<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หั่นจีดีพีเหลือ1.3 นักท่องเที่ยวหด เก็บภาษีวืดเป้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 1.3% โควิด-19 กระทบหนัก ทุบตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้เหลือ 3 แสนคน แต่ยังไม่ทำเศรษฐกิจติดลบแน่นอน ชี้ส่งออกพระเอกตัวจริง ลุ้นทั้งปีโตแกร่ง &amp;nbsp;16.6% รับรีดภาษีวืดเป้ากว่า 2 แสนล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง &amp;nbsp;กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2564 ลงเหลือ &amp;nbsp;1.3% โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 0.8-1.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.3% จากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายไตรมาส 2/2564 ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง รวมทั้งได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ลดลงเหลือ 3 แสนคน ลดลง 95.5% รายได้จากการท่องเที่ยวเหลือ 2 หมื่นล้านบาท ลดลง 93.5% ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ดีที่ 16.6% เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ &amp;nbsp;11%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นที่ระดับ 4-5% จากภาพรวมภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านคนต่อปี ขณะที่ทิศทางการส่งออกยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการใช้จ่ายในประเทศให้ฟื้นตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ยอมรับว่าคลังได้ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีปีนี้ลงมาค่อนข้างเยอะพอสมควร จากเหตุผลหลักคือตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงอย่างมาก แต่ก็มองว่ายังมีเม็ดเงินจากภาครัฐ รวมถึงภาคการส่งออกที่ยังสามารถจะพยุงเศรษฐกิจให้ไม่ขยายตัวติดลบได้ จึงออกมาเป็นตัวเลขที่ 1.3% ต่อปี ซึ่งในช่วงคาดการณ์ด้านต่ำตัวเลขจีดีพีก็ยังไม่ติดลบ &amp;nbsp;แต่ก็ต้องมีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์รายวันที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก&amp;rdquo; นางสาวกุลยากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท) ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้ว &amp;nbsp;301 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 9.92 แสนล้านบาท และมีการเบิกจ่ายไปแล้ว 7.82 แสนล้านบาท คิดเป็น 78.78% ของวงเงินที่มีการอนุมัติ โดยยังมีเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวเหลืออีก 7.19 พันล้านบาท &amp;nbsp;ส่วน พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมอีก 5 แสนล้านบาท คาดว่าจะมีการเบิกจ่ายในปีนี้ 2 แสนล้านบาท และในปี 2565 อีก 3 แสนล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนของการระบาดโควิด-19 ระลอกล่าสุด โดยมีการประเมินว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่จะสูงสุดในช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง 2.ข้อจำกัดเรื่องการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 3.ความผันผวนในตลาดน้ำมันโลก และ 4.ทิศทางนโยบายการเงินของตลาดโลกที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นจะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ &amp;nbsp;2564 ยอมรับว่าจะทำได้ต่ำกว่าประมาณการอย่างน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท โดยจากข้อมูลการจัดเก็บรายได้สะสมจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 64 พบว่าจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายแล้ว 1.9 แสนล้านบาท แต่ยังมีระยะเวลาเหลืออีกประมาณ 1 ไตรมาส ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป แม้ว่าการจัดเก็บรายได้จะไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ไม่อยากให้หลายฝ่ายต้องกังวล เนื่องจากกระทรวงการคลังยังมีวงเงินกู้เพื่อรองรับการใช้จ่ายที่จำเป็นอยู่ ทั้งการกู้ขาดดุลงบประมาณและการกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ที่ยังสามารถรองรับรายได้ในส่วนที่หายไป และยังสามารถรักษาระดับเงินคงคลังภายในปีงบประมาณ 2564 อย่างน้อยที่ 4 แสนล้านบาทได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า ในส่วนมาตรการคนละครึ่งขณะนี้ได้เร่งหารือกับ Food Delivery Platform ไปแล้วประมาณ 5 ราย &amp;nbsp;และหลังจากนี้จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งก่อนสรุปแนวทางเพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมมาตรการคนละครึ่งสามารถใช้จ่ายผ่าน Food &amp;nbsp;Delivery Platform ได้ทันภายในเดือน ต.ค.64 ซึ่งเม็ดเงินของมาตรการคนละครึ่งก้อนใหม่จะออกมา ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการเพิ่มวงเงินในมาตรการคนละครึ่งนั้นยังไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนทิศทางหนี้สาธารณะที่คาดการณ์ว่า ในสิ้นปีงบประมาณ &amp;nbsp;2564 จะอยู่ที่ระดับ 58.88% นั้น สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ &amp;nbsp;(สบน.) ยืนยันว่ายังสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ &amp;nbsp;60% ต่อจีดีพีได้ แต่หากมีการกู้เงินในรูปแบบต่างๆ จนส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะแตะหรือเกินกรอบวินัยการเงินการคลัง ก็สามารถปรับขยายเพดานหนี้สาธารณะได้ โดยเสนอไปยังคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐที่มี พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้พิจารณาขยายกรอบวินัยการเงินการคลังได้ตามสถานการณ์จำเป็น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111569</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, ทุบตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ, นางสาวกุลยา ตันติเตมิท, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่ทำเศรษฐกิจติดลบแน่นอน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608ac1bb7abdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
