<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30820</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการสอนบทเรียนทษช.เมื่อคนแดนไกลวางแผนเพื่อตัวเองแต่คนรุ่นใหม่รับกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8มี.ค.62- ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ &amp;nbsp;อาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้านปรัชญาการเมือง โพสต์ข้อความผ่าน
เฟซบุ๊ก Kittitouch Chaiprasith มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทเรียนกรณีไทยรักษาชาติ
เมื่อคนแดนไกลวางแผนเพื่อตัวเอง
แต่คนรับกรรมคือคนรุ่นใหม่ในพรรค
-----------------------
สรุปเหตุการณ์เบื้องต้น
-----------------------
- วันที่ 7 ก.พ. 2562 มีการปล่อยข่าวลือ โดยให้ Andrew Marshall McGergor เป็นโต้โผ ก่อนที่วันที่ 8 ก.พ. 2562 บรรดาแกนนำพรรคไทยรักษาชาติจะเปิดตัวทูลกระหม่อมฯ ด้วยสีหน้ายิ้มย่องลำพองใจ
เครือข่ายของคนแดนไกล มองแล้วว่าเกมส์นี้เขาจะใช้เชื้อพระวงศ์มาเป็น [เกราะกำบัง] เพราะเชื่อว่าการที่ทูลกระหม่อมฯ ลงมาเล่นการเมือง จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าวิจารณ์ และทำให้การเดินเกมส์ง่ายขึ้น
แต่ผลที่ได้กลับผิดคาด....
- วันที่ 8 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมาได้ปรากฎชัดเจนแล้วว่าประชาชนจำนวนมาก ไม่ได้สนใจว่าทูลกระหม่อมจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือไม่ เพราะถือว่าถ้าท่านลงการเมืองแล้ว ท่านก็คือ &amp;quot;คนธรรมดาสามัญ&amp;quot;
การวิพากษ์วิจารณ์จึงรุนแรงมาก และพบเห็นได้ทั่วโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่ระดับชาวบ้าน จนถึงระดับราชนิกูลก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนในวันนั้น
- ก่อนที่จะมีราชโองการลงมาในวันเดียวกันนั้น เพื่อยุติเรื่องดังกล่าว และย้ำด้วยว่าการนำทูลกระหม่อมลงฯ นั้น เป็นเรื่องมิบังควร
------------------------
สิ่งที่คนแดนไกลคาดการณ์ผิด
------------------------
1. เครือข่ายคนแดนไกล ดูถูกประชาชนคนไทย และคิดว่าการให้ทูลกระหม่อมฯ ลงมาเล่นการเมืองให้กับพรรคของตนนั้น จะทำให้ฝ่ายต่อต้านไม่กล้าหือรือ
แต่ผิดคาด...
- ประชาชนคนไทยเคารพในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านทำคุณงามความดี และเป็นพลังใจให้กับแผ่นดินมาตลอดชีวิตของท่าน แม้ว่าทูลกระหม่อมฯ จะเป็นพระราชธิดาก็จริง แต่พ่อกับลูกก็คือคนละคนกัน
- ยิ่งเมื่อทูลกระหม่อมฯ โดดมาลงการเมือง และประกาศว่าตนสละฐานันดรไปตั้งแต่เมื่อ 40 กว่าปีก่อนแล้ว ก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีกต่อไป
...........................
2. เครือข่ายคนแดนไกล คิดไม่ถึงและคาดไม่ถึงว่าจะมีราชโองการลงมาเพื่อยุติเรื่องราวต่างๆ ภายในคืนนั้น
- ทั้งนี้แม้ว่าทูลกระหม่อมฯ จะสละ &amp;quot;ฐานันดร&amp;quot; ไปแล้วในทางกฎหมายหรือทาง [นิตินัย] แต่โดย [พฤตินัย] ท่านก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นลูกของในหลวง ร.9 เป็นพี่สาวของ ในหลวง ร.10 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
- อีกทั้งในทางปฏิบัติ ท่านก็ยังไปออกงานพิธีการต่างๆ มีคนติดตาม มีขบวนรถ ขบวนเสด็จ มีข้าราชบริพานคอยดูแล ไม่ต่างจากพระบรมวงศานุวงศ์ท่านอื่นแต่อย่างใด
ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนทราบดี...
- ดังนั้นการดึงทูลกระหม่อมฯ ลงมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น ถือเป็นเรื่อง #มิบังควรอย่างยิ่ง จนต้องมีพระราชโองการลงมาภายในวันเดียวกัน เพื่อยุติเรื่องดังกล่าว
------------------------
คนรุ่นใหม่: เครื่องสังเวยรายล่าสุด
------------------------
วันนี้การยุบพรรคไทยรักษาชาตินั้น ทำให้เกิดคนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ อยู่ 2 จำพวก
#กรรมการบริหารพรรค
- ซึ่งปรากฎว่า 13 คนนั้นแทบไม่มีตัวระดับเก๋าๆ หรือคนรุ่นใหญ่ๆ ของพรรคเลย กลายเป็นว่ากรรมการบริหารเป็นลูกหลานหรือเครือญาติของนักการเมืองเก่าผู้มีอิทธิพลในพรรค
- กลายเป็นว่าพวกรุ่นเก่าในพรรคไม่ต้องรับผิดชอบหรือโดนตัดสิทธิ แต่กลายเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีอนาคตการเมืองได้อีกไกล ต้องมาโดนตัดสิทธิแทนคนพวกผู้ใหญ่ในพรรค
#สมาชิกรุ่นใหม่ทางการเมือง
- อีกกลุ่มหนึ่งคือ บรรดาคนรุ่นใหม่ในพรรคไทยรักษาชาติ ที่คิดว่าจะเปิดตัวทางการเมืองกับพรรคดังกล่าว บางคนอาจไม่ได้รักหรือศรัทธาในเจ้าของพรรคหรือคนแดนไกล แต่เขาอาจมีสายสัมพันธ์และความคุ้นเคยกับขั้วนี้มากกว่าขั้วอื่น
- พวกเขากลับต้องเสียโอกาสทางการเมือง ทั้งโอกาสในการลงเลือกตั้ง ทั้งเงินทุน เวลา และกำลังกายกำลังใจที่เสียไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด ในการลงพื้นที่หาเสียง
- ทุกอย่างสูญสิ้นไปหมดแล้ว...เพียงเพื่อสังเวยความต้องการของคนแดนไกล ที่ต้องการดึงเบื้องสูงมาเป็นเกราะกำบังทางการเมืองให้กับเกมส์การเมืองของตน
(ส่วนตัวผมพอทราบมาว่าหลายคนในพรรคเครือข่ายคนแดนไกล เริ่มไม่พอใจคนแดนไกลและเครือข่าย แต่เพราะสายสัมพันธ์ที่มีอยู่กับคนในพรรค จึงยังยอมทำงานอยู่)
-----------------------
แรงกระเพื่อมที่แท้จริง
-----------------------
*** จากเหตุการณ์ครั้งนี้แรงกระเพื่อมที่แท้จริง อาจจะไม่ได้มาจากภายนอก แต่จะเกิดจาก #ภายในพรรค เครือข่ายของคนแดนไกลเอง ที่เริ่มมองแล้วว่า พวกเขาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเดินหมากครั้งต่อไปหรือไม่ ?
*** บางทีพวกเขาอาจจะอยากแค่ทำงานการเมือง อาจจะอยากเป็น ส.ส.ทั่วไป เขาไม่อยากจะต้องมารับผิดชอบกับคำสั่งการข้างบนที่สั่งให้พวกเขาทำอะไรเสี่ยงๆ แล้วต้องยุติชีวิตทางการเมืองลง
เช่นที่คนรุ่นใหม่ของไทยรักษาชาติเจอ
ในขณะที่พวกเก๋าเกมส์การเมือง
ไม่ยอมเป็นกรรมการบริหารพรรค&amp;nbsp;
และลอยตัวจากปัญหาที่เกิดขึ้น...บทเรียนกรณีไทยรักษาชาติ]
เมื่อคนแดนไกลวางแผนเพื่อตัวเอง
แต่คนรับกรรมคือคนรุ่นใหม่ในพรรค
-----------------------
สรุปเหตุการณ์เบื้องต้น
-----------------------
- วันที่ 7 ก.พ. 2562 มีการปล่อยข่าวลือ โดยให้ Andrew Marshall McGergor เป็นโต้โผ ก่อนที่วันที่ 8 ก.พ. 2562 บรรดาแกนนำพรรคไทยรักษาชาติจะเปิดตัวทูลกระหม่อมฯ ด้วยสีหน้ายิ้มย่องลำพองใจ
เครือข่ายของคนแดนไกล มองแล้วว่าเกมส์นี้เขาจะใช้เชื้อพระวงศ์มาเป็น [เกราะกำบัง] เพราะเชื่อว่าการที่ทูลกระหม่อมฯ ลงมาเล่นการเมือง จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่กล้าวิจารณ์ และทำให้การเดินเกมส์ง่ายขึ้น
แต่ผลที่ได้กลับผิดคาด....
- วันที่ 8 ก.พ. 2562 ที่ผ่านมาได้ปรากฎชัดเจนแล้วว่าประชาชนจำนวนมาก ไม่ได้สนใจว่าทูลกระหม่อมจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือไม่ เพราะถือว่าถ้าท่านลงการเมืองแล้ว ท่านก็คือ &amp;quot;คนธรรมดาสามัญ&amp;quot;
การวิพากษ์วิจารณ์จึงรุนแรงมาก และพบเห็นได้ทั่วโซเชียลมีเดีย ตั้งแต่ระดับชาวบ้าน จนถึงระดับราชนิกูลก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างชัดเจนในวันนั้น
- ก่อนที่จะมีราชโองการลงมาในวันเดียวกันนั้น เพื่อยุติเรื่องดังกล่าว และย้ำด้วยว่าการนำทูลกระหม่อมลงฯ นั้น เป็นเรื่องมิบังควร
------------------------
สิ่งที่คนแดนไกลคาดการณ์ผิด
------------------------
1. เครือข่ายคนแดนไกล ดูถูกประชาชนคนไทย และคิดว่าการให้ทูลกระหม่อมฯ ลงมาเล่นการเมืองให้กับพรรคของตนนั้น จะทำให้ฝ่ายต่อต้านไม่กล้าหือรือ
แต่ผิดคาด...
- ประชาชนคนไทยเคารพในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านทำคุณงามความดี และเป็นพลังใจให้กับแผ่นดินมาตลอดชีวิตของท่าน แม้ว่าทูลกระหม่อมฯ จะเป็นพระราชธิดาก็จริง แต่พ่อกับลูกก็คือคนละคนกัน
- ยิ่งเมื่อทูลกระหม่อมฯ โดดมาลงการเมือง และประกาศว่าตนสละฐานันดรไปตั้งแต่เมื่อ 40 กว่าปีก่อนแล้ว ก็ยิ่งไม่มีอะไรต้องเกรงใจกันอีกต่อไป
...........................
2. เครือข่ายคนแดนไกล คิดไม่ถึงและคาดไม่ถึงว่าจะมีราชโองการลงมาเพื่อยุติเรื่องราวต่างๆ ภายในคืนนั้น
- ทั้งนี้แม้ว่าทูลกระหม่อมฯ จะสละ &amp;quot;ฐานันดร&amp;quot; ไปแล้วในทางกฎหมายหรือทาง [นิตินัย] แต่โดย [พฤตินัย] ท่านก็ยังเป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นลูกของในหลวง ร.9 เป็นพี่สาวของ ในหลวง ร.10 และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
- อีกทั้งในทางปฏิบัติ ท่านก็ยังไปออกงานพิธีการต่างๆ มีคนติดตาม มีขบวนรถ ขบวนเสด็จ มีข้าราชบริพานคอยดูแล ไม่ต่างจากพระบรมวงศานุวงศ์ท่านอื่นแต่อย่างใด
ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนทราบดี...
