<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/05/2020 20:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/05/2020 20:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลากั๊ตบาไปฮานอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ &amp;ldquo;เกาะกั๊ตบา&amp;rdquo; ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเวียดนาม ก่อนหน้านั้นมักจะอยู่ในโปรแกรมต่อเนื่องหรือถูกผูกอยู่ในทริปเดียวกับการเที่ยวอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) แต่เมื่อมีการพัฒนาสาธารณูปโภคด้านต่างๆ ขึ้นบนเกาะเพื่อรองรับการท่องเที่ยวอย่างจริงๆ จังๆ ผู้คนก็นิยมเดินทางตรงจากกรุงฮานอยมายังเกาะกั๊ตบาโดยไม่ต้องไปผ่านอ่าวฮาลองมากขึ้นเพราะใช้เวลาพอๆ กัน และหากจะบินมาลงที่เมืองไฮฟองแล้วนั่งเรือมาเกาะกั๊ตบาก็ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว อีกทั้งจากเกาะกั๊ตบานักท่องเที่ยวสามารถซื้อทัวร์ล่องเรือชมอ่าวฮาลองสบายๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุผลที่การท่องเที่ยวเกาะกั๊ตบาเริ่มต้นช้าก็เหมือนกับหลายๆ แห่งทั่วทั้งเวียดนามนั่นก็คือ การอยู่ในภาวะสงครามที่ยาวนาน นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อเนื่องด้วยสงครามขับไล่ฝรั่งเศส สงครามขับไล่สหรัฐอเมริกา หรือสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 แล้วยังตามมาด้วยสงครามกับกัมพูชา (เขมรแดง) ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามอินโดจีนครั้งที่ 3 กว่าประเทศจะสงบแท้จริงก็ราวๆ ปี ค.ศ.1990 เข้าไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุดท่องเที่ยวน่าสนใจบนเกาะกั๊ตบานอกจากหาดกั๊ตกอ (Cat Co) ทั้ง 3 หาดที่ได้กล่าวถึงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ยังมีอีกหลายแห่ง ขอยกตัวอย่างป้อมปืนใหญ่ (Cannon Fort) ความสูงจากระดับน้ำทะเล 177 เมตร ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีมาก บริเวณใกล้ๆ ปลายแหลมทางด้านใต้ของเกาะ กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นระหว่างการยึดครองเวียดนามในสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้กลับบ้านฝรั่งเศสก็มายึดป้อมแห่งนี้ใช้ในสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 เมื่อฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำและกำลังจะหนีออกจากเกาะ ฝ่ายทหารในพื้นที่ได้รับคำสั่งให้ทำลายปืนทั้งหมด ทว่าฝ่ายกองทัพเวียดนามมีฝีมือพอที่จะซ่อมแซมอย่างรวดเร็วจนทันได้ยิงเรือฝรั่งเศสที่กำลังเผ่นหนี ส่วนในสงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 หรือสงครามขับไล่สหรัฐอเมริกา มีรายงานว่าปืนต่อต้านอากาศยานจากป้อมแห่งนี้มีโอกาสได้ยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดของกองทัพลุงแซมตกอ่าวตังเกี๋ยไปหลายลำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ร้านที่มีสัญลักษณ์ ATM บนเกาะกั๊ตบาไม่ได้แปลว่ามีเครื่องเอทีเอ็มอยู่ภายในร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป้อมปืนใหญ่ในปัจจุบันนอกจากมีไว้ศึกษาประวัติศาสตร์แล้วก็ยังเป็นจุดชมวิวหมู่เกาะกั๊ตบา (Cat Ba Archipelago) ที่มีจำนวนถึง 367 เกาะ เกาะเล็กเกาะน้อยอยู่ในอ่าวลานฮา (ส่วนขยายของอ่าวฮาลอง) ป้อมปืนใหญ่นี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองกั๊ตบาในย่านท่าเรือ หากเดินเท้าก็ใช้เวลาแค่ประมาณ 30 นาที แต่ส่วนมากนักท่องเที่ยวมักเช่ามอเตอร์ไซค์หรือนั่งแท็กซี่ขึ้นไปมากกว่า น่าเสียดายที่ช่วงเวลาขณะผมไปเยือนเกาะกั๊ตบาป้อมปืนใหญ่แห่งนี้อยู่ในระหว่างปิดการเข้าเยี่ยมชม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างที่ได้กล่าวไปว่าเครื่องบินของกองทัพสหรัฐได้ทิ้งระเบิดลงมาบนเกาะนี้อย่างหนักระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่ 2 ชาวเวียดนามต้องหลบระเบิดในถ้ำต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วทั้งเกาะ ปัจจุบันถ้ำบางแห่งได้กลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงพยาบาลถ้ำ (Hospital Cave) ที่ถูกสร้างต่อเติมลงไปถึง 3 ชั้น ใช้รักษาผู้บาดเจ็บและเป็นที่หลบระเบิดของนายทหารเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
