ เพราะเป็นพฤติการณ์ที่มีผลต่อความอยู่รอดได้ของประชาชนจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงเวลาแบบนี้ ใครที่คิดว่าจะทำอะไรก็ตามที่เอาเปรียบพี่น้องร่วมชาติ โกงชาติ โกงระบบที่เราออกมาตรการมาเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ขอให้สำนึกว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านจะขโมยไปนั้น ส่งผลทำให้คนที่ควรจะได้ กลายเป็นไม่ได้ และพวกท่านกำลังทำลายกลไกและกระบวนการทั้งหมด ทำให้เราต้องสร้างเงื่อนไขและขั้นตอนต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อป้องกันการโกง แต่ก็จะส่งผลสร้างความไม่สะดวกให้กับประชาชนที่ต้องการใช้สิทธิอย่างถูกต้อง ผมขอให้ทุกคนตระหนักตามนี้ และอย่าทำอะไรที่เป็นการทุจริตและเอาเปรียบพี่น้องคนไทยด้วยกันเลยครับ #รวมไทยสร้างชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91176</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริต, เราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_6010252a16afa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แถลงผลทลายแก๊งโกง’เราเที่ยวด้วยกัน’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.2564 - &amp;nbsp;ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) &amp;nbsp;พร้อมด้วย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.), พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผบช.ทท., พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก., นายเขมพล อุ้ยตยะกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, น.ส.สภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้แทนธนาคารกรุงไทย ร่วมกันแถลงข่าวจับกุม &amp;quot;ขบวนการทุจริต โครงการเราเที่ยวด้วยกัน&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พล.ต.อ.สุวัฒน์แถลงว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่รัฐพบพฤติกรรมผิดปกติในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน &amp;nbsp;จึงได้เข้าร้องกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงาน จากการสืบสวนร่วมกันของ บก.ป., ศปอส.ตร. และ บช.ทท. พบว่า มีผู้ประกอบธุรกิจที่กระทำการเข้าข่ายทุจริตหลายรูปแบบ เช่น เปิดให้มีการจองห้องพัก แต่ไม่มีการเข้าพักจริง, นําคูปองที่ได้รับหลังจากเช็กอินห้องพัก ไปสแกนใช้จ่ายกับร้านค้า แต่ไม่มีการซื้อสินค้าจริง, บางโรงแรมมีที่ตั้งจริง ลงทะเบียนถูกต้อง แต่ยังไม่เปิดให้บริการ กลับมีการเปิดให้จองห้องพัก &amp;nbsp;หรือมีการตั้งราคาจองห้องพักไว้แพงเกินจริง หวังกินส่วนต่างราคาส่วนลด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชุดปฏิบัติของ กก.3 บก.ป. นำโดย ว่าที่ พ.ต.อ.วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.ป. นำกำลังลงพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เข้าค้นโรงแรมณัฐชญา รีสอร์ท และผู้ที่เกี่ยวข้องรวม 41 ราย 38 จุด โดยแบ่งเป็น เจ้าของโรงแรม 1 ราย เจ้าของร้านค้า 22 ราย คนกลางผู้รวบรวมสิทธิ์หรือสวมสิทธิ์ 14 ราย ผู้รับจ้างเปิดบัญชี 3 ราย ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูลจองโรงแรม อีก 1 ราย ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ 6 จังหวัด คือ จ.ชัยภูมิ, เลย, นครราชสีมา, ขอนแก่น, เพชรบูรณ์ และ ศรีสะเกษ ผลการตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหารวม 38 ราย พฤติการณ์ พบมีการลงทะเบียนเป็นรีสอร์ทขนาดเล็ก มีห้องพักทั้งหมด 10 ห้อง นับตั้งแต่เดือน ก.