- ดังนั้นการดึงทูลกระหม่อมฯ ลงมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น ถือเป็นเรื่อง #มิบังควรอย่างยิ่ง จนต้องมีพระราชโองการลงมาภายในวันเดียวกัน เพื่อยุติเรื่องดังกล่าว
------------------------
คนรุ่นใหม่: เครื่องสังเวยรายล่าสุด
------------------------
วันนี้การยุบพรรคไทยรักษาชาตินั้น ทำให้เกิดคนที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ อยู่ 2 จำพวก
#กรรมการบริหารพรรค
- ซึ่งปรากฎว่า 13 คนนั้นแทบไม่มีตัวระดับเก๋าๆ หรือคนรุ่นใหญ่ๆ ของพรรคเลย กลายเป็นว่ากรรมการบริหารเป็นลูกหลานหรือเครือญาติของนักการเมืองเก่าผู้มีอิทธิพลในพรรค
- กลายเป็นว่าพวกรุ่นเก่าในพรรคไม่ต้องรับผิดชอบหรือโดนตัดสิทธิ แต่กลายเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีอนาคตการเมืองได้อีกไกล ต้องมาโดนตัดสิทธิแทนคนพวกผู้ใหญ่ในพรรค
#สมาชิกรุ่นใหม่ทางการเมือง
- อีกกลุ่มหนึ่งคือ บรรดาคนรุ่นใหม่ในพรรคไทยรักษาชาติ ที่คิดว่าจะเปิดตัวทางการเมืองกับพรรคดังกล่าว บางคนอาจไม่ได้รักหรือศรัทธาในเจ้าของพรรคหรือคนแดนไกล แต่เขาอาจมีสายสัมพันธ์และความคุ้นเคยกับขั้วนี้มากกว่าขั้วอื่น
- พวกเขากลับต้องเสียโอกาสทางการเมือง ทั้งโอกาสในการลงเลือกตั้ง ทั้งเงินทุน เวลา และกำลังกายกำลังใจที่เสียไปก่อนหน้านี้ทั้งหมด ในการลงพื้นที่หาเสียง
- ทุกอย่างสูญสิ้นไปหมดแล้ว...เพียงเพื่อสังเวยความต้องการของคนแดนไกล ที่ต้องการดึงเบื้องสูงมาเป็นเกราะกำบังทางการเมืองให้กับเกมส์การเมืองของตน
(ส่วนตัวผมพอทราบมาว่าหลายคนในพรรคเครือข่ายคนแดนไกล เริ่มไม่พอใจคนแดนไกลและเครือข่าย แต่เพราะสายสัมพันธ์ที่มีอยู่กับคนในพรรค จึงยังยอมทำงานอยู่)
-----------------------
แรงกระเพื่อมที่แท้จริง
-----------------------
*** จากเหตุการณ์ครั้งนี้แรงกระเพื่อมที่แท้จริง อาจจะไม่ได้มาจากภายนอก แต่จะเกิดจาก #ภายในพรรค เครือข่ายของคนแดนไกลเอง ที่เริ่มมองแล้วว่า พวกเขาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเดินหมากครั้งต่อไปหรือไม่ ?
*** บางทีพวกเขาอาจจะอยากแค่ทำงานการเมือง อาจจะอยากเป็น ส.ส.ทั่วไป เขาไม่อยากจะต้องมารับผิดชอบกับคำสั่งการข้างบนที่สั่งให้พวกเขาทำอะไรเสี่ยงๆ แล้วต้องยุติชีวิตทางการเมืองลง
เช่นที่คนรุ่นใหม่ของไทยรักษาชาติเจอ
ในขณะที่พวกเก๋าเกมส์การเมือง
ไม่ยอมเป็นกรรมการบริหารพรรค&amp;nbsp;
และลอยตัวจากปัญหาที่เกิดขึ้น...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30820</URL_LINK>
                <HASHTAG>Andrew Marshall McGergor, กิตติธัช ชัยประสิทธิ์, คนแดนไกล, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ, ยุบพรรคไทยรักษาชาติ, สละฐานันดร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190308/image_big_5c8218ec8593e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30782</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2019 00:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิปักษ์การปกครอง ศาลรนธ.มติเอกฉันท์ยุบ&#039;ทษช.&#039;ตัดสิทธิ์13กก.บห.10ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยยุบพรรค &amp;ldquo;ไทยรักษาชาติ&amp;rdquo; เหตุเป็นปรปักษ์ต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พ่วงมติ 6:3 &amp;nbsp;ตัดสิทธิ์ 13 กรรมการบริหารพรรค 10 ปี คำวินิจฉัยชี้ชัดตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และพระราชหัตถเลขารัชกาล 7 สถาบันฯ อยู่เหนือการเมือง ไม่ใช่ราชาธิปไตยเหมือนอนารยประเทศ ระบุ ทษช.ตั้งใจอย่างแยบยลเสนอชื่อทูลกระหม่อมฯ หวังผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นจุดเริ่มต้นเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันต้องเสื่อมโทรมลง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม &amp;ldquo;ปรีชาพล&amp;rdquo; สะอื้น พรรคอายุสั้น ขอพบกันใหม่เมื่อมีโอกาส
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 4 &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องเรื่องที่ 1/2562 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2561 มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) หรือไม่ จากการเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรค เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2562
&amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยบรรยากาศก่อนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย บริเวณศาลรัฐธรรมนูญมีกำลังตำรวจนครบาล 1,500 นาย กระจายเข้าตั้งจุดดูแลรักษาความปลอดภัยโดยรอบและพื้นที่ชั้นในของศูนย์ราชการอาคาร A ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 6 มี.ค. และในช่วงเช้าได้ตั้งด่านตรวจตราทางเข้า-ออกศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ รวม 4 จุด นอกจากนี้ยังมีตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายตัวเดินปะปนกับข้าราชการ และประชาชนที่มาใช้บริการ ซึ่งบรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนพื้นที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญซึ่งประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ห้ามผู้ใดชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบที่ทำการศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีเจ้าหน้าที่ตรวจตราอย่างเข้มงวด และบริเวณสระน้ำด้านข้างศาลฎีกา เจ้าหน้าที่ได้สูบน้ำจนแห้งด้วย นอกจากนี้ยังได้มีการประสานไปยังการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) นำรถสำรองไฟฟ้ามาจอดใต้อาคารศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นมาตรการรองรับกรณีไฟฟ้าดับด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัย ศาลปกครองกลางได้อ่านคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด คำสั่งที่ คร.57/2562 ที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้ฟ้องคดีฟ้อง กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีว่า กกต.ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องนำข้อเท็จจริงมาตีความขยายเกินเลยไป ขอให้เพิกถอนมติของ กกต.ในการประชุมครั้งที่ 18/2562 เมื่อวันที่ 12 ก.พ.2562 ที่ให้ยุบพรรค ทษช. โดยศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา เพราะไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง แต่ผู้ฟ้องคดีสามารถยกข้ออ้างเกี่ยวกับการกระทำของ กกต.ที่อ้างในคำฟ้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้ ทำให้นายเรืองไกรได้คัดสำเนาคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด 9 ชุดมายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรค ทษช.นั้น แต่เวลา 12.00 น. แกนนำพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้ร่วมรับประทานร่วมกันที่ที่ทำการพรรคชั้น 2 ซึ่งประกอบด้วย ขนมจีนแกงเขียวหวานไก่ ไข่พะโล้ พะแนงหมู และข้าวเหนียวมะม่วง ก่อนเดินทางไปศาล จากนั้นได้แบ่งกลุ่มแกนนำพรรคถ่ายรูปร่วมกันและส่งเสียงเฮ โดยหนึ่งในสมาชิกพรรคได้ฮัมเพลงศรัทธาท่อนหนึ่งว่า &amp;ldquo;ใจสู้หรือเปล่า ไหวไหมบอกมา&amp;rdquo; เพื่อให้กำลังใจซึ่งกันและกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นเวลา 13.30 น. กก.บห.พรรค รวมถึงแกนนำพรรคได้แบ่งกันนั่งรถตู้เดินทางออกจากพรรค และเมื่อเวลา 13.40 น. ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค ทษช. ได้นำกรรมการบริหารพรรค พร้อมผู้สมัคร ส.ส. และสมาชิกพรรคเดินทางมายังถึงศาลท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชน &amp;nbsp;ทั้งนี้ ก่อนเดินผ่านเข้ามายังลานอเนกประสงค์ของศูนย์ราชการฯ ผู้ประสานงานของพรรค ทษช.ได้กำชับสมาชิกพรรคทุกคนให้ยิ้มรับสื่อมวลชน โดย ร.ท.ปรีชาพลซึ่งเดินลงจากรถยนต์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อพบสื่อมวลชนก็ยกมือไหว้และยิ้มทักทาย โดยไม่ให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆ ซึ่งพรรค ทษช.ประสานขอนำผู้ติดตามเข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัยในห้องพิจารณาคดี 40 คน โดยศาลได้อนุญาต ในส่วนสำนักงาน กกต. พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการสำนักงาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง พนักงานอัยการ พร้อมเจ้าหน้าที่ กกต.ประมาณ 20 คน เป็นตัวแทนสำนักงาน กกต. ร่วมรับฟังผลวินิจฉัยคดีของศาล&amp;nbsp;
ยกตัวอย่างตั้งแต่ 2475
&amp;nbsp; &amp;nbsp; และเมื่อ 15.00 น. องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดี โดยนายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญเริ่มต้นว่า ศาลนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติคำร้องต่างๆ โดยได้แยกคำร้องออกเป็น 9 คำร้อง ซึ่งศาลมีมติยกคำร้องทั้งหมด เนื่องจากผู้ร้องต่างๆ ไม่ใช่คู่ความในคดี โดยในคดีนี้มี กกต.และพรรค ทษช.เป็นคู่กรณี จึงได้มอบหมายให้นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์และนายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ เป็นผู้อ่านคำวินิจฉัย
โดยนายนครินทร์กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยไว้ 3 ประเด็น คือ 1.มีเหตุให้สั่งยุบพรรค ทษช.ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 วรรค 1 (2) หรือไม่ 2.คณะกรรมการบริหารพรรค ทษช.ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 วรรค 2 หรือไม่ และ 3.ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง กก.บห.ผู้ถูกร้อง และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไปจดทะเบียนพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็น กก.บห.พรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกหรือไม่ ภายในกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 94 วรรค 2 หรือไม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเด็นที่ 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้รับการสถาปนาขึ้นโดยรัฐธรรมนูญในราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 และหมวด 1 พระมหากษัตริย์ มาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติว่า พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิด &amp;nbsp;หรือโดยแต่งตั้งก็ตามในฐานะเหนือการเมือง อันเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.7) ซึ่งมีพระราชหัตถเลขาที่ 1/60 ลงวันที่ 14 พ.ย.2475 ถึงพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ผ่านกรรมการราษฎร ระหว่างที่กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นชอบด้วยทุกประการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พระราชหัตถเลขาระบุว่า ด้วยหลักการพระบรมวงศานุวงศ์ย่อมดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพเหนือความที่จะถูกติเตียน ไม่ควรแก่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นการงานที่จะนำมาทั้งในทางพระเดชและพระคุณ ย่อมอยู่ในวงอันจะถูกติเตียน อีกเหตุหนึ่งจะนำมาซึ่งความขมขื่น ในเมื่อเวลาทำการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อันเป็นเวลาที่ต่างฝ่ายต่างโจมตีให้ร้ายซึ่งกันและกัน เพื่อความสงบเรียบร้อยอันสมัครสมานอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างเจ้านายกับราษฎร ควรถือเสียว่า พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปย่อมดำรงอยู่เหนือการเมืองทั้งหลาย&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายนครินทร์กล่าวอีกว่า แม้ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (ร.8) สภาผู้แทนราษฎรได้ปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ทั้งฉบับ อันนำมาสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 ซึ่งได้เว้นการบัญญัติจำกัดบทบาทของพระบรมวงศานุวงศ์ในทางการเมืองไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กระนั้นก็หาได้ทำให้หลักการพื้นฐานทางรัฐธรรมนูญว่าด้วยฐานะของสมาชิกของพระบรมวงศานุวงศ์ถูกลบล้าง อันปรากฏเป็นที่ประจักษ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 6/2543 ที่ระบุว่าบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ให้ใช้กับพระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ ตามมาตรา 22 และมาตรา 23 หลักการพื้นฐานว่าด้วยการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามในของวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญข้างต้นสอดคล้องกับหลักการที่มีอยู่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่มิได้ทรงปกครองอันเป็นหลักการในรัฐธรรมนูญอันเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่นานาอารยประเทศ ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ&amp;nbsp;
