<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2021 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2021 19:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ป.ป.ช. ประชุมร่วม​ &#039;สมเด็จพระมหาวีรวงศ์&#039; หวังใช้กลไกพุทธศาสนาช่วยปราบโกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย.64 - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ​ (ป.ป.ช.)​ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา ครั้งที่ 1/2564 ผ่านระบบคอนเฟอร์เรนซ์ โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพมหานคร พระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร พระเทพวชิรบัณฑิต (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) วัดปากน้ำภาษีเจริญ พระเทพวัชรเมธี (สมคิด จินฺตามโย) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และพระครูปลัดกวีวัฒน์ (ธีรวิทย์ ฉนฺทวิชฺโช) วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร และนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. &amp;nbsp;ผู้บริหารสำนักงานป.ป.ช. ร่วมประชุมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต โดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจจัดทำรายละเอียดในการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตโดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา ซึ่งคณะทำงานยกร่างคู่มือ แนวทางการสอน การบรรยายและการเทศนา โดยประยุกต์หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education และที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณา (ร่าง)หลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education และ(ร่าง)แนวทางการขับเคลื่อนหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ทางมหาเถรสมาคม โดย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้จัดทำคู่มือคำสอนในทางพุทธศาสนาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรการต่อต้านการทุจริต ชื่อหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ซึ่งเตรียมจัดพิมพ์เป็นคำสอนเพื่อให้เครือข่ายของมหาวิทยาลัยสงฆ์นำไปเผยแผ่ บรรยายธรรมเพื่อรณรงค์ ให้สังคมได้ตระหนักรู้เรื่องของการละเว้นไม่กระทำการทุจริตเพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้นำคำสอนทางพระพุทธศาสนา มาผลิตเป็นตำราในการไปบรรยายธรรม เผยแพร่สู่พุทธศาสนิกชน ได้รณรงค์เรื่องการป้องกันการทุจริต จะเป็นหนังสือที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย เป็นลักษณะคำบรรยายธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106835</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตเงินทอนวัด, ปปช., มหาเถรสมาคม, สมเด็จพระมหาวีรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210618/image_big_60cc913143a1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 17:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษ &#039;อดีตพระพรหมสิทธิ&#039; คุก 48 เดือน คดีโกงงบ พศ. 69 ล้าน รอลงอาญา 2 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พระพรหมสิทธิ หรือ ธงชัย สุขโข อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หมายเลขดำ อท.251/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.พศ., นายชยพล พงษ์สีดา อายุ 65 ปี อดีต รอง ผอ.พศ., นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 51ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และพระพรหมสิทธิ ธงชัย สุขโข หรือนายธงชัย สุขโข อายุ 65 ปี อดีตพระราชาคณะเจ้าคณะรอง และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นจำเลยที่ 1-5&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 ประกอบมาตรา 83, 86, 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2561 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. 2558 - 22 ก.ค. 2559 พวกจำเลย ได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณ ของสำนักงาน พศ.ประจำปี 2559 จำนวน 69,700,000 บาท (จากวงเงินงบประมาณประจำปี 2559 จำนวน 5,360,188,000 บาท) ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงิน ด้วยการให้วัด โดยเจ้าอาวาส เสนอโครงการเพื่อรับเงินสนับสนุนที่เบียดบังมาจากที่ได้มีการพิจารณาอนุมัติโครงการเงินอุดหนุนในโครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรม จำนวน 37,200,000 บาท และโครงการศูนย์กลางเผยแผ่กิจการพระพุทธศาสนา จำนวน 32,500,000 บาท ซึ่งวัดสระเกศฯ ได้รับอนุมัติเงินไปเพียงวัดเดียว โดยเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2561 พ.ต.ท.พงศพร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ.ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งมีคำขอท้ายฟ้อง ขอศาลให้มีคำสั่งจำเลยที่ 1-5 ร่วมกันคืนเงินหรือใช้เงินจำนวน 69,700,000 บาท คืนแก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาลงโทษ จำเลยที่ 1 จำคุก 2 ปี 12 เดือน, จำเลยที่ 2-4 จำคุกคนละ 3 ปี 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 36 เดือน ปรับ 27,000 บาท แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 2 ปี ต่อมาอัยการโจทก์และจำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2-4 มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องข้อ 2.3 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 2-4 คนละ 2 ปี โดยลดโทษให้จำเลยที่ 2-4 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2-4 มีกำหนดคนละ 4 ปี 24 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ตามฟ้องข้อ 2.3 อีกกระทงหนึ่ง จำคุกมีกำหนด 1 ปี 4 เดือนและปรับ 12,000 บาท โดยลดโทษให้หนึ่งในสี่ จึงจำคุกจำเลยที่ 5 เป็น 12 เดือน ปรับ 9,000 บาท เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 5 ทั้งสิ้น 48 เดือน ปรับ 36,000 บาท ซึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยส่วนของจำเลยที่ 5 นั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 5 มานั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์ฯ มีคำพิพากษาแก้โทษจำเลยที่ 5 ให้จำคุก 48 เดือน ปรับ 36,000 บาท โดยระบุว่านอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เท่ากับว่าโทษจำคุกดังกล่าวยังคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นต้น คือให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีนี้หากคู่ความจะยื่นฎีกา ก็จะต้องเป็นการขออนุญาตฎีกา ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 โดยมาตรา 42 กำหนดว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นที่สุด หากคู่ความประสงค์จะฎีกาต้องปฏิบัติตามมาตรา 44 ที่กำหนดให้ผู้ฎีกาต้องยื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎีกาไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเหตุที่ศาลฎีกาจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาได้ ระบุไว้ใน มาตรา 46 คือต้องเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยซึ่งรวมถึงปัญหาดังต่อไปนี้ (1) ปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขัดกันหรือขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้วินิจฉัยข้อกฎหมายที่สำคัญซึ่งยังไม่มีแนวคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกามาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบขัดกับคำพิพากษา หรือคำสั่งอันถึงที่สุดของศาลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) เมื่อจำเลยต้องคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบให้ประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(6) เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วอาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(7) ปัญหาสำคัญอื่นตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97030</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตเงินทอนวัด, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, อดีตพระพรหมสิทธิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059c8abab5f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 15:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 15:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. รับทราบ ปปช.เสนอ 5 แนวทางป้องกันทุจริตเงินอุดหนุนวัดของสำนักพุทธฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.63 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)รับทราบข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีการป้องกันการทุจริตกี่ยวกับงบประมาณเงินอุดหนุนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) โดยคณะกรรมการป.ป.ช.รายงานว่า เนื่องจากการตรวจสอบพบการทุจริตงบประมาณเงินอุดหนุนของพศ.ซึ่งประกอบด้วยงบประมาณ 3 ประเภทได้แก่ 1.งบประมาณเงินอุดหนุนปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด 2.งบประมาณเงินอุดหนุนการส่งเสริมเผยแผ่พระพุทธศาสนาและ 3.งบประมาณเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการศึกษาพฤติกรรมการและรูปแบบการทุจริตรวมทั้งข้อกฎหมายระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณเงินอุดหนุนของวัดของพศ.พบว่ากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเปิดช่องและเอื้อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบและเจ้าอาวาสในฐานะผู้แทนของวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ปี 2505 ไม่มีความรู้เพียงพอในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของแผ่นดินทำให้บุคคลบางกลุ่มใช้วัดเป็นเครื่องมือในการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนเพื่อแสวงหาประโยชน์ทำให้เกิดปัญหาและความเสี่ยงในการทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำคำขอและจัดสรรงบประมาณ การเบิกจ่ายงบประมาณและการติดตามและประเมินผลรวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการติดตามตรวจสอบคณะกรรมการป.ป.ช.ได้เสนอ 5 แนวทางในการป้องกันการทุจริตเงินอุดหนุนวัดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ด้านการจัดทำระบบฐานข้อมูล รัฐบาลควรกำหนดให้บูรณาการและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดทำฐานข้อมูลของวัดเป็นวาระแห่งชาติ โดยพศ.ต้องมีระบบฐานข้อมูลกลางและนำข้อมูลเดิมจัดทำเป็นข้อมูลรูปแบบดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ด้านกระบวนการจัดทำคำขอและการจัดสรรงบประมาณ ให้พศ.จัดทำคำของบประมาณด้านการก่อสร้างการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัดเป็นงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และปรับปรุงคณะกรรมการพิจารณาคำขอและจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีบุคคลภายนอกร่วมด้วย เช่น ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ ให้พศ.ประสานงานให้วัดหรือผู้ได้รับงบประมาณงบเงินอุดหนุน ต้องจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินที่ชัดเจน และในการใช้จ่ายเงินของวัดไม่ควรเบิกจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนมีแผนการใช้จ่ายเงิน และให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เบิกจ่ายของกระทรวงการคลังอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ด้านการติดตามและประเมินผล พศ.ต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณงบเงินอุดหนุน เพื่อให้เป็นไปตามแผนงานและวัตถุประสงค์ของโครงการ และ 5. ด้านการแจ้งเบาะแส ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตพศ. ควรเป็นหน่วยงานส่งเสริมสนับสนุนและให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงาน เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติตลอดจนสิทธิที่ได้รับในการแจ้งเบาะแสการทุจริต และกำหนดให้มีช่องทางในการรับเรื่องร้องเรียน จากพระภิกษุและประชาชน และควรกำหนดกระบวนการจัดการเรื่องร้องเรียนให้ชัดเจนและมีความรวดเร็ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82063</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, ทุจริตเงินทอนวัด, ป.