<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>38004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2019 17:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2019 17:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกียวโต-นาโกยะ และความหวาดผวากลางอากาศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรอกพอนโตโช อีกสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของนครเกียวโต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เป็นเวลาเย็นมากแล้วตอนที่เรากลับมาถึง Kaede Guesthouse ผมถามพนักงานต้อนรับว่าชื่อที่พักออกเสียงอย่างไร เพราะผมเผลอพูดออกไปว่า &amp;ldquo;เกด&amp;rdquo; เธอตอบว่า &amp;ldquo;คาเอเดะ&amp;rdquo; เรารับกระเป๋าที่ฝากไว้ตั้งแต่เข้าเช็กอินเมื่อตอนสายๆ แล้วก็ขึ้นไปยังห้องพักรวม 6 เตียง ซึ่งเตียงเป็นแบบ 2 ชั้น 3 คู่ ตั้งเรียงติดกันตามยาวโดยมีผนังกั้น เราได้เตียงคู่ด้านในสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หนุ่มตี๋ 2 คนแต่คงไม่ได้มาด้วยกันได้ 2 เตียงนอก เตียงกลางเป็น 2 สาวพูดภาษาอังกฤษสำเนียงคนอังกฤษ คนหนึ่งหน้าตาเป็นอังกฤษแท้ อีกคนเป็นสาวหมวยที่คงเกิดหรือไม่ก็เติบโตในอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก ทั้งคู่มาด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตอนหลังผมมีโอกาสได้ถามสาวอังกฤษว่ามาจากไหน เธอตอบว่า &amp;ldquo;ลั้นดัน&amp;rdquo; ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจในความเป็นคนเมืองหลวง แทนที่จะตอบว่าอิงแลนด์ หรือยูเค ขยายความต่อว่าเธอกับเพื่อน (สาวหมวย) เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยจึงเดินทางท่องเที่ยวเพื่อฉลองปริญญาก่อนกลับไปหางานทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เราอาบน้ำเสร็จก็ลงไปกินบะหมี่ที่ชั้น 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลางขนาดกว้างขวางสำหรับนั่งเล่น และกินอาหาร เพื่อนร่วมทางของผมกินบะหมี่ถ้วยที่ซื้อจากร้าน Lawson ใกล้ๆ ที่พัก ส่วนผมกินบะหมี่ถ้วยที่ซื้อเพราะต้องการแตกแบงค์ย่อยตั้งแต่ก่อนขึ้นรถไฟที่ยามาโตะโคริยามะเมื่อวันก่อน เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวอีกหลายคนที่ซื้ออาหารจากภายนอกมากิน โดยเฉพาะพวกที่เดินทางคนเดียว มีกลุ่มคนหนุ่มจากบราซิลกลุ่มใหญ่คอยส่งเสียงครื้นเครงอยู่เป็นระยะเพราะกำลังเล่นไพ่กันอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ตรอกพอนโตโชยามสนธยา ภาพเมื่อ 3 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อากาศคืนนี้ไม่หนาวเท่าไหร่ เราเดินประมาณ 1 กิโลเมตรไปยังโซนดื่มกินใกล้ๆ แม่น้ำคาโมกาวะ &amp;ldquo;บาร์มามุ&amp;rdquo; อยู่บนชั้น 3 ของตึก New Kiyamachi Building นัทสึกิซังอยู่หลังเคาน์เตอร์บาร์ เธอเงยหน้าขึ้นเพราะรู้ว่ามีคนเปิดประตูร้านเข้ามา อ้าปากค้างแล้วยิ้มต้อนรับ เธอจำผมได้ เช่นเดียวกับซาดะซังแฟนของเธอที่เดินเข้ามาทักทาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีลูกค้าลุกไปจากที่นั่งตรงเคาน์เตอร์บาร์ &amp;nbsp;2 คนพอดี ชาย-หญิงที่อยู่ด้านขวามืออัธยาศัยดี หาที่ให้เราวางเสื้อแจ็คเก็ต ส่วนคู่ซ้ายมือออกไปทางสนุกสนาน โดยเฉพาะผู้ชายที่เป็นมิตรมาก ชอบเดินเข้ามาขอโทษที่ส่งเสียงดัง แล้วก็กอดไหล่ จากนั้นก็ขอชนแก้ว เป็นอย่างนี้ทั้งคืน เห็นได้ชัดว่าเขาเมาตั้งแต่แรกแล้วแต่ก็รักษาอาการให้คงที่ต่อเนื่องได้ยาวนาน ตอนหลังเขาร้องเพลงตามนักร้องในโทรทัศน์ชนิดใส่อารมณ์เต็มที่ จนใครๆ ก็หัวเราะออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลูกค้าทยอยเข้า-ออก ส่วนมากคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น พอรู้ว่าเป็นคนไทยก็จะพยายามพูด &amp;ldquo;สวัสดีค่ะ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ขอบคุณค่ะ&amp;rdquo; เกินครึ่งของพวกเขาล้วนเคยไปเที่ยวเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คลองทากาเสะ ถนนคิยามาชิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมเริ่มด้วยเบียร์สด สั่งปลาหมึกจิ๋วผัดกับผักคล้ายๆ ขึ้นฉ่าย และทามาโกะยากิ ไข่เจียวแบบหนาใส่ผักหวานมาเป็นกับแกล้ม นัตสึกิทำอาหารใส่จานใหญ่หุ้มด้วยแผ่นพลาสติกใสวางโชว์บนเคาน์เตอร์คืนละสี่-ห้าอย่าง เมื่อมีลูกค้าสั่งก็แค่ตักไปใส่จานเล็ก อุ่นให้ร้อน ตกแต่งอีกนิดหน่อยแล้วก็เสิร์ฟ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กับแกล้มชุดนี้ทำให้อิ่มท้องมาก เพื่อนร่วมทางของผมช่วยกินแค่ไม่กี่คำ ผมเลยต้องเบนเข็มไปยังเส้นทางวิสกี้ สั่งซิงเกิลมอลต์ Yamazaki ตามด้วยเบอร์เบิน Maker&amp;rsquo;s Mark ก่อนจะผ่อนดีกรีลงมาที่ไฮบอล (วิสกี้ผสมโซดา) อีกสองหรือสามแก้ว กระทั่งร้านปิดตอนเที่ยงคืน ส่วนเพื่อนร่วมทางของผมดื่มเฉพาะเบียร์สดและไฮบอล ซาดะซังลดราคาจาก 8 พันกว่าเยนให้เหลือ 8 พันถ้วน เราร่ำลากันอยู่นานกว่าจะได้ออกจากร้าน แล้วตัดสินใจเดินกลับที่พักทันที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สัตว์ปีกและน้ำใสในวันอากาศดีบนถนนร่มรื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เช้าวันต่อมาต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงกรอบแกรบของถุงพลาสติกและเสียงรูดซิปกระเป๋าที่ไม่รู้จักหยุดหย่อนของสองหนุ่มตี๋ คนหนึ่งเก็บของเสร็จอีกคนก็เก็บต่อ ส่วนสองสาวผู้ดีลุกออกไปก่อนแล้ว เราลงไปกินมื้อเช้าที่มีขนมปัง แยมต่างๆ และกาแฟร้อน จากนั้นก็เช็กเอาต์ ฝากกระเป๋าไว้กับรีเซ็พชั่นแล้วออกไปเดินเล่นในตรอกพอนโตโช ตั้งอยู่ระหว่างสองถนนใหญ่ ชิโจดอริทางทิศใต้และซันโจดอริทางทิศเหนือ ไม่ไกลจากที่เราดื่มเมื่อคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตรอกพอนโตโช (Ponto-cho) ความยาว 600 เมตรนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโคโมกาวะทางฝั่งตะวันตก ปรากฏหลักฐานว่ามีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นย่านที่ให้กำเนิดละครคาบูกิโดยสตรีนาม &amp;ldquo;อิซุโมะ โน โอคุนิ&amp;rdquo; หอนางคณิกาก็เคยเป็นที่ขึ้นชื่อในตรอกพอนโตโช ปัจจุบันมีร้านอาหาร ร้านน้ำชา บาร์ และที่พัก อยู่บนสองฝั่งของตรอกที่มีความกว้างของทางเดินเพียงประมาณ 2 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถนนคิยามาชิ นครเกียวโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะสถาปัตยกรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมการให้ความบันเทิงของเกอิโกะ (เกอิชา) และไมโกะ (เกอิชาฝึกหัด) ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี ไม่ต่างจากย่านกิอองที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ ส่วนปลายของตรอกที่จะออกไปยังถนนซันโจดอริมีโรงละครคาบูเรนโจสำหรับการแสดงของเกอิโกะและไมโกะ เรียกว่า &amp;ldquo;คาโมกาวะ โอดอริ&amp;rdquo; ผสมผสานระหว่างการแสดงละครคาบูกิ การเล่นเครื่องดนตรีโบราณ การร้อง และการเต้นรำ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในฤดูใบไม้ผลิครั้งหนึ่ง และอีกครั้งในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ดึงดูดผู้ชมได้มากทีเดียว ทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มาของชื่อพอนโตโชเป็นไปได้ว่ามาจากคำว่า &amp;ldquo;Ponte&amp;rdquo; ในภาษาโปรตุเกส แปลว่า &amp;ldquo;สะพาน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;Point&amp;rdquo; ที่แปลว่า &amp;ldquo;จุด&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;สถานที่&amp;rdquo; ในภาษาอังกฤษ ส่วน &amp;ldquo;Cho&amp;rdquo; ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า &amp;ldquo;ถนน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เมือง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผมพยายามมองหาป้ายชื่อ &amp;ldquo;Dylan Bar&amp;rdquo; ที่เคยมานั่งเมื่อครั้งก่อน แต่ไม่เห็น อาจจะเปลี่ยนชื่อหรือเลิกกิจการไปแล้ว เราเดินจนเกือบสุดตรอก มีทางเชื่อมกับถนนคิยามาชิเราก็เลี้ยวซ้ายไป แล้วเดินวกกลับลงมายังทิศใต้ ถนนเส้นนี้เลียบขนานไปกับคลองทาคาเสะ ถนนขนาบทั้งสองฝั่งคลองในช่วงแรกก่อนจะเหลือเส้นเดียวเมื่อผ่านไปได้ราว 200เมตร ปลูกซากุระไว้เป็นแถวยาว เป็นจุดชมซากุระบานในเขตใจกลางเมืองที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เราเดินจนถึงถนนชิโจดอริแล้วก็เลี้ยวขวาไปไปตามถนนเส้นนี้ ย่านนี้เรียกว่าชิโจ-คาวารามาชิ เพื่อนร่วมทางของผมแวะซื้อกระเป๋ายี่ห้ออเนลโลให้ลูกสาว ก่อนจะเดินตัดเข้าซอยเล็กๆ ซอยหนึ่งเพื่อกลับที่พัก ผมเห็นร้านขายอาหารกล่องหรือเบนโตะก็แวะเข้าไป สตรีสูงวัยเป็นคนขาย เลือกได้กล่องหนึ่งเพื่อไว้กินก่อนขึ้นรถบัส มีข้าวสวย ปลาทอด ไข่เจียวญี่ปุ่น และผัดผัก ราคากล่องละ 480 เยน แต่เนื่องจากหิวมากก็แวะซื้อเนื้อไก่ชุบแป้งทอดลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ จากร้าน Lawson มาชิ้นหนึ่งแล้วกินรองท้องทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รับกระเป๋าแล้วเราก็เดินไปนั่งรถไฟไต้ดินเข้าสถานีเกียวโต ทันเวลาหาที่นั่งกินเบนโตะ ส่วนเพื่อนร่วมทางของผมได้ขนมปังจากร้านในห้างของสถานีไว้ประทังท้องแล้วขอไปสูบบุหรี่ตรงจุดที่เขากำหนดไว้ ผมกำชับให้ไปยังจุดจอดรถบัสให้ตรงเวลา ตอนนี้เหลือเวลาประมาณ 3 นาทีเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วัดบุกโคจิ นครเกียวโต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รถบัสของบริษัท Meitetsu จอดอยู่ที่ป้าย JR1 เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบของบริษัทยืนอยู่หน้าประตูรถ มีกระเป๋าเดินทางแบบล้อเลื่อนตั้งเรียงกันอยู่หลายใบ ผมเข้าใจว่าคงจะรอนำขึ้นรถคันนี้ เช่นเดียวกับคนที่เข้าคิวอยู่สาม-สี่คนก็น่าจะเป็นผู้โดยสารของรถคันนี้ ผมเข้าไปต่อหลังพวกเขา แต่พอเหลือเวลา 1 นาทีก่อนรถจะออกตามกำหนด กลุ่มคนที่ว่าเดินออกไปเสียเฉยๆ แล้วกระเป๋าเหล่านี้เป็นของใครกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โชคดีที่มีผู้โดยสารคนหนึ่งเดินมายื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่แล้วเขาก็ขึ้นรถไป ผมจึงรู้ว่ากระเป๋าพวกนี้ไม่ใช่ของรถคันนี้ ที่เก็บกระเป่าใต้ท้องรถปิดลง ผมรีบเดินเข้าไปยื่นตั๋วให้เจ้าหน้าที่บ้าง ขอให้เปิดที่เก็บกระเป๋าใหม่ และบอกว่าอย่าเพิ่งออกรถเพราะมีเพื่อนผมอีกคน เขาดูนาฬิกาข้อมือและแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจ ทันไดนั้นเพื่อนร่วมทางของผมก็วิ่งมาพอดี เขาก็พยักหน้า เลยอดรู้ว่าถ้าจังหวะนั้นเพื่อนร่วมทางผมยังไม่โผล่มาเขาจะรอหรือออกรถไปเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากสถานีเกียวโต สถานีที่มีอาคารสถานีใหญ่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ ไปยังสถานีนาโกยะ สถานีที่มีอาคารสถานีใหญ่สุดเป็นอันดับ 1 ระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร รถบัสวิ่งบนถนนไฮเวย์ ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง 40 นาที แวะจอดให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำและกินอาหารว่างที่จุดพักรถ 1 ครั้ง โดยเพื่อนร่วมทางของผมกลับขึ้นรถเป็นคนสุดท้ายอย่างฉิวเฉียดเหมือนเคย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรานั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีนาโกยะ สาย Sakura Dori แล้วต่อสาย Meijo ไปโผล่ที่สถานี Kamimaesu เดินไปยังย่านโอสึ ทันทีที่เข้าสู่โอสึช็อปปิ้งอาเขต เพื่อนร่วมทางของผมก็เข้าไปยังร้านขายกระเป๋าแล้วเดินออกมาบอกว่าไม่น่าซื้อที่เกียวโตเลย กระเป๋ารุ่นเดียวกันที่ซื้อให้ลูกสาว ร้านนี้ถูกกว่าตั้งเยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จุดพักรถบนถนนไฮเวย์ เส้นทางเกียวโต-นาโกยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่พักของเราชื่อ Trip &amp;amp; Sleep Hostel ผมจองห้องสำหรับ 2 คนไว้ ในห้องมีเตียง 2 ชั้น หลังจากเช็กอิน เก็บกระเป๋าเสร็จเราก็ลงไปถามรีเซ็พชั่นอายุน้อย ชายหนึ่ง-หญิงหนึ่ง ว่าอาหารขึ้นชื่อของนาโกยะคืออะไร