ประชาธิปไตยไทยไม่เหมือนใคร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายนครินทร์อ่านคำวินิจฉัยต่อ ว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย แตกต่างจากการปกครองของระบอบที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐลักษณะอื่น ซึ่งมีบทบาททางการเมืองโดยตรง โดยการใช้อำนาจในการเมือง และควบคุมการใช้อำนาจทางการเมือง โดยผ่านการแต่งตั้งพระบรมวงศานุวงศ์ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร ดังเช่นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของบางประเทศในปัจจุบันดังนั้นการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติในการเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ในนามของพรรคการเมืองผู้แข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นได้ว่า จะส่งผลให้ระบอบการเมืองการปกครองของประเทศไทยแปรเปลี่ยนไปสู่สภาพการอันเดียวกับระบอบการเมืองที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของรัฐ และมีพระบรมวงศานุวงศ์ทำหน้าที่ใช้อำนาจทางการเมืองในการปกครองประเทศ สภาพการเช่นนี้ย่อมมีผลให้หลักการพื้นฐานของระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่มิได้ทรงปกครองต้องถูกเซาะกร่อน ทำลาย บ่อนทำลายให้เสื่อมทรามไปโดยปริยาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายนครินทร์กล่าวต่อว่า การใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญรับรองนั้น ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ และกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย และต้องมิใช่เป็นการใช้สิทธิ และเสรีภาพ ที่จะส่งผลเป็นการบั่นทอน ทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และสั่นคลอนคติ รากฐาน การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ดำรงอยู่ให้เสื่อมโทรมไปด้วยเหตุฉะนี้ ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญของนานาอารยประเทศจึงบัญญัติให้มีกลไกปกป้องระบอบการปกครองจากการถูกบั่นทอน บ่อนทำลาย โดยการใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่เกินขอบเขตของบุคคล หรือพรรคการเมืองไว้ด้วยเสมอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แม้พรรค ทษช.จะมีสิทธิและเสรีภาพการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญ และกฎหมายบัญญัติไว้โดยสมบูรณ์ แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพในการกระทำการใดๆ ของพรรคการเมือง ย่อมต้องอยู่บนความตระหนักว่า การกระทำนั้นจะไม่เป็นการอาศัยสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่ได้รับมาจากรัฐธรรมนูญ ให้มีผลกระทบย้อนกลับมาทำลายหลักการพื้นฐาน บรรทัดฐาน คุณค่า และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสียเอง เพราะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามนิติราชประเพณีของไทยนั้น มั่นคงสถานะและเอกลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณว่า พระองค์จะทรงครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ทรงอยู่เหนือการเมือง จึงต้องทรงเป็นกลางทางการเมือง ทั้งยังทรงต้องระมัดระวังมิให้สถาบันกษัตริย์ของไทย ต้องถูกนำไปเป็นคู่แข่ง หรือฝักใฝ่ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดอย่างเคร่งครัด เพราะหากถูกทำด้วยวิธีการใดๆ ให้เกิดผลเป็นไปเช่นนั้น สภาวะความเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยย่อมสูญเสียไป เมื่อเสียความเป็นกลางทางการเมือง ก็ย่อมไม่สามารถดำรงพระองค์และปกป้องสถาบันให้ทรงอยู่เหนือการเมืองได้ ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะไม่ทรงอยู่ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของประชาชนชาวไทยอีกต่อไป นั่นย่อมทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย จะต้องเสื่อมโทรม หรือลง หรือต้องสูญสิ้นไป ซึ่งหาควรปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้นไม่&amp;rdquo;&amp;nbsp;
ศาลสอนคำว่า&amp;#39;ปรปักษ์&amp;#39;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทวีเกียรติอ่านคำวินิจฉัยต่อว่า ถ้าพรรคการเมืองใดมีการกระทำที่เป็นการล้มล้างหรือเพียงอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พรรคการเมืองนั้น รวมทั้ง กก.บห.นั้นย่อมต้องถูกลงโทษทางการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 วรรค 1 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี จะอ้างความไม่รู้ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความเห็น ความเชื่อของตน มาเป็นข้อแก้ตัวให้หลุดพ้นจากความรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นไม่ได้ ถึงแม้กฎหมายจะมิได้บัญญัตินิยามศัพท์คำว่าล้มล้างและปฏิปักษ์ไว้ แต่ทั้ง 2 คำนั้นก็เป็นคำในภาษาไทยธรรมดาที่มีความหมายตามที่ใช้และรู้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งศาลย่อมรู้ด้วยเองว่า ล้มล้าง หมายถึงการกระทำที่มีเจตนาเพื่อทำลายหรือล้างผลาญให้สูญสิ้นสลายหมดไป ไม่ให้ธำรงอยู่ หรือมีอยู่ต่อไปอีก ส่วนคำว่าปฏิปักษ์นั้นไม่จำเป็นต้องรุนแรงถึงขนาดมีเจตนาจะล้มล้างทำลายให้สิ้นไป ทั้งยังไม่จำเป็นต้องถึงขนาดตั้งตนเป็นศัตรูหรือเป็นฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น เพียงแค่เป็นการกระทำที่มีลักษณะเป็นการขัดขวางหรือสกัดกั้นมิให้เจริญก้าวหน้า หรือกระทำที่ก่อให้เกิดผลเป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย จนเกิดความชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทรามหรืออ่อนแอลง ก็เข้าลักษณะการกระทำเป็นปฏิปักษ์ได้แล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับประเด็นเรื่องเจตนานั้น เมื่อมาตรา 92 วรรค 1 (2) บัญญัติชัดเจน เพียงแค่อาจเป็นปฏิปักษ์ก็ต้องห้ามแล้ว หาจำต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผล หรือต้องรอให้ผลเสียหายร้ายแรงเกิดขึ้นจริงเสียก่อนไม่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นมาตรการป้องกันความเสียหายร้ายแรงที่อาจจะเกิดแก่สถาบันหลักของประเทศไว้ก่อน อันเป็นรัฐประศาสโนบายที่จำเป็นเพื่อดับไฟใหญ่ไว้แต่ต้นลม มิให้ไฟกองเล็กกระพือโหมไหม้ลุกลามขยายไป จนเป็นมหันตภัยที่ไม่อาจต้านทานได้ในวาระต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ผู้ถูกร้องมีหลักฐานชัดเจนว่าได้กระทำไปโดยรู้สำนึก และโดยสมัครใจอย่างแท้จริง ซึ่ง กก.บห.พรรค ทษช.ย่อมทราบดีว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ &amp;nbsp;เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้ว แต่ยังดำรงในฐานะที่เป็นสมาชิกแห่งพระบรมจักรีวงศ์ การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์เป็นฝักใฝ่ในทางการเมือง ทั้งยังเป็นการกระทำที่วิญญูชนและคนไทยทั่วไปย่อมรู้สึกได้ว่า สามารถทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติต้องถูกนำมาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแยบยล ให้ปรากฏผลเหมือนเป็นฝักใฝ่ทางการเมือง และมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียสถานะที่จะต้องอยู่เหนือการเมือง และดำรงความเป็นกลางในการเมือง อันเป็นจุดประสงค์เริ่มต้นของการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรมเสื่อมทราม หรืออ่อนแอลง เข้าลักษณะของการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 วรรค 1 (2) อย่างชัดแจ้งแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง ตามมาตรา 92 วรรค 2&amp;rdquo;
เปิดเหตุตัดสินโทษ 10 ปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายทวีเกียรติกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้อง จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 92 วรรค 2 หรือไม่ ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค ทษช.แล้ว จึงชอบที่จะมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ กก.บห.พรรค ทษช.ที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว อยู่ในวันที่ 8 ก.พ.2562 อันเป็นวันที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค ส่วนจะต้องเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งเป็นระยะเวลาเท่าไร เห็นว่าการกำหนดเวลาของการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิทธิทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้อาสาเข้ามาทำประโยชน์แก่บ้านเมือง ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. จึงต้องพิจารณาให้เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอควรระหว่างพฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งการกระทำกับโทษที่จะได้รับ ซึ่งการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการกระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยังไม่ถึงขนาดเป็นการกระทำโดยมีเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อีกทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ ยังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบการปกครองของประเทศชาติ นอกจากนี้ พิจารณาความสำนึกรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารพรรคของผู้ถูกร้องที่ได้น้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมทันทีภายหลังได้รับทราบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ จึงเห็นสมควรกำหนดเวลาการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของผู้ถูกร้อง มีกำหนดเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง ซึ่งจะสอดคล้องกับระยะเวลาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 94 วรรค 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ประเด็นที่ 3 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใดแล้ว บทบัญญัติทางกฎหมายว่าด้วยผลของการฝ่าฝืนกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจแก่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องสั่งให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งบริหารพรรคผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ในวันที่ 8 ก.พ. อันเป็นวันที่กระทำยุบพรรค ผู้ถูกร้องก็ไปจดทะเบียนขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่อีกไม่ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายนุรักษ์สรุปในช่วงท้ายว่า ในประเด็นที่ 1 ศาลมีมติยุบพรรคผู้ถูกร้องโดยมติเอกฉันท์ ส่วนประเด็นข้อที่ 2 เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง มีกำหนดเวลา 10 ปีมีมติ 6 : 3 ส่วนประเด็นที่ 3 ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ และให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้ภายใน 15 วันนับแต่วันอ่านคำวินิจฉัย (อ่านรายละเอียดหน้า 4)&amp;nbsp;
พบกันใหม่เมื่อมีโอกาส
