<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66437</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 14:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลพิพากษาโกงเงินทอนวัด 7 สำนวนแล้ว  อดีต ผอ.พศ.  คุกรวมกว่า 91 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ่มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา&amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตเงินทอนวัดอย่างต่อเนื่องด้วยอีก 2 สำนวน โดยศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนที่ 6 คดีหมายเลขดำ อท.280/2561 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) , นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา, นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อายุ 50 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นจำเลยที่ 1-4&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2561 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ปีงบประมาณ 2556-2557 สำนักงาน พศ. ได้รับงบประมาณตามแผนงานงบประมาณ เงินอุดหนุนการปฏิบัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรม เงินอุดหนุนการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปรรยัติธรรม เงินอุดหนุนการจัดงานวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา และเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี มี ผอ.พศ.เป็นผู้มีอำนาจอนุมัติให้จ่ายเงินงบประมาณดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประมาณต้นปี 2556 จำเลยที่ 2 ได้ไปพบเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เรื่องเงินอุดหนุนให้กับวัดบางอ้อยช้างจำนวน 2 ล้านบาท แต่ทางวัดบางอ้อยช้างจะต้องคืนเงินให้สำนักงาน พศ.จำนวน 1.6 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือวัดอื่นๆ ทางเจ้าอาวาสวัดเห็นว่าวัดบางอ้อยช้างจะได้รับเงินมาบูรณะวัดที่กำลังทรุดโทรม เชื่อว่าเงินที่คืนให้กับจำเลยที่ 2 ไปสามารถช่วยทำประโยชน์แก่วัดต่างๆ ได้ และเชื่อมั่นวางใจในจำเลยที่ 2 จึงได้ลงลายมือชื่อขอรับเงินงบประมาณตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เลือกวัดศรีเรืองบุญและวัดใหม่ผดุงเขต จ.นนทบุรี ตามที่เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างเสนอ โดยจำเลยที่ 2 ได้ให้เจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างดำเนินการแทนวัดศรีเรืองบุญและวัดใหม่ผดุงเขต เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 12 ก.พ. 2556 - 26 ก.ย. 2557 จำเลยทั้งสี่กับพวกที่ยังหลบหนีได้ร่วมกันวางแผนสมคบกันทุจริตอนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการเงินอุดหนุนการปริยัติธรรมและครอบครัวอบอุ่นด้วยพระธรรม, โครงการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม, โครงการเงินอุดหนุนการจัดงานวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา และโครงการเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงาน พศ. โดยวันที่ 12 ก.พ. 2556 จำเลยที่ 2 อนุมัติโอนเงินอุดหนุนจำนวน 2 ล้านบาทให้วัดบางอ้อยช้างและได้รับเงินคืนไปจำนวน 1.6 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 2 ได้เบียดบังเงินดังกล่าวไปโดยทุจริตนำไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตนสร้างความเสียหายแก่สำนักงาน พศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 เม.ย. 2556 จำเลยที่ 1-3 ขออนุมัติเงินเบิกจ่ายเงินงบประมาณโครงการผลิตสื่อการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมใช้เงินงบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อผลิตสื่อการสอนประกอบการเรียนการสอนธรรมศึกษาแก่วัดบางอ้อยช้าง ทั้งที่จำเลยที่ 1-3 รู้อยู่แล้วว่าวัดบางอ้อยช้างไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา จากนั้นเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างได้โอนเงินคืนกลับให้จำเลยที่ 2 จำนวน 8 ล้านบาทโดยจำเลยที่ 1-3 ได้ร่วมกันเบียดบังเงินงบประมาณดังกล่าวไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 1 พ.ย. 2556 จำเลยที่ 1, 2, 4 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ 2557 ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง จำนวน 5 ล้านบาท, วัดศรีเรืองบุญ จำนวน 4 ล้านบาท, วัดใหม่ผดุงเขต จำนวน 4.5 ล้านบาทโดยที่จำเลยที่ 1, 2, 4 และนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. (ยังหลบหนีคดี) ทราบอยู่แล้วว่าการพิจารณาอนุมัตเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตามระเบียบและวิธีการงบประมาณ เนื่องจากเงินอุดหนุนการจัดกิจกรรมวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาไม่อยู่ในกิจกรรมจำนวน 8 กิจกรรมของแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้เงินงบประมาณ และหลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ขอรับเงินคืนจากวัดบางอ้อยช้าง จำนวน 4 ล้านบาท, วัดศรีเรืองบุญ จำนวน 3.2 ล้านบาท , วัดใหม่ผดุงเขต จำนวน 3.6 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 10,800,000 บาท โดยจำเลยที่ 1, 2, 4 และนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ.ได้เบียดบังเงินงบประมาณดังกล่าวไปโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 23 ก.ย. 2557 จำเลยที่ 1, 2 ทำบันทึกข้อความเสนอนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินงบประมาณอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลีประจำปีงบประมาณ 2557 แก่วัดบางอ้อยช้าง จำนวน 1.5 ล้านบาท แล้วจำเลยที่ 2 ได้ไปขอรับเงินคืนจำนวน 1.3 ล้านบาท รวมเงินงบประมาณที่สำนักงาน พศ. โอนให้กับวัดบางอ้อยช้าง, วัดศรีเรืองบุญ, วัดใหม่ผดุงเขต เป็นเงินทั้งสิ้น 28 ล้านบาท และมีการรับเงินคืนไปรวม 21,700,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม) 157&amp;nbsp; (เดิม)&amp;nbsp; 162 (4 ) (เดิม) ประกอบมาตรา 83 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ส่วนจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 (เดิม)&amp;nbsp; 157 (เดิม) 162&amp;nbsp; (เดิม) ประกอบมาตรา 86 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147&amp;nbsp; (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยที่ 1-2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงแรกจำคุก 14 ปี กระทงที่ 2 จำคุก 15 ปีกระทงที่ 3 จำคุก 6 ปี รวม 3 กระทงจำคุก 35 ปี, จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงแรก 6 ปีกระทงที่ 2 จำคุก 14 ปีกระทงที่ 3 จำคุก 15 ปีกระทงที่ 4 จำคุก 6 ปี รวม 4 กระทงจำคุก 41 ปี, จำเลยที่ 3 จำคุก 14 ปี และจำเลยที่ 4 จำคุก 10 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางนำสืบของจำเลยทั้ง 4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 2 มีกำหนด 27 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน และจำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน กับให้จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินจำนวน 1.6 ล้านบาทคืนแก่สำนักงาน พศ.ผู้เสียหาย ให้จำเลยที่ 1, 2, 4 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 10,800,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1-2 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 1,300,000 บาทคืนแก่ผู้เสียหายอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.253/ 2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.254/2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 32/2562 ของศาลนี้ นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.254/2561, คดีอาญาหมายเลขดำที่ 32/2562 นับโทษจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.257/2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณสำนักงาน พศ. สำนวนที่ 7 คดีหมายเลขดำ อท.281/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายพนม อดีต ผอ.พศ., นายบุญเลิศอดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา เป็นจำเลยที่ 1-4&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2561 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2556 จำเลยที่ 1-4 ได้ร่วมกันขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ต่อนายนพรัตน์ ผอ.พศ.ในขณะนั้น ให้สนับสนุนงบประมาณการจัดการศึกษาพระปริยติธรรมให้แก่สำนักเรียนที่มีความพร้อมด้านการบริหารจัดการจำนวน 15 ล้านบาท ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง 5 ล้านบาท และทางเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้างได้คืนเงินให้กับจำเลยที่ 2 ไป 4 ล้านบาท จำเลยที่ 1-4 และนายนพรัตน์ อดีต ผอ.พศ. ร่วมกันเบียดบังเงินงบประมาณไปโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 26 ก.ค. 2556 จำเลยที่ 1 และถึงที่ 4 ร่วมกันขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยใช้งบประมาณ 8 ล้านบาทให้แก่วัดใหม่ผดุงเขต 2.5 ล้านบาท วัดศรีเรืองบุญ 3 ล้านบาท ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมาขอรับเงินคืนไปจากวัดใหม่ผดุงเขต จำนวน 2 ล้านบาท และวัดศรีเรืองบุญจำนวน 2.4 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 6 ส.ค. 2556 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมต่อนายนพรัตน์จำนวน 9 ล้านบาท มอบให้แก่วัดศรีเรืองบุญ วัดใหม่ผดุงเขต และวัดอ้อยช้าง จำนวนวัดละ 2 ล้านบาท ก่อนที่จำเลยที่ 2 มาขอรับเงินคืนไปวัดละ 1.6 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 23 ก.