<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2021 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การท่องเที่ยวโดยชุมชน  ‘ดอกผลจากการอนุรักษ์’  รูปธรรมที่ตันหยงโป จ.สตูล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สันหลังมังกร&amp;rdquo;&amp;nbsp; สุสานหอยล้านปีกลางทะเลอันดามันจุดขายที่ตันหยงโป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 &amp;nbsp;ประเทศไทยเป็นเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก&amp;nbsp; ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่าปีละ 32 ล้านคน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าประเทศประมาณปีละ 16 ล้านล้านบาท&amp;nbsp; แต่เมื่อต้องเจอกับพิษโควิด-19 รายได้จากการท่องเที่ยวแทบจะเป็นศูนย์&amp;nbsp; ธุรกิจการท่องเที่ยวจึงเหมือนกับคนไข้ในห้องไอซียู&amp;nbsp; ขณะที่ภาครัฐต้องงัดมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อสนับสนุนให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวเพื่อช่วยกันต่อลมหายใจให้กับธุรกิจท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในส่วนของชุมชนต่างๆ ที่มีการจัดการ &amp;lsquo;การท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;rsquo; แม้จะไม่ได้รับผลกระทบเหมือนกับธุรกิจเอกชนมากนัก&amp;nbsp; แต่ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ต่างก็ต้องปรับตัวเช่นกัน&amp;nbsp; ดังตัวอย่างที่ตำบลตันหยงโป&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; และเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชนอำเภอปะทิว&amp;nbsp; จ.ชุมพร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ตันหยงโป&amp;rsquo;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าเราไม่รักษาทะเล&amp;nbsp; อย่าหวังว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลตันหยงโป&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;nbsp; อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร&amp;nbsp; เป็นชุมชนประมงพื้นบ้านชายฝั่งทะเลอันดามัน&amp;nbsp; มีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกับเกาะลังกาวี&amp;nbsp; ประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp; สภาพตำบลมีลักษณะเป็นแหลมหรือ &amp;ldquo;ตันหยง&amp;rsquo;&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในภาษามลายู&amp;nbsp; ในสมัยก่อนมีต้นมะม่วงใหญ่หรือ &amp;ldquo;เปาฮฺ&amp;rdquo; (ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น &amp;ldquo;โป&amp;rdquo;) ขึ้นอยู่บริเวณหัวแหลม&amp;nbsp; เป็นหมุดหมายของเรือประมง&amp;nbsp; จึงเรียกแหลมนี้ว่า &amp;ldquo;ตันหยงโป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ปัจจุบันมี 3 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 3,000 คนเศษ&amp;nbsp; เกือบทั้งหมดเป็นชาวมุสลิม&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; จับปลา&amp;nbsp; ปูม้า&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย กั้ง&amp;nbsp; ทำกะปิ&amp;nbsp; ปลาเค็ม&amp;nbsp; ปลาแห้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อิดริส&amp;nbsp; อุเส็น อดีตกำนันตำบลตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลตันหยงโปในสมัยก่อนมีสัตว์น้ำต่างๆ ชุกชุม&amp;nbsp; เพราะมีป่าชายเลน&amp;nbsp; ป่าโกงกาง&amp;nbsp; หญ้าทะเล&amp;nbsp; แนวปะการัง&amp;nbsp; และสภาพท้องทะเลมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; สัตว์น้ำต่างๆ&amp;nbsp; จึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่&amp;nbsp; ก่อนปี 2537 สัตว์น้ำต่างๆ ถูกเรืออวนรุน-อวนลากต่างถิ่นเข้ามาจับปลาแบบทำลายล้าง&amp;nbsp; จับกันทั้งวันทั้งคืน&amp;nbsp; มีเรือที่เข้ามาทำประมงผิดกฎหมายประมาณ 200 ลำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรือประมงเหล่านี้จะใช้อวนตาถี่กวาดปลาเล็กปลาน้อย&amp;nbsp; กุ้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; กั้ง&amp;nbsp; ปะการัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ติดไปกับอวนจนเกือบหมดทะเล&amp;nbsp; แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่เข้มงวดกวดขัน&amp;nbsp; เรือประมงผิดกฎหมายจึงจับปลากันอย่างสบายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อิดริส&amp;nbsp; อุเส็น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงปี 2538&amp;nbsp; ตอนนั้นผมยังเป็นชาวบ้านธรรมดา&amp;nbsp; แต่มองเห็นปัญหา&amp;nbsp; จึงมาคิดว่าถ้าชาวบ้านไม่ร่วมกันปกป้องท้องทะเลหน้าบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งเป็นหม้อข้าวหม้อแกงของเราก็จะหมดไป&amp;nbsp; เพราะพวกเราเป็นชาวประมง&amp;nbsp; ไม่มีที่ดิน ไม่มีสวนยาง&amp;nbsp; มีแต่ทะเล&amp;nbsp; ถ้าเราไม่รักษาทะเล&amp;nbsp; อย่าหวังว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;nbsp; ผมจึงชวนแกนนำในชุมชน 4-5 คนมาช่วยกันออกเรือตรวจตราและประกาศห้ามเรือประมงผิดกฎหมายเข้ามาที่อ่าวตันหยงโป&amp;nbsp; เริ่มจากคนไม่กี่คน&amp;nbsp; ต่อมาชาวบ้านก็เข้ามาร่วมมากขึ้น&amp;nbsp; ผู้หญิงก็ออกมาด้วย&amp;nbsp; ช่วยกันออกเงินซื้อน้ำมันวิ่งเรือตรวจเอง&amp;nbsp; ใช้เวลา 3-4 ปีจึงเริ่มเห็นผล&amp;nbsp; พวกเรือประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; เมื่อเห็นว่าพวกเราเอาจริงก็ถอยไป&amp;nbsp; ไม่กล้าเข้ามาอีก&amp;rdquo; &amp;nbsp;อิดริสเล่าถึงการปกป้องทะเลหน้าบ้านซึ่งเป็นเสมือนธนาคารอาหารของชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเมื่ออิดริสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; หมู่ที่ 3 บ้านบากันเคย ( &amp;lsquo;บากัน&amp;rsquo; คือที่พัก &amp;lsquo;เคย&amp;rsquo; คือกะปิ &amp;nbsp;หมายถึงที่พักทำกะปิ) และเป็นกำนันตำบลตันหยงโปในเวลาต่อมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงทำให้การปกป้องท้องทะเลเข้มข้นขึ้น&amp;nbsp; เพราะมีอำนาจหน้าที่และกฎหมายรองรับ&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นผู้นำมือเปล่าเหมือนแต่ก่อน&amp;nbsp; มีการตั้งกฎ&amp;nbsp; กติกาของชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไม่จับสัตว์น้ำในรัศมี 300 เมตรจากชายฝั่ง&amp;nbsp; เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน&amp;nbsp; เมื่อได้ปลา ปู&amp;nbsp; กั้งตัวเล็กจะต้องปล่อยคืนทะเล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังห้ามทำลายป่าชายเลน&amp;nbsp; ป่าโกงกาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากตัดไม้มาใช้ประโยชน์ 1 ต้นจะต้องปลูกใหม่ 10 ต้น &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; เมื่อการดูแลท้องทะเลเห็นผล&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ จึงเริ่มเข้ามาสนับสนุนชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ให้เรือตรวจการณ์ที่มีความเร็วกว่าเรือประมงพื้นบ้านจำนวน 1 ลำเพื่อปกป้องท้องทะเล&amp;nbsp; รวมทั้งอิดริสในฐานะผู้นำยังขยายเครือข่ายจากแต่เดิมที่ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรเฉพาะที่บ้านบากันเคย&amp;nbsp; ได้ขยายผลและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลและอำเภออื่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิถีประมงพื้นบ้านจับปูได้ครั้งละ 