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ภายหลังรับทราบคำตัดสินยุบพรรค ทษช.และตัดสิทธิ์ กก.บห.พรรค 10 ปี &amp;nbsp;ร.ท.ปรีชาพลให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงสั่นเครือ สีหน้าเศร้า ว่าตนเองและ กก.บห.พรรคในฐานะ ทษช. ยืนยันว่าเราได้น้อมรับพระราชโองการเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ด้วยความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งคำวินิจฉัยนั้นก็เป็นไปตามที่ได้รับทราบแล้ว ตนเองและ กก.บห.พรรครู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะการยุบพรรคส่งผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพทางการเมืองขั้นพื้นฐาน อย่างน้อยก็กระทบต่อผู้สมัครของพรรค และพี่น้องประชาชนที่มุ่งหน้าจะไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.นี้ ขอขอบคุณทุกกำลังใจจากพี่น้องประชาชนพรรคการเมือง แม้พรรค ทษช.จะมีอายุที่ไม่ยาวเพียง 4 เดือนเท่านั้นที่เริ่มก่อร่างสร้างตัว แต่ก็ได้รับความเมตตาจากพี่น้องประชาชนจำนวนมาก เราพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อยากเห็นบ้านเมืองไปในทิศทางที่ดี และอยากทำสิ่งดีๆ ให้กับบ้านเมือง โดยมีเจตนาบริสุทธิ์ตลอดระยะเวลาที่ทำงานมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมขอขอบคุณผู้สมัครและพี่น้องประชาชนที่เดินเคียงข้างกันมาตลอด ถึงแม้ว่ามันจะไปไม่ถึงสิ่งที่เราปรารถนา แต่ก็ขอขอบคุณทุกๆ คน ปัญหาบ้านเมืองมีมาก คนที่อยู่ก็ต้องทำงานกันต่อไป สำหรับผมและกรรมการบริหารพรรค ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะอะไรก็ตาม เราจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เราทุกคนปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ไม่มีใครคิดร้าย ผมอยากให้พวกเราทุกๆ คนทำหน้าที่ของตนเอง แม้ว่ากรรมการบริหารพรรคจะถูกเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งสามารถทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งก็ตาม ในฐานะคนไทยผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณมากๆ สำหรับกำลังใจ เราคงได้พบกันใหม่เมื่อมีโอกาส&amp;quot; ร.ท.ปรีชาพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กลุ่มประชาชนที่สนับสนุนพรรค ทษช.หลายสิบคน ซึ่งเดินทางมาติดตามผลคำวินิจฉัยต่างแสดงความเสียใจ โดยต่างให้กำลังใจกันเองว่าอย่าไปท้อ ต้องสู้ต่อ ยังมีพรรคฝ่ายประชาธิปไตยอีกเยอะ ขณะที่หญิงสูงอายุ 1 ราย สวมเสื้อสีขาวมีโลโก้พรรค ทษช. ซึ่งระบุว่าเดินทางมาตั้งแต่ตี 5 นั่งร่ำไห้บอกว่า หนูอยากได้ประชาธิปไตยคืน ทำไมไม่เอาให้พวกหนู พวกหนูสู้กันจนตายปี 2553 แล้ว ขอได้ไหม ขอคนมีอำนาจเอาประชาธิปไตยคืนได้ไหม รู้สึกน้อยใจ ทำไมต้องยุบพรรค&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง ได้นำกลุ่มประชาชนที่เดินทางมาได้รวมกลุ่มตะโกนให้กำลังใจระบุว่า แม้ว่าพรรค ทษช.ถูกยุบ แต่ประชาชนจะสู้ต่อ ไม่ยอมแพ้ เลือกฝ่ายประชาธิปไตย พร้อมชูมือตะโกนว่า 24 มี.ค. จับปากกาฆ่าเผด็จการ หลายสิบครั้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนบรรยากาศที่พรรค ทษช.เป็นไปอย่างเงียบเหงา เจ้าหน้าที่ของพรรคมีสีหน้าไม่สู้ดีขณะที่นั่งฟังการให้สัมภาษณ์ของ ร.ท.ปรีชาพล ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนบางส่วนที่มาปักหลักรอให้กำลังใจ ต่างก็มีสีหน้าเศร้าสร้อย แต่ยืนยันจะยังเลือกพรรคฝ่ายประชาธิปไตยต่อไป จากนั้นเวลา 16.10 น. กก.บห.พรรคได้เดินทางกลับมาที่พรรคเพื่อพูดคุยกันประมาณ 10 นาทีก่อนทยอยเดินทางกลับ ซึ่งนางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด ประธานคณะกรรมการสรรหา ระบุสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;ตอนนี้ขอไปตั้งหลักก่อน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ 10 ปีของ ทษช.นั้นมีทั้งสิ้น 13 ราย ส่วนผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค ทษช.ทั้ง 2 ระบบนั้นที่หมดสิทธิ์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แบ่งเป็น ส.ส.ระบบเขต 175 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 108 ราย
ทูลกระหม่อมฯ เศร้า-หดหู่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ได้ทรงแสดงความคิดเห็นต่อข้อความของผู้ใช้งานอินสตาแกรมรายหนึ่งที่เข้ามาตอบบนโพสต์บัญชีใช้งานอินสตาแกรมส่วนตัวของพระองค์ที่ชื่อว่า nichax ต่อกรณีการยุบพรรคไทยรักษาชาติว่า &amp;quot;ทราบแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและหดหู่มาก&amp;quot;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ทูลกระหม่อมหญิงฯ ยังทรงตอบแสดงความเห็นต่อผู้ใช้งานที่เข้ามาโพสต์ว่า &amp;quot;พรรคไทยรักษาชาติไม่รอดแล้วครับ... แต่ถึงยังไงก็จะขอเดินหน้าไปพร้อมกับทูลกระหม่อมนะครับ&amp;quot; ว่า &amp;quot;ขอบใจมากค่ะ เราจะช่วยทำให้ดีที่สุด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงผลของการยุบพรรค ทษช.ว่า เมื่อยุบพรรคแล้วก็ต้องพ้นความเป็นสมาชิก เพราะไม่มีพรรคอยู่ อิสระจะไปอยู่พรรคไหนก็ได้หากเขารับ แต่จะไปสมัครรับเลือกตั้งนั้นไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคนั้น 90 วัน ส่วนการจะไปช่วยพรรคอื่นหาเสียงนั้น เขาไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขาเป็นประชาชนทั่วไป จะไปช่วยใครก็แล้วแต่ท่าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามว่าจะเยียวยาสมาชิกที่พรรคถูกยุบหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า จะไปเยียวยาไปเอาอะไรกับใคร ไปเอากับพรรคสิ เรายุบกันมาหลายครั้งก็มีบทเรียนที่ต้องปฏิบัติกันอย่างไร ส่วนหากมีการกาบัตรเลือกพรรค ทษช.นั้นก็จะไม่นับปาร์ตี้ลิสต์ และไม่นับอะไรทั้งนั้น เพราะไม่มีพรรคนี้อยู่แล้ว ถือว่าไม่ได้ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นบัตรเสีย ซึ่ง กกต.ต้องแจ้งให้ทราบ จะมาบอกว่าทุกคนดูโทรทัศน์เหมือนกันไม่ได้ เพราะมีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรด้วย
ถามถึงการเพิกถอนสิทธิ์ กก.บห. 10 ปี ถือว่าเป็นการลงโทษสถานเบาหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่วิจารณ์ เบาหรือหนักไม่รู้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เขียนว่าตลอดชีวิต แต่เอาไปแปลกันว่าเมื่อไม่ได้เขียนเวลาไว้ก็คงตลอดไป ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็แปลใหม่ว่าเป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลยพินิจแปลตรงนี้ได้ ถ้าเป็นคดีอื่นศาลก็อาจแปลอีกอย่าง เพราะว่าศาลระบุว่าเอาความผิดเอาการกระทำมาเป็นตัวตั้ง และใช้เทียบมาตรฐานในการเพิกถอนสิทธิ์ในกรณีอื่นๆ ลดจากไม่มีกำหนดเวลาสูงสุดคือ 10 ปีอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ได้อ่านแถลงการณ์กรณียุบ ทษช.ตอนหนึ่งว่า การยุบพรรคก่อนเลือกตั้ง 17 วันเป็นการตัดโอกาส และเป็นการทำลายเจตจำนงของประชาชนที่ต้องการเลือกพรรคที่ถูกยุบ ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ให้ได้ดุลยภาพ เคารพเสียงข้างมาก พร้อมคุ้มครองเสียงข้างน้อย สร้างระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ องค์กรตุลาการ และองค์กรอิสระที่ได้มาตรฐานตามแบบประชาธิปไตยสากลและสามารถควบคุมมิให้เสียงข้างมากใช้อำนาจโดยมิชอบได้ แต่ต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือในการกวาดล้างทางการเมือง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;โทษตัดสิทธิ์ 10 ปีนั้นถือว่ารุนแรงมาก หลายประเทศที่โดนยุบพรรคฐานปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นพรรคที่ล้มล้างการปกครองจริงๆ หรือสนับสนุนอำนาจที่ไม่ได้มาตามระบบ ซึ่งวิญญูชนคงพิจารณาได้เองว่าคำว่าปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ควรกินความกว้างเพียงใด&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว&amp;nbsp;
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ กล่าวถึงคะแนนเสียงหลังยุบ ทษช. ว่าบทเรียนของประเทศไทยประชาชนจะมีคำตอบให้เสมอ ไม่มีอะไรที่ไม่มีทางออก ผ่านวิกฤติการเมืองมามากมาย และก็เจอการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งบางครั้งนักการเมืองอาจไม่เข้าใจ แต่ประชาชนจะรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้จะปฏิบัติตนอย่างไร จะตัดสินใจอย่างไร ให้เชื่อมั่นว่าประชาชนพร้อมมีคำตอบในทุกๆ วิกฤติปัญหา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30782</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, ฟอร์ด เส้นทางสีแดง, วิษณุ เครืองาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุรักษ์ เจนตวนิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190307/image_big_5c812a23f28ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28662</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2019 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2019 07:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทูลกระหม่อม ทรงโพสต์ไอจีขอบคุณคนไทยสำหรับความรักและน้ำใจที่มีต่อกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;9 ก.พ.62 - ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์ไอจีส่วนพระองค์&amp;nbsp; ความว่า &amp;quot;ขอขอบคุณพวกเราคนไทยทุกๆคนสำหรับความรักและน้ำใจที่มีต่อกันในวันที่ผ่านมานี้ และขอบคุณที่ให้กำลังใจและให้ความสนับสนุนดิฉันมาโดยตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ขอบอกอีกครั้งด้วยความจริงใจว่า อยากเห็นประเทศไทยเดินไปข้างหน้า เป็นที่ชื่นชมและยอมรับของนานาประเทศ อยากเห็นพวกเราชาวไทยทุกคนมีสิทธิ และโอกาส มีความกินดีอยู่ดี มีความสุขทั่วถึงกัน และขอขอบคุณด้วยความรักอย่างจริงใจนะคะทุกคน ขออวยพรให้ทุกคนใชคดีมีความสุข#Love YoU&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28662</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ, ทูลกระหม่อมฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190209/image_big_5c5e1be577785.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28652</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สื่อนอกตีข่าวไทยยุคใหม่ ‘#ทรงพระสเลนเดอร์’ฮิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สื่อนอกฮือฮาตีข่าว &amp;quot;ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ&amp;quot; แคนดิเดตนายกฯ บัญชีพรรคเครือข่ายทักษิณ ชี้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองไทย เหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้ #ทรงพระสเลนเดอร์ขึ้นแฮชแท็กอันดับ 1 รองมา &amp;quot;ไทยรักษาชาติ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ภายหลังทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงได้รับการเสนอพระนามจากพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.นี้ นอกจากจะเป็นข่าวอภิมหาเซอร์ไพรส์ของประเทศไทยแล้ว &amp;nbsp;ปรากฏว่าสำนักข่าวต่างประเทศต่างให้ความสนใจและนำเสนอข่าวนี้อย่างครึกโครมเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ของไทย ทรงเข้าสู่สนามการเมือง ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนต่อไปในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.2562 ในนามตัวแทนของพรรคไทยรักษาชาตินั้น โดยเป็นข่าวที่ขึ้นแท่น &amp;lsquo;Most read&amp;rsquo; มีคนอ่านมากที่สุดบนหน้าเว็บไซต์บีบีซี ภาคภาษาอังกฤษ ช่วงเที่ยงวันที่ 8 ก.พ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า ตามธรรมเนียมราชวงศ์จะไม่เข้ามายุ่งกับการเมือง ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกและจดจำไว้ การที่สมาชิกราชวงศ์เข้าร่วมกับพรรคที่เป็นเครือข่ายของครอบครัวชินวัตร เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเช่นกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นย่างก้าวซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นย่างก้าวที่เชื่อว่าจะทำให้เวทีการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงขนบเดิมของการเมืองไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอพีรายงานว่า การเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ของพรรค ทษช.ในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่นับเป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากขนบเดิมที่สมาชิกราชวงศ์จะวางตัวห่างจากเวทีการเมือง และนับเป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มี.ค.