ย. 2556 จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันขออนุมัติและเบิกจ่ายเงินงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมต่อนายนพรัตน์จำนวน 20 ล้านบาท ให้แก่วัดบางอ้อยช้าง 6 ล้านบาท วัดศรีเรืองบุญ วัดใหม่ผดุงเขต วัดละ 3 ล้านบาท ทั้งที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าทั้ง 3 วัดไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในสังกัดหรือตั้งอยู่ จากนั้นจำเลยที่ 2 ได้มาขอรับเงินคืนไปจากวัดบางอ้อยช้างจำนวน 4.8 ล้านบาท วัดศรีเรืองบุญ และวัดใหม่ผดุงเขต วัดละ 2.4 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 1-4 และนายนพรัตน์เบียดบังเงินงบประมาณไปโดยทุจริตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตนสร้างความเสียหายแก่สำนักงาน พศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจำเลยที่ 1-4 ให้การปฏิเสธ พร้อมสืบพยานต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดีทั้งหมดถูกคุมขังในเรือนจำและทัณฑสถานหญิงกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยในชั้นไต่สวนแล้ว พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามฟ้อง ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ฯ ตาม ป.อ.มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด ให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 4 กระทงรวมโทษทั้งสิ้น 44 ปี (กระทงแรกจำคุก 9 ปี , กระทงที่ 2-3 จำคุกกระทงละ 10 ปี เป็น 20 ปี, กระทงที่ 4 จำคุก 15 ปี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทางนำสืบของจำเลยที่ 1-4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้คนละ 29 ปี 4 เดือน และให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงิน 28,500,000 บาท คืนสำนักงาน พศ.ผู้เสียหายด้วย พร้อมกับนับโทษของ นายพนม อดีต ผอ.พศ. จำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท. 253/2561, อท.254/2561, อท.257/2561, อท.32/2562, อท.280/2561, อท.43/2562 ของศาลอาญาคดีทุจริตฯ นี้ด้วย ส่วนนายบุญเลิศ อดีต ผอ.กองพุทธศาสนฯ จำเลยที่ 2 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.254/2561, อท.280/2561, อท.32/2562 ของศาลนี้ด้วย สำหรับนายแก้ว อดีตนักวิชาการกองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 3 และนางพรเพ็ญ อดีตนักวิชาการ กองพุทธศาสนศึกษา จำเลยที่ 4 ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ อท.254/2561, อท.32/2562 ของศาลนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโทษจำคุกในส่วนของนายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ.จำเลยที่ 1 ที่ศาลมีคำพิพากษารวม 7 สำนวน ในความผิดการทุจริตงบ พศ.นั้น รวมเวลาจำคุกทั้งสิ้น 91 ปี 36 เดือน และมูลค่าเงินเสียหายที่ต้องร่วมกับพวกชดใช้คืนสำนักงาน พศ.ทั้งสิ้น 85,207,235 บาท แต่อย่างไรก็ดีโทษใน 7 สำนวนดังกล่าวยังเป็นเพียงการวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ซึ่งคู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลอุทธรณ์ได้อีกตามสิทธิและขั้นตอนกฎหมาย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66437</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตโกงเงินทอนวัด, พนม ศรศิลป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200519/image_big_5ec395362681d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10141</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2018 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2018 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุยต่อล็อต 4 โกงเงินทอน 60 วัดทั่วประเทศความเสียหายเป็นร้อยล้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ค.61&amp;nbsp;- รายงานข่าวจาก ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ในการตรวจสอบการทุจริตเงินทอนวักล็อตที่ 4 ช่วง พ.ศ.2554 -2559 ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวบสอบวัดที่เข้าข่ายมีการทุจริตโดยมีเป้าหมาย 60 วัดทั่วประเทศ ขณะนี้ทำการตรวจสอบไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็น หรือประมาณ 40 วัด พบเข้าข่ายทุจริต 26 วัด แบ่งเป็น โซนภาคเหนือ เข้าข่ายทุจริต 3 วัด โซนภาคใต้ เข้าข่ายทุจริต 4 วัด โซนภาคกลาง เข้าข่ายทุจริต 16 วัด โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าข่ายทุจริต 1 วัด และโซนภาคตะวันออก เข้าข่ายทุจริต 2 วัด ความเสียหายประมาณ 100 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบเป้าหมายครบทั้งหมดแล้วจะได้มีการประชุมสรุปผลให้ พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) ทราบในวันที่ 29 พ.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ต้องรอ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ ( ผอ.พศ.) ในฐานะผู้เสียหาหรือตัวแทนหน่วยงานที่เสียหาย เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ดำเนินคดีการทุจริตเงินทอนวัดล็อต 4 จากนั้นนำพยานหลักฐานทั้งหมดสรุปสำนวนส่งให้ ปปช.ดำเนินการตามขั้นตอน ไม่เกินเดือน ก.ย.61&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10141</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตเงินทองวัด, ทุจริตโกงเงินทอนวัด, ปปป., ผอ.