1 ตัว&amp;nbsp; หากเป็นเรืออวนลากหรือประมงพาณิชย์จะกวาดทั้งทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ธนาคารกั้ง&amp;rsquo; แห่งแรกของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารกั้ง&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นที่บ้านบากันเคยในช่วงปี 2549 &amp;nbsp;โดยการนำของอิดริส&amp;nbsp; อุเส็น &amp;nbsp;ถือเป็นธนาคารกั้งแห่งแรกในประเทศไทย&amp;nbsp; ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดสงขลา-สตูล&amp;nbsp; โดยชาวชุมชนช่วยกันลงแรงนำไม้ไผ่และกระเบื้องมุงหลังคามาปักเป็นแนว 4 เหลี่ยมในทะเลชายฝั่งที่เป็นดินเลน&amp;nbsp; แล้วนำอวนมากั้นเป็นบ่อเลี้ยงกั้งริมทะเล&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อชาวประมงจับกั้งได้ก็จะนำมาฝากที่ธนาคารแห่งนี้&amp;nbsp; ส่วนกั้งตัวเล็กๆ ก็จะปล่อยคืนทะเล&amp;nbsp; โดยจะมีการจดบันทึกชื่อผู้ฝากและจำนวนกั้งที่ฝาก&amp;nbsp; รวมทั้งปล่อยพ่อพันธุ์&amp;nbsp; แม่พันธุ์กั้งลงในบ่อเพื่อให้ขยายพันธุ์&amp;nbsp; ใช้ปลาเล็กปลาน้อยเป็นอาหารกั้ง&amp;nbsp; แบ่งพื้นที่เพาะเลี้ยงตามขนาดของกั้ง&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; ไซส์ &amp;nbsp;A&amp;nbsp; B และ C &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยไซส์ A จะใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 2 เดือน&amp;nbsp; ไซส์ B ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน &amp;nbsp;และไซส์ C ประมาณ 6-7 เดือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อกั้งโตได้ขนาดผู้ฝากก็จะจับกั้งไปขาย&amp;nbsp; ราคาในช่วงนั้นประมาณกิโลกรัมละ 600-800 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ธนาคารกั้งดำเนินการได้ประมาณ 2 ปีก็ต้องยุติลง&amp;nbsp; เนื่องจากไม้ไผ่และกระเบื้องมุงหลังคาที่นำมาปักเป็นแนวได้รับความเสียหายจากลมมรสุมและคลื่นในทะเลที่ซัดใส่อยู่ตลอดเวลาทำให้บ่อกั้งพัง&amp;nbsp; การซ่อมแซมต้องใช้งบประมาณและกำลังคนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารกั้งเป็นเรื่องใหม่&amp;nbsp; ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน&amp;nbsp; เป้าหมายของเราจริงๆ ไม่ใช่ทำเพื่อธุรกิจ&amp;nbsp; แต่เราต้องการขยายพันธุ์กั้งให้มีจำนวนมากๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเป็นแหล่งเรียนรู้วงจรชีวิตของกั้ง&amp;nbsp; เพราะกั้งมีหลายชนิด&amp;nbsp; บางชนิดอาศัยอยู่ในทะเลลึก&amp;nbsp; บางชนิดอาศัยอยู่ในรูโคลน&amp;nbsp; และมีการหากินไม่เหมือนกัน&amp;nbsp; เราก็ต้องศึกษาเรียนรู้ต่อไป&amp;nbsp; และถึงแม้เราจะไม่มีธนาคารกั้ง&amp;nbsp; แต่หากเรามีจิตสำนึก&amp;nbsp; ไม่จับกั้งตัวเล็ก&amp;nbsp; ปล่อยให้กั้งได้เติบโตตามธรรมชาติ&amp;nbsp; ก็เหมือนกับธนาคาร&amp;nbsp; ถ้าเราถอนเงินอย่างเดียว&amp;nbsp; เงินก็จะหมดไป&amp;nbsp; เราจึงต้องฝากด้วย&amp;nbsp; ทะเลก็เหมือนกัน&amp;nbsp; ถ้าเราช่วยกันดูแล&amp;nbsp; ทะเลก็จะสมบูรณ์&amp;nbsp; เป็นธนาคารที่ทุกคนมาเบิกได้&amp;nbsp; แต่ก็จะต้องฝากด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผู้ก่อตั้งธนาคารกั้งกล่าวย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;การ &amp;lsquo;ย่ำกั้ง&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จับ&amp;lsquo;กั้งตั๊กแตน&amp;rsquo; ในเลนโคลนที่เด็กชายชาวเลจับด้วยมือเปล่า&amp;nbsp; ทำรายได้วันละกว่า 1 พันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งธนาคารปูม้า&amp;nbsp; เพื่อนำแม่ปูไข่ที่จับได้มาเพาะเลี้ยงให้ไข่โตเต็มที่&amp;nbsp; ตัวหนึ่งจะมีไข่ตั้งแต่ 200,000-2,000,000 ฟอง (ตามขนาดของปู) แล้วนำปูวัยอ่อนปล่อยคืนสู่ทะเล&amp;nbsp; (อัตรารอดต่ำสุดประมาณ 2 %)&amp;nbsp; เพื่อให้ลูกปูม้าเจริญเติบโต&amp;nbsp; เป็นแหล่งอาหาร&amp;nbsp; แหล่งรายได้หมุนเวียนของชาวประมงตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมทั้งยังปล่อยพันธุ์กุ้ง&amp;nbsp; ปลากะพง&amp;nbsp; ปีละ 2 ครั้ง&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไม่ใช้เงินลงหุ้น&amp;nbsp; แต่ใช้แรงงานแทนเงิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการจัดตั้งธนาคารกั้งแห่งแรกในประเทศไทยในปี 2549 &amp;nbsp;จึงทำให้มีกลุ่มองค์กรและผู้นำชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศเดินทางมาศึกษาดูงานธนาคารกั้งที่บ้านบากันเคยเป็นจำนวนมาก&amp;nbsp; อิดริสจึงมีแนวคิดจัดทำที่พักรองรับผู้ที่มาศึกษาดูงานแห่งนี้&amp;nbsp; โดยไปศึกษาดูงานการจัดทำที่พักโฮมสเตย์ที่จังหวัดตราด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เริ่มทำที่พักริมทะเลบ้านบากันเคยในปี 2550&amp;nbsp; โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเบื้องต้นจากศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จำนวน 280,000 บาท&amp;nbsp; เพื่อก่อสร้างที่พักแบบง่ายๆ ใช้งบประมาณไม่มาก&amp;nbsp; ไม่ใช้วิธีการระดมเงินจากชาวบ้าน&amp;nbsp; แต่เน้นใช้การลงแรงจากชาวบ้านแทนการลงหุ้น&amp;nbsp; และต่อมาได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัดสตูลจำนวน 1 ล้านบาทเพื่อสร้างร้านอาหารและปรับปรุงที่พัก&amp;nbsp; จึงขยายไปสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยจัดตั้งเป็น &amp;lsquo;กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านบากันเคย&amp;nbsp; จังหวัดสตูล&amp;#39; มีที่พัก&amp;nbsp; อาหาร&amp;nbsp; และเรือนำนักท่องไปชมทะเลและวิถีชีวิตชาวประมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;รีสอร์ทชุมชนบ้านบากันเคย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่นี่เราจะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; เพราะหากใช้เงินลงหุ้น&amp;nbsp; คนที่ไม่มีเงินก็จะไม่ได้เป็นสมาชิก&amp;nbsp; เราจึงให้คนที่จะเป็นสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวฯ ใช้แรงทำงานให้แก่กลุ่ม&amp;nbsp; เมื่อครบ 100 ชั่วโมงจึงจะให้เข้าเป็นสมาชิก&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; คนที่จะเอาเรือมารับนักท่องเที่ยวจะต้องวิ่งเรือรับนักท่องเที่ยวให้กลุ่มฯ 100 ชั่วโมง&amp;nbsp; จากนั้นกลุ่มจะพิจารณาให้เข้าเป็นสมาชิก&amp;nbsp; เมื่อมีรายได้จะหักค่าเรือเข้ากลุ่มเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการเที่ยวละ 100 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp; อิดริสบอกและย้ำว่า&amp;nbsp; การใช้แรงงานเป็นหุ้นทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน&amp;nbsp; ส่วนการบริหารกลุ่มท่องเที่ยวฯ ผู้นำต้องมีความซื่อสัตย์&amp;nbsp; ทำงานด้วยความโปร่งใส&amp;nbsp; สมาชิกสามารถตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจและทุนชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในปี 2553 อิดริสจึงรวบรวมกลุ่มต่างๆ ในตำบลตันหยงโปจำนวน 35 กลุ่ม&amp;nbsp; จัดตั้ง &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบลบากันเคย&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp; (ตามพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;nbsp; มีรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีหน้าที่ส่งเสริมกิจการของสภาองค์กรชุมชนฯ ) เพื่อใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; เป็นเวทีประชุม&amp;nbsp; ปรึกษาหารือ&amp;nbsp; รวมทั้งวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและทุนชุมชนตำบล&amp;nbsp; มีการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงทุกๆ 5 ปี&amp;nbsp; มีแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพประมง&amp;nbsp; การแปรรูปอาหารทะเล&amp;nbsp; การท่องเที่ยวโดยชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;nbsp; กลุ่มฯ มีเป้าหมายจะพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน&amp;nbsp; เพราะจังหวัดสตูลมีชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลติดต่อกับประเทศมาเลเซีย&amp;nbsp; และอยู่ไม่ไกลจากบรูไนและสิงคโปร์&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียนิยมมาท่องเที่ยวและกินอาหารทะเลที่จังหวัดสตูล&amp;nbsp; เนื่องจากอาหารทะเลที่สตูลมีราคาถูกกว่าและอร่อยกว่า&amp;nbsp; แต่เมื่อเกิดปัญหาโควิด-19&amp;nbsp; แผนงานดังกล่าวจึงต้องระงับไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;อาหารทะเลจากกลุ่มแม่บ้านประมงอาสา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี&amp;nbsp; 2563 จนถึงปัจจุบัน (มีนาคม 2564) ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยจากทั่วภูมิภาคเดินทางมาท่องเที่ยวที่ตันหยงโป&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาใช้บริการท่องเที่ยว&amp;nbsp; ที่พัก&amp;nbsp; และกินอาหารทะเลที่บ้านบากันเคยเป็นปกติ&amp;nbsp; แต่จำนวนลดน้อยลง&amp;nbsp; ไม่คึกคักเหมือนในยามปกติ&amp;nbsp; แต่ก็ยังสร้างและกระจายรายได้ให้ชาวชุมชนอย่างทั่วถึง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยชุมชนมี Facebook &amp;nbsp;&amp;lsquo;รีสอร์ทชุมชนบ้านบากันเคย&amp;nbsp; ทะเลแหวกสันหลังมังกร&amp;nbsp; จ.สตูล&amp;rsquo; เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารกับนักท่องเที่ยว&amp;nbsp;&amp;nbsp; รีสอร์ทชุมชนมีที่พัก 7 ห้อง&amp;nbsp; ค่าที่พักห้องละ 800 บาทพร้อมอาหารเช้า&amp;nbsp; ห้องพักรวม 3 ห้อง (หัวละ 200 บาทพร้อมอาหารเช้า)&amp;nbsp; รับนักท่องเที่ยวได้พร้อมกัน 80 คน&amp;nbsp; ค่าเรือท่องเที่ยวลำละ&amp;nbsp; 2,000 บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าอาหารหัวละ 200 บาทขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บุหงา&amp;nbsp; อุเส็น&amp;nbsp; ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านประมงอาสาบ้านบากันเคย&amp;nbsp; บอกว่า&amp;nbsp; ตอนนี้ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวทุกวัน&amp;nbsp; วันละ 2-3 กลุ่ม&amp;nbsp; กลุ่มหนึ่งประมาณ 5-6 คนขึ้นไป&amp;nbsp; จนถึง 20-30 คน&amp;nbsp; บางกลุ่มมาจากกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จองห้องพักและอาหารล่วงหน้า&amp;nbsp; บางกลุ่มมาจากจังหวัดใกล้เคียง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ยะลา&amp;nbsp; สงขลา&amp;nbsp; บางกลุ่มไม่ได้เข้าพักแต่มากินอาหารทะเลและซื้อสินค้าจากกลุ่มแม่บ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กะปิ&amp;nbsp; ปลาแห้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; มันกั้ง ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อาหารทะเลที่ขึ้นชื่อของบากันเคยก็คือ&amp;nbsp; กั้งทะเลสดๆ ตัวใหญ่ๆ&amp;nbsp; จะเอามาทอดกระเทียมหรือยำก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีกุ้งแชบ๊วย&amp;nbsp; ปลาเก๋า&amp;nbsp; ปลาจาระเม็ด&amp;nbsp; หมึก&amp;nbsp; ปูม้า&amp;nbsp; ปูดำ&amp;nbsp; แล้วแต่นักท่องเที่ยวต้องการจะกินอะไร&amp;nbsp; หรือช่วงนั้นเรือประมงจับปลาอะไรได้&amp;nbsp; ค่าอาหารราคาต่อหัว 200 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ส่วนกลุ่มแม่บ้านที่มาช่วยงานก็จะมีรายได้ตอบแทน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; แม่ครัวจะได้ค่าแรง 50 บาทต่อนักท่องเที่ยว 1 คน&amp;nbsp; ถ้ามีนักท่องเที่ยวมากินอาหาร 10 คนก็จะได้ 500 บาท&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าลงเรือท่องเที่ยว 1 ลำ&amp;nbsp; ราคา 2,000 บาท&amp;nbsp; มีไกด์ 1 คน&amp;nbsp; เจ้าของเรือจะได้ 1,700 บาท&amp;nbsp; ไกด์จะได้ 300 บาท&amp;nbsp; คือถ้ามีนักท่องเที่ยวมา&amp;nbsp; รายได้ก็จะกระจายไปทั้งชุมชน&amp;nbsp; แม้แต่ตอนช่วงโควิด&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวที่เคยมา&amp;nbsp; แต่เมื่อมาไม่ได้ก็จะสั่งซื้ออาหารทะเลแห้ง&amp;nbsp; โดยเฉพาะกะปิขายดีมาก&amp;nbsp; กระปุกละ 60 บาท&amp;nbsp; ตอนนี้ส่งขายเดือนหนึ่งประมาณ 1,000 กระปุก&amp;nbsp; ต้องระดมกลุ่มแม่บ้านมาช่วยกันทำกะปิและปลาแห้งต่างๆ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานกลุ่มแม่บ้านฯ บอกถึงการปรับตัวรองรับสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไปก็คือ &amp;lsquo;ทะเลแหวกสันหลังมังกร&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะมีรายการทีวีและท่องเที่ยวต่างๆ นำออกไปเผยแพร่&amp;nbsp; มีลักษณะเป็นสันทรายที่ผุดขึ้นมากลางทะเลอันดามัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทอดตัวยาวเชื่อมระหว่างเกาะหัวมันกับเกาะสาม&amp;nbsp; มีความยาวประมาณ 4.5 กิโลเมตร&amp;nbsp; ความกว้างประมาณ 20 เมตร&amp;nbsp; ซึ่งเกิดจากซากหอยกาบงหรือหอยกะพง (คล้ายหอยแมลงภู่แต่ตัวเล็กกว่า&amp;nbsp; ทำอาหารได้หลายอย่าง) รวมทั้งซากหอยอื่นๆ&amp;nbsp; ทับถมกันจนกลายเป็นสุสานหอยล้านปี&amp;nbsp; นักท่องเที่ยวขึ้นไปเดินเล่นได้&amp;nbsp; และที่ผ่านมาเคยมีการจัดขี่จักรยานและวิ่งแหวกสันหลังมังกรมาแล้ว&amp;nbsp; เพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวนี้ให้เป็นที่รู้จัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;lsquo;สันหลังมังกร&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีหาดทรายดำ&amp;nbsp; นำทรายละเอียดสีดำคล้ายแป้งมาทำสปาพอกผิว&amp;nbsp; พอกใบหน้า&amp;nbsp; บำรุงผิวพรรณ&amp;nbsp; ดูวิถีชีวิตประมงพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การ &amp;lsquo;ย่ำกั้ง&amp;rsquo; หรือจับกั้งตั๊กแตนที่อาศัยอยู่ในดินโคลนกลางทะเลคล้ายกับการใช้ไม้กระดานไถหาหอยหลอด&amp;nbsp; แต่กั้งที่นี่จะอยู่ลึกในโคลน&amp;nbsp; นักย่ำกั้งจะดูรูกั้งว่าอยู่ตรงไหนแล้วใช้มือล้วงลงไปจับกั้ง&amp;nbsp; ราคาตามขนาด&amp;nbsp; ขนาดใหญ่ตัวยาวประมาณ 10 นิ้ว&amp;nbsp; (4 ตัวมีน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม) ราคากิโลกรัมละ 1,300 บาท&amp;nbsp; ตัวเล็กกิโลกรัมละ 300 บาท&amp;nbsp; ถ้ากั้งตัวเล็กเกินไปจะปล่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยว&amp;nbsp; โดยเรือท่องเที่ยว&amp;nbsp; จะแบ่งรายได้เข้ากลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนครั้งละ 100 บาท&amp;nbsp; ส่วนรายได้จากห้องพักเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะนำมาจัดสรรปันผลให้สมาชิก (มีสมาชิก 30 ราย)&amp;nbsp; 60 % , ค่าบริหารจัดการ&amp;nbsp; น้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้า ซ่อมแซมที่พัก&amp;nbsp; 20 %,&amp;nbsp; จัดการและดูแลสิ่งแวดล้อม 10 %&amp;nbsp; &amp;nbsp;และช่วยเหลือเด็กกำพร้า คนยากจน (ซะกาต) 10 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เสนอออกข้อบัญญัติตำบลเพื่อปกป้องท้องทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าชาวประมงตันหยงโปและชาวบ้านบากันเคยจะร่วมกันปกป้องท้องทะเลตั้งแต่ปี 2538&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันสภาพต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป&amp;nbsp; จำนวนเรือประมงเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 1,500 ลำ&amp;nbsp; เพิ่มเป็นประมาณ 3,000 ลำ&amp;nbsp; รวมทั้งมีเรือประมงพาณิชย์&amp;nbsp; และเรือประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; วางยาเบื่อปลา&amp;nbsp; ใช้เครื่องมือทำลายล้าง&amp;nbsp; กวาดสัตว์เล็กสัตว์น้อยไปหมด&amp;nbsp; ทำให้กั้ง&amp;nbsp; หอย&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; เคยที่ใช้ทำกะปิลดน้อยลง ฯลฯ ส่งผลกระทบต่อปากท้องของทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;วิถีประมงพื้นบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตันหยงโปมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สมบูรณ์&amp;nbsp; ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ของจังหวัดสตูล&amp;nbsp; ตอนนี้มีนักธุรกิจมากว้านซื้อที่ดินชายทะเลตันหยงโปเพื่อจะทำรีสอร์ทและร้านอาหาร&amp;nbsp; จากเดิมที่ไม่มีใครสนใจ&amp;nbsp; แต่ตอนนี้ที่ดินราคาขึ้นไปไร่ละ 2-3 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ขณะเดียวกันท้องทะเลก็กำลังได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำเสียในเมืองลงสู่ทะเล&amp;nbsp; น้ำเสียจากบ่อกุ้ง&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีทั้งสารเคมีและฟอร์มาลีน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งผลกระทบจากการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายจากเรือประมงต่างถิ่น&amp;nbsp; และการทำประมงที่เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านที่เคยไปทำงานที่มาเลเซียกลับมาจากปัญหาโควิด&amp;nbsp; จึงมาทำประมง&amp;nbsp; รวมทั้งคนที่มีครอบครัวขยายก็มาทำประมงเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; ตอนนี้ผมประมาณว่ามีเรือประมงที่หากินในอ่าวตันหยงโปประมาณ 3,000 ลำ&amp;nbsp; เพิ่มขึ้นจากหลายปีที่มีเรือประมาณ 1,500 ลำ&amp;nbsp; เรือเยอะขึ้น&amp;nbsp; แต่ทะเลเท่าเดิม&amp;nbsp; ปู&amp;nbsp; ปลา&amp;nbsp; กั้งจึงหาได้น้อยลง&amp;rdquo;&amp;nbsp; อิดริสบอกถึงสภาพท้องทะเลในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น&amp;nbsp; อิดริสบอกว่า&amp;nbsp; ตนในฐานะที่ปรึกษาสภาองค์กรชุมชนกำลังผลักดันให้มีการจัดทำ &amp;lsquo;ข้อบัญญัติตำบล&amp;rsquo;&amp;nbsp; โดยจะใช้เวทีประชุมสภาองค์กรชุมชนฯ จัดทำข้อเสนอให้ อบต.ตันหยงโปใช้อำนาจออกข้อบัญญัติตำบลขึ้นมา&amp;nbsp; เพื่อประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรในทะเล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; กำหนดเขตพื้นที่ใดให้ทำประมงชนิดใด&amp;nbsp; เขตใดห้ามทำประมง&amp;nbsp; ให้มีเรือตรวจการณ์&amp;nbsp; มีคนออกตรวจตราการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย&amp;nbsp; โดยใช้การประชาคมเพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นและลงมติ&amp;nbsp; เพื่อให้ข้อบัญญัติได้รับการยอมรับและตรงกับความต้องการของชาวบ้าน&amp;nbsp; ข้อบัญญัติจึงจะเกิดผลจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทะเลก็เหมือนกับธนาคารของเรา&amp;nbsp; ถ้าทุกคนมาเบิก&amp;nbsp; แต่ไม่ฝาก&amp;nbsp; ความอุดมสมบูรณ์ก็จะหมดไป&amp;nbsp; และหากเราไม่ช่วยกันรักษาทะเล&amp;nbsp; ก็อย่าหวังเลยว่าทะเลจะรักษาเรา&amp;rdquo; &amp;nbsp;อิดริสกล่าวย้ำท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชุมชนประมงอ่าวตันหยงโป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชนจัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97431</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สตูล, ตันหยงโป, ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวชุมชน, อนุรักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210327/image_big_605ea46640439.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2020 15:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2020 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ. – ททท.ผนึกกำลังส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 กันยายน 2563 นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมแถลงข่าวในงาน &amp;ldquo;พลังงานสร้างไทย กฟผ. สร้างพลังชุมชน&amp;rdquo; เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ณ อาคาร ท.103 กฟผ. สำนักงานใหญ่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง กฟผ. พร้อมเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะร่วมช่วยเหลือประชาชนภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;พลังงานสร้างไทย กฟผ. สร้าง พลังชุมชน&amp;rdquo; โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชนผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชุมชนรอบเขตเขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนจากการท่องเที่ยวและการจำหน่ายสินค้าชุมชน ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด และในปีนี้ กฟผ. จะจัดทริปนำร่องเส้นทางท่องเที่ยวใน 4 เส้นทาง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก, เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ ใน จ.กาญจนบุรี และโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา จ.นครราชสีมา ควบคู่กับการจัดหาช่องทางจำหน่ายสินค้าชุมชน ทั้งในส่วนของร้านค้าภายในเขตเขื่อน โรงไฟฟ้า การจัดตลาดนัดสินค้าชุมชนในพื้นที่ กฟผ. สำนักงานใหญ่ นำชุมชนร่วมจัดแสดงสินค้ากับเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงช่องทางออนไลน์ในกลุ่มบนเฟสบุ๊ก (Facebook) ที่มีชื่อว่า &amp;ldquo;ตลาดนัดเอนจี้ ของดีทั่วไทย&amp;rdquo; โดยมีจิตอาสา กฟผ. คอยดูแลช่วยเหลือชุมชนในการโพสต์สินค้าให้น่าสนใจ ช่องทางการจัดส่งสินค้า กฎหมายการค้าขายออนไลน์ จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นยอดขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจนการจัดเวที EGAT Guru Talk &amp;ldquo;ขายไฟแลบ&amp;rdquo; สอนเทคนิคการเพิ่มยอดขายในตลาดออนไลน์แก่ชุมชนต่าง ๆ โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญ อาทิ โค้ชหมี คุณเดชา วัฒนสุพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการ ขายออนไลน์ คุณปาณพล จันทรสุกรี ผู้ก่อตั้งจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส คุณสมศักดิ์ บุญคำ ผู้เชี่ยวชาญการตลาดด้านการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงการจ้างแรงงานงานในพื้นที่และสร้างมูลค่าเพิ่มต่อชุมชนผ่านร้านกาแฟคุณสายชลที่ตั้งอยู่ในเขตเขื่อน โรงไฟฟ้า พร้อมทั้งนำเมล็ดกาแฟของชุมชนรอบ กฟผ. และผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ มาจำหน่าย ซึ่งในวันนี้ยังเป็นวันแรกที่เปิดให้บริการร้านกาแฟคุณสายชล ณ กฟผ. สำนักงานใหญ่ อีกด้วย ทั้งนี้ คาดว่าการส่งเสริม การท่องเที่ยวรอบโรงไฟฟ้าและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ จะก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมของ &amp;ldquo;โครงการพลังงานสร้างไทย กฟผ. สร้างพลังชุมชน&amp;rdquo; ททท. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยว จะร่วมประชาสัมพันธ์โครงการ ฯ และกิจกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ด้าน กฟผ. ก็มีฐานทรัพยากรที่ทรงคุณค่ามากมาย สามารถนำมาสร้างสรรค์และส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม พร้อมยังสามารถกระจายประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่นใกล้เคียงบริเวณเขื่อนและโรงไฟฟ้า เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น การนำสินค้าที่เป็นศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว จะช่วยให้ชุมชนได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง นับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน โดย ททท. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมสร้างการรับรู้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในมิติการท่องเที่ยวชุมชนมากขึ้นอย่างยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพและพัฒนาสินค้าสินค้าท่องเที่ยวชุมชนให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย คาดว่าการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกันนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77049</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ททท., ท่องเที่ยวชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f59e32abec12.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2019 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2019 06:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนหนองโรงใช้แผนพัฒนาตำบลสร้างเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวชุมชน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:7.5pt; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ตำบลหนองโรง &amp;nbsp;อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่ประมาณ 95,931ไร่ &amp;nbsp;มี&amp;nbsp; 17 หมู่บ้าน&amp;nbsp; ประชากรประมาณ 6,600 คน&amp;nbsp; สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับเนิน&amp;nbsp; ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม&amp;nbsp; ปลูกมันสำปะหลัง&amp;nbsp; อ้อย&amp;nbsp; ข้าวโพด&amp;nbsp; ทำนา&amp;nbsp; ทำตาล &amp;nbsp;เลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; รับจ้างทั่วไป&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ในอดีตหนองโรงเคยเป็นเส้นทางเดินทัพสมัยสงครามไทย-พม่า&amp;nbsp; และในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นฐานลับของขบวนการเสรีไทย&amp;nbsp; นอกจากนี้ชาวหนองโรงยังมีประวัติในการต่อสู้ร่วมกันเพื่อรักษาผืนป่าที่เป็นแหล่งอาหารและแหล่งใช้สอยประโยชน์ของชุมชน&amp;nbsp; โดยเฉพาะผืนป่าบริเวณบ้านห้วยสะพาน&amp;nbsp; หมู่ที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกับเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองโรง&amp;nbsp; และร่วมกันฟื้นฟูสภาพป่าที่เคยเสื่อมโทรมจนกลับมาเขียวขจี&amp;nbsp; กลายเป็นแหล่งอาหารและสมุนไพรของชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;จากป่าเสื่อมโทรมสู่&amp;nbsp; 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัลลูกโลกสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สมพร&amp;nbsp; ปานโต&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; สมัยก่อนพื้นที่ป่าหนองโรงยังมีต้นไม้หนาแน่น&amp;nbsp; แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่&amp;nbsp; 2 มีการตัดไม้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างบ้าน&amp;nbsp; ทำรางรถไฟ&amp;nbsp; ส่งไม้ไผ่เข้าโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษ&amp;nbsp; เมื่อป่าหมดไป&amp;nbsp; ราวปี 2515&amp;nbsp; เป็นต้นมา&amp;nbsp; นายทุนจากต่างถิ่นได้เข้ามาจับจองพื้นที่และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกอ้อยและมันสำปะหลังเพื่อส่งขายโรงงาน&amp;nbsp; จนผืนป่าเหี้ยนเตียน&amp;nbsp; เกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำ&amp;nbsp; และแหล่งอาหารของชาวบ้าน&amp;nbsp; เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;จนถึงช่วงปี 2516-2517&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นช่วงประชาธิปไตยเฟื่องฟู&amp;nbsp; ชาวไร่&amp;nbsp; ชาวนาทั่วประเทศรวมกลุ่มกันเรียกร้องสิทธิต่างๆ&amp;nbsp; ชาวหนองโรงจึงได้รวมตัวกันทวงผืนป่าจากนายทุน&amp;nbsp; แต่ชาวบ้านกลับถูกลอบทำร้าย&amp;nbsp; จนต้องยกขบวนไปเรียกร้องต่อทางราชการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; จนประสบผลสำเร็จในปี 2517 &amp;nbsp;ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันรังวัดผืนป่าและทำแนวเขตป่า&amp;nbsp; ได้เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 1,008 ไร่&amp;nbsp; หลังจากนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันดูแลไม่ให้นายทุนบุกรุกป่า&amp;nbsp; แต่ก็ยังไม่ได้ฟื้นฟูป่าอย่างจริงจัง&amp;nbsp; เพราะสภาพป่ายังเสื่อมโทรม&amp;nbsp; ชาวบ้านใช้ประโยชน์โดยเอาวัวควายไปเลี้ยง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ประมาณปี&amp;nbsp; 2539&amp;nbsp; หน่วยงานจากกรมป่าไม้&amp;nbsp; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; ได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; เอากล้าไม้มาให้ปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพป่า&amp;nbsp; จัดอบรมให้ชาวบ้านมีความรู้ในการดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ทำแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ร่วมกันกำหนดระเบียบในการใช้พื้นที่ป่า &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ห้ามล่าสัตว์ &amp;nbsp;ห้ามขุดแย้ &amp;nbsp;ห้ามขุดบึ้ง &amp;nbsp;ห้ามตัดไม้ &amp;nbsp;ห้ามตีผึ้ง &amp;nbsp;เป็นต้น &amp;nbsp;แต่ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เก็บผักหวาน &amp;nbsp;มะขาวป้อม &amp;nbsp;ตะคร้อ &amp;nbsp;หรือพืชยาสมุนไพร รวมทั้งเก็บหน่อไม้และเห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดโคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;หลายปีผ่านไป&amp;nbsp; ป่าจึงเริ่มฟื้นตัว&amp;nbsp; พืช&amp;nbsp; ผัก&amp;nbsp; เห็ด&amp;nbsp; และสมุนไพรต่างๆ ที่เคยหายไปเริ่มผุดหน่อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผุดต้นออกมา&amp;nbsp; ให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านได้เก็บกินและใช้ประโยชย์จากป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; บ้านห้วยสะพาน &amp;nbsp;บ้านใหม่ &amp;nbsp;บ้านหนองกระจันทร์ และบ้านดอนเจริญ&amp;nbsp; และร่วมกันจัดตั้งเป็นป่าชุมชนขึ้นมา&amp;nbsp; ใช้ชื่อว่า &amp;ldquo;ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ในปี 2542 &amp;nbsp;ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีได้รับการคัดเลือกจากกรมป่าไม้ให้เป็น&amp;nbsp; &amp;quot;ป่าพื้นบ้าน อาหารชุมชนดีเด่นระดับเขต&amp;quot;&amp;nbsp; ในปี 2543 ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกาญจนบุรีให้เป็น &amp;quot;พื้นที่ตำบลเขียวขจีดีเด่น&amp;quot; ระดับจังหวัด&amp;nbsp; มีพืชและสมุนไพรต่างๆ&amp;nbsp; กว่า 200&amp;nbsp; ชนิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดเผาะ&amp;nbsp; เห็ดโคน&amp;nbsp; เห็ดขอน&amp;nbsp; กุ่ม &amp;nbsp;ขี้เหล็ก จัน &amp;nbsp;ตำลึง &amp;nbsp;นมแมว &amp;nbsp;ผักหวาน &amp;nbsp;ย่านาง &amp;nbsp;มะขามป้อม สารภี &amp;nbsp;มะตูม หว้า ผักเสี้ยน เถาวัลย์เปรียง สะเดา&amp;nbsp; แจง ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างสมุนไพรที่สำคัญ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; &amp;lsquo;แจง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เป็นไม้ยืนต้น&amp;nbsp; ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง &amp;nbsp;รากและลำต้นนำมาต้มดื่มบำรุงธาตุ&amp;nbsp; บำรุงร่างกาย ใบเอามาใช้บ่มผลไม้&amp;nbsp; โดยไม่ต้องใช้แก็ส&amp;nbsp; รากเอามาฝนกับมะนาวเพื่อแก้ไอ&amp;nbsp; ลำต้นเอามาเผาทำดินปืน&amp;nbsp; ต้นและยอดเป็นยาแก้ไข้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดอกและยอดอ่อนนำมาดองกินเป็นอาหารพื้นบ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; นอกจากการรวมกลุ่มกันอนุรักษ์ป่าชุมชน&amp;nbsp; รวมทั้งดูแลป่าสงวนแห่งชาติป่าหนองโรงที่อยู่ติดกับป่าชุมชนมาอย่างต่อเนื่องแล้ว&amp;nbsp; ในปี 2546 ชุมชนยังได้ร่วมกันจัดตั้ง &amp;lsquo;กลุ่มเยาวชนบ้านห้วยสะพานสามัคคี&amp;rsquo;&amp;nbsp; เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ร่วมกันดูแลรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; โดยมีกิจกรรมต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเพาะกล้าไม้&amp;nbsp; ปลูกต้นไม้เพิ่มเติม&amp;nbsp; ลาดตระเวนร่วมกับผู้ใหญ่เพื่อดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; ทำแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; โดยเฉพาะการนำศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; &amp;lsquo;เพลงเหย่ย&amp;rsquo; มาถ่ายทอดเป็นบทเพลงเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และดูแลป่า&amp;nbsp; นำไปแสดงในงานสำคัญของตำบล แสดงต้อนรับผู้มาเยือน&amp;nbsp; รวมทั้งงานรับเชิญต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปี 2548 &amp;nbsp;คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีส่งผลงานการอนุรักษ์ป่าชุมชนเข้าร่วมประกวดรางวัล&amp;nbsp; &amp;lsquo;ลูกโลกสีเขียว&amp;nbsp; ครั้งที่ 7&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่จัดขึ้นโดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.)&amp;nbsp; ผลปรากฏว่าได้รับรางวัลทั้งในประเภทชุมชน&amp;nbsp; (ชุมชนบ้านห้วยสะพานสามัคคีใช้ป่าชุมชนเป็นสะพานสู่การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม) และรางวัลประเภทกลุ่มเยาวชน (กลุ่มเยาวชนบ้านห้วยสะพานสามัคคี&amp;nbsp; พลังการอนุรักษ์ที่ขับขานผ่านบทเพลง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 2,094&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไร่ (รวมเนื้อที่บางส่วนของป่าสงวนฯ ห้วยโรง)&amp;nbsp; มีคณะกรรมการดูแลรักษาป่าประมาณ 40 คน&amp;nbsp; มีกลุ่มเยาวชนประมาณ 60 คน&amp;nbsp; และมีชาวบ้านในหมู่ต่างๆ ที่มาร่วมดูแลรักษาป่า&amp;nbsp; จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ป่าชุมชนที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ป่าชุมชนบ้านห้วยสะพานยังเป็นแหล่งที่พบเห็ดโคนแหล่งใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรี&amp;nbsp; โดยเฉพาะช่วงปลายฝนต้นหนาว&amp;nbsp; ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี&amp;nbsp; จะมีนักล่าเห็ดโคนจากทุกสารทิศเดินทางมาที่นี่เพื่อหาเห็ดโคนไปขาย&amp;nbsp; เพราะเห็ดโคนที่นี่มีดอกใหญ่&amp;nbsp; รสชาติอร่อย&amp;nbsp; ราคาขายตั้งแต่กิโลกรัมละ 400 บาทขึ้นไปตามสภาพและปริมาณของเห็ดที่ออกมาในแต่ละปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนฯ ใช้แผนพัฒนาเชื่อมโยงชุมชนสู่เป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง จัดตั้งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ทำให้ตำบลหนองโรงขยับขยายงานพัฒนาชุมชนออกไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนฯ เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงพี่น้อง&amp;nbsp; กลุ่มองค์กร &amp;nbsp;และแกนนำขับเคลื่อนงานพัฒนาในตำบล &amp;nbsp;โดยร่วมกันกำหนดเป้าหมายการพัฒนาของตำบล &amp;nbsp;คือ &amp;ldquo;ตำบลน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม นำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ มีศูนย์กระจายสินค้า พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;สมพร&amp;nbsp; ปานโต&amp;nbsp; ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรง ขยายความว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรงมีแนวคิดในการพัฒนาตำบลให้เกิดความเข้มแข็ง &amp;nbsp;มีการพัฒนาศักยภาพแกนนำในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาระบบข้อมูล &amp;nbsp;การบริหารจัดการ &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; แต่สิ่งที่สำคัญคือ&amp;nbsp; นอกจากการพัฒนาคนแล้ว&amp;nbsp; ชุมชนจะต้องมีแผนพัฒนาตำบล &amp;nbsp;เพื่อนำตำบลไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ร่วมกันวางเอาไว้ &amp;nbsp;โดยคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนฯ ได้ร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย &amp;nbsp;โดยมีกระบวนการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;1. แกนนำสภาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp; จัดประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจแนวทางการขับเคลื่อนงานในตำบล &amp;nbsp;ออกแบบและกำหนดวิธีการจัดทำแผนพัฒนาตำบล &amp;nbsp;จัดทีมทำงานและแบ่งบทบาทหน้าที่ &amp;nbsp;พร้อมทำแผนปฏิบัติการ โดยมีแกนนำกลุ่มองค์กร &amp;nbsp;แกนนำสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น ท้องที่ ภาคีภาครัฐ &amp;nbsp;เช่น อบต. , รพ.สต. , อสม &amp;nbsp;&amp;nbsp;และกลุ่มอาชีพต่างๆ เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;2. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของตำบล และนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น ข้อมูลบริบทตำบล ข้อมูลประชากร ข้อมูลกลุ่มองค์กรต่าง ๆ รวมถึงการรวบรวมข้อมูลแผนพัฒนาต่าง ๆ ที่มีการจัดทำอยู่ก่อนแล้ว&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 3. วิเคราะห์ศักยภาพของตำบล &amp;nbsp;เปิดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาจัดทำแผนพัฒนาตำบลด้านต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ตัวอย่างแผนงานด้านเศรษฐกิจ โดยนำภูมิปัญญาท้องถิ่น&amp;nbsp; ทรัพยากร&amp;nbsp; และผลผลิตในตำบลมาต่อยอดและพัฒนาเป็นสินค้าที่สามารถอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน &amp;nbsp;เนื่องจากที่ผ่านมาในตำบลมีกลุ่มอาชีพต่างๆ เกิดขึ้น&amp;nbsp; แต่ไม่มีตลาดรองรับ&amp;nbsp; และมีสินค้าการเกษตร&amp;nbsp; แต่ต้องนำไปขายในเมืองทำให้มีต้นทุนเพิ่ม &amp;nbsp;กำไรน้อยลง &amp;nbsp;นอกจากนี้ชาวบ้านต้องไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากในเมืองทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ในปี 2559&amp;nbsp; หลังจากที่แกนนำสภาองค์กรชุมชนฯ ไปศึกษาดูงานด้านวิสาหกิจชุมชนมาแล้วหลายแห่ง&amp;nbsp; รวมทั้งที่ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา&amp;nbsp; อ.ไทรโยค&amp;nbsp; จ.กาญจนบุรี&amp;nbsp; ซึ่งถือเป็นร้านค้าชุมชนที่มีชื่อเสียงของจังหวัด จึงได้นำตัวอย่างดังกล่าวมาจัดตั้งเป็น &amp;lsquo;ร้านค้าประชารัฐและศูนย์กระจายสินค้าชุมชนโซนพนมทวน&amp;rsquo; ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้งบประมาณสนับสนุนจาก &amp;lsquo;โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ&amp;rsquo; จากรัฐบาล&amp;nbsp; ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.)&amp;nbsp; ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนหมู่บ้านละ 500,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ร้านค้าและศูนย์กระจายสินค้าของเรา&amp;nbsp; ใช้งบประมาณจาก 4 หมู่บ้านที่เข้าร่วม&amp;nbsp; แบ่งเป็นร้านค้าและตู้จำหน่ายน้ำดื่ม&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 1 ล้าน 5 แสนบาท&amp;nbsp; ทำให้เรามีร้านค้าจำหน่ายสินค้าต่างๆ ที่จำเป็นให้แก่ชาวบ้านในราคาประหยัด&amp;nbsp; และชาวบ้านก็จะเอาสินค้าต่างๆ ที่ผลิตมาวางขายที่ร้าน&amp;nbsp; ไม่ต้องเข้าไปซื้อหรือขายในเมือง&amp;nbsp; นอกจากนี้เรายังมีโรงสีชุมชน&amp;nbsp; 1 โรง&amp;nbsp; ใช้งบ 5 แสนบาท&amp;nbsp; ผลิตข้าวสารบรรจุถุงที่ชาวบ้านปลูกเองและขายเอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ประธานสภาฯ แจงรายละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;ปัจจุบันร้านค้าประชารัฐและศูนย์กระจายสินค้าชุมชนฯ&amp;nbsp; มีคณะกรรมการบริหารงาน 15 คน มีสมพร ปานโต เป็นประธาน มีสมาชิกร้านค้าชุมชน &amp;nbsp;จำนวน 106 คน &amp;nbsp;มีเงินทุน 2,103,900 บาท &amp;nbsp;จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; น้ำตาลทราย&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; น้ำปลา&amp;nbsp; ผงซักฟอก&amp;nbsp; สบู่&amp;nbsp; ยาสีฟัน&amp;nbsp; เครื่องดื่ม&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; และเป็นศูนย์กระจายสินค้าให้กับชุมชนหรือร้านชำในหมู่บ้านต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ยังจำหน่ายสินค้าของชุมชน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ข้าวสาร&amp;nbsp; ผัก&amp;nbsp; ผลไม้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลเมล่อนที่ชาวบ้านปลูก การแปรรูป&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พุทรากวน&amp;nbsp; มะม่วงกวน&amp;nbsp; มะขามแช่อิ่ม&amp;nbsp; แคบหมูไร้มัน&amp;nbsp; ข้าวเกรียบสีรุ้ง (ส่งตลาดไท) ขนมทองพลับ&amp;nbsp; ทองม้วน&amp;nbsp; ขนมตาล&amp;nbsp; จาวตาลเชื่อม&amp;nbsp; สินค้าจากสมุนไพร&amp;nbsp; งานหัตถกรรม&amp;nbsp; ผ้าขาวม้าทอมือ&amp;nbsp; ตะกร้าหรือของใช้จากเชือกป่านมัดฟาง &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; ทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านครัวเรือนละ 5,000-20,000 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนผลกำไรจากร้านค้าและศูนย์กระจายสินค้าก็จะนำมาบริหารจัดการและปันผลให้แก่สมาชิก&amp;nbsp; โดยแบ่งเป็น 1.เงินทุนสมทบกองทุนฯ&amp;nbsp; เพื่อขยายงานและดำเนินกิจการของศูนย์ฯ 25 %&amp;nbsp; 2.จ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระเงินแล้วให้แก่สมาชิก 50 %&amp;nbsp; 3.จ่ายเป็นค่าตอบแทนคณะกรรมการดำเนินการศูนย์ฯ 10 %&amp;nbsp; 4.จ่ายเป็นสวัสดิการและพัฒนาชุมชน 10 %&amp;nbsp; และ 5. สมทบกองทุนพัฒนาเครือข่ายจังหวัด 5 %&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในปีนี้เราจะพัฒนาระบบการบริหารจัดการและขยายงานร้านค้าประชารัฐให้มากขึ้น&amp;nbsp; เพราะตอนนี้ร้านค้าของเราสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านที่มีบัตรสวัสดิการฯ มาซื้อของได้สะดวกขึ้น&amp;nbsp; ไม่ต้องเข้าไปซื้อในเมือง&amp;nbsp; ส่วนศูนย์กระจายสินค้าก็จะขยายสินค้าไปยังร้านค้าเครือข่ายในหมู่บ้านต่างๆ ให้มากขึ้น&amp;nbsp; ซึ่งจะมีทั้งสินค้าจากชุมชนและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น&amp;nbsp; ทำให้ชาวบ้านมีตลาดรองรับ&amp;nbsp; และได้ซื้อสินค้าจำเป็นในราคาที่ไม่แพง&amp;nbsp; ส่วนผลกำไรก็จะนำแบ่งปันให้สมาชิก&amp;nbsp; และนำกลับมาพัฒนาตำบลของเราด้วย&amp;rdquo; &amp;nbsp;สมพรกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ตำบลหนองโรงยังได้รับการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนหรือท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำให้ตำบลหนองโรงเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น&amp;nbsp; มีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในตำบล&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การศึกษาและเรียนรู้ป่าชุมชน&amp;nbsp; เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรม&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เพลงเหย่ย&amp;nbsp; การทอผ้าขาวม้า&amp;nbsp; แปรรูปตาล&amp;nbsp; จาวตาลเชื่อม&amp;nbsp; ลูกตาลลอยแก้ว&amp;nbsp; ชิมอาหารพื้นบ้าน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำพริกมะสัง&amp;nbsp; แกงคั่วหัวตาล&amp;nbsp; แกงไก่บ้านใส่มะเขือเหลือง ฯลฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:7.5pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยในแต่ละเดือนจะมีผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คนทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากการขายสินค้าต่างๆ&amp;nbsp; และรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ค่าไกด์ชุมชน 30 บาท/คน/วัน&amp;nbsp; ค่ารถอีแต๋น &amp;nbsp;500 บาท/คัน/วัน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ค่าเช่ารถจักรยานคันละ 20 บาท &amp;nbsp;ค่าอาหารกลางวันคนละ 100 บาท&amp;nbsp; อาหารเย็น 130 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;ค่าอาหารว่าง 2 มื้อ/วัน &amp;nbsp;พร้อมเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร 60 บาท&amp;nbsp; ค่าที่พักโฮมสเตย์คนละ&amp;nbsp; 300&amp;nbsp; บาทพร้อมอาหารเช้า ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นี่คือตัวอย่างของแผนพัฒนาตำบลด้านเศรษฐกิจที่สภาองค์กรชุมชนตำบลหนองโรงนำมาใช้ขับเคลื่อนทำให้ชาวบ้านมีรายได้ นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ทั้งในและนอกตำบลมาสนับสนุนการพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ เช่น&amp;nbsp; ททท. ปตท. &amp;nbsp;บริษัท SCG. &amp;nbsp;บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.