<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78735</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดรีมทีมส่ง‘ไก่’เข้าคุก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;แก้วสรร&amp;quot; เผยเบื้องหลังดรีมทีม เอา &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; เข้าคุก 99 ปี ได้ตำรวจมือดีมาช่วยงานสืบสวนเจาะลึกปากคำในการเคหะฯ ได้นักตรวจสอบมือฉกาจจากธนาคารชาติมาไล่ตรวจสอบทางเดินของเงินจนละเอียดยิบ ได้มือทำสำนวนจากกรมพระธรรมนูญมาสมทบอีก รวมกว่า&amp;nbsp; 20 คน พวกเขาทุ่มเทปิดทองหลังพระกันเป็นปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อธิบายเรื่องคดีโควตาบ้านเอื้ออาทร หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุกนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลทักษิณ 99 ปีว่า โครงการบ้านเอื้ออาทรคือโครงการที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้การเคหะแห่งชาติมาทำหมู่บ้านจัดสรรให้ผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศ ตั้งเป้าที่ 6 แสนหน่วย ลงทุนบ้านและที่ดินไม่เกินหน่วยละ 4.2 แสนบาท ขายหน่วยละ 3.9 แสนบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาระบุว่า สมัยนายวัฒนา เมืองสุข เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2548&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นว่าการว่าจ้างเอกชนเป็นรายหมู่บ้านล่าช้า จึงนำหน่วยที่เหลือ 3 แสนหน่วยมาเปิดให้เอกชนมาทำสัญญาแบ่งจำนวนหน่วยที่ต้องการรับเหมาไปทำเลย เช่นบริษัทหนึ่งรับโควตาไป 1 หมื่นหน่วย ก็ทำสัญญารับโควตาไปทำพร้อมวางหลักประกัน จากนั้นก็นำโครงการมาเสนอขายเป็นรายหมู่บ้านไป ทำไปหลายหมู่บ้านจนกว่าจะครบ 1 หมื่นหน่วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการรับซื้อการเคหะฯ เหมาซื้อที่หน่วยละ 4.2 แสนบาท ได้โควตาแล้วเบิกเงินล่วงหน้าได้ไม่เกิน 15% ของค่าโควตาทั้งหมด หมู่บ้านใดที่เสนอแล้วได้รับอนุมัติได้ค่าที่ดินทันที 100% ระบบนี้ไม่มีการรับซื้อตามราคาที่ดินจริง เหมาให้เลย หน่วยละ 4.2 แสน ถ้าได้ที่ดินราคาถูกก็ยิ่งกำไร ยิ่งยัดบ้านลงไปแน่นอีกเท่าใดก็กำไรหนักขึ้นไปอีก จากการตรวจสอบของ คตส. หมู่บ้านยุคนี้แน่นมากและเข้าถึงยากมาก เคยอยู่แค่รังสิตคลอง 2 ก็โดดไปคลอง 9 เลย ที่สมุทรสาครเลี้ยวเข้านากุ้ง นาเกลือก็มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีคดีโกงชื่อคนจอง เอาผีมาจองหลายโครงการ ผู้รับเหมารายใหญ่ที่จ่ายเงินแล้วสารภาพกับ คตส. 7 ราย เขาบอกว่าทำได้ครับ สภาพคล่องก็ไม่ยาก ใช้กระดาษ 3 ใบยื่นคำขอโควตา 1 หมื่นหน่วย มูลค่างาน 4,200 ล้าน ก็ได้เงินล่วงหน้ามาแล้วไม่เกิน 630 ล้าน เท่านี้ก็พอ แบ่งไปจ่ายค่าโควตาได้แล้ว&amp;quot; นายแก้วสรรอธิบายถึงส่วนต่างให้นักการเมืองเรียกค่าโควตา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังระบุว่า คดีนี้พบว่าจ่ายเงินล่วงหน้าให้ 11 บริษัทไปกว่า 4,000 ล้านบาท พอเราตรวจทางเดินเงินก็พบว่าไหลไปเข้าเครือข่ายรับค่าโควตาของจำเลยถึง 1,400 ล้านบาททีเดียว อาทิตย์เดียวเท่านั้นวางบิลเสร็จหมดเลย ผู้รับเหมา 7 ราย เขายอมบอกว่าเป็นค่าโควตาให้รัฐมนตรี โดยตัวแทนที่เป็นเสี่ยค้าข้าวและลูกน้องเป็นคนเจรจา คนทวง และคนรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่นายวัฒนายืนยันว่าการให้โควตาเป็นเรื่องของการเคหะฯ และจ่ายไปถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง นายแก้วสรร&amp;nbsp; อธิบายว่า นั่นก็ถูกของเขา ระบบโควตานี้ไม่ผิดกฎหมาย ทุกสัญญาโควตาที่ให้ก็ไม่ผิดกฎหมาย มันจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 157 เกิดขึ้น แต่ที่ผิดมันผิดตรงที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปเรียกเก็บตั๋วค่าโควตา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หลักฐานมันชัดว่าเสี่ยคนนั้นคอยกำกับจัดการการให้โควตาและการให้เงินล่วงหน้า ทำตัวเป็นที่ปรึกษาอยู่ในออฟฟิศรัฐมนตรีเลย หน้าห้องรัฐมนตรีก็เคยโทร.ไปทวงเงินผู้รับเหมา เสี่ยคนนี้อาชีพค้าข้าว แล้วจะไปทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทรับเหมาได้ค่าปรึกษาเป็น 1,400 ล้านบาทได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแก้วสรรระบุว่า มาตรา 148 แค่เจ้าพนักงานเรียกประโยชน์จากผู้อื่นก็ผิดแล้ว ส่วนเงิน 1,400 ล้านนั้น&amp;nbsp; คตส.