<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2021 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2021 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมีย &#039;สมศักดิ์&#039; รอด! ปปช.ปิดฉากคดีทุจริตฝายแม้ว 770 ล้าน จนท.ถูกชี้มูลกราวรูด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.64 - รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ได้มีการพิจารณาข้อกล่าวหานางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับพวกทุจริตโครงการฝายแม้ว 770 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุมมีมติชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่หลายราย โดยเป็นระดับผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ลงมา มีทั้งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ขณะที่ข้อกล่าวหาของนางอนงค์วรรณ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า กำกับดูแลการดำเนินการโครงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีคุณภาพ มีการแบ่งสรรปันส่วนงบประมาณให้แต่ละฝายไม่เท่ากัน รวมถึงมีการหักหัวคิวนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานน้อย และพยานหลักฐานไม่มั่นคง จึงไม่สามารถเอาผิดได้ จึงมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโครงการดังกล่าวเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2551 ต่อมามีการร้องเรียนมายัง ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อกล่าวหานางอนงค์วรรณเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและแวดล้อม กับพวก กระทำความผิดฐานทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการในการดำเนินโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อลดผลกระทบจากภาวะวิกฤตโลกร้อน วงเงินงบประมาณของปี 2551 จำนวน 770 ล้านบาท กรณีการก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบผสมผสาน และการเพาะชำ/ปลูกหญ้าแฝก (ฝายแม้ว) โดยมิชอบ และหักเงินโครงการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาเอกสารหลักฐานและสำนวนการสอบสวนคดีนี้ที่มีอยู่กว่าแสนแผ่น อีกทั้งได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ป่าไม้และอุทยานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวกว่า 500 ปาก โดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 400 ปาก ที่แจ้งความประสงค์ระหว่างให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช.ขอให้กันเป็นพยาน กระทั่งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้สรุปสำนวนและเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันที่ 27 พ.ค. ทั้งนี้ คดีดังกล่าวใช้เวลาใช้เวลายาวนานถึง 13 ปี ถือเป็นคดีมหากาพย์อีกคดีหนึ่งของ ป.ป.ช.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104381</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตคดีฝายแม้ว, ปปช., อนงค์วรรณ เทพสุทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210421/image_big_607fe491cf1d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 18:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 18:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมศักดิ์&#039; โอด 12 ปี ปปช.เพิ่งแจ้งข้อหา-ไม่เคยเชิญ &#039;อนงค์วรรณ&#039; ชี้แจง พร้อมให้ข้อมูล 3 ส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ค.63 - ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีอนุกรรมการป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหา นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน ภรรยา ทุจริตโครงการฝายแม้ว 770 ล้านบาท สมัยเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปี 2551 ว่า เรื่องนี้คงต้องย้อนเวลากลับไปกว่า 12 ปี สมัยตนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง นางอนงค์วรรณ เป็นหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และได้ดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงทรัพยากรฯ สาเหตุที่มีการร้องเรียนในสมัยนั้น ตนเข้าใจว่ามีการลงชื่อร้องเรียน แต่การตรวจสอบข้อเท็จจริง คนที่ลงชื่อร้องเรียนได้ยืนยันกับผู้ตรวจสอบว่าตัวเขาเองไม่ได้ลงชื่อร้องเรียน กระบวนการสอบเหมือนจงใจจะชี้นำหรือหาเหตุผลในการจับผิดให้ได้หรือไม่ การพิจารณาเรื่องนี้ยาวนานมีการเปลี่ยนอนุกรรมการ หลายชุด จนตนนั้นเข้าใจว่าเรื่องนี้ได้ยุติไปแล้ว กระทั่งเวลาผ่านมาเป็น12 ปี ป.ป.ช.เพิ่งมาแจ้งให้รับทราบว่า นางอนงค์วรรณ เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นรัฐมนตรีในขณะนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนทราบมาว่าที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ตั้งกรรมการสอบสวนตรวจสอบเรื่องนี้หลายครั้ง ว่าได้การดำเนินงานจริงหรือไม่ โดยมีรูปถ่ายยืนยันพร้อมค่าพิกัดของฝายทุกตัว และเมื่อ สตง.