นี้ และนับเป็นการจัดตำแหน่งจุดยืนโดยรวมของการเมืองไทยใหม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ทรงลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในนามรายชื่อนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรค ทษช. เป็นการต่อสู้กับหัวหน้าคณะรัฐประหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มุ่งหวังจะยังคงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยต่อไป โดยการเข้าสู่แวดวงการเมืองของทูลกระหม่อมหญิงฯ ซึ่งมีชันษา 67 ปี สร้างความสั่นสะเทือนและความสับสนอลหม่านต่อแผนการที่จะคงอำนาจของกลุ่มทหารข้างต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์เดอะสเตรทไทม์ของสิงคโปร์ระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่สมาชิกราชวงศ์ของไทยเข้ามามีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กวิเคราะห์ว่า การเสนอชื่อแคนดิเดตเพียงคนเดียวของพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้ผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ หาเสียงได้ยากขึ้น ส่วนผู้ใช้สิทธิก็ต้องคิดหนักถ้าหากจะเลือกผู้สมัครที่ไม่ได้มาจากพรรคไทยรักษาชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักข่าวเดอะการ์เดียนของอังกฤษ พาดหัวข่าวว่า &amp;quot;Political earthquake&amp;quot; โดยระบุว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคไทยรักษาชาติ ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแข่งกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตอบรับให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แฮชแท็กที่มาแรงที่สุดของไทยแลนด์เทรนด์ในโลกทวิตเตอร์คือ #ทรงพระสเลนเดอร์ ตามมาด้วย #ไทยรักษาชาติ ทั้งนี้คำว่า ทรงพระสเลนเดอร์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงตอบกลับผู้เข้ามาแสดงความคิดในผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวแอคเคาต์ &amp;nbsp;nichax ว่า &amp;ldquo;ถ้าลุ้นอย่าพูดว่าทรงพระเจริญ เพราะไม่อินเทรนด์ ถ้าจะให้พรก็บอกว่าทรงพระสเลนเดอร์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี มีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประสูติเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2494 ณ โรงพยาบาลมองชัวซีส์ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงเป็นพระเชษฐภคินี (พี่สาว) ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ณ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือเอ็มไอที ในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา สาขาวิชาคณิตศาสตร์และสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวเคมี จากนั้นทรงศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาโท สาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (พระอิสริยยศขณะนั้น) ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2515 เพื่อสมรสกับนายปีเตอร์ แลด เจนเซน ชาวอเมริกัน ในพระบรมหาราชวังตามราชประเพณีไทย แล้วเสด็จประทับที่สหรัฐอเมริกา โดยทรงเปลี่ยนพระนามเป็น จูลี เจนเซน (Julie Jensen) ทั้งคู่มีบุตร-ธิดารวม 3 คน ได้แก่ คุณพลอยไพลิน เจนเซน, คุณพุ่ม เจนเซน (ภูมิ เจนเซน) และคุณสิริกิติยา เจนเซน (ใหม่ เจนเซน) ในปี พ.ศ.2541 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงหย่ากับนายปีเตอร์ เจนเซน แล้วเสด็จนิวัตประเทศไทยและประทับอยู่เป็นการถาวรเมื่อปี พ.ศ.2544
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจในด้านการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ทรงช่วยเหลือราษฎรและให้โอกาส ผู้พิการ เยาวชน ตลอดจนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ อาทิ มูลนิธิชีวิตสดใส เพื่อช่วยเหลือราษฎรใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข, มูลนิธิมิราเคิล ออฟ ไลฟ์ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประสบปัญหาต่างๆ, โครงการ TO BE NUMBER ONE โดยทรงรับเป็นองค์ประธาน เพื่อรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงาน องค์กร ชุมชนต่าง ๆ ตามพระปณิธาน &amp;quot;ทุกคนเป็นหนึ่งได้โดยไม่พึ่งยาเสพติด&amp;quot;, &amp;nbsp;&amp;quot;ศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น&amp;quot; ให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาต่างๆ ของเยาวชน รวมถึงจัดตั้งมูลนิธิคุณพุ่ม เมื่อปี พ.ศ.2548 หลังจากเกิดเหตุการณ์คุณพุ่ม เจนเซน พระโอรสที่ป่วยเป็นออทิสติก เสียชีวิตจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิวันที่ 26 ธ.ค.2547 เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงคุณพุ่ม และช่วยเหลือบุคคลที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2546 ได้ทรงละครตามคำกราบทูลเชิญของบริษัทกันตนา คือ กษัตริยา และ มหาราชกู้แผ่นดิน จากนั้นในปี พ.ศ.2549 ได้ทรงแสดงนำในละครเรื่อง อนันตาลัย และในปี พ.ศ.2559 ได้ทรงร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ ดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน ทรงแสดงในภาพยนตร์ หนึ่งใจเดียวกัน, มายเบสท์บอดี้การ์ด และพระนางจามเทวี, ว่ายน้ำข้ามทะเลดาว และ ทูเก็ตเตอร์ วันที่รัก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งทรงมีผลงานเพลงหลายผลงานในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เช่น เพลงประจำโครงการทูบีนัมเบอร์วัน เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง หนึ่งใจ...เดียวกัน, เพลง &amp;quot;ทางของฉัน&amp;quot; และเพลง &amp;quot;ผู้ชายคนนั้น&amp;quot; ประกอบภาพยนตร์เรื่อง มายเบสท์บอดี้การ์ด และยังทรงได้รับเชิญเข้าร่วมร้องเพลง &amp;quot;ขวานไทยใจหนึ่งเดียว&amp;quot; ด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28652</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทรงพระสเลนเดอร์, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190208/image_big_5c5d8b5653254.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28651</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘แกนนำแดง’พลิก!พาเหรดโหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แกนนำเสื้อแดงพับเพียบ! &amp;quot;จตุพร&amp;quot; น้อมรับทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ที่ทรงมีพระเมตตาให้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ แต่หวั่นมีรัฐประหารอีก &amp;quot;วิภูแถลง&amp;quot; แจงเป็นศูนย์รวมความสามัคคี ทำให้ความคิดแตกต่างกลับสู่ความสงบสุข &amp;quot;ธิดา&amp;quot; ระบุช็อก ฝ่ายอนุรักษนิยม เป็นกลยุทธ์ยิ่งกว่าเหยียบเมฆ &amp;nbsp; ราชวงศ์ก้าวหน้าเคยมี ไพร่ก็ล้าหลังได้ &amp;quot;อนค.&amp;quot; ยันแคนดิเดตนายกฯ ต้องอภิปรายโต้แย้งได้ ลั่นนายกฯ ต้องมาจาก ส.ส. พร้อมเป็นฝ่ายค้านหากมีรัฐบาลแห่งชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันศุกร์ ที่สนามม้า จ.ขอนแก่น นายจตุพร &amp;nbsp;พรหมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อชาติ และประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ทำการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อชาติ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้งของ จ.ขอนแก่น ท่ามกลางกลุ่มคนเสื้อแดงและแกนนำ นปช.ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และหลายจังหวัดในภาคอีสานที่มารอรับฟังการปราศรัย &amp;nbsp;โดยนายจตุพรกล่าวว่า วันนี้นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของการเมืองไทย ที่พระองค์ท่านทรงมีพระเมตตาให้กับคนไทยในการสมัครรับการเลือกตั้ง และถูกเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคเพื่อชาตินั้นน้อมรับ และไม่ขอส่งรายชื่อผู้สมัครในตำแหน่งนายกฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เชื่อได้ว่าทุกพรรคการเมืองนั้นจะต้องกลับไปคิดทบทวนในทุกเรื่องใหม่อีกครั้ง จากนั้น 3-4 วันเราจึงจะทราบว่าแต่ละพรรคการเมืองนั้นจะมีท่าทีอย่างไร ซึ่งพรรคเพื่อชาตินั้นชัดเจนแล้วว่าไม่ส่งผู้สมัครในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ ส.ส.ระบบเขตนั้นพรรคมีการส่งผู้สมัครครบทุกเขต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้พรรคยังคงเดินหน้าหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขต โดยที่ผมนั้นรับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานที่จะต้องลงพื้นที่ให้ครบทุกจังหวัดและทุกอำเภอ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คนเสื้อแดงและแนวร่วม นปช. จะออกมาแสดงพลังตามระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อชาติทุกเขตและทุกคน แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ยอมรับว่าสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะมีการปฏิวัติรัฐประหารอีกก็เป็นไปได้ ด้วยสัญญาณไม่ดีหลายอย่าง หลังจากที่มีปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่สุดของไทยเมื่อเช้านี้ จึงขอให้ทุกฝ่ายนั้นได้จับตาสถานการณ์ต่างๆ ให้ดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจตุพรกล่าวว่า คนไทยทุกคนนั้นรักในสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่มีใครที่จะคิดที่จะทำอะไรสถาบันอันเป็นที่รักของเราทุกคนไปได้ ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา ที่คนบางกลุ่มออกมาโจมตีหรือออกมาพูด &amp;nbsp;หรือออกมาปลุกระดมคนว่าคุณทักษิณและคุณยิ่งลักษณ์นั้นล้มเจ้า เหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นวันนี้จะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง และอะไรควร &amp;nbsp;อะไรไม่ควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้านนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 56 พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ในฐานะแกนนำแนว นปช. กล่าวถึงกรณีเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรีบัญชีของพรรคว่า เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองอย่างมาก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค มากด้วยบารมี เป็นศูนย์กลางความสามัคคี เชื่อว่าจะทำให้คนที่คิดแตกต่างกลับคืนสู่ความสงบสุข สันติสุข ในสังคมทุกวันนี้ยังโกรธเกลียดกัน อีกทั้งด้วยบุคลิกผู้นำประเทศตอนนี้เต็มไปด้วยความโกรธ ไร้ซึ่งเมตตาธรรม การจะให้ประเทศขับเคลื่อนเดินต่อไปได้ ต้องมีนายกฯ ที่มีบารมี นำความแตกต่าง นำความหลากหลาย ให้เป็นคุณต่อบ้านเมือง ไม่ใช่มุ่งหวังเอาแพ้เอาชนะกันเพียงอย่างเดียว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;หลายคนอาจสงสัยแล้วเรื่องนี้จะเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไป ความเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่จิตสำนึกคนเกิดที่สูง มีจิตสำนึกประชาธิปไตยมีอยู่มาก คนชั้นล่าง เกิดมามีจิตสำนึกเป็นเผด็จการก็มีมากเช่นกัน คนที่มานำ มาเป็นนายกฯ ถ้าพูดตามภาษาฤาษีคือ ต้องมีตบะพรต มีเมตตาธรรม เชื่อมั่นว่าท่านจะคลี่คลายประเทศ นำพาไปสู่ความสงบสุข สันติสุขได้ ตอนนี้ประเทศแห้งแล้งเหลือเกิน ถ้ามีสายฝนโปรยปราย ทำให้แผ่นดิน ชุ่มฉ่ำ เหมือนสายฝนไม่เลือกปฏิบัติต่อแผ่นดิน พืชพันธุ์ ที่ผ่านมายังไม่มีใครมีบารมีพอนำพา คนที่เชื่อ แตกต่าง ให้ไปสู่ความสงบสุขได้&amp;quot;
ช็อกฝ่ายอนุรักษนิยม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามถึงวันข้างหน้าอาจเกิดรัฐบาลแห่งชาติ นายวิภูมิแถลงกล่าวว่า แม้รัฐบาลแห่งชาติจะไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน แต่ก็อาจเกิดขึ้นโดยออโตเมติก กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ แต่ถ้าทุกคนมีความรู้สึกร่วม มีคนมีเมตตาธรรม ที่จะพาประเทศไปสู่ความสงบสุข คงไม่มีใครคัดค้าน ถ้าท่านได้เป็นนายกฯ จริง เป็นผู้ที่ตบะพรตได้ บารมีถึง เมตตาธรรมถึง คงไม่มีใครคัดค้าน เพราะจะมาเยียวยาประเทศได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษา นปช. โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กแฟนเพจ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ หัวข้อ &amp;nbsp;&amp;quot;สภาวะใหม่ทางการเมืองไทย&amp;quot; ระบุว่า เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ &amp;quot;ช็อก&amp;quot; สำหรับคนจำนวนหนึ่ง แต่ในความเป็นจริง ถ้าเข้าใจประวัติศาสตร์ คนในส่วนราชวงศ์จำนวนหนึ่งก็เคยเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง หลังจากที่เรามีความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ สายอนุรักษนิยม อำนาจนิยม กับสายเสรีนิยมและการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นม็อบของ &amp;quot;สนธิ ลิ้มทองกุล&amp;quot; ที่ตั้งแต่ต้นในการต่อต้าน &amp;quot;ดร.ทักษิณ ชินวัตร&amp;quot; ก็จะเริ่มด้วยปัญหาความไม่จงรักภักดี มาบัดนี้เมื่อทูลกระหม่อมฯ ซึ่งท่านเป็นราชวงศ์ชั้นสูงมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในนาม ทษช. ซึ่งเป็นพรรคเกิดใหม่ กลายเป็นอะไรที่เรียกว่า &amp;quot;ฟ้าถล่มดินทลาย&amp;quot; จึงช็อกฝ่ายอนุรักษนิยมที่เกลียดชัง ดร.ทักษิณ ต้องการกำจัดไปให้พ้นเส้นทางการเมืองไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ปรึกษา นปช.