พศ., พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์, พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180527/image_big_5b0ac5a005590.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9463</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2018 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2018 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานปปช.เผย &#039;บิ๊กขรก.&#039;เอี่ยวโกงเงินทอนวัด อาจโดนหลายกระทงรวมแล้วคุก200ปี!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค. 61 - พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีเงินทอนวัด ว่า ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนไปทั้งหมด 13 สำนวน จำนวน 13 วัด ซึ่งเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐในการทุจริตเงินในวัดต่างๆ ตนเชื่อว่า ป.ป.ช.สามารถทำได้รวดเร็ว เพราะกระบวนการในเชิงบริหารจัดการนั้น ป.ป.ช.มีข้อมูลหมดแล้ว จะได้นำมาไต่สวนโดยใช้พยานหลักฐานร่วมกันได้ และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนยืนยันแล้วว่าจะสามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว เพื่อสรุปสำนวนเสนอให้กรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา ทั้งนี้ 13 ชุดดังกล่าวต่างกรรมต่างวาระกัน ต้องแล้วแต่การแยกสำนวนและบริหารจัดการคดี อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติแล้วว่า พยานหลักฐานใดที่ใช้ร่วมได้ให้นำมาใช้ได้ในสำนวนอื่นๆ เช่นกัน ดังนั้น จะทำให้สิ้นเปลืองระยะเวลาในการรวมรวมระยะเวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานได้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณีเจ้าหน้าที่สามารถตรวจจับผู้ต้องสงสัยที่มียศร้อยโทได้เพิ่ม และขณะเดียวกันต้นสังกัดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบข้อเท็จจริง ทาง ป.ป.ช.จะเอาเรื่องดังกล่าวมาร่วมพิจารณาได้หรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า จากที่ปรากฏเป็นข่าวเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องเข้าไปดูว่าเมื่อมีหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบ ในแต่ละการตรวจสอบถ้าอยู่ในอำนาจกฎหมาย ป.ป.ช.ต้องให้หน่วยงานนั้นส่งเรื่องมาให้ ป.ป.ช.พิจารณาอยู่ดี ในเมื่อตอนนี้หน่วยงานเขาทำอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ของเราต้องไปติดตาม แต่เราจะไม่ลงไปแล้วทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นไปตามกฎระเบียบชัดเจน ที่จะระบุว่าเมื่อถึงเวลาแล้วคดีจะมารวมที่ ป.ป.ช.อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ตนเห็นว่าในเมื่อทุกหน่วยงานช่วยกันสอดส่อง ช่วยกันตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี ตนมั่นใจว่าคดีเงินทอนวัดจะพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้า เรื่องนี้จะเร็วมาก ถึงแม้ว่ากรรมการ ป.ป.ช.จะมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในบางสำนวน แต่จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเชื่อว่าภายในปีงบประมาณนี้ซึ่งเหลืออีกไม่กี่เดือน เรื่องนี้จะมีความชัดเจนขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ใน 13 สำนวนดังกล่าว มีชื่อผู้ถูกกล่าวหาที่ซ้ำๆ กันอยู่บ้าง โดยเฉพาะในตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เช่น อดีตผอ.พศ. และรอง ผอ.พศ. มีชื่อซ้ำกันบ้าง แต่ในการพิจารณาจะพิจารณาต่างกรรมต่างวาระไป แต่ละสำนวนไป ในขณะที่ศาลพิจารณาลงโทษจะพิจารณาเป็นรายกระทงไปเช่นกัน ซึ่งโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 50 ปี ในแต่ละคดี หากถูกนำแต่ละสำนวนมารวมกันโทษอาจจะสูงสุดถึง 200 ปีได้ ดังนั้น ถ้าบางคนถูกลงโทษแต่ละสำนวน จะถูกนำมารวมๆ กัน เหมือนในคดีอื่นๆ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีหลายคดีในการพิจารณาไปพร้อมกันเช่นนี้ แต่เมื่อพิจารณาคดีหลักได้ก่อนแล้ว คดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะง่าย ระยะเวลาในการพิจารณาจะลดลง เพราะไม่เสียเวลาในการสอบพยาน หาข้อมูลหลักฐาน&amp;rdquo;พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม บางสำนวน ป.ป.ช.ยังสามารถพิจารณาในกรณีร่ำรวยผิดปกติได้อีกด้วย เพื่อพิจารณาว่าทำอย่างไรจะได้ทรัพย์สินของรัฐคืนเพื่อให้เขารู้ว่าโกงวัดไปไม่ได้เงิน และจะยึดทรัพย์ตามมูลค่า ถ้าโกงไป 10 ล้านบาท ในคำพิพากษาจะให้ติดตามทรัพย์สินอื่นในมูลค่าเดียวกันกลับมาชดใช้ต่อรัฐ แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไปต่างประเทศ ตามกฎหมายใหม่ของ ป.ป.ช.เขาต้องหนีตลอดชีวิต อีกทั้งยังสามารถพิจารณาสอบพยานลับหลังได้อีกด้วย ดังนั้น ถ้าหนีต้องหนีตลอดชีวิต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9463</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตโกงเงินทอนวัด, บิ๊กกุ้ย, ปปช., พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d0b0975aff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