ป.ช., สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, โฆษกรัฐบาล, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c6da33e2a7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก๊งโกงเงินวัด อ่วมคุกระนาว ‘พนม’โดน13ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลสั่งคุกอ่วมก๊วน &amp;quot;พนม&amp;quot; กับพวกทุจริตเงินทอนวัดสำนวนที่ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน คืน 21 ล้าน พ่วงสำนวนที่ 5 อีก 3-4 ปี ขณะที่อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศโดนคุก 6 ปี 24 เดือน คดีฟอกเงินการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่ศาลปรานีให้รอลงอาญา 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 19 พ.ค.63 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนที่ 4 คดีหมายเลขดำ อท.32/2562 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา &amp;nbsp;อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นจำเลยที่ 1-5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยพฤติการณ์แห่งคดีนั้น พวกจำเลยได้เบียดบังเอาเงินงบประมาณของสำนักงาน พศ.ไปเป็นประโยชน์ของตน โดยใช้วัดเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดรับโอนเงินงบประมาณ โดยมีสำนักงาน &amp;nbsp;พศ.เป็นผู้เสียหาย โดยอัยการโจทก์ขอให้นับโทษจำเลยทั้ง 5 ต่อจากโทษในคดีอื่นๆ ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธ พร้อมสืบพยานต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดี นายพนม อดีต ผอ.พศ.จำเลยที่ 1 และกลุ่มลูกน้องในสำนักงาน พศ. จำเลยที่ 2-5 ไม่ได้ประกันตัว ปัจจุบันถูกคุมขังในเรือนจำ และทัณฑสถานหญิงกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในชั้นไต่สวนแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147, 157, 162 (4) ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา &amp;nbsp;123/1 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1-4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป โดยให้จำคุกฐานเป็นเจ้าพนักงาน ที่มีหน้าที่จัดการทรัพย์ได้เบียดบังทรัพย์นั้นไปโดยมิชอบฯ ซึ่งเป็นโทษบทหนักสุดรวม 2 กระทง โดยกระทงแรกจำคุกคนละ 14 ปี และกระทงที่ &amp;nbsp;2 อีกคนละ 6 ปี รวมจำคุกคนละ 20 ปี อย่างไรก็ดีทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1-4 ไว้คนละ 13 ปี 4 เดือน และให้ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 21,007,235 บาท แก่สำนักงาน พศ. ผู้เสียหาย โดยให้นับโทษของนายพนม อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.253/2561, อท.254/2561, อท.257/2561 ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ นี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายบุญเลิศ อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง จำเลยที่ 2, นางพรเพ็ญ อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 3, นายแก้ว อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 4 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.254/2561 ของศาลนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายพัฒนา อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา จำเลยที่ 5 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการทรัพย์ได้เบียดบังทรัพย์นั้นไปโดยมิชอบฯ ให้จำคุก 4 ปี และให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1-4 &amp;nbsp;ชดใช้เงิน 2,007,235 บาทคืนให้สำนักงาน พศ. ผู้เสียหายด้วย และให้นับโทษของจำเลยที่ 5 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.2557/2561 เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ วันนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยังได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท.43/2562 (อ่านสำนวนที่ 5) ในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ., นายชยพล พงษ์สีดา อดีตรอง ผอ.พศ., นายณรงค์ เดชชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พศ., นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นจำเลยที่ 1-4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม), 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 &amp;nbsp;การกระทำของจำเลยทั้ง 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1, 2 และ 4 &amp;nbsp;เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 2 และ 4 คนละ 4 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 &amp;nbsp;ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 2 ล้านบาทแก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญา หมายเลขดำที่ อท.253/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.251/2562 &amp;nbsp;คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.254/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.40/2563 คดีอาญาหมายเลขดำที่ &amp;nbsp;อท.275/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.32/2562 คดีอาญาหมายแดงที่ อท.75/2563 ของศาลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 ของศาลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับโทษจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 ของศาลนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.25/2563 ของศาลนี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ &amp;nbsp;อท.205/2561 ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระเมธีสุทธิกร หรือพระราชอุปเสณาภรณ์ &amp;nbsp;หรือพระมหาสังคม หรือสังคมญาณวฑฒโน หรือนายสังคม สังฆะพัฒน์อดีต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ, &amp;nbsp;พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือพระมหาเทิด หรือเทอดญาณวชิโร หรือนายเทอด วงศ์ชะอุ่ม อดีตเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ และนายทวิช สังข์อยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้แก่วัดสระเกศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลพิจารณาพยานหลักฐานเเล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5(3), 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา &amp;nbsp;83 จำเลยที่ 1-2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 90 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละกระทงละ 2 ปี ปรับคนละกระทงละ 42,000 &amp;nbsp;บาท รวม 6 กระทง ทางนำสืบของจำเลยที่ 1-2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกคนละกระทงละ 1 ปี &amp;nbsp;4 เดือน และปรับคนละกระทงละ 28,000 บาท รวม 6 กระทง เป็นจำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน และปรับคนละ 168,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยที่ 1-2 เป็นพระภิกษุผู้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย เมื่อไม่ปรากฏว่าเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา &amp;nbsp;56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) &amp;nbsp;ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 4 ในคดีหมายเลขดำที่ อท.197/2561 ของศาลนี้นั้น เนื่องจากคดีนี้ศาลรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66390</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฟอก, ทุจริตเงินทอนวัด, ศาลสั่งคุก, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec3deb73b5e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15847</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2018 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2018 14:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ร้องเอาผิดตำรวจบุกจับพระโกงเงินทอนวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 61 - ที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายจรูญ วรรณกสิณานนท์ ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับทางพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับพล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยนำหลักฐานเป็นเอกสารมาจำนวน 39 แผ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจรูญ กล่าวว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป.ได้นำกำลังเข้าจับกุมพระสงฆ์หลายรูปในข้อกล่าวหาเงินทอนวัด การใช้เงินผิดประเภท การฟอกเงิน ทั้งได้นำตัวพระสงฆ์เหล่านั้นฝากขังอยู่มนเรือนจำ จนกระทั่งมีการส่งสำนวนคดีสู่ชั้นอัยการ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 ได้นำสำนวนคดียื่นฟ้องอดีตพระพรหมดิลก (เอื้อ หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) (นายเอื้อน กลิ่นสาลี) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และอดีตอรรถกิจโสภณ อดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสามพระยา (หรือนายสมทรง อรรถกฤษณ์) เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่พนักงาน , ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นายจรูญ กล่าวต่อว่า ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่และการเข้าจับกุมพระสงฆ์มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิอาญามาตรา 90 และการตั้งข้อหากล่าวหาพระสงฆ์ ในข้อหาฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติพ.ศ.2542 มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะว่า พ.ร.บ.การฟอกเงินปี พ.ศ.2542 ได้มีการยกเลิกไปแล้วตอนนี้ประกาศใช้ในพ.ศ.2558 ซึ่งใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า ความผิดเกี่ยวกับพรบ.ฟอกเงิน คือมาตรา 3 (2) &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ความผิดเกี่ยวกับเพศ ธุระจัดหา &amp;nbsp;ล่อไป &amp;nbsp;พาไป &amp;nbsp;เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อหากำไร &amp;nbsp;การค้าประเวณี เป็นต้น นอกจากนี้การตั้งข้อกล่าวหาในฐานความผิด มาตรา 157 นั้น ไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากพระสงฆ์ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐดังนั้นการตั้งข้อกล่าวหาเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และการจับกุมของเจ้าหย้าที่ตำรวจถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด &amp;nbsp;ซึ่งการกระทำของพล.ต.ต.ไมตรี เข้าข่ายการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาในรูปแบบของการทำลายบุคคลากร หรือศาสนบุคคลของพระพุทธศาสนา &amp;nbsp;และยังเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนชาวไทยอีกด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพุทธะอิสระ ซึ่งผู้ต้องหาในคดีปลอมพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นความผิดอาญาร้ายแรงไม่ถูกฟ้องและทำให้ได้รับการปล่อยตัวไป ซึ่งเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์&amp;rdquo; นายจรูญกล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15847</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตัวแทนกลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน, ทุจริตเงินทอนวัด, นายจรูญ วรรณกสิณานนท์, บก.ปปป., พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7bb9f444553.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 14:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 14:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุวพันธุ์&#039;ลั่นปี 62 เงินอุดหนุนต้องให้ตามชื่อวัดที่สำนักงบฯอนุมัติเท่านั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ส.