กล่าวอีกว่า ในอดีตคนที่อยู่ในบรรดาศักดิ์ อยู่ในราชวงศ์ เป็นชนชั้นนำที่มีทัศนะก้าวหน้า เคยร่วมมือกับคณะราษฎรในการเมืองการปกครองก็มี เท่าที่นึกขึ้นได้คนแรกก็คือ &amp;quot;ท่านชิ้น&amp;quot; ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ (ท่านมีศักดิ์เป็นหลานของพระเจ้าแผ่นดิน) อีกคนคือ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ถ้ามองไปในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัมพูชาจะพบว่าพระเจ้านโรดม สีหนุ มีบทบาทสำคัญมากในลักษณะที่ก้าวหน้าทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประชาชนก็ต้องให้โอกาส เพราะพระองค์ท่านก็ต้องเสียสละ และการเมืองไทยนั้นโหดร้าย ฝ่ายที่มอง ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นปฏิปักษ์อย่างแรงกล้าก็ไม่สามารถเอาเรื่องของราชวงศ์หรือเรื่องของสถาบันมาอ้างได้อีกแล้ว สำหรับสายอนุรักษนิยม ถ้าเขาไม่มอง ดร.ทักษิณอย่างเกลียดชังเกินไป ก็อาจจะมองในแง่บวก ที่พระองค์ท่านต้องการปรองดอง ฝ่ายที่คิดก้าวหน้าและฝ่ายประชาธิปไตยจะคิดเหมือนกันทั้งหมดไหม ก็คงไม่ เช่น อ.ปิยบุตร พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งกล่าวว่าคนที่จะมาเป็นแคนดิเดตควรจะเป็น ส.ส. ด้วยกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นี่จึงเป็นการเล่นไพ่หรือยุทธวิธีในการที่ทำอย่างไรให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ปัญหาแรกคือเอาชนะการสืบทอดอำนาจของคณะทหาร ดังนั้นขณะนี้แคนดิเดตนายกฯ ที่น่าจับตาก็กลายเป็น พล.อ.ประยุทธ์กับทูลกระหม่อมฯ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นคู่แข่งไหม นางธิดากล่าวว่า ไม่น่าจะใช่ การเอาชนะทางเลือกตั้งนั้นไม่พอ ต่อให้มีเกิน 250 ต่อให้มี 376 ก็ถูกจัดการได้โดย 250 ส.ว. โดยกลไกรัฐ ตรงนี้ทำให้เข้าใจในสิ่งที่ทษช.ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่ายิ่งกว่าเหยียบเมฆ ที่สำคัญ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะได้เกิน 25 ที่นั่งไหม ทษช.จะได้เกิน 25 ที่นั่งไหม มองแล้วโอกาสที่ทูลกระหม่อมฯ จะเป็นนายกฯ ประเทศไทยนั้นมีสูงมาก ใครจะมาร่วมด้วยถ้าพรรคอนาคตใหม่ไม่เอาด้วย คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เข้าใจในวิธีคิด แต่บางครั้งในการต่อสู้ต้องเป็นขั้นตอน มีกลยุทธ์ในแต่ละเวลา ซึ่งไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างในนิทาน &amp;quot;กระต่ายปัญญาดี...ต้องมีหลายโพรง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;และนี่เขาเรียกว่า &amp;quot;สภาวะใหม่ทางการเมืองไทย&amp;quot; ซึ่งมีกลยุทธ์ของฝ่ายที่ถูกกระทำทางการเมือง สามารถที่จะใช้อาวุธสำคัญของฝ่ายอนุรักษนิยมคือทำให้อาวุธนั้นใช้ไม่ได้ นั่นคือปัญหาที่ฝ่ายอนุรักษนิยม &amp;quot;โหน&amp;quot; สถาบันอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายไม่ว่าใครจะอยู่ในชนชั้นไหน ไพร่ก็ล้าหลังได้ เจ้าก็ก้าวหน้าได้ แต่คนที่กบฏต่อชนชั้นตัวเองก็มีนะคะ อย่าคิดว่าไพร่ทุกคนก้าวหน้า ถ้าไพร่ทุกคนก้าวหน้า ประเทศไทยไม่มาถึงขั้นนี้ และอย่าคิดว่าปัญญาชนทุกคนก้าวหน้า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นอย่างไร&amp;quot; นางธิดา กล่าว
ต้องถูกอภิปรายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อาคารไทยซัมมิท พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นำโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคฯ ร่วมแถลงจุดยืนของพรรค โดยนายปิยบุตรกล่าวว่า 1.ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากทั้งตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้า คสช. เพราะการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ในขณะจัดการเลือกตั้งทั่วไปไม่สามารถเทียบได้กับบรรทัดฐานสากล เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับ คสช.ยังคงอนุญาตให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจจำกัด และหัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจเผด็จการตามมาตรา 44 มีอำนาจแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา เป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อน และส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถดำเนินไปได้โดยเสรีและเป็นธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.พรรคอนาคตใหม่ยืนยันเสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่หนึ่งของพรรคเป็นนายกฯ และยืนยันในข้อเสนอ 3 ข้อ ได้แก่ (1) หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. (2) แก้รัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ และ (3) ลบล้างผลพวงรัฐประหาร เชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยจะเป็นไปได้ก็ด้วยแนวทางที่มั่นคงในหลักการประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องถูกรวมเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจ การตกลงรอมชอมกันเองระหว่างชนชั้นนำไม่สามารถแก้ไขได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.พรรคการเมืองที่ยืนหยัดกับหลักการประชาธิปไตย จะต้องยึดถือหลักการ &amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.&amp;rdquo; หลักการดังกล่าวคือ มรดกของเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นผลพวงจากการต่อสู้ของประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย เราต้องแลกเลือดเนื้อชีวิตของประชาชนไปจำนวนมาก กว่าประเทศไทยจะสถาปนาหลักการ &amp;ldquo;นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.&amp;rdquo; ลงไปในรัฐธรรมนูญ 2540 ก่อนจะถูกฉีกโดยการรัฐประหาร 2549
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องดำเนินไปอย่างเสรี เป็นธรรม และแข่งขันกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียม บุคคล สื่อมวลชน ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมืองทุกพรรคต้องมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคขัดขวางในทางกฎหมายและในทางประเพณีค่านิยม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.พรรคอนาคตใหม่พร้อมเป็นรัฐบาล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมเป็นนายกฯ แต่หากเกิดกรณีจัดตั้ง &amp;ldquo;รัฐบาลแห่งชาติ&amp;rdquo; ที่รวบรวมทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน ก็พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาจำเป็นต้องมีฝ่ายค้านที่คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ประชาชนไม่จำเป็นต้องเลือกอยู่ระหว่างการเมืองแบบเผด็จการทหารกับการเมืองแบบเก่า แต่การเมืองแบบใหม่เป็นไปได้&amp;rdquo; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ ทษช.และ พปชร.ได้คะแนนเสียงสูสีกัน อนค.จะร่วมงานกับฝ่ายใด นายปิยบุตรกล่าวว่า เรายืนยันจุดยืน 3 ข้อหลัก เป็นปัจจัยที่จะตัดสินใจว่าเราจะร่วมงานกับใครหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ถือว่าเป็นการทำให้เกิดความไม่เสมอภาคในการแข่งขันหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า การแข่งขันครั้งนี้ต้องเป็นธรรม มีความเสมอภาคเท่าเทียม บุคคลใดที่เสนอตัวเข้ามาสู่แวดวงการเมืองแล้ว จะต้องถูกการอภิปรายโต้แย้งถกเถียง เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นที่น่ายินดีที่ทูลกระหม่อมฯ เขียนในอินสตาแกรมว่าท่านไม่นิยมชมชอบในเรื่องระบบอภิสิทธิ์ แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม แคนดิเดตนายกฯ ทุกคน ต้องถูกอภิปรายหรือโต้แย้ง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เพราะเข้าสู่การแข่งขันในระบอบประชาธิปไตยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนาธรกล่าวว่า &amp;nbsp;สิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการเมืองไทย มันเปิดโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ของประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเซตซีโร สีเสื้อทางการเมืองที่ผ่านมาในอดีตไม่สามารถใช้อธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยได้อีก นี่คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนเลือกข้างทางการเมืองใหม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า พร้อมจะร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า ถ้าตัดชื่อพรรค ชื่อคนออกไป เอาจุดยืนทางการเมืองของพรรคเราเป็นตัวตั้ง ถ้าพรรคไหนเอาด้วย เราพร้อมร่วมงานด้วย ตนไม่อาจทราบได้ว่ามีการเจรจาอะไรหรือไม่ แต่เรายืนยันว่านับแต่มีการตั้งพรรคมา ทาง อนค.ไม่เคยมีการเจรจาต่อรองใดๆ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายทักษิณ ชินวัตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามอีกว่า ชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของ ทษช.จะทำให้กระบวนการหาเสียงอยู่ในความอึดอัดหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า สิ่งที่เราอยากเห็นคือแคนดิเดตนายกฯได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทุกคน ทุกคนควรเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมายและประชาชน.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28651</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ, หนังสือพิมพ์, หวั่นมีรัฐประหารอีก, แกนนำเสื้อแดงพับเพียบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190208/image_big_5c5d8b3966805.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2019 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การกระทำที่มิบังควร ร.10มีพระบรมราชโองการ‘ราชวงศ์’ห้ามยุ่งการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยรักษาชาติสร้างปรากฏการณ์ตะลึง! ทั้งประเทศ เสนอนาม &amp;quot;อุบลรัตนฯ&amp;quot; เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ขณะที่ทูลกระหม่อมฯ โพสต์ไอจี ขอบคุณความสนับสนุนจากคนไทย และชี้แจงความตั้งใจและเสียสละ &amp;quot;ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว&amp;quot; &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; ยืน กกต.วินิจฉัยทันควัน ทษช.ทำผิดระเบียบ ขณะที่ &amp;quot;แก้วสรร&amp;quot; แนะชี้แจงให้ชัด เพราะในทางสังคมทางสายเลือดนั้นลาออกกันไม่ได้ ด้านพปชร.เสนอ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ยันเหมาะเป็นผู้นำในสถานการณ์ปัจจุบัน เจ้าตัวยอมรับตัดสินใจไม่ง่าย แต่พร้อมเป็นผู้นำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกรัฐมนตรี ของพรรคชื่อเดียว ท่ามกลางกองทัพผู้สื่อข่าวนับร้อยคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะของพรรคไทยรักษาชาติ นำโดย ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรค เดินทางมายังสำนักงาน กกต. ในเวลา 08.45 น. เมื่อเข้ามาถึงได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก่อนจะเดินไปตั้งแถวหน้ากระดานที่ลานอเนกประสงค์เพื่อถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน จากนั้นตรงเข้าไปลงทะเบียนเพื่อยื่นบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรค ทษช. ตามฤกษ์ 09.10 น. โดยเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ร.ท.ปรีชาพลแถลงว่า คณะกรรมการบริหารพรรคได้ประชุมกัน และมีมติเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นนายกฯ ของพรรค ซึ่งกรรมการบริหารพรรคเห็นพ้องต้องกันว่าทูลกระหม่อมฯ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นชื่อที่มีความเหมาะสมที่สุด &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากนั้นจึงได้ติดต่อและประสาน โดยทูลกระหม่อมฯ ได้มีพระเมตตาตอบรับและยินยอมให้พวกเราเสนอชื่อท่าน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบเป็นนายกฯ ในนามพรรคไทยรักษาชาติ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ท่านจะมาช่วยหาเสียงหรือไม่ ร.ท.ปรีชาพลตอบว่า พวกเรามีนโยบายและแผนงานหาเสียงอยู่แล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับท่าน ต้องรอให้มีพระเมตตา หลังจาก กกต.ได้พิจารณาและตรวจสอบคุณสมบัติบัญชีรายนายกฯ อย่างเป็นทางการแล้ว จากนั้นจะได้แถลงอย่างเป็นทางการในรายละเอียดว่าท่านจะได้มาช่วยหรือไม่อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่าป้ายหาเสียงจะมีรูปท่านคู่กับผู้สมัครหรือไม่ หัวหน้าพรรค ทษช.ตอบว่า ตรงนี้เป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ถ้าบอกว่าเป็นรัฐบาลแห่งชาติก็คงไม่ใช่ เป็นเรื่องของการเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งให้พี่น้องประชาชนได้ใช้สิทธิใช้เสียง ทุกอย่างเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ทุกอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซักว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการชิงเพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ร.ท.ปรีชาพลปฏิเสธว่าอาจเร็วไปที่จะบอกว่าพรรคจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการลงคะแนนเสียงของประชาชน และจะต้องมีการหารือกับพรรคที่มีแนวคิดเดียวกัน ซึ่ง ทษช.มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเราสนับสนุนเรื่องของประชาธิปไตย และทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นการสืบทอดอำนาจ ฉะนั้นคงได้มีการพูดคุยกันกับพรรคที่มีแนวคิดเดียวกันต่อไปหลังผลการเลือกตั้งออกมา&amp;nbsp;