ทั้งคู่ตอบว่า &amp;ldquo;มิโสะคัตสึ&amp;rdquo; หมูชุบแป้งทอดราสซอสมิโสะแบบเข้มข้น ฝ่ายชายที่ออกท่าทางเก้งน้อยอย่างเห็นได้ชัดอธิบายทางเดินไปยังร้านดังชื่อ Yabaton แบบตั้งใจนำเสนอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเดินราวครึ่งกิโลก็ถึงร้านตอนประมาณ 6 โมงครึ่ง ร้านมี 2 ชั้น ชั้น 1 เป็นแบบเคาน์เตอร์นั่งหน้าครัว โชคดีเหลือเกินที่ว่าง 2 ที่พอดี หลังจากนั้นไม่กี่นาทีผมหันไปเห็นคิวต่อยาวเฟื้อยอยู่นอกร้าน พนักงานสาวสวยเข้ามาถามว่ามาจากประเทศอะไร ผมก็นึกว่าตัวเองเสน่ห์แรง ตอบว่า &amp;ldquo;ไทยแลนด์&amp;rdquo; เธอสนองตอบด้วยการหยิบเมนูภาษาไทยมาให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิโสะคัตสึด้ง ข้าวหน้าหมูชุบแป้งทอดราดซอสมิโสะเข้มข้น มีเครื่องเคียงเป็นกะหล่ำซอย ขิงดอง และมิโสะซุป อร่อยตามคำยอของน้องเก้งน้อยจริงๆ ราคาจานละ 1,300 เยน เป็นเมนูที่เขียนกำกับไว้ว่า No.1 Popular &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขากลับมายังที่พัก ร้านจำหน่ายสุราชื่อ Liquor Off ที่เต็มไปด้วยวิสกี้ประเภทต่างๆ ทั้งจากญี่ปุ่นและหลายประเทศทั่วโลกได้ปิดประตูลงแล้ว เราจึงต้องพึ่งซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ นอกจากเครื่องดื่มแล้วเราก็ยังพบขุมทรัพย์ของแห้งจำพวกขนมต่างๆ บะหมี่ ชาและกาแฟที่กระหน่ำลดราคา ชนิดเงินสดเหลือเท่าไหร่ต้องกวาดให้เกลี้ยง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำย่านโอสึช็อปปิ้งอาเขต เมืองนาโกยะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลับไปยังที่พัก ได้รับการชักชวนจากหนุ่มเกาหลีใต้ให้นั่งดื่มด้วยกัน เขาเขียนนิยายแนวแฟนตาซีพิมพ์จำหน่ายมาแล้ว 6 เล่ม ล่าสุดกำลังเขียนเกี่ยวกับดินแดนสมมติประเทศหนึ่งที่ประชาชนไม่ใช้เงินในการดำรงชีวิต หากแต่ซื้อขาย แลกเปลี่ยน เลี้ยงปากท้องด้วยบทกวีแทน แต่เขาก็ยอมรับว่ายากมากที่จะทำให้เป็นเรื่องที่อ่านได้อย่างไหลลื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมกับเพื่อนร่วมทางขึ้นนอนตอนตี 1 และตื่นตามเสียงนาฬิกาปลุกเวลาตี 5 ครึ่ง เราต้องไปให้ถึงสนามบินประมาณ 7 โมง สาเหตุที่เลือกเดินทางกลับกรุงเทพฯ จากนาโกยะก็เพราะเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันตั๋วราคาถูกกว่าบินกลับจากโอซาก้าถึงครึ่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราคืนกุญแจที่โต๊ะรีเซ็พชั่น (ยังไม่มีใครมาทำงาน) แล้วเดินออกไปนั่งรถไฟใต้ดิน ผมสอดตั๋วเข้าเครื่องตอนขาเข้าแล้วลืมหยิบออกมา พอจะออกที่ปลายทางต้องซื้อตั๋วใบใหม่ราคา 200 เยน จากนั้นต่อรถไฟไปยังสนามบิน Centrair Chubu Airport ป้ายในสถานีรถไฟเขียนไว้ 2 ราคา คือ 810 เยน และ 1,170 เยน เราเลือกซื้อแบบ 810 เยน เพราะเงินสดเหลืออยู่ประมาณแค่นั้น รอที่ชานชาลาไม่ถึงนาทีรถไฟก็เข้าเทียบจอด เขียนไว้ข้างตัวรถว่า Limited Express ผมลังเลนิดหนึ่งแต่ก็เดินเข้าไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องที่กังวลกลายเป็นความจริง ตั๋วที่เราซื้อไม่ใช่ของรถด่วนขบวนนี้ เจ้าหน้าที่เดินมาตรวจตั๋วผู้โดยสารทุกคน เขามีตั๋วหลายใบในมือพร้อมกระเป๋าเงินทอน เข้าใจว่ามีคนขึ้นผิดคันกันอย่างปกติ หรือกรณีที่ใครซื้อตั๋วถูกแต่เกิดรีบขึ้นมาก็ใช้บริการได้ ค่อยจ่ายเพิ่มในรถ แต่ตอนนี้ผมมีเศษไม่ถึง 100 เยนด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมถามเจ้าหน้าที่ว่ารับบัตรเดบิตไหม เขาส่ายหน้า เพื่อนร่วมทางของผมค่อยๆ หยิบเหรียญออกมานับใส่มือเจ้าหน้าที่ เราต้องจ่ายเพิ่มอีกคนละ 360 เยน ลุ้นกันใจหงายใจคว่ำ ปรากฏว่ามีแทบจะพอดี จ่ายแล้วเหลือไม่กี่สิบเยน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต้องลุ้นกันอีกคำรบระหว่างนั่งบนเครื่องบิน เพื่อนร่วมทางของผมเก็บพาวเวอร์แบงค์ชาร์จโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าที่โหลดใต้ท้องเครื่อง ผมเปิดอ่านข้อมูลความเสี่ยงระหว่างรอเครื่องขึ้น สรุปได้ว่าความดันอากาศขณะบินอาจทำให้พาวเวอร์แบงค์ระเบิดและติดไฟได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นในห้องผู้โดยสารก็จะสามารถช่วยกันดับทัน แต่ถ้าระเบิดในที่เก็บสัมภาระใต้ท้องเครื่องก็เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครอยู่ในนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ตอนอยู่บนเครื่องจะง่วงขนาดไหนแต่ผมก็แทบไม่ได้หลับ และนี่ก็คือสาเหตุที่ผมไม่เปิดเผยชื่อแซ่ของเพื่อนร่วมทางตลอดการเขียนถึงทริปนี้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38004</URL_LINK>
                <HASHTAG>ททท., ท่องเที่ยวญี่ปุ่น, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เที่ยวญี่ปุ่น, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37400</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2019 20:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 20:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัดทอง วัดเงิน และทางเดินนักปราชญ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;วัดกิงคาคุ หรือวัดศาลาเงิน บริเวณเชิงเขาฮิกาชิยามะ กรุงเกียวโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความหนาวจากภายนอกอาคารที่พักทะลวงเข้ามาทางหัวนอน ปลุกให้ผมตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ห้องพักขนาดจิ๋วราคาถูกห้องนี้ไม่มีฮีตเตอร์ เพื่อนร่วมทางของผมที่นอนอยู่ห้องข้างๆ คงยังไม่ตื่น เพราะเสียงไอและเสียงค่อกแค่กในลำคอยังไม่เล็ดลอดเข้ามา เขาเป็นภูมิแพ้และสูบบุหรี่ค่อนข้างจัด แต่ที่ญี่ปุ่นเขาไม่จามและน้ำมูกไหลเท่ากับอยู่กรุงเทพฯ สันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะคุณภาพอากาศที่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมนุ่งกางเกงยีนส์แล้วใส่เสื้อแจ็กเกตเดินออกจากที่พัก ข้ามถนนใหญ่ไปซื้อน้ำเปล่าจากร้านมินิมาร์ท แสงแดดส่องลงมาไล่อากาศหนาว ผู้คนในชุดสูทปั่นจักรยานเร็วจี๋ บางคนเดินอย่างเร่งรีบลงสู่สถานีรถไฟใต้ดิน ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาที่สามารถเดินอย่างเชื่องช้ายกขวดน้ำขึ้นดื่ม และมองพฤติกรรมยามเช้าของชาวโอซากาในย่านชิน-อิมามิยะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลับขึ้นไปยังห้องพัก เพื่อนร่วมทางของผมแง้มเปิดประตูห้องไว้เพื่อส่งสัญญาณว่าตื่นแล้ว เราเก็บของเสร็จก็ลงไปหย่อนกุญแจลงกล่องรับคืนแล้วเดินออกไป เวลานี้ยังไม่มีรีเซ็ปชั่นมาทำงาน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรานั่งรถไฟใต้ดินจากสถานี Dobutsumae หวังว่าจะไปเปลี่ยนขบวนที่สถานี Awaji ทางเหนือของโอซากา เพื่อต่อไปยังเกียวโต แต่ผมรู้สึกว่าขบวนที่เราขึ้นคงไม่ได้ผ่านสถานี Awaji พอมีโอกาสก็ลงที่สถานี Umeda จากตรงนี้เราหารถไฟต่อไปเกียวโตได้ไม่ยาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างทางเชื่อมไปยังอีกขบวน เราแวะร้านกาแฟ St. Marc Caf&amp;eacute; ชุดขนมปังและกาแฟก่อน 11 โมง ขายชุดละ 340 เยน หรือประมาณ 100 บาทเท่านั้น แถมยังได้ใช้บริการห้องน้ำสะอาดสะอ้านหลังกาแฟออกฤทธิ์อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;วัดคิงคาคุ หรือวัดศาลาทอง บริเวณเชิงเขาคิตะยามะ กรุงเกียวโต ผู้เขียนไปเยือนเมื่อ 3 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถานี Umeda เรานั่งขบวน Hankyu-Kyoto Line รวดเดียวถึงสถานี Kawaramachi ซึ่งใกล้ที่พักที่จองไว้กว่านั่งไปสถานี Kyoto เดินต่ออีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็ถึง Kaede Guest House ตั้งอยู่ตรงข้าม &amp;ldquo;บุคโคจิ&amp;rdquo; วัดเก่าแก่อายุกว่า 700 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกสต์เฮาส์เปิดให้เข้าพักได้ตอน 3 โมงเย็น เราจึงต้องฝากกระเป๋าไว้กับรีเซ็ปชั่นก่อนแล้วนั่งรถไฟใต้ดินไปรับตั๋วรถบัส เกียวโต-นาโกยะ ที่สถานีเกียวโต จุดรับอยู่ทางออกด้านทิศเหนือ ตรงข้ามหอคอยเกียวโต ผมขอให้ฮิโรกิ-เพื่อนของเราโทรจองไว้ให้ก่อนหน้านี้ ตั๋วรถบัสเป็นของบริษัท Meitetsu แต่จุดรับตั๋วใช้ร่วมกับบริษัท JR เจ้าหน้าที่เป็นของบริษัท JR แม้แต่จุดขึ้นรถก็ยังเป็นของบริษัท JR&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมบอกหมายเลขอ้างอิงกับเจ้าหน้าที่ เขาก็ออกตั๋วให้ ราคาที่นั่งละ 2,550 เยน หรือประมาณ 750 บาท ทราบทีหลังว่าเท่ากับราคาตั๋วของบริษัท JR BUS ที่ให้บริการไปนาโกยะด้วย ที่เกื้อหนุนกันเช่นนี้ก็เพราะบัสของ JR ใช้ศูนย์ของ Meitetsu ที่นาโกยะในการให้บริการลูกค้าของตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านอาจคิดว่าทำไมไม่เดินทางจากโอซากามาลงที่สถานีเกียวโตเพื่อรับตั๋วรถบัสแล้วค่อยไปยังที่พัก ทว่าแผนของผมก็คือจะนั่งรถเมล์จากสถานีเกียวโตไปชม &amp;ldquo;ฮานามิ&amp;rdquo; หรือซากุระบานที่ถนนนักปราชญ์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของตัวเมืองเกียวโต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ภูเขาไฟฟูจิและสวนทรายขาวในวัดศาลาเงิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริเวณทางออกด้านทิศเหนือของสถานีเกียวโตยังเป็นชุมทางของรถเมล์อีกด้วย เราเดินไปหาเลขสายที่ระบุไว้ว่าจะไป Ginkakuji (วัดกิงคากุ) เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ติดกับทางเดินนักปราชญ์ (Philosopher&amp;rsquo;s Path) แต่พอถามจากเจ้าหน้าที่เพื่อให้แน่ใจว่ารถบัสสายที่ว่าไปวัดกิงคากุหรือไม่ เขาก็ชี้ให้ไปขึ้นอีกสาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไปถึงป้ายของสายนั้น ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ (อีกคน) อีกว่าไปวัดกิงคากุหรือเปล่า เขาชี้กลับไปที่เดิม ผมก็เลยบอกว่าเจ้าหน้าที่ตรงโน้นให้ผมมาตรงนี้ ตกลงยังไงกันแน่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาเลยขอดูชื่อวัดจากจอโทรศัพท์มือถือของผม แล้วก็ร้องอ๋อ พร้อมคำอธิบาย เข้าใจได้ว่า Ginkakuji ไปสายโน้น ส่วน Kinkakuji มาสายนี้ ชื่อคล้ายกันมาก ต่างกันแค่อักษรนำ G และ K ต้องออกเสียงให้ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมน่าจะเอะใจก่อนหน้านี้ วัด Kinkakuji นั้นผมเคยไปมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือในแผนที่ท่องเที่ยว แต่วัด Ginkakuji นั้นอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแผนที่ ยังจำได้ด้วยว่า Kinkakuji หมายถึง &amp;ldquo;ศาลาทอง&amp;rdquo; และ Ginkakuji นั้นแปลว่า &amp;ldquo;ศาลาเงิน&amp;rdquo; ทว่าสมองกลับไม่เชื่อมโยงข้อมูลให้สัมพันธ์กัน คงต้องโทษอายุที่มากขึ้นทุกที แต่ยังดีที่รู้จักถามเพื่อความแน่นอน ไม่อย่างนั้นก็อาจไปผิดทิศผิดทาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วัดคิงคาคุ หรือศาลาทอง (ที่เคยไป) มีชื่อทางการว่า &amp;ldquo;โรคุออนจิ&amp;rdquo; เดิมทีเป็นคฤหาสน์ของ &amp;ldquo;ไซออนจิ คินสึเนะ&amp;rdquo; กวีคนสำคัญและรัฐบุรุษในยุคคามากุระ (พ.ศ.1828-พ.ศ.1876) ตั้งอยู่ใกล้คิตะยามะ หรือภูเขาทางเหนือ ต่อมา &amp;ldquo;อาชิคางะ โยชิมิตสึ&amp;rdquo; โชกุนคนที่ 3 แห่งยุคมูโรมาชิ (ตั้งตามชื่อตำบลมูโรมาชิในเกียวโต โดยโชกุนคนแรกของยุคนาม &amp;ldquo;อาชิคางะ ทาคาอูจิ&amp;rdquo;) ซื้อมาจากครอบครัวของมหากวีแล้วแปลงโฉมให้งดงามเพื่อสมกับเป็นบ้านพักหลังเกษียณของโชกุนผู้เรืองนาม ด้วยการปิดทองคำเปลวรอบด้านทั้งชั้น 2 และชั้น 3 ของคฤหาสน์ รูปปั้นทองสัมฤทธิ์นกโฮโอ หรือนกฟินิกส์ ตั้งอยู่บนส่วนยอดของหลังคา จึงเป็นที่มาของชื่อ &amp;ldquo;ศาลาทอง&amp;rdquo; แล้วก็ยังได้สร้างอาคารต่างๆ ขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงสระน้ำที่มีเกาะเล็กๆ จำนวน 10 เกาะ เป็นวิวงามเมื่อมองลงมาจากคฤหาสน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังอาชิคางะ โยชิมิตสึ เสียชีวิตลงในปี พ.ศ.1951 คฤหาสน์ก็ได้เปลี่ยนเป็นวัดนิกายเซนตามปณิธานของท่านโชกุน กลายเป็นวัดสมบูรณ์ในปี พ.