&amp;nbsp; และยังมีแผนงานต่างๆ&amp;nbsp; ที่จะดำเนินงานในปีนี้&amp;nbsp; เช่น การส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ โครงการซ่อมแซมบ้านครัวเรือนที่ด้อยโอกาสหรือบ้านพอเพียงชนบทของ พอช. โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:13.5pt; text-align:justify&quot;&gt;เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายของคนตำบลหนองโรง&amp;nbsp; คือ &amp;ldquo;ตำบลน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม นำการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์ มีศูนย์กระจายสินค้า พัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32724</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยวชุมชน, พอช, สร้างบ้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190401/image_big_5ca1de6c06fd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชุมชนคีรีวงระอุ! สมาชิกอบต.ถ่อย ชกปากอดีตเลขาศิลปินแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย.61- &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อค่ำ วันพุธ ที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา นายวรา จันทร์มณี อดีตเลขาท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ ได้เข้าแจ้งความต่อ สภ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ว่า ตนเองถูกนายทิมาทร ไชยบุญ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล( อบต.)หมู่ 10 บ้านคีรีวง บุกเข้าไปต่อยทำร้ายที่หน้าวิหารวัดคีรีวง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสอบถามไปยัง นายวรา ทราบว่า เหตุเกิดจากการที่นายวรา ได้เชิญประชุมชาวบ้านคีรีวงประชุมและอภิปรายถึงวิกฤติของชุมชนคีรีวงในภาพรวม โดยมีข้อความบางส่วนไปพาดพิงถึงผลประโยชน์และการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสของนายทิมาทร ซึ่ง เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ประกอบการส่วนบุคคลที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากจังหวัด ในวงเงินรวม 6 ล้านบาท และการไปยึดศูนย์กลางชุมชนเป็นของตนเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย เมื่อเวลาประมาณ 17.30 - 18.20 น. นายวรา ซึ่งเป็นเลขาธิการกองทุนสิปปปชา และผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนรวมกับประชาชน มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านคีรีวง ได้เชิญประชาสังคมคีรีวงประชุม เพื่อแถลงถึงกรณีที่ตนได้เคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผิดพลาดของรัฐ จนทำให้ชุมชนคีรีวงมีปัญหาหลายด้าน โดยใช้หัวข้อในการประชุม ณ วิหารวัดคีรีวงว่า &amp;ldquo;วิกฤติคีรีวง ปัญหา และทางออก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมดังกล่าวนายวรา ได้นำเสนอประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนคีรีวง ชี้ให้เห็นการวางนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ผิดพลาดของรัฐ โดยหวังเพียงเม็ดเงิน อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบด้านลบทางสังคมและวัฒนธรรม จนก่อให้เกิดผลเสียต่อชุมชนคีรีวงมากมาย อาทิ รบกวนและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตพื้นถิ่นที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารี, ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปัญหาคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆที่ลงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ นายวรา ได้กล่าวถึงงบประมาณแผ่นดิน จำนวน 80 ล้านที่ทางจังหวัดนครศรีธรรมราชเสนอทำฟุตบาททางเดินให้นักท่องเที่ยว &amp;nbsp;โดยตั้งคำถามว่าชาวคีรีวงได้ประโยชน์อะไร และส่งเสริมศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวยั่งยืนตรงไหน อีกทั้งยังได้กล่าวถึงงบประมาณ 6 ล้านที่ผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช ดึงมาจากสำนักงบประมาณ เอามาสนับสนุนกลุ่มอาชีพส่วนตัวที่แอบอ้างชุมชน โดยตั้งคำถามว่า ชาวคีรีวงได้ประโยชน์อะไร แล้วทำไมผู้ว่าฯต้องกำชับมากับนายอำเภอลานสกา ว่า &amp;ldquo;ต้องทำให้ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายวรา ได้เรียกร้องให้ผู้นำจำนวนไม่กี่คนในชุมชนคีรีวงหยุดเห็นแก่ตัว หยุดตักตวงแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง อีกทั้งได้ทวงคืนศูนย์กลางชุมชนซึ่งกลายเป็นที่แสวงหาประโยชน์และสร้างบารมีส่วนบุคคลของอบต.ทิมาทร ไปแล้ว อีกทั้งได้เรียกร้องให้จังหวัดนครศรีธรรมราชใช้งบประมาณ 80 ล้านบาท &amp;nbsp;มาแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านก่อนโดยเสนอให้ทำแผนยุทธศาสตร์ชุมชน ให้ชาวบ้านร่วมทำงานกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนดังกล่าว โดยคำนึงถึงความยั่งยืนของชุมชนในระยะยาวเป็นหลัก และความเดือดร้อนของประชาชน, ความจำเป็นเร่งด่วน, ความเป็นธรรม, ความคุ้มค่าทางสังคม-เศรษฐกิจ และความเป็นธรรมต่อชนรุ่นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการประชุมดังกล่าวมีชาวคีรีวงให้ความสนใจประมาณ 200 คน และมีการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสร็จการประชุมในเวลาประมาณ 18.20 น. ในขณะที่นายวรา กำลังชี้แจงต่อนายกรีฑา ชำนะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 อยู่นั้น ก็ได้มี อบต.ทิมาทร ไชยบุญ ปราดเข้ามาต่อยหน้าจากด้านหลังเข้าบริเวณริมฝีปากขวาจนเลือดกลบปาก พร้อมทั้งด่าทออย่างรุนแรง ด้วยเหตุที่ไม่พอใจว่ามากล่าวหาเรื่องการยึดศูนย์กลางชุมชนซึ่งเป็นการคอรัปชั่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้มาห้ามปราม และดึงนายทิมาทร ออกไป ส่วนนายวรา ก็ได้เข้าแจ้งความกับ สภ.ลานสกา โดยมี รตอ.สุกรี พรหมมาศ ร้อยเวร เป็นผู้รับแจ้งความ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังแจ้งความ นายวรา ไม่สามารถออกจากโรงพักได้ เพราะมีกลุ่มของอบต.กำโลน มาดักรออยู่หน้า สภ.ลานสกา ประมาณ 15 คน ตำรวจจึงต้องนำนายวรา ไปตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลลานสกา และขับรถมาส่งถึงชุมชนคีรีวง ซึ่งมีกลุ่มผู้สนับสนุนรออยู่จำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 เม.ย.นายวรา ได้เดินทางไปร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรม นครศรีธรรมราช และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นดังกล่าว เคยได้รับความช่วยเหลือจากนายวรา ท่านอังคาร อังคาร กัลยาณพงศ์ ศิลปินแห่งชาติ และอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ เมื่อกองทุนสิปปปชาไปจัดงานสนับสนุนชุมชนคีรีวงหลายครั้ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7430</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสิปปปชา, คีรีวง, จ.นครศรีธรรมราช, ท่องเที่ยวชุมชน, วรา จันทร์มณี, อ.ลานสกา, อังคาร กัลยาณพงศ์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad84804bec3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