ตามไปติดๆ ก็เข้าบริษัทส่งออก ทะเบียนตั้งอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว มีหมานอนเกาเห็บ 2 ตัว เงินเข้าแล้วก็โอนไปธนาคารฮ่องกงเลย เข้าใจว่าเป็นการฟอกเงินกลับมาในนามเงินส่งออกข้าว คุณต้องรู้ว่าเสี่ยคนนี้เป็นมือฟอกเงินของพรรคนี้มาหลายโครงการแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่นายวัฒนาอ้างว่าไม่รู้เรื่องเสี่ยเรียกเงิน อดีตกรรมการ คตส.ผู้นี้ชี้แจงว่า ผู้รับเหมาขนาดใหญ่ของเมืองไทยก็ไม่โง่ที่จะถูกหลอกขายโควตาง่ายๆ เสี่ยเองก็วางตัวอยู่ในออฟฟิศรัฐมนตรี สั่งเจ้าหน้าที่ให้ส่งเอกสารรายงานความคืบหน้าให้ตนเองตลอดเวลา ศาลก็เลยตัดสินว่าเสี่ยต้องเป็นตัวการเรียกค่าโควตาร่วมกันกับรัฐมนตรีรวม 11 ครั้ง 11 กระทง วางโทษรัฐมนตรีจำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 99 ปี แต่เสี่ยไม่ใช่เจ้าพนักงาน จึงโดนแค่สนับสนุนโทษ สองในสาม คือ 66 ปี จุดจบก็มาถึงตรงนี้ วันนี้ในที่สุด&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแก้วสรรรเผยว่า คตส.ได้ทีมตำรวจมือดีมาช่วยงานสืบสวนเจาะลึกปากคำในการเคหะฯ ได้นักตรวจสอบมือฉกาจจากธนาคารชาติมาไล่ตรวจสอบทางเดินของเงินจนละเอียดยิบ ได้มือทำสำนวนจากกรมพระธรรมนูญมาสมทบอีก รวมกว่า 20 คน พวกเขาทุ่มเทปิดทองหลังพระกันเป็นปี จนสำเร็จมาถึงวันนี้ได้ ช่วยขอบคุณเขาด้วยเถิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกเราไม่ได้แกล้งคุณจริงๆ คุณจะชนะหรือแพ้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือไม่ ก็แล้วแต่ศาลท่าน พวกผมเสร็จงานของผมแล้ว&amp;quot;&amp;nbsp; นายแก้วสรรฝากไปถึงนายวัฒนา&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีต คตส.ยังเผยว่า รัฐมนตรีอีกคนที่อยากบอกเขาด้วยคือนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา &amp;quot;ผมยังจำได้ดีที่ท่านถามผมอย่างเยาะเย้ยถากถางกลางเวทีอภิปรายที่นิติจุฬาฯ หลายปีก่อนว่า คดีที่ทำแล้วคุยนักคุยหนานั้นไปไหนหมดแล้ว วันนี้ก็อยากถามเท่านั้นครับว่าพวกท่านได้คำตอบเป็นยึดทรัพย์ เป็นคุกตะรางไปกี่คดีแล้วนับถูกไหม แล้วนี่ยังอยากจะเป็นรัฐบาลกันอีกหรือ&amp;quot;.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78735</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, คตส., ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, บ้านเอื้ออาทร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้วสรร อติโพธิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200926/image_big_5f6f43f39c9d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จำคุก‘วัฒนา’99ปี วาง10ล้านไม่หนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุกถ้วนหน้า! ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก &amp;quot;วัฒนา&amp;quot; 99 ปี คดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร ร่วมชดใช้ 1.3 พันล้านบาท โชคดีได้ประกันชั้นอุทธรณ์ เป็นเคสแรกวางเงิน 10 ล้าน ยันไม่หนี ฟุ้งมั่นใจตั้งแต่วันแรกดูภาษากายก็รู้ ส่วน &amp;quot;เสี่ยเปี๋ยง-อริสมันต์&amp;quot; ก็ไม่รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 24 กันยายน 2563 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.42/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 62 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน), นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและโจทก์มีอำนาจฟ้อง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการขบวนการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการตามฟ้อง ซึ่งการดำเนินการมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำเป็นขบวนการอย่างมีระบบ อันเป็นความผิดตามฟ้องเกิดขึ้นจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การที่จำเลยที่ 1 กำหนดแนวทางในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทรใหม่นั้น และการที่จำเลยที่ 1 มีบันทึกข้อความลงวันที่ 17 ตุลาคม 2548 สั่งให้แก้ไขข้อ 