อ้างไม่ได้เป็นคนร่าง รธน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสเรียกร้องให้พรรคเสนอชื่อผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ &amp;nbsp;ร.ท.ปรีชาพลกล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เราไม่ได้เป็นคนร่าง แต่ต้องเข้ามาเป็นผู้เล่นในกฎหมายที่เราไม่ได้ร่าง ฉะนั้นสิ่งที่เราดำเนินการยืนยันว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกประการ เราเป็นฝ่ายประชาธิปไตย กฎกติกาเป็นอย่างไร เราพร้อมปฏิบัติตาม เมื่อผู้เกี่ยวข้องเสนอกฎหมายมาแบบนี้ เราก็ยื่นและเสนอตามขั้นตอนทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่ากฎหมายระบุห้ามนำสถาบันฯ มาใช้หาเสียงเลือกตั้ง ร.ท.ปรีชาพลแจงว่า เป็นหน้าที่ กกต.จะพิจารณา ทษช.หารือข้อกฎหมายแล้วไม่มีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ พรรคไทยรักษาชาติได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ได้ลาออกจากการดำรงฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ในฐานะสมเด็จเจ้าฟ้า ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2515 ทำให้สถานะทางกฎหมายของท่านเป็นสามัญชนตั้งแต่บัดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คุณสมบัติของผู้ที่จะอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 88 และ 89 กำหนดให้ต้องมีหนังสือยินยอมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ โดยมีรายละเอียดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ซึ่งทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ได้มีหนังสือตอบรับมายังพรรคไทยรักษาชาติตามเอกสารแนบ ซึ่งได้ยื่นต่อ กกต.ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.กรณีผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ฝ่ายกฎหมายของพรรคฯ &amp;nbsp;ทำการตรวจสอบและยืนยันว่า ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ มหิดล ไม่ได้ขาดคุณสมบัติจากกรณีดังกล่าวตามคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 ระบุว่าการไม่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นข้อห้ามของรัฐธรรมนูญในอดีต แต่รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ยกเลิก ห้ามเพียงต้องไม่เคยเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ โพสต์ไอจีส่วนพระองค์ระบุว่า &amp;quot;ขอขอบคุณสำหรับความรัก และทุกกำลังใจ และความสนับสนุนจากพวกเราคนไทยทุกคน ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งที่สุด และอยากบอกว่าอยากเห็นพวกเราได้มีโอกาส มีสิทธิ์ที่จะมีโอกาส และมีความสุขในประเทศของเรา และขอชี้แจงว่า ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว ดิฉันจึงขอใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสามัญชนภายใต้รัฐธรรมนูญกฎหมาย และข้าพเจ้ายินยอมให้พรรคไทยรักษาชาติ ใช้ชื่อเพื่อเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงการแสดงสิทธิ เสรีภาพ และความไม่มีอภิสิทธิ์ใดๆ เหนือปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หากแต่การกระทำครั้งนี้ข้าพเจ้าได้กระทำด้วยความจริงใจและความตั้งใจเสียสละในการขอโอกาสนำไปประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุ๊งอิ๊งให้กำลังใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ได้โพสต์คอมเมนต์ถึงทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ว่า &amp;quot;ขอเป็นกำลังใจเล็กๆ ในทุกๆ เรื่อง ให้ทูลกระหม่อมตลอดไปเพคะ&amp;quot; ซึ่งทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ ได้ทรงตอบ น.ส.แพทองธารว่า &amp;quot;ขอบใจมากอิ๊งสำหรับกำลังใจที่ให้มาตลอด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายณัฐฏ์ เล่าสีห์สวกุล รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ว่าคุณสมบัติของผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกฯ กกต.ยังเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า กกต.มีอำนาจพิจารณาหรือไม่ หรือมีอำนาจเพียงประกาศรายชื่อตามที่พรรคเสนอมา แต่เบื้องต้นเท่าที่อ่านกฎหมาย น่าจะมีอำนาจแค่ประกาศ แต่ทั้งนี้ทางสำนักงานกำลังศึกษาข้อกฎหมายทั้งหมด และจะเสนอต่อที่ประชุม กกต.พิจารณาในสัปดาห์หน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า พรรคไทยรักษาชาติสามารถนำรูปแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคขึ้นป้ายหาเสียงได้เลยหรือไม่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ตอบว่า ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. 2561 ข้อ 17 กำหนดไว้ว่า ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองหรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น กกต.คงต้องพิจารณาก่อน &amp;nbsp;และถ้าจะให้ดี ทุกพรรคควรรอการประกาศรับรองจากกกต.ในวันที่ 15 ก.พ.ก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายแก้วสรร อติโพธิ เผยแพร่บทความเรื่อง &amp;quot;ทูลกระหม่อมนายกรัฐมนตรี!&amp;quot; ผ่านไทยโพสต์ออนไลน์ โดยมีเนื้อหาระบุว่า ทั้งพรรคไทยรักษาชาติและตัวทูลกระหม่อมเอง มีสิทธิได้อยู่แล้ว แต่ในทางรัฐธรรมนูญนั้น ต้องมีการทำให้เป็นที่กระจ่างโดยด่วนที่สุด ว่าเป็นการตัดสินใจส่วนตัวและส่วนพรรคจริงๆ ไม่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์เลย ไม่ว่าในทางใด โดยการให้ข้อมูลของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แล้วปฏิบัติกันเสียให้ชัดเจนว่า ต่อไปนี้ ทูลกระหม่อมท่านได้พ้นจากความเกี่ยวข้องกับสถาบันโดยชัดเจน สิ้นเชิงแล้ว จะดีจะชั่ว อย่างไรก็ให้ตกที่ตัวท่านเองทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางสังคม ทางสายเลือดนั้น ลาออกกันไม่ได้ ต้องชี้แจงกันให้ชัดจริงๆ ว่าตัดสินใจลงมาสู่วังวนแห่งอำนาจโดยขาดจากบารมีใดๆ ทั้งปวงจริงๆ &amp;nbsp;เรายังเป็นคนไทย เป็นพสกนิกรอยู่ ถ้ายังไม่ขาด ยังไม่อนุญาตจริงๆ ก็ยังไม่บังควรครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปประเทศ (ปชช.) เข้ายื่นหนังสือถึงนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ขอให้ กกต.พิจารณาและวินิจฉัยการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ ว่าเข้าข่ายขัดต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้าม ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หมวด 4 &amp;nbsp;ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17&amp;nbsp;
เจ้าฟ้าชั้นทูลกระหม่อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า ได้ทราบข่าวจากสื่อสาธารณะว่า ทษช. โดยกรรมการบริหารพรรคมีมติเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค แม้ว่าทูลกระหม่อมฯ จะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แล้วตั้งแต่ปี 2515 แต่ทูลกระหม่อมฯ &amp;nbsp;ทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นทูลกระหม่อม ดังนั้นจึงทรงเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ ทษช.ได้ยื่นเสนอพระนามในบัญชีนายกรัฐมนตรี ย่อมต้องมีการนำพระนามของทูลกระหม่อมฯ ไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคอันเป็นการเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หมวด 4 &amp;nbsp;ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า ก่อนหน้าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 6/2543 กรณีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขอบเขตของการบังคับใช้เกี่ยวกับหน้าที่ของบุคคลที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยในคำวินิจฉัยดังกล่าวมีข้อสรุปเพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ บทดังกล่าวไม่ใช้บังคับกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือจากการแต่งตั้ง ย่อมดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องของฐานันดรศักดิ์ แต่เป็นเรื่องฐานะโดยกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงสอดรับกับคำร้องที่ตนนำมายื่นต่อประธาน กกต. จึงเห็นว่าประธาน กกต.ควรรับไว้วินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเคลื่อนไหวอีกด้าน หลังพรรคไทยรักษาชาติเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งถือเป็นคู่แข่งทางการเมือง ได้ส่งสารจากนายกรัฐมนตรี มีใจความว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอขอบคุณพรรคพลังประชารัฐที่ได้ให้เกียรติเชิญผมเข้าอยู่ในบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ ผมได้พิจารณาไตร่ตรอง และทบทวนอย่างรอบคอบแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของประเทศ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ผมจะเป็นทหารมาตลอดชีวิต แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย และผมมีความมั่นใจ ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะสามารถร่วมมือร่วมใจกับพี่น้องประชาชน นำพาประเทศของเรา ก้าวไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างมีความสงบสุข มีความสามัคคี ไม่มีความขัดแย้งในสังคมอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;ตอบรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผมจึงขอตอบรับการเชิญโดยยินยอมให้พรรคพลังประชารัฐเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ผมขอยืนยันว่า ผมมิได้มุ่งหวังจะสืบทอดอำนาจใดๆ เพียงแต่มุ่งหวังถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวมเป็นสำคัญอย่างแท้จริง โดยจะเร่งบริหารและพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมมีความคาดหวังว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ เราจะได้รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล ไม่มีการใช้วัฒนธรรมการเมืองเดิมๆ ที่มีการต่อรองผลประโยชน์หรือตำแหน่งเพื่อกลุ่มของตนเอง เพื่อให้ได้คนดี มีความสามารถมาบริหารราชการ โดยทุกคนต้องเสียสละทำงานเพื่อส่วนรวมเท่านั้น ทั้งนี้ ผมพร้อมจะร่วมมือทำงานกับทุกพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์และจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่พรรคพลังประชารัฐ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นำคณะกรรมการบริหารและสมาชิกพรรค และผู้สมัคร ส.ส. ขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางไปยื่นบัญชีเสนอชื่อนายกฯ ที่สำนักงาน กกต. หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้มีสารแสดงเจตจำนงตอบรับการถูกเสนอชื่อในบัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตมได้พูดคุยทักทายกับสมาชิกถามว่า &amp;quot;สู้มั้ย&amp;quot; โดยนายอุตตมและสมาชิกก็ได้ยกแขนชูกำปั้นพร้อมกับระบุว่า &amp;quot;สู้ๆ&amp;quot; ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวว่า ไม่ขอออกความเห็นกรณีพรรคไทยรักษาชาติ เราขอทำหน้าที่ของเรา ทุกพรรคมีสิทธิที่จะนำเสนอว่าที่นายกฯ ให้กับประชาชน เราแค่เสนอรายชื่อตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราเดินหน้าให้พี่น้องประชาชนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วน พล.อ.ประยุทธ์จะช่วยพรรคหาเสียงอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่พรรคจะต้องหารือต่อไปว่าอะไรที่ท่านจะทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมายด้วย และหลังจากที่พรรค ทษช.ได้เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แล้ว ยังไม่ได้มีโอกาสคุยกันเลย เพราะท่านพึ่งจะตอบรับวันนี้ แต่จากนี้ทางพรรคก็จะมีโอกาสพูดคุยกันกับพล.อ.