ไปตรวจสอบได้ทำหนังสือให้กรมบัญชีกลางเข้าตรวจสอบด้วย ผลการชี้แจงของกรมบัญชีกลาง ยืนยันว่างานที่ออกมามีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับการลงทุน ตนได้ไปศึกษาสาเหตุของการสร้างฝายแม้วจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ มีความลาดชันสูง จึงต้องสร้างฝายให้ถี่ เพื่อที่จะอนุรักษ์ดินและน้ำ ฝายดังกล่าวยังช่วยป้องกันไฟป่าเพราะทำให้ดินมีความชุ่มชื้นในเวลานั้นจึงไม่มีไฟป่ามากแต่ขณะเดียวกันในเวลานี้ประเทศกลับถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ประชาชนต้องเป็นโรคทางเดินหายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของการออกแบบฝายเป็นไปตามหลักวิชาการกรมอุทยานที่ได้ศึกษาและกำหนดค่าพิกัดพื้นที่ไว้หลายปี และขั้นตอนการออกแบบมีมาก่อนที่นางอนงค์วรรณจะรับตำแหน่ง โครงการนี้มีการผลักดันมานานแต่ไม่สำเร็จเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ ประโยชน์ของฝายนั้นก็เพื่อดักตะกอน และชะลอการไหลของน้ำ เพื่อให้น้ำซึมลงดินเหมือนกับธนาคารน้ำใต้ดินที่เราพูดถึงกันในปัจจุบัน พื้นที่ป่าต้นน้ำตนขอย้ำว่ามีความสำคัญ เพราะเป็นแหล่งที่จะเติมน้ำให้น้ำกับเขื่อนต่างๆ ดังนั้น การทำฝายชะลอน้ำ ในราคาประมาณตัวละ 5,000 บาท มีอายุการใช้งาน 3-5 ปี จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยในปัจจุบันทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยาน และหน่วยงานอื่นยังดำเนินการกิจกรรมนี้อยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องนี้ยาวนานมาถึง 12 ปี คุณอนงค์วรรณ ไม่เคยถูกเชิญให้เข้าชี้แจงใดๆเลย และผมเชื่อว่าเวลานี้ ภรรยาของผมพร้อมที่จะไปให้ข้อมูลในวันที่ 3 ส.ค. อย่างแน่นอน&amp;rdquo; นายสมศักดิ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72321</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการ ป.ป.ช., ทุจริตคดีฝายแม้ว, สมศักดิ์ เทพสุทิน, อนงค์วรรณ เทพสุทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200723/image_big_5f1950bf022db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปช.เชือด‘เมียสมศักดิ์’ ฟันปูกับพวกฮั้วงบพีอาร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เมียสมศักดิ์-อนงค์วรรณ&amp;quot; ไม่รอด ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาทุจริตคดีฝายแม้ว 770 ล้านบาท สมัยเป็น รมว.ทรัพยากรฯ งบพีอาร์&amp;nbsp;Roadshow-เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ทำ &amp;quot;นิวัฒน์ธำรง อดีตรองนายกฯ และสุรนันทน์-อดีตเลขาธิการนายกฯ&amp;quot;&amp;nbsp; ไม่รอด เสี่ยงตกเป็นจำเลยศาลฎีกาคดีอาญาฯ ตามลูกพี่ยิ่งลักษณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อนุมัติและดำเนินการจัดนิทรรศการ การสัมมนา และการโฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ &amp;ldquo;โครงการ&amp;nbsp;Roadshow&amp;nbsp;สร้างอนาคตไทย&amp;nbsp;Thailand&amp;nbsp;2020&amp;rdquo; โดยมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.กล่าวว่า เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงฟังได้ว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา กล่าวถึงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางรางระบบรถไฟทางคู่เชื่อมชานเมืองและหัวเมือง ศึกษาและพัฒนารถไฟความเร็วสูง จากนั้นรัฐบาลได้มีการยกร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้มีดำริให้จัดนิทรรศการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;โครงการ&amp;nbsp;Roadshow&amp;nbsp;สร้างอนาคตไทย&amp;nbsp;Thailand&amp;nbsp;2020&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิวัติไชยกล่าวอีกว่า ปรากฏว่าในการดำเนินการโครงการดังกล่าว มีการอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น วงเงิน 40 ล้านบาท เพื่อจัดโครงการในจังหวัดหนองคายและนครราชสีมา ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ยังไม่ผ่านสภา อีกทั้งการจัดโครงการประชาสัมพันธ์ไม่ใช่ความเร่งด่วนที่จะต้องใช้งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น โดยสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับหนึ่งเป็นผู้รับจ้างจัดโครงการดังกล่าว โดยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงขั้นตอนการลงนามในหนังสือสั่งจ้างใช้เวลาดำเนินการเพียง 2 วันเท่านั้น ต่อมานายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันอนุมัติหลักการจัดโครงการ&amp;nbsp;Roadshow&amp;nbsp;อีก 10 จังหวัดที่เหลือ วงเงิน 200 ล้านบาท โดยตกลงแบ่งงานให้สื่อสิ่งพิมพ์ 2 บริษัท บริษัทละ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;จังหวัด ซึ่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงขั้นตอนการลงนามในหนังสือสั่งจ้างใช้เวลาดำเนินการเพียงวันเดียวเท่านั้น และพบว่าการลงนามในหนังสือสั่งจ้างได้กระทำไปก่อนที่ได้รับเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณ ทั้งที่ส่วนราชการทราบดีว่าการลงนามในหนังสือสั่งจ้างได้ก็ต่อเมื่อสำนักงบประมาณได้แจ้งจัดสรรเงินงบประมาณ (ใบงวดงาน) มาให้แล้วเท่านั้น ภายหลังจึงมีการเสนอ ครม.