ศ.1965 วัดศาลาทองนี้ถูกเผาทำลายหลายครั้งตลอดอายุราว 600 ปี โดยเฉพาะในสงครามโอนิงที่กินเวลา 10 ปี เพราะการแต่งตั้งโชกุนไม่ลงตัว ครั้งสุดท้ายที่ถูกเผาคือในปี พ.ศ.2493 โดยฝีมือของพระสงฆ์ที่เสียสติ แต่ก็สร้างขึ้นใหม่แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2498 และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ.2537&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;วัดศาลาเงินเมื่อมองจากเนินเขาฮิกาชิยามะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถเมล์สาย 100 จอดที่ป้าย Ginkakujimae ผมสะกิดเพื่อนร่วมทาง จ่ายเงินคนละ 230 เยนเป็นค่ารถแล้วเดินลง แวะกินกาแฟที่ร้านเล็กๆ ไม่ห่างออกไป มองดูซากุระบานกลางแดดจ้า นักท่องเที่ยวหนาตา หากไม่มาเป็นกลุ่มก็มาเป็นคู่ ที่เป็นครอบครัว-พ่อแม่ลูกก็มีไม่น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางเดินนักปราชญ์เริ่มจากบริเวณนี้ ทอดยาวลงไปทางทิศใต้ราว 2 กิโลเมตร อยู่บนสองฝั่งลำคลองสายเล็กๆ ปลูกต้นซากุระไว้โดยตลอด และมีถนนขนานไปด้วยทางด้านขวามือ นับเป็นจุดชมซากุระบานที่ขึ้นชื่อมากที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต ส่วนลำคลองก็จะไหลยาวไปอีก 20 กิโลเมตรลงสู่ทะเลสาบบิวะ ในจังหวัดชิกะ ซึ่งผมเคยพาท่านผู้อ่านไปเยือนเมื่อปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่มาของชื่อทางเดินนักปราชญ์นี้เกิดจาก &amp;ldquo;นิชิดะ คิทาโระ&amp;rdquo; ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโตผู้ประสบความสำเร็จและได้รับเกียรติสูงยิ่งของญี่ปุ่นในคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา นักปรัชญาหรือปราชญ์ท่านนี้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องจริยศาสตร์และพุทธศาสนาแบบเซน เป็นที่ทราบกันว่าท่านใช้เส้นทางนี้ในการเดินจากบ้านไปมหาวิทยาลัย และยังใช้เส้นทางนี้ในการทำวิปัสสนาด้วย ทำให้ผู้คนเรียกกันว่า &amp;ldquo;ทางเดินนักปราชญ์&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;เท็ตสึกาคุ-โน-มิชิ&amp;rdquo; ในภาษาญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทางเดินนักปราชญ์ จุดชมซากุระบานขึ้นชื่อของกรุงเกียวโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะเดินชมซากุระบานบนทางเดินนักปราชญ์ให้ตลอดเส้น เราเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเล็กๆ มีร้านค้าตั้งอยู่เป็นระเบียบเรียงกันไปทั้งสองฝั่ง เดินขึ้นเนินไม่ไกลก็เข้าสู่ประตูวัดกิงคาคุ (Ginkakuji) อยู่บนเชิงเขาฮิกาชิยามะ หรือทิวเขาตะวันออกแห่งเกียวโต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราซื้อตั๋วคนละ 500 เยนแล้วเดินเข้าสู่ตัววัด ซึ่งก่อนจะเป็นวัดก็เป็นคฤหาสน์หลังเกษียณของ &amp;ldquo;อาชิคางะ โยชิมาสะ&amp;rdquo; หลานปู่ของ &amp;ldquo;อาชิคางะ โยชิมิตสึ&amp;rdquo; เจ้าของคิงคากุจิ หรือวัดศาลาทอง โยชิมาสะผู้เป็นโชกุนคนที่ 8 แห่งยุคมูโรมาชิสร้างคฤหาสน์นี้ขึ้นโดยมีคฤหาสน์ของท่านปู่เป็นแม่แบบ แต่มีเพียง 2 ชั้น และแทนที่จะปิดทองก็ตั้งใจจะฉาบคฤหาสน์ด้วยแผ่นเงิน ทว่าไม่เคยได้สมดังใจหมายเพราะเกิดสงครามโอนิงเสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงครามนี้เกิดจากการตั้งโชกุนคนถัดไปซึ่งผลออกมาที่บุตรชาย ก่อให้เกิดความไม่พอใจจากฝ่ายที่สนับสนุนน้องชาย รบกัน 10 ปี จนเกียวโต (หรือเอฮัง) อยู่ในกองเพลิง ชาวเมืองต้องอพยพหนีตายทิ้งบ้านเรือน โยชิมาสะทอดถอนใจจากความพินาศที่เกิดขึ้นอยู่ในคฤหาสน์นี้ และได้บวชเป็นพระสงฆ์ในนิกายเซน ใช้ชื่อ &amp;ldquo;จิโช&amp;rdquo; เมื่อท่านเสียชีวิตลงเมื่อปี พ.ศ.2033 คฤหาสน์ก็ได้เปลี่ยนเป็นวัดเซนตามประสงค์ เรียกว่า &amp;ldquo;วัดจิโช&amp;rdquo; หรือเรียกติดปากว่าวัดศาลาเงิน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวคฤหาสน์หรือศาลาเงินอยู่รอดปลอดภัยจากเหตุไฟไหม้และแผ่นดินไหวมาอย่างตลอดรอดฝั่ง มีการบูรณะขึ้นใหม่บ้าง แต่ไม่เคยได้ปิดแผ่นเงิน แต่บางคนก็บอกว่าเมื่อศาลานี้ต้องแสงจันทร์ในยามค่ำคืน สีดำที่เคลือบผิวไม้สะท้อนออกมาเป็นสีเงิน จึงไม่เสียหายที่จะเรียกว่าวัดศาลาเงิน ปัจจุบันประดิษฐานรูปปั้นขนาดใหญ่ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม แต่ไม่เปิดให้เข้าชม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;โลกสวยงามของว่าที่บ่าวสาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านหน้าของศาลาเงินเป็นสระน้ำดูเป็นธรรมชาติสวยงาม ด้านซ้ายมือคือพีระมิดทรายสีขาวจำลองภูเขาไฟฟูจิและคลื่นจากทะเลสาบทั้งห้าที่รายรอบ ลานทรายสีขาวกินพื้นที่ต่อเนื่องไปอีกหลายตารางเมตร เราเดินไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ อาคารใหญ่ด้านซ้ายมือชื่อ &amp;ldquo;โกกุ-โด&amp;rdquo; เป็นจุดกำเนิดของวัฒนธรรมฮิกาชิยามะที่ส่งผ่านมาถึงทุกวันนี้ อาทิ ลักษณะสถาปัตยกรรม การจัดสวน การจัดดอกไม้ พิธีชงชา โรงละครโน และบทกวี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาคารส่วนมากไม่ได้เปิดให้เข้าชม เราเดินผ่านสระน้ำ สวนญี่ปุ่นพันธุ์ไม้หลากหลายและมอสสีเขียว เกาะเล็กๆ สะพานน้อยๆ ลำธารและน้ำตกจิ๋วๆ แล้วขึ้นเนินเขาไปตามทางที่มีรั้วกั้น มองลงมาเห็นวัดในภาพรวม และที่จุดหนึ่งมีป้ายเขียนไว้ว่า &amp;ldquo;บริเวณร่มสีแดงที่เห็นอยู่ไกลๆ คือต้นไม้ที่เพาะจากต้นเดิมซึ่งได้รับกัมมันตรังสีจากระเบิดปรมาณูที่สหรัฐทิ้งลงถล่มฮิโรชิมา&amp;rdquo; ผมมองเห็นแต่ร่มสีแดง ไม่เห็นต้นไม้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทางเดินนักปราชญ์ยาวตั้ง 2 กิโลเมตร นั่งพักเหนื่อยกันหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เส้นทางเดินเวียนขวาเป็นรูปครึ่งวงกลม ลงจากเนินเขาก็เจอศาลาเงินอยู่ทางด้านขวามือ สามารถถ่ายรูปไม่ย้อนแสงได้ แต่ต้นไม้ใหญ่ขึ้นขวางอยู่หลายต้น แล้วก็ไปสู่ทางออกตรงบริเวณจุดขายตั๋ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราเดินออกจากวัดแล้วเข้าสู่ทางเดินนักปราชญ์อีกครั้ง โดยเดินจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ มีวัดและศาลเจ้าอีกจำนวนหนึ่งอยู่ทางซ้ายมือ ร้านค้าอยู่อีกฝั่งถนนทางขวามือ ถนนและซอยที่ตัดตั้งฉากขึ้นมาจะมีความชันเล็กน้อย เราเดินยังไม่สุดเส้นทางที่ &amp;ldquo;วัดนันเซน&amp;rdquo; ก็วกกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแผนที่ ตัดสินใจเดินผ่านโรงเรียน บ้านเรือน และคลองสายเล็ก ลัดลงไปยังถนนเส้นหลักเพื่อจะขึ้นรถเมล์กลับเข้าตัวเมืองเกียวโตชั้นใน แผนที่กูเกิลที่แนะนำสายรถเมล์ได้ด้วยระบุให้ข้ามถนนไปขึ้นอีกฝั่ง รู้สึกว่าแปลกๆ แต่ก็ข้ามไปและขึ้นสาย 5 ตามพี่กูเกิล กระทั่งแน่ใจว่ารถเมล์กำลังพาเราออกนอกเมือง ผมจึงลุกไปถามคนขับ เขาบอกให้ลงแล้วข้ามไปขึ้นอีกฝั่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เมืองเก่าไม่จำเป็นต้องเอาสายไฟลงดิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณป้าคนหนึ่งดูไม่ปกติ แต่งกายมอซอ เดินเข้ามาหาเรา พูดอะไรบางอย่างแล้วเดินหนีไปเหมือนรังเกียจพวกเรา แล้วแกก็เดินกลับมาใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถยนต์ติดหมายเลขผู้สมัครพร้อมเครื่องขยายเสียงวิ่งผ่านมา ผมไม่แน่ใจว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ชายในรถเก๋งซึ่งน่าจะเป็นผู้สมัคร (หรือทีมงามผู้สมัคร) เปิดกระจกพูดหาเสียงผ่านไมโครโฟน เราโบกมือให้ คุณป้าก็โบกด้วย ส่วนคนอื่นๆ ที่รอรถเมล์อยู่ได้แต่นั่งและยืนเฉยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้สมัครจะรู้หรือเปล่าว่าพวกที่โบกมือยิ้มยินดีอยู่นี้ ไม่มีใครไปลงคะแนนให้เลย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37400</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวญี่ปุ่น, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2019 18:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2019 18:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นารา-ยามาโตะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประตูซูซากุ พระราชวังเฮโจะ จังหวัดนารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มื้อค่ำเมื่อคืนวาน ฮิโรกิต้อนรับเราด้วยสุกียากี้ ก่อนเดินทางมาถึงนาราเขาส่งข้อความถามผมก่อนว่ากินไข่ดิบได้ไหม เพราะผมปรารภกับเขาก่อนหน้านั้นว่าเพื่อนที่เมืองฟุกุโอกะเคยแนะนำไก่ซาชิมิหรือไก่ดิบให้ผม แต่ได้ปฏิเสธไปเพราะนึกไม่ออกว่ามนุษย์จะกินไก่ดิบได้ยังไง นอกจากผีไทยบางชนิด หากเป็นปลาดิบ กุ้งดิบ หอยดิบ หรือแม้แต่สัตว์บกอย่างเนื้อม้าดิบ ยังเข้าใจและเคยกินมาแล้ว พอถึงคราวไข่ดิบ ผมนึกว่าคงไม่ดิบจริงจัง อาจจะคล้ายๆ ไข่ลวก จึงตอบไปว่า &amp;ldquo;กินได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮิโรกินำหม้อสุกียากี้ไฟฟ้ารูปร่างต่างจากหม้อสุกี้ที่เราคุ้นเคยมาตั้งบนโต๊ะโคทัตสึ โต๊ะโคทัตสึก็คือโต๊ะเตี้ยที่มีฮีทเตอร์ไฟฟ้าติดอยู่ใต้โต๊ะ มีผ้าหนาๆ ผืนใหญ่ขยายบานออกทั่วทิศให้คนนั่งเอาเท้าเข้าไปรับไออุ่น เด็กๆ ที่ชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นคงรู้จักดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุกียากี้ขนานแท้ที่เพิ่งประสบเป็นครั้งแรกเริ่มด้วยการนำเนื้อวัวสไลด์ลงไปในเตา เทซอสสำเร็จรูปลงไปผัดกับเนื้อ (ปกติแล้วซอสจะได้จากการต้มสาเก มิริน ซีอิ้ว และน้ำตาล) จากนั้นใส่ผักกาดขาว เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง ตั้งโอ๋ ต้นหอม เต้าหู้ และเส้นก๋วยเตี๋ยวหัวบุกตามลงไป โดยวางชิดกันอย่างเป็นระเบียบ เติมซอสลงไปอีกครั้ง ไม่เติมน้ำเปล่า ฮิโรกิปิดฝาหม้อแล้วหันมาตอกไข่ไก่ดิบลงในถ้วยใบเล็ก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ใบ ส่งให้อาคันตุกะคนละใบ (เอมิซัง-ภรรยาของเขาทำอาหารกินเองไปแล้วตั้งแต่เย็น) ผมรับมาและทำใจได้ว่ากินก็กิน เพราะค่อนข้างวางใจในคุณภาพไข่ของญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนในเมืองยามาโตะโคริยามะ ไม่จำเป็นต้องเอาสายไฟลงดิน เช่นเดียวกับหลายเมืองในญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนนี้เริ่มจะคาดเดาวิธีการกินได้ว่าต้องนำเนื้อและผักในหม้อสุกี้มาคลุกไข่ดิบก่อนเอาเข้าปาก ทำให้ต้องนึกถึงภาพที่สร้างกำลังใจอย่างฉากที่ร็อกกี้ บัลบัว ในหนัง &amp;ldquo;ร็อกกี้&amp;rdquo; ตอกไข่ดิบนับไม่ถ้วนใส่แก้วใบใหญ่แล้วกระเดือกลงคอโดยใบหน้าไม่มีอาการเหยเก ก่อนออกไปวิ่งซ้อมมวยตอนเช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนร่วมทางของผมแม้แต่ไข่ดาวไม่สุกเขาก็ไม่กิน นับประสาอะไรกับไข่ดิบทั้งฟอง จึงยื่นถ้วยคืนให้กับเจ้าบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮิโรกิตีไข่ให้เข้ากัน ผมก็ตีตาม สักพักเขาเปิดฝาหม้อ เราก็เริ่มกินสุกียากี้แท้ๆ กัน ไข่ดิบไม่ได้คาวอย่างที่คิด เมื่อตามด้วยสาเกชั้นเลิศระดับจุนไมไดกินโจ ยี่ห้อ &amp;ldquo;สามวันเต้นไม่เลิก&amp;rdquo; ยิ่งส่งเสริมให้รสชาติดีขึ้นไปอีก เนื้อ ผัก และเต้าหู้ ถูกใส่ลงหม้ออีกหลายชุด ฮิโรกิกินไข่จากถ้วยอีกใบจนหมด ส่วนของผมเหลือคาถ้วยนิดหน่อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นประสบการณ์กินไข่ดิบครั้งแรก สรุปได้ว่าไข่ดิบกินได้ แต่น่าจะมีข้อยกเว้นว่าไม่ควรกินเฉพาะไข่ขาว เพราะทราบว่าคนที่กินยาพิษหมอแนะนำให้กินไข่ขาวดิบล้วนๆ ตามลงไปเพื่อให้ร่างกายยับยั้งการดูดซึมยาพิษ หากเรากินไข่ขาวดิบในภาวะปกติอาหารก็จะไม่ย่อย แต่เมื่อตีไข่แดงผสมกันปัญหาเรื่องย่อยก็คงหายไปหรือมีน้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แท่นตั้งกล้องสำหรับถ่ายประตูซูซากุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช้าวันนี้ ฮิโรกิเปิดประตูห้องรับแขกเข้ามาเพื่อดูว่าเราตื่นกันหรือยัง ผมตื่นแล้วแต่ยังไม่ลุกจากฟูกนอน เขาพูดเรื่องออกไปกินมื้อเช้า ผมถามกลับว่ากี่โมง เขาตอบว่าก่อน&amp;nbsp;9&amp;nbsp;โมงก็จะดี ซึ่งตามหลักโภชนาการและนาฬิการ่างกายแล้วเราควรกินอาหารเช้าก่อน&amp;nbsp;9&amp;nbsp;โมง