ประยุทธ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องความมั่นใจเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายอุตตมกล่าวว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งแผนงาน ทั้งความมุ่งมั่นของพรรค เหมือนเดิมทุกอย่าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคไม่เคยมีแผน 2 เรามั่นใจไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็สามารถจัดการกันได้ และเรายังมั่นใจว่าประชาชนคนไทยน่าจะให้การสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ความเห็นแตกต่างกันได้ แต่เราเชื่อว่าท่านเป็นคนที่เหมาะสมในสถานการณ์นี้ ที่ประเทศชาติต้องการผู้นำ ให้ประเทศก้าวข้ามจุดเปลี่ยนแปลงหักเหนี้ไปให้ได้&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พรรคพลังประชารัฐยังออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์มีความเหมาะสมที่สุดในการที่จะเป็นผู้นำรัฐบาลในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน ซึ่งต้องการความสงบสุข มีความสามัคคี ไม่มีความขัดแย้งในสังคม เพื่อการแก้ไขปัญหาให้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วิษณุ&amp;quot;เป็นใบ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้เห็นข่าวจากในโทรทัศน์แต่ไม่มีความเห็นอะไร เมื่อถามว่าหากดูเรื่องความเหมาะสม การที่พรรคการเมืองทำเช่นนี้ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่า ไม่ทราบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ในข้อกฎหมายเรื่องคุณสมบัติถือว่ามีอะไรขัดหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ขอไม่ตอบ คือไม่มีอะไรตอบ &amp;quot;ผมก็ดูโทรทัศน์เหมือนคุณ ผมไม่มีความเห็นทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงอะไรทั้งสิ้น ถ้าผมตอบได้ผมตอบแล้ว แต่ผมตอบไม่ได้ ผมเลยขอไม่ตอบ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า รู้สึกเซอร์ไพร์สกับบุคคลที่พรรคไทยรักษาชาติเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ นายวิษณุย้อนกล่าวกับสื่อมวลชนทันทีว่า คุณเซอร์ไพรส์ไหม พวกคุณเสนอข่าวกันมาตั้งสองสามวันแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า &amp;ldquo;ก็ประชาธิปไตย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. และผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ประชาชนเขาคงตัดสินใจในใจแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เขาต้องการให้ประเทศไทยเดินไปทิศทางไหน เราก็ต้องเคารพประชาชน พรรคของเราเป็นพรรคของคนธรรมดาสามัญชนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนและประเทศชาติ เพราะเราเชื่อมั่นว่าประชาชนจะต้องเลือกหนทางที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า จากเดิมที่ตั้งใจส่งหัวหน้าพรรค ก็ต้องขอเรียนให้ทราบว่าทางพรรคได้ตัดสินใจไม่ส่งหัวหน้าพรรคเป็นแคนดิเดตนายกฯ แล้วตามความเหมาะสม แต่ยืนยันส่งผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทยเผยว่า น่าจะเป็นทิศทางที่ดีสำหรับการเมืองไทย จะมาช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เนื่องจากไม่ว่าใครชนะเลือกตั้งก็คงไม่มีใครยอมใคร สังคมแตกแยก ถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ลดความขัดแย้งต่างๆ ลดเรื่องสีเสื้อ เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะทุกคนรักสถาบัน มาถึงตอนนี้คำว่ารัฐบาลแห่งชาติเริ่มมีโอกาสเป็นไปได้ กำหนดเวลาปีครึ่งถึงสองปี จากนั้นอาจจะยุบสภาให้ประชาชนไปว่ากันใหม่ในกติกาที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ แก้กติกาใหม่ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย คิดว่าผู้มีบารมีเท่านั้นที่จะทำได้ และเชื่อว่าทุกพรรคต้องยอม อาจจะไปแก้รัฐธรรมนูญ หรือทำอะไรที่เป็นสากลมากขึ้น เหมือนเป็นการนับหนึ่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฟซบุ๊ก &amp;quot;คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560&amp;quot; โพสต์ข้อความของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ระบุเนื้อหาเตือนสติว่าอย่าตระหนกในยามที่บ้านเมืองมีปัญหา แต่ให้ตั้งสติ และมองย้อนหาสาเหตุ ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันก็จะฝ่าฟันปัญหาไปได้ ข้อความของนายมีชัยระบุว่า อย่าตระหนก! ยามบ้านเมืองมีปัญหาอย่าตระหนก เก็บความอกสั่นหวั่นไหวเอาไว้ก่อน รักษาความเยือกเย็นเป็นสาคร ค่อยๆ ย้อนมองหาสาเหตุใด ตั้งสติดำริมั่นหันมาคิด พลังจิตทบทวนอย่างครวญใคร่ หากร่วมมือร่วมแรงและร่วมใจ ย่อมฝ่าฟันกันไปได้ทันการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงเวลา 22.40 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศ สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกและความอยู่ดีกินดีของประชาชนทรงปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม และนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย ภัยพิบัติ และภัยที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทรงบาบัดทุกข์บำรุงสุข และดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอย่างมิอาจประมาณได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเคารพรัก และเทิดทูนพระองค์เสมือนด้วยบิดา จึงทรงเป็น &amp;ldquo;พ่อแห่งแผ่นดิน&amp;rdquo; โดยแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งยังเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ แม้จะทรงกราบถวายบังคมลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้วตามกฎมณเฑียรบาล โดยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังทรงสถานะและดำรงพระองค์ในฐานะสมาชิกแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงเป็นที่รักใคร่ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ตลอดจนเป็นที่เคารพยกย่องของพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์และประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานด้วยทรงประกอบพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยในการดำรงพระองค์และการประกอบพระกรณียกิจต่าง ๆ นั้น ทรงปฏิบัติด้วยการถวายงานของข้าราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่าง ๆ ของหน่วยราชการในพระองค์ตลอดมา การนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์มาเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง ไม่ว่าจะโดยทางใดก็ตาม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อโบราณราชประเพณี ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของชาติถือเป็นการกระทำที่มิบังควรไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับรวมทั้งฉบับปัจจุบัน มีหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์เป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รองรับสถานะพิเศษของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมืองและทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ ซึ่งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมครอบคลุมถึงพระราชินีพระรัชทายาทและพระบรมราชวงศ์ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ ดังที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมกับพระองค์หรือแทนพระองค์อยู่เป็นนิจ ดังนั้นพระราชินีพระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยู่ในหลักการเกี่ยวกับการดำรงอยู่เหนือการเมือง และความเป็นกลางทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ด้วย และไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ ณ วันที่ 8 กุมภาพัน&amp;nbsp;พุทธศักราช 2562 เป็นปีที่ 4 ในรัชกาลปัจจุบัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28650</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิฉันได้ลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ และอยู่ในฐานะสามัญชนแล้ว, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ, พรรคไทยรักษาชาติ, ร.10, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190208/image_big_5c5d8b1bd11fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28619</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2019 14:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2019 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระอุ!&#039;ไพบูลย์&#039;ร้องกกต.วินิจฉัยให้&#039;ทษช.&#039;ระงับเสนอพระนามทูลกระหม่อมฯเป็นนายกฯบัญชีพรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;8 ก.พ.62 - เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายไพบูลย์&amp;nbsp; นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูปประเทศ (ปชช.) เข้ายื่นหนังสือถึงนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. ขอให้กกต.พิจารณาและวินิจฉัยการกระทำของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ว่าเข้าข่ายขัดต่อระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้าม&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 หมวด 4&amp;nbsp; ลักษณะต้องห้ามในการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 โดยระบุว่า ตนได้ทราบข่าวจากสื่อสาธารณะว่า ทษช.&amp;nbsp; โดยกรรมการบริหารพรรคมีมติเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี ในบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรค แม้ว่าทูลกระหม่อมฯจะทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แล้ว ตั้งแต่ปี 2515&amp;nbsp; แต่ทูลกระหม่อมฯ&amp;nbsp; ทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นทูลกระหม่อม ดังนั้นจึงทรงเป็นส่วนหนึ่ง ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามประเพณีการปกครองของประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข&amp;nbsp; การที่ ทษช.ได้ยื่นเสนอพระนามในบัญชีนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; ย่อมต้องมีการนำพระนามของทูลกระหม่อมฯไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคอันเป็นการเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561&amp;nbsp; หมวด 4&amp;nbsp; ลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้ง ข้อ 17 ห้ามผู้สมัคร พรรคการเมือง หรือ ผู้ใดนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้องกับการหาเสียงเลือกตั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้าศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 6/2543 กรณีขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขอบเขตของการบังคับใช้เกี่ยวกับหน้าที่ของบุคคลที่จะต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยในคำวินิจฉัยดังกล่าวมีข้อสรุปเพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ บทดังกล่าวไม่ใช้บังคับกับพระมหากษัตริย์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิดหรือจากการแต่งตั้ง&amp;nbsp; ย่อมดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องของฐานันดรศักดิ์ แต่เป็นเรื่องฐานะโดยกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นพระราชโอรสหรือพระราชธิดา&amp;nbsp; ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงสอดรับกับคำร้องที่ตนนำมายื่นต่อประธาน กกต. จึงเห็นว่าประธานกกต.ควรรับไว้วินิจฉัยโดยเร็ว เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;เมื่อถามว่าทูลกระหม่อมฯทรงลงนามยินยอมให้ทษช.เสนอชื่อเป็นแคนดิเดทนายกฯแล้ว นายไพบูลย์ กล่าวว่า ตนไม่ขอก้าวล่วงประเด็นดังกล่าว ตนมายื่นเรื่องให้ตรวจสอบพรรคทษช. ในประเด็นข้อกฎหมาย&amp;nbsp; ซึ่งมีปัญหาเข้าข่ายที่กกต.ควรรับไว้วินิจฉัย ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกกต.&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;ผมรีบเสนอความเห็นมายัง กกต. เพื่อพิจารณาและวินิจฉัยการกระทำของ ทษช. ว่าเข้าข่ายขัดต่อระเบียบ กกต.หรือไม่&amp;nbsp; หากมีปัญหาขัดต่อระเบียบดังกล่าว&amp;nbsp; ขอให้กกต. สั่งให้ ทษช. ระงับการเสนอพระนามฯ ในบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยไม่ประสงค์ให้มีการยุบพรรคทษช. โดยเฉพาะในช่วงใกล้มีการเลือกตั้งยิ่งไม่ต้องการให้พรรคใดถูกยุบ อีกทั้งส่วนตัวก็ไม่มีปัญหากับพรรค ทษช.&amp;nbsp; หัวหน้าพรรคกับผมก็เหมือนเป็นคนรุ่นหลาน การที่รีบยื่นคำร้องต่อกกต.ก็เพื่อไม่ให้ ทษช.ทำผิดมากขึ้นไปกว่านี้ แค่ต้องการให้ระงับการใช้พระนามเท่านั้น&amp;rdquo; นายไพบูลย์กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28619</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ, ไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190208/image_big_5c5d2a271d3b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