ค.63 ถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้สิทธิโครงการ จํานวน 9,263 ราย ยอดจองห้องพัก 92,028 ห้อง เฉลี่ย 1,000-3,000 ห้องต่อวัน คิดเป็นมูลค่ารวม 33,866,966 บาท &amp;nbsp;ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และยังพบว่ากว่า 99% ของการจองห้องพัก 1 คน จะจอง 10 ห้องเต็มทุกครั้ง และเวลาในการเช็กอินและ เช็กเอาท์ทับซ้อนไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ยังพบว่าคูปองที่ได้รับหลังจากเช็กอินห้องพักที่ใช้สำหรับสแกนจ่ายกับร้านค้าที่เข้าโครงการมียอดการใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.สุวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าวต่อว่า ผู้ต้องหามีการกระทำเป็นขบวนการ โดยจะมีผู้ซื้อสิทธิ ตามหาซื้อสิทธิในโครงการ โดยให้ค่าตอบแทนรายละ 400-500 บาท เมื่อประชาชนขายสิทธิให้แล้ว ผู้ซื้อสิทธิจะให้เจ้าของสิทธิติดตั้งแอปพลิเคชั่นเป๋าตังเสียก่อน หลังจากนั้นผู้ซื้อสิทธิจะนำเอาโทรศัพท์ของเจ้าของสิทธิไปดำเนินการจองโรงแรม และใช้คูปอง หรืออีกวิธีหนึ่งคือ จะนำเอาข้อมูลบัตรประชาชนและซิมการ์ดที่ลงทะเบียนแล้วไปขายต่อให้กับผู้สวมสิทธิ โดยจะขายให้ผู้สวมสิทธิในราคา 800-1,000 บาท เมื่อผู้สวมสิทธิได้รับสิทธิจากโครงการดังกล่าวแล้ว จะว่าจ้างให้ผู้ร่วมขบวนการ กรอกข้อมูลเพื่อจองห้องพักกับทางโรงแรม โดยจะมีกลุ่มที่รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารอีกกลุ่มหนึ่ง ที่คอยทำธุรกรรมทางการเงินแทนเจ้าของสิทธิ ซึ่งหลังจากที่ผู้สวมสิทธิทำการเช็คอินตามห้องพักที่ได้ทำการจองไว้ ทางผู้สวมสิทธิจะนำคูปองที่ได้รับหลังจากเช็คอินไปใช้จ่ายกับร้านค้าที่ตนเองควบคุม เฉพาะในพื้นที่ จ.ชัยภูมิมีประชาชนร่วมกระทำความผิดกว่า 9,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกชุดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการของ กก.5 บก.ป. นำโดย พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว ผกก.5 บก.ป. นำกำลังเข้าค้น โรงแรมธาราป่าตอง จ.ภูเก็ต และเครือข่าย รวม 14 ราย ประกอบด้วย เจ้าของโรงแรม 3 ราย เจ้าของร้านค้า 2 ราย คนกลางผู้รวบรวมสิทธิ์หรือสวมสิทธิ์ 5 ราย ผู้รับจ้างบันทึกข้อมูล จองโรงแรม 4 ราย มีประชาชนร่วมทุจริตรวมกว่า 800 ราย โดยในส่วนของโรงแรมจากราคาห้องพัก 1,000-1,200 บาท ปรับราคาขึ้นเป็น 7,500 บาท &amp;nbsp; ผลการตรวจค้น จับกุมผู้ต้องหารวม 12 ราย พฤติกรรมการทุจริตแตกต่างกันออกไปจากกรณีข้างต้น โดยโรงแรมจะร่วมมือกับผู้จัดทัวร์ มีการเชิญชวนว่า หากประชาชนจองห้องพักเต็มสิทธิ จะให้เข้าร่วมกิจกรรมทัวร์ &amp;nbsp;เป็นจำนวน 3 วัน 2 คืน โดยไม่มีการเข้าพักโรงแรมจริง นอกจากนี้ผู้จัดทัวร์กิจกรรมยังให้ประชาชนชำระค่าบริการในการทำกิจกรรม โดยให้สแกนคูปองที่ได้รับหลังจากการเช็คอินห้องพัก มาสเเกนใช้จ่ายกับร้านค้าที่ตนเองควบคุมไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผบ.ตร. ย้ำว่า สำหรับผู้ต้องหาจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง, ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น , ร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชนฯ และ ข้อหา ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ทั้งนี้ พฤติกรรมการกระทำความผิดในคดีนี้มีลักษณะของการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งก็จะได้ประสานไปยัง ปปง. ดำเนินคดีในความผิดฐานฟอกเงินต่อไป ส่วนใครที่ยังคิดจะทำในลักษณะนี้อยู่ก็ขอเตือนให้หยุดกระทำ เพราะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศ กรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงแรมอื่น ยังมีอยู่ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด จะแบ่งมอบหมาย ให้แต่ละภาคดำเนินการตามที่กระทรวงการคลังและ ททท. แจ้งมา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91164</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริต, ผบ.ตร., ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข, เราเที่ยวด้วยกัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210127/image_big_6010fc2b52207.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