ให้ยกเว้นการลงนามในหนังสือสั่งจ้างก่อนใบงวดงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิวัติไชยกล่าวอีกว่า ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นอันตกไป ทำให้โครงการต่างๆ ตามที่ได้ออกไป&amp;nbsp;Roadshow&amp;nbsp;มิได้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด การใช้งบประมาณในโครงการ&amp;nbsp;Roadshow&amp;nbsp;จำนวน 240 ล้านบาท จึงเกิดความสูญเปล่า เป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์, นายนิวัฒน์ธำรง และนายสุรนันทน์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และ 157 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ 2542 มาตรา 12 และ 13&amp;quot; นายนิวัติไชยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิวัติไชยแถลงต่อไปว่า ส่วนการกระทำของของสื่อ 2 ฉบับ มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา และตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐฯ ป.ป.ช. จึงให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัวถึงการแถลงดังกล่าวของ ป.ป.ช. ตอนหนึ่งว่า &amp;quot;ขอยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ ในตำแหน่งหน้าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และด้วยความระมัดระวัง อย่างรอบคอบ ยึดถือกฎหมายและระเบียบ รวมถึงนโยบายของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นและคำนึงถึง ประโยชน์ของรัฐและประชาชนเป็นที่ตั้ง การปฏิบัติหน้าที่ของผม ในส่วนที่เกี่ยวกับขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ผมได้ยึดถือ และปฏิบัติตาม ระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังที่พ้นจากตำแหน่งแล้วได้มีการตรวจสอบจากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ&amp;nbsp; และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีข้อสรุปว่าการจัดจ้างดำเนินโครงการ Roadshow สร้างอนาคตไทย Thailand 2020 ถูกต้อง และได้อนุมัติเบิกจ่ายงบประมาณตามโครงการดังกล่าว โดยไม่มีหน่วยงานใดทักท้วง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุอีกว่า &amp;quot;เชื่อมั่นว่ากระบวนการยุติธรรมขั้นต่อไป ทั้งสำนักงานอัยการสูงสุดและกระบวนการทางศาล จะให้ความเป็นธรรมและประสาธน์ความยุติธรรมแก่ผมและผู้ที่ถูกกล่าวหาท่านอื่นด้วย อย่างแน่นอน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ มีรายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเมื่อปี 2555 กรณีกล่าวหานางอนงค์วรรณ เทพสุทิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับพวก กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อลดผลกระทบภาวะวิกฤติโลกร้อน (ฝายแม้ว) วงเงินงบประมาณปี 2551 จำนวน 770 ล้านบาท กรณีการก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบผสมผสานและการเพาะชำ/ปลูกหญ้าแฝกโดยมิชอบ และหักเงินโครงการดังกล่าว เพื่อประโยชน์สำหรับตนเองและผู้อื่นโดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูลหลักฐานเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณาแล้ว มีมติแจ้งข้อกล่าวหานางอนงค์วรรณ เพื่อให้มีหนังสือรับทราบ และให้เข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อคณะอนุกรรมการไต่สวน ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายนิวัติไชยแถลงข่าวถึงมติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทุจริตการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัด 7 แห่ง (คดีเงินทอนวัด) รวมวงเงินเสียหาย 27.5 ล้านบาทว่า คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ., น.ส.ประนอม คงพิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.กองพุทธศาสนสถาน พศ. และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ พศ. ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา&amp;nbsp; ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. กับผู้เกี่ยวข้องทั้งพระและฆราวาส รวม 7 วัด ใน 5 จังหวัด เช่น วัดช้าง ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72251</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฝายแม้ว, งบพีอาร์, ทุจริตคดีฝายแม้ว, ป.ป.ช., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200722/image_big_5f18445455033.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