จะบนแผ่นดินใหญ่หรือเกาะไหนๆ ในเวียดนามหนีไม่พ้นต้องสร้างตึกเป็นรูปกลักไม้ขีดตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการผจญภัยแนวไต่เขาและปีนผาทั้งหลาย เกาะกั๊ตบารองรับได้ไม่ตกหล่น หนึ่งในนั้นคือที่หุบเขาผีเสื้อ (Butterfly Valley) ผมได้อ่านบล็อกเกอร์บางคนเขียนไว้ว่าอย่าได้คาดหวังว่าจะเจอฝูงผีเสื้อกลุ้มรุมห้อมล้อม หุบเขาแห่งนี้มีผีเสื้ออยู่จริงแต่จำนวนไม่ได้มากมายดาษดื่นราวกับภาพฝันในนิยาย หากแต่เป็นสถานที่สำหรับนักปีนผามากกว่า อย่างไรก็ตามภาพหุบเขาผีเสื้อบนผนังล็อบบี้ในโรงแรมก็ดูสวยงามชวนชมอยู่ไม่น้อย จนผมเกือบจะเช่ามอเตอร์ไซค์ขับไปหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หุบเขาผีเสื้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติกั๊ตบาที่กินพื้นที่ 109 ตารางกิโลเมตร (ไม่รวม 52 ตารางกิโลเมตรที่เป็นลากูนหรือผืนน้ำบนเกาะและป่าชายเลน) หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของเกาะ เมื่อปี ค.ศ.2004 องค์การยูเนสโกประกาศให้เกาะกั๊ตบา (รวมถึงหมู่เกาะ) เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลเพื่อการอนุรักษ์ การสำรวจวิจัยทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยกำหนดให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนเล็กๆ ในเขตพื้นที่กันชนของอุทยานเพื่อให้การอนุรักษ์เดินไปคู่กับเป้าหมายทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพของเกาะกั๊ตบานั้นข้อมูลจากเว็บไซต์วิกิพีเดียระบุว่า มีพืชประจำถิ่นอยู่ถึง 1,561 ชนิด ในจำนวนนี้มีสมุนไพรอยู่ 661 ชนิด ส่วนสัตว์ประจำถิ่นมีอยู่ 279 ชนิด โดย 23 ชนิดกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ มีสัตว์ปีกอยู่ 160 ชนิด สัตว์เลื้อยคลานและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 66 ชนิด แมลง 274 ชนิด สัตว์ทะเล 900 ชนิด ปะการัง 178 ชนิด งูทะเล 7 ชนิด เต่าทะเล 4 ชนิด และสาหร่ายทะเล 21 ชนิดพบทั่วหมู่เกาะกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
อ่าวลานฮาภาพสุดท้ายมองออกไปผ่านกระจกรถบัส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัตว์ตัวเอกของเกาะกั๊ตบาก็คือค่างกั๊ตบา หรือค่างกระหม่อมทอง (Golden-headed Langur) มีอยู่เฉพาะบนเกาะนี้เท่านั้น ถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดในโลก จากที่เคยมีอยู่ประมาณ 2,400-2,700 ตัว พวกมันถูกล่าเพื่อนำไปทำยาตามความเชื่อโบราณ อีกทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยถูกบุกรุกจนพื้นที่ลดน้อยถอยลง ปัจจุบันพบค่างกั๊ตบาเหลืออยู่เพียง 68 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดที่กล่าวมาคือส่วนหนึ่งของสภาพการท่องเที่ยวรวมๆ ของเกาะกั๊ตบา น่าเสียดายอย่างยิ่งที่ผมไม่ได้ไปไหนอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ต้องเดินทางออกจากเกาะหลังจากนอนค้างได้ 2 คืน ภารกิจกลับเมืองไทยทางบกกำลังหมิ่นเหม่เพราะกำหนดการบางอย่างแทรกเข้ามาจนอาจมีเวลาไม่พอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วานนี้ผมได้จองตั๋วรถบัสกั๊ตบา-ฮานอยจากโรงแรมไว้แล้ว ราคา 250,000 ดอง หรือประมาณ 300 บาท กำหนดรถออกเวลา 