3 ของประกาศการเคหะแห่งชาติ ฉบับลงวันที่ 14 ตุลาคม 2548 รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 แทรกแซงการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติและผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความผิดฐานร่วมข่มขืนใจหรือจูงใจแก่ผู้ประกอบการให้นำเงินมอบให้เพื่อตอบแทนการที่การเคหะแห่งชาติอนุมัติให้ได้เข้าทำสัญญาตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่ารัฐมนตรีมีหน้าที่กำกับงานด้านนโยบาย และจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องเฉพาะการปรับปรุงประกาศฉบับใหม่หรือทีโออาร์ก็ตาม แต่ลักษณะการกระทำความผิดในคดีนี้เป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 4-7 ซึ่งเป็นเพียงบุคคลภายนอกจะสามารถกระทำการได้เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำเลยที่ 4 ไม่อาจจะแสดงตนให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เชื่อถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีฐานะเป็นที่ปรึกษาไม่เป็นทางการของจำเลยที่ 1 ได้เอง อีกทั้งจำเลยที่ 4 ย่อมไม่มีอำนาจใดที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการที่ตกลงจ่ายเงินได้รับอนุมัติหน่วยก่อสร้างทุกรายได้ดังที่เกิดขึ้นจริงในคดีนี้ ทั้งจำเลยที่ 1 น่าจะรู้ข้อเท็จจริงที่มีการเรียกรับเงิน เพราะเป็นเงินจำนวนสูงมากและเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอย่างแพร่หลายในเวลานั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้เข้าไปกำกับดูแลการจ่ายเงินล่วงหน้า ย่อมมีผลเป็นการเร่งรัดให้มีการจ่ายเงินล่วงหน้าอยู่ในตัว พฤติการณ์บ่งชี้ว่าเป็นการเร่งรัดและเพิ่มจำนวนเงินล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินล่วงหน้าที่ได้รับมามอบให้แก่จำเลยที่ 4 เมื่อมีการเรียกทรัพย์สินก็ต้องถือเป็นความผิดแล้วการที่จำเลยที่ 1 จะเรียกเงินจากผู้ประกอบการด้วยตนเองหรือไม่ ย่อมไม่ใช่ข้อสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมรู้เห็นเป็นใจในการข่มขืนใจหรือจูงใจแก่ผู้ประกอบการให้นำเงินมอบให้เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 อันเป็นบทเฉพาะแล้วไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจำเลยที่ 10 ซึ่งเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีคนก่อน ได้พูดยุยงส่งเสริมเพื่อช่วยในการตัดสินใจของนางชดช้อยให้เกิดความมั่นใจที่จะมอบเงินให้แก่ผู้มารับเช็คไป อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การกระทำความผิดของขบวนการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการ แม้ผู้ร่วมกระทำความผิดในขบวนการเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการจะรู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกของจำเลยที่ 10 หรือไม่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าจำเลยที่ 10 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 มีความผิดตามฟ้องรวม 11 กรรม จำเลยที่ 5 มีความผิด 5 กรรม จำเลยที่ 7 มีความผิดรวม 8 กรรม และจำเลยที่ 10 มีความผิดกรรมเดียว ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบเงินจำนวน 1,415,616,550 บาท และให้ชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของสิ่งที่ศาลสั่งริบได้นั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 42, 43, 44 กำหนดให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์สินที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือบุคคลได้มาจากการกระทำความผิดในฐานะที่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้มีหน้าที่ต้องส่งสิ่งที่ศาลสั่งริบชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของสิ่งที่ต้องส่งดังกล่าวได้ พร้อมทั้งต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดตามอัตราที่ศาลกำหนด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลมีอำนาจมีคำสั่งริบทรัพย์ตามที่ปรากฏจากทางไต่สวนของศาลได้ ไม่ว่าโจทก์จะมีคำขอหรือไม่ก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการขยายความเกี่ยวกับขั้นตอนการบังคับโทษในส่วนการริบทรัพย์สิน