แต่ผมมาทราบตอนหลังว่าฮิโรกิไม่รู้เรื่องหลักอะไรที่ว่านี้หรอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเห็นแนวโน้มว่าเราอาจจะอาบน้ำและแต่งตัวเสร็จหลัง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;โมง ฮิโรกิก็บอกว่าเขาตัดสินใจทำมื้อเช้าที่บ้าน แต่ไม่รู้ว่าเราจะกินกันได้หรือเปล่า ผมให้ความมั่นใจแก่เขาว่า &amp;ldquo;พวกเรากินได้ทั้งนั้นแหละ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮิโรกินำขนังปังบาแก็ตมาหั่นเฉียงเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วทาเนยกระเทียม เอาเข้าเตาอบ จัดการทอดไข่ดาว&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ฟอง เตรียมสลัดกะหล่ำปลีและมะเขือเทศ จากนั้นบดเมล็ดกาแฟด้วยเครื่องบดมือ หอมกรุ่นไปทั้งบ้าน ตาสว่างตั้งแต่ยังไม่ดื่ม นำไปใส่กระดาษกรองขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนหม้อกาแฟ แล้วค่อยๆ เทน้ำร้อนลงไป กลายเป็นกาแฟแบบดริปที่ดูดีมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมหวั่นใจอยู่แล้ว เพื่อนร่วมทางของผมไม่กินไข่แดงที่ไม่สุกเต็มที่ ส่วนขนมปังกระเทียมก็กินเหลือหลายชิ้น เช่นเดียวกับสลัด เขาบอกฮิโรกิว่าอร่อยดี แต่เช้านี้ยังไม่ค่อยหิว ผมหยิบขนมปังที่เหลือในจานของเขามากินจนเกือบหมดเพื่อความรู้สึกที่ดีของเจ้าบ้าน ส่วนจานของผมนั่นเกลี้ยงตามมารยาทผสมความหิวไปตั้งนานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถไฟสายคินเท็ตสึ-นารา วิ่งผ่ากลางพื้นที่มรดกโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราว&amp;nbsp;11&amp;nbsp;โมง ฮิโรกิขับนิสสันไมโครคาร์พาเราออกจากที่จอดรถของอพาร์ทเมนต์ในเมืองยามาโตะโคริยามะ ระหว่างทางเขาชี้ให้ดูร้านราเม็งร้านโปรด สักพักพอเราอยู่บนถนนโอมิยะก็เห็นเรือโบราณลำหนึ่งจอดโชว์อยู่หน้าสถานที่ขนาดใหญ่ ฮิโรกิขับเข้าไปหาที่จอด เจ้าหน้าที่แนะนำว่าถ้าไม่ต้องการเสียค่าจอดรถก็ให้ซื้อสินค้าในนี้แล้วให้ร้านประทับตราลงในตั๋วจอดรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อากาศเย็นมากเมื่อเราเปิดประตูรถเดินออกไป ฮิโรกิบอกว่าเขาก็เพิ่งเคยมาสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก ประตูเมืองโบราณขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่แต่ไกล มีจุดให้ผู้มาเยือนตั้งกล้องถ่ายภาพคล้ายๆ เป็นขาตั้งกล้องเพื่อเล็งไปยังประตูนี้ ไม่ว่าจะเป็นกล้องใหญ่ กล้องเล็ก หรือแม้แต่กล้องโทรศัพท์มือถือ ฐานเล็งออกแบบเผื่อไว้เรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเราเดินไปยัง&amp;nbsp;Zuzakumon&amp;nbsp;ประตูเมืองสีแดง-ขาว หลังคาสีออกน้ำเงิน หน้าประตูกว้าง&amp;nbsp;25&amp;nbsp;เมตร ลึก&amp;nbsp;10&amp;nbsp;เมตร และสูง&amp;nbsp;22&amp;nbsp;เมตร &amp;nbsp;มีป้ายข้อความเขียนไว้ว่า &amp;ldquo;ประตูซูซากุตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของกำแพงทางด้านทิศใต้ เป็นประตูหลักของพระราชวังนารา ชื่อซูซากุมาจากภาษาจีน หมายถึงนกหงส์ไฟในตำนานที่คอยคุ้มครองป้องกันทางทิศใต้ ประตูนี้มี&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั้น ขนาดใหญ่กว่าประตูอื่นๆ ของพระราชวัง พื้นที่โล่งด้านหน้าใช้ในการเฉลิมฉลองงานสำคัญๆ เช่น ฉลองศักราชใหม่ ถนนที่ต่อจากลานโล่งนี้เคยมีความกว้างประมาณ&amp;nbsp;70&amp;nbsp;เมตร ชื่อถนนซูซากุ ทอดยาว&amp;nbsp;3.7&amp;nbsp;กิโลเมตรไปยังประตูราโช (ราโชมอน) ซึ่งเป็นประตูหลักของเมือง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประตูซูซากุและซูซากุอเวนิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระราชวังนารามีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าพระราชวังเฮโจะ&amp;nbsp;(Heijo-kyu)&amp;nbsp;เมื่อสมัยที่เมืองหลวงถูกเรียกว่าเฮโจะเกียว&amp;nbsp;(Heijo-Kyo)&amp;nbsp;ในยุคนารา ยุคนี้กินระยะเวลาระหว่างปี ค.ศ.&amp;nbsp;710ถึง ค.ศ.&amp;nbsp;794&amp;nbsp;ขณะที่ยุคก่อนหน้านั้นได้แก่ยุคโคฟุน&amp;nbsp;(ค.ศ.&amp;nbsp;269 &amp;ndash;&amp;nbsp;ค.ศ.&amp;nbsp;539)&amp;nbsp;ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีการบันทึกประวัติศาสตร์ เริ่มยุคด้วยจักรพรรดิองค์ที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ของญี่ปุ่น และยุคอะซุกะ&amp;nbsp;(ค.ศ.&amp;nbsp;539 &amp;ndash;ค.ศ.&amp;nbsp;710)&amp;nbsp;ล้วนตั้งอยู่บนพื้นที่ของจังหวัดนาราในปัจจุบัน ในสมัยก่อนเรียกว่าจังหวัดยามาโตะ จึงมีการเรียก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ยุคนี้รวมกันว่ายุคยามาโตะด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเดินไปที่กลางประตูซูซากุ มองออกไปยังที่ราบกว้างขวางเบื้องหน้า บริเวณนี้คือพระราชวังในอดีต มีพื้นที่ถึง&amp;nbsp;2,500&amp;nbsp;เฮคแตร์ หรือประมาณ&amp;nbsp;15,600&amp;nbsp;ไร่ สร้างขึ้นโดยอาศัยพระราชวังต้าหมิงกง เมืองฉางอาน ในสมัยราชวงศ์ถังของจีนเป็นต้นแบบ กำแพงสูงล้อมรอบทั้ง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ด้าน มีประตูพระราชวังรวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;12&amp;nbsp;ประตู &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเสียดายที่กาลเวลาและกองเพลิงหลายระลอกได้ทำลายพระราชวังเฮโจะลงเสียสิ้นหลังมีการย้ายเมืองหลวงไปยังเฮอัน หรือ &amp;ldquo;เกียวโต&amp;rdquo; จนบริเวณนี้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมอยู่ยาวนาน กระทั่งมีการขุดค้นพบฐานและซากของท้องพระโรงและตำหนักต่างๆ เมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำลองเท่าของจริง &amp;ldquo;เคนโตชิ&amp;rdquo; เรือคณะทูตญี่ปุ่นสู่จีนแผ่นดินใหญ่เมื่อเกือบ&amp;nbsp;1,500ปีก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประตูซูซากุนี้มีการสร้างขึ้นใหม่ตามเอกสารหลักฐานที่พอหาได้และเปิดโฉมต่อสาธารณะในปี ค.ศ.