12.30 น. กินมื้อเช้าไข่คนกับขนมปังบาแก็ตแล้วก็ให้โรงแรมคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดหวังจะจ่ายด้วยบัตรเดบิต แต่ทางโรงแรมรับเฉพาะบัตรเครดิตซึ่งผมไม่มี จึงต้องเดินหาตู้เอทีเอ็มกดเงิน เดินไปทางซ้ายผ่านหน้าท่าเรือกั๊ตบาไปราว 500 เมตร ตู้ของธนาคารไซ่ง่อนในโรงแรมแห่งหนึ่งไม่สามารถใช้งานได้ ขึ้นข้อความ Out of Order เดินกลับไปทางขวาของท่าเรือเจอตู้ของธนาคารเพื่อการเกษตร (AgriBank) ตั้งติดกัน 2 ตู้แต่ใช้การไม่ได้เลยสักตู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ป่าชายเลนเกาะกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมลองเปิดแผนที่กูเกิลในมือถือหาตู้เอทีเอ็มในรัศมีที่พอเดินได้ ในแผนที่ระบุว่าเป็น ATM หลายแห่ง แต่ผมทราบดีว่าพวกนี้เป็นแค่ร้านแลกเงิน ลองเดินไปร้านที่อยู่ไกลสุดในตลาดกั๊ตบาเพื่อจะเดินไล่กลับมาทีละร้าน ถามผู้หญิงในร้านว่ามีตู้เอทีเอ็มจริงหรือ เธอเอามือไปเคาะที่เครื่องรูดบัตร ทางร้านจะรูดบัตรเสมือนว่าเราได้ซื้อสินค้าบางอย่างแล้วจ่ายเงินสดให้เราตามจำนวนที่ต้องการโดยคิดค่ารูดครั้งละ 4 เปอร์เซ็นต์ของยอดเงิน คงใช้ได้ทั้งบัตรเดบิตและเครดิตตระกูล Visa และ Mastercard ผมถอยออกมา ลองแวะถามอีก 2 ร้านที่มีสัญลักษณ์ ATM อยู่หน้าร้าน แต่ภายในไม่มีตู้เอทีเอ็ม มีแต่เครื่องรูดบัตรเหมือนๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดความท้อใจและหวาดหวั่น หากตู้เอทีเอ็มใช้งานไม่ได้ภายใน 1 ชั่วโมงนี้คงไม่แคล้วต้องยอมลงให้กับบริการเอทีเอ็มจำแลงของพวกร้านแลกเงิน เมื่อเดินกลับไปที่ตู้ของธนาคารเพื่อการเกษตร มีฝรั่งยืนรออยู่ 2 คน ชาวเวียดนามอีก 1 คน ทำให้รู้สึกมีความหวังขึ้นมา ในที่สุดก็ทราบว่าเจ้าหน้าที่ของธนาคารกำลังเติมเงินสดเข้าไปในตู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่กี่นาทีระหว่างนี้มีคนมายืนเข้าคิวเพิ่มอีกหลายคน ผมต่อคิวหลังหนุ่มเวียดนามที่มายืนคอยอยู่ก่อน เขาใช้เวลากดเงินนานมาก กดแล้วกดอีก จนเงินสดเป็นฟ่อนเต็มมือ เขาน่าจะเป็นคนจากร้านรับแลกเงิน และผมก็มีสิทธิ์ที่จะสงสัยว่าพวกนี้นอกจากมีความจำเป็นต้องนำเงินสดไปใช้ในการแลกกับเงินสกุลต่างประเทศจากนักท่องเที่ยวแล้ว ก็ยังอาจตั้งใจให้เงินในตู้เอทีเอ็มหมดเกลี้ยง เพราะเมื่อเงินหมดตู้เอทีเอ็มนักท่องเที่ยวที่ไม่มีเงินสดใช้จ่ายก็คงหนีไม่พ้นต้องไปพึ่งพวกร้านแลกเงินที่รออยู่พร้อมเครื่องรูดบัตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมกดเงินสำเร็จแล้วก็เดินไปกินกาแฟที่ร้าน Start Up เหมือนเช่นเมื่อวาน ชื่นใจกับโรบัสต้าจากดาลัตแล้วเดินกลับโรงแรมเพื่อจ่ายเงิน ขึ้นห้องไปอาบน้ำเก็บกระเป๋า ลงมาเวลาเที่ยงตรง รอครู่เดียวก็มีคนเดินมารับพาไปขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่หน้าปากซอย บนรถมีฝรั่งหนุ่มสาวนั่งกันอยู่บ้างแล้ว บางคนยกเท้าขึ้นมาพาดเก้าอี้ตัวหน้าลักษณะปลายเท้าชี้ขึ้นหลังคารถ หนุ่มคนหนึ่งนินทาพนักงานโรงแรมในกั๊ตบาว่า &amp;ldquo;โง่&amp;rdquo; ผมได้ยินคำว่า &amp;ldquo;Stupid&amp;rdquo; เต็ม 2 หู ทำให้นึกรังเกียจฝรั่งประเภทนี้ขึ้นมาจับใจ ซึ่งในบ้านเราก็มีเพ่นพ่านเป็นจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ท่าเรือ Cai Vieng ในเขต Phu Long เกาะกั๊ตบา สำหรับข้ามฝั่งไปยังเกาะกั๊ตไฮก่อนจะนั่งบัสต่อไปกรุงฮานอย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถบัสคันนี้เป็นของบริษัททัวร์ชื่อ Daiichi Travel ตระเวนรับผู้โดยสารตามโรงแรมต่างๆ ยาวไปจนออกจากเขตเมืองหน้าท่าเรือกั๊ตบา ขับเลียบฝั่งด้านตะวันตกของเกาะไปสู่ท่าเรือ Cai Vieng ในเขต Phu Long ผู้โดยสารลงจากรถบัสไปขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามสู่ท่าเรือ Got บนฝั่งเกาะกั