จึงย่อมใช้บังคับแก่คดีนี้ได้เมื่อมีการรับเงินมาจากการกระทำความผิดแล้วได้โอนเงินเข้าบัญชีบุคคลอื่นหลายบัญชีและมีการเบิกถอนเงินสดด้วย เชื่อว่าโดยสภาพของเงินที่ได้รับมาไม่สามารถที่จะส่งมอบหรือคืนได้ อันเป็นการที่แสดงให้เห็นว่าการติดตามเอาคืนกระทำได้ยากเกินสมควร จึงให้จำเลยผู้มีหน้าที่ต้องส่งเงินชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของเงินที่ศาลสั่งริบ โดยให้จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 6 และที่ 8 ร่วมกันชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าจำนวน 1,323,006,750 บาท จำเลยที่ 5 ร่วมชำระจำนวน 763,197,000 บาท จำเลยที่ 7 ร่วมชำระจำนวน 1,056,267,000 บาท และจำเลยที่ 10 ร่วมชำระจำนวน 40,000,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 (เดิม) จำเลยที่ 4-8 และที่ 10 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4-8 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกกระทงละ 9 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 99 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 (3)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลงโทษจำเลยที่ 4 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 11 กระทง เป็นจำคุก 66 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 50 ปี ลงโทษจำเลยที่ 5 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 20 ปี ลงโทษจำเลยที่ 6 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 11 กระทงเป็นจำคุก 44 ปี ลงโทษจำเลยที่ 7 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 32 ปี ลงโทษจำเลยที่ 8 ปรับกระทงละ 25,000 บาท รวม 11 กระทง รวมเป็นเงิน 275,000 บาท ลงโทษจำเลยที่ 10 จำคุก 4 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลฎีกาฯ อนุญาตให้นายวัฒนา ประกันตัว หลังทนายและญาติยื่นหลักทรัพย์ 10 ล้านบาท เป็นบัญชีธนาคารหลักทรัพย์เดิม 5 ล้านบาท และเติมเงินสดเพิ่มอีก 5 ล้านบาท โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อจำเลยทั้ง 14 ราย แต่ที่ถูกลงโทษ ประกอบด้วย 1.นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ 4.นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่&amp;nbsp; 6.น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด 7.น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงาน บจก.เพรซิเดนท์ฯ, 8.บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน 10.นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัว นายวัฒนาให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่เห็นพ้องด้วย ก็จะใช้สิทธิ์อุทธรณ์ไปตามกฎหมาย ดีใจที่ตนเป็นเคสแรกที่โทษสูงแต่ศาลให้ประกันตัว เพราะได้กราบเรียนท่านว่าตนเป็นคนว่าความ ทำคดีเอง เอกสารมีเป็นหมื่นหน้า อยู่ในไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ถ้าไม่อนุญาตให้ประกันตัว ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เพราะในเรือนจำไม่อนุญาตให้นำเครื่องมือสื่อสารเข้าไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ศาลอนุญาตประกันตัวด้วยเหตุผลว่าเชื่อว่าผมไม่มีพฤติการณ์หลบหนีและมาศาลทุกนัด ส่วนการอุทธรณ์ไม่ต้องมีพยานใหม่ เป็นการคัดค้านดุลยพินิจของศาล เป็นเรื่องความเห็นที่ไม่เหมือนกัน เราดูกันที่เหตุผล ขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะมีความเห็นอย่างไร ผมมั่นใจตั้งแต่วันแรกแล้ว ดูภาษากายผมก็รู้ เชื่อว่าสิ่งที่ทำมาถูกต้อง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่ายืนยันว่าจะไม่หนีแน่นอน นายวัฒนากล่าวว่า &amp;quot;หนีทำไม ตอนนี้จะหนีไปสภา อยากลุ้นรัฐธรรมนูญมากกว่า ผมรู้ดีทุกอย่างว่าทำอะไร จากภาษากายทุกคนรู้ว่าผมไม่หนี องค์คณะ 9 ท่านยังเชื่อว่าผมไม่หนี นี่เป็นคดีแรกที่โทษ 50 ปีแล้วศาลให้ประกัน&amp;quot;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78547</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร, บ้านเอื้ออาทร, วัฒนา เมืองสุข, ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200924/image_big_5f6cb23d9b95e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