ค.61 - นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีเงินทอนวัด ว่า เป็นเรื่องของตำรวจ เพราะตนไม่ทราบว่าคนที่หลบหนีนั้นไปอยู่ที่ไหน คิดว่าตำรวจคงติดตามนำตัวมาดำเนินคดี และเชื่อว่าการสืบสวนสอบสวนของตำรวจน่าจะมีข้อมูลเพิ่มมากขึ้นเป็นระยะ คงบอกจำนวนของผู้กระทำผิดไม่ได้ว่าเพิ่มขึ้นเท่าไร เรื่องนี้ต้องให้ตำรวจมีเสรีภาพ มีอิสระในการดำเนินการไปตามกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่ เชื่อว่าตำรวจจะทำเต็มความสามารถเพื่อให้เรื่องนี้มีความชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ต่อไปการใช้จ่ายงบประมาณจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์จะตกอยู่ที่วัดจริงๆ โดยปีงบประมาณ&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ที่กำลังพิจารณาอยู่ในสภาเรื่องงบประมาณอุดหนุนวัด มีการเปลี่ยนแปลงระบบใหม่ในคำของบประมาณโดยให้ระบุชื่อวัด ดังนั้น ปี&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;การอุดหนุนจะเป็นไปตามรายชื่อวัดที่สำนักงบประมาณอนุมัติให้ แต่ถ้าจะเปลี่ยนชื่อวัดจะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งจะเป็นไปอย่างเข้มงวด เชื่อว่าด้วยระบบนี้จะทำให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนวัดเป็นไปอย่างรัดกุม รอบคอบและโปร่งใสมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14641</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีเงินอุดหนุนวัด, ทุจริตเงินทอนวัด, พศ., มหาเถรสมาคม, สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af3de91cf1de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2018 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2018 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นอนคุก!ศาลไม่ให้ประกันตัว &#039;อดีตบิ๊กพศ.-พวก&#039; โกงเงินทอนวัด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.61 - &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้ควบคุมตัว ผู้ต้องหาคดีร่วมกันทุจริตฟอกเงินทอนวัด ประกอบด้วย 1.นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) 2.นายแก้ว ชิดตะขบ ผอ.การสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดสมุทรสงคราม 3.นายณรงค์เดช ชัยเนตร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสิงห์บุรี 4.นายวสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ พศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.นายบุญเลิศ โสภา อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง 6.นายชยพล พงษ์สีดา อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ 7.นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการศาสนา สำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดนครปฐม 8.นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร ผอ.กลุ่มการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ พศ.มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 - 13 ส.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติม และรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือจากกองทะเบียนประวัติอาชญกร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพนักงานสอบสวนได้คัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากผู้ต้องหามีหมายจับหลายคดี และมีพฤติการณ์อาจหลบหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเวลา 16.30 น. นายณพล ใบเงิน ทนายความกลุ่มผู้ต้องหา เปิดเผยหลังศาลรับคำร้องฝากขังว่า ญาติของ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ยื่นหลักทรัพย์ 800,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขัง โดยมีผู้ต้องหาที่ยื่นขอปล่อยชั่วคราวอีก 2 ราย ประกอบด้วยนางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ พศ. และนายแก้ว ชิดตะขบ อดีตนักวิชาการศาสนา กองพุทธศาสนศึกษา ญาติได้ยื่นหลักทรัพย์ 400,000-500,000 แสนบาท ส่วนผู้ต้องหารายอื่นเท่าที่ทราบหลักทรัพย์ยังไม่เพียงพอ จึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังทราบว่านายบุญเลิศ โสภา อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง และนายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พศ. อีก 2 รายมายื่นประกันเพิ่มเติมภายหลังด้วย รวมเป็น 5 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเวลา 17.15 น. ศาลอ่านคำสั่งการประกันตัวของผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามคำร้องฝากขังแล้วเห็นว่า กลุ่มผู้ต้องหาร่วมกับวัดสมคบกันวางแผนโดยอาศัยฐานะความเป็นเจ้าหน้าที่ของ พศ.อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการจัด การศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ให้กับวัดที่ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาสังกัดหรือตั้งอยู่ แล้วกลุ่มผู้ต้องหาก็ให้วัดคืนเงินงบประมาณบางส่วนให้กับกลุ่มผู้ต้องหา อันเป็นการเบียดบังงบประมาณ พศ. จึงเป็นต้นตอทำให้เกิดความเสียหายแก่พุทธศาสนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหาบางคนร่วมกระทำผิดในลักษณะนี้อีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งคดีมีอัตราโทษสูง พนักงานสอบสวนก็คัดค้านการปล่อยชั่วคราว เชื่อว่าหากให้ปล่อยชั่วคราวแล้วผู้ต้องหาอาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้องของผู้ต้องหาที่ยื่นประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพและทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14597</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตเงินทอนวัด, พนม ศรศิลป์, อดีตบิ๊กพศ., โกงเงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180802/image_big_5b62e92f917b3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