&amp;nbsp;1998&amp;nbsp;นอกจากนี้ก็ยังมีอุทยานพระราชวังตะวันออกที่ฟื้นคืนชีพพร้อมๆ กัน และในปีเดียวกันนี้องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้ส่วนของพระราชวังที่ถูกขุดค้นขึ้นและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นมรดกโลก ส่วนอาคารและพื้นที่รายรอบห่างออกไปไม่ไกลอีกจำนวนหนึ่งก็ได้ถูกจัดให้เป็น &amp;ldquo;อนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์แห่งนาราโบราณ&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นในปี ค.ศ.&amp;nbsp;2010&amp;nbsp;เมื่อเมืองหลวงนารา (เฮโจะเกียว) มีอายุครบรอบ&amp;nbsp;1,300&amp;nbsp;ปี ท้องพระโรงว่าราชการได้ถูกสร้างขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จ มีการเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกทั่วทั้งจังหวัดนารา การก่อสร้างส่วนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ดำเนินการเรื่อยมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ผมไปเยือนและยืนมองอยู่นี้มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่ถูกคลุมผ้าไว้ทั้งหมด โดยผ้านี้มีรูปของประตูวังโบราณติดอยู่ตรงกลาง เหมือนจะบอกให้รู้ว่าสิ่งที่ถูกคลุมอยู่ก็คือประตูวังประตูหนึ่งที่กำลังสร้างขึ้นใหม่บนฐานเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมรู้สึกอยู่ว่ามีอะไรแปลกๆ มากั้นทัศนียภาพ ทันใดนั้นก็มีรถไฟวิ่งผ่ากลางพระราชวังเฮโจะ สิ่งที่ไม่เข้ากับวิวที่ผมรู้สึกก็คือเสาและสายไฟนั่นเอง ขณะนี้มีภาพและเสียงของรถไฟเข้ามาเสริมอีก ฮิโรกิบอกว่าเป็นรถไฟสายคินเท็ตสึ-นารา ของบริษัทคินเท็ตสึเรลเวย์ ก็ให้สงสัยว่าทางการญี่ปุ่นอนุญาตให้รถไฟวิ่งผ่านพื้นที่มรดกโลกได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มุมมองจากเรือเคนโตชิสู่อาคารศูนย์ประชาสัมพันธ์และประตูซูซากุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้อ่านข่าวเก่าจากเจแปนไทม์ก็ทราบว่าชาวนาราไม่ค่อยพอใจภาพที่เป็นอยู่ ส่วนนักท่องเที่ยวก็รู้สึกผิดหวัง ทำให้ทางเมืองและจังหวัดเสนอแผนให้มีการย้ายเส้นทางรถไฟ บริษัทคินเท็ตสึก็คงต้องดำเนินการตามนั้นในไม่ช้า หนังสือพิมพ์กระทุ้งตอนท้ายว่ารัฐบาลกลางควรขยับเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ด้วย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลมเริ่มพัดแรงเหมือนฝนใกล้จะตก ฮิโรกิพาเราเดินเข้าไปยังตัวอาคารที่เรือโบราณจอดอยู่ใกล้ๆ เป็นอาคารศูนย์การประชาสัมพันธ์ มีนิทรรศการประวัติศาสตร์การเดินทางจากญี่ปุ่นในยุคนาราไปยังจีนในยุคราชวงศ์ถังที่คาดว่ามีทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ครั้ง ไกด์อาวุโสที่เกษียณอายุแล้วมาเป็นอาสาสมัครอธิบายข้อมูลให้นักท่องเที่ยวฟัง ลุงแกพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ ผมต้องรบกวนฮิโรกิแปลให้ฟังอยู่หลายนาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเราเดินไปตามทางเดินที่นำไปสู่ตัวเรือเคนโตชิ เรือที่ใช้ล่องฝ่าคลื่นลมไปยังจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อเกือบ&amp;nbsp;1,500&amp;nbsp;ปีก่อน เรือสร้างจำลองขึ้นในขนาดเท่าของจริง ยาว&amp;nbsp;30&amp;nbsp;เมตร กว้าง&amp;nbsp;9.6เมตร จัดวางข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องมือเดินเรือในสมัยนั้นตามหลักฐานอ้างอิง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระหว่างทางเดินไปยังตัวเรือมีประวัติ เขียนแยกไว้สี่-ห้าป้าย สรุปได้ว่า ก่อนออกเดินทาง คณะทูตของจักรพรรดิที่ได้รับบัญชาได้ไปสักการะขอพรจากเทพเจ้าศาลเจ้าชินโตที่ศักดิ์สิทธิ์ในสมัยนั้น เรือแล่นผ่านเกาะต่างๆ เข้าทะเลเซโตะใน ออกจากญี่ปุ่นสู่ทะเลจีนตะวันออกแล้วมุ่งหน้าจีนแผ่นดินใหญ่ ใช้เวลา&amp;nbsp;7&amp;nbsp;วันก็ถึงท่าเรือทีปากแม่น้ำแยงซีและเข้าจอดเมื่อได้รับอนุญาต จากนั้นคณะทูตสันถวไมตรีประมาณ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;คนเดินทางต่อไปยังเมืองลั่วหยาง เมืองสำคัญทางด้านตะวันออกของแผ่นดินถัง แล้วก็เดินทางต่อจนถึงเมืองฉางอานในที่สุด เข้าเฝ้าจักรพรรดิจีนพร้อมเครื่องราชบรรณาการ เป็นอันว่าภารกิจอันใหญ่หลวงสำเร็จลุล่วงอย่างน่าพอใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูเรืออยู่ได้ไม่กี่นาทีฝนก็ลงเม็ดจึงพากันเดินเข้าตัวอาคาร ผ่านร้านขายของที่ระลึก ฮิโรกิแวะซื้อกาแฟในคาเฟ่ของศูนย์ประชาสัมพันธ์ และไม่ลืมให้พนักงานแสตมป์บัตร แล้วเราก็วิ่งฝ่าฝนและลมแรงไปขึ้นรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ร้านราเม็งชาบาตอง ถูกใจทั้งพวก&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ล้อ และ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ล้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮิโรกิขับผ่านร้านราเม็งของเขาอีกครั้ง มองดูนาฬิกาแล้วก็ถามผมว่าอยากกินมื้อเที่ยงหรือยัง ผมตอบโอเคโดยไม่ต้องคิด หน้าร้านเขียนไว้เป็นภาษาญี่ปุ่น มีภาษาอังกฤษอยู่ตรงกลางเขียนว่าwww.muteppou.com&amp;nbsp;โดยที่ชื่อร้านจริงๆ คือ &amp;ldquo;ชาบาตอง&amp;rdquo; เรานั่งรอคิวหน้าร้านอยู่ไม่นานนักก็ถูกเรียกเข้าไปข้างใน ต้องหยอดเหรียญกดเมนูจากเครื่องออกตั๋วแล้วไปนั่งที่โต๊ะ พนักงานมารับตั๋วแล้วถามว่าต้องการซุปแบบไหน ฮิโรกิแนะนำให้สั่งแบบซุปกระดูกหมูเข้มข้น ก็เลยสั่งมาเหมือนกันทั้ง&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ชาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราเม็งเสิร์ฟมาในชามใหญ่ยักษ์ ราคาชามละ&amp;nbsp;8&amp;nbsp;ร้อยกว่าเยนเท่านั้น รสชาติอร่อยล้ำสมเป็นร้านโปรดที่ฮิโรกิแนะนำให้เราลิ้มลอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าถิ่นกินเหลือเฉพาะซุปครึ่งชาม ผมกินเกือบเกลี้ยง เหลือซุปนิดหน่อย ซี่โครงหมูที่สั่งมาต่างหากชิ้นละ&amp;nbsp;300&amp;nbsp;เยนก็ไม่เหลือ ส่วนเพื่อนร่วมทางของผมกินเหลือครึ่งชามทั้งน้ำทั้งเส้น รักษาเอกลักษณ์ไว้อย่างคงเส้นคงวา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35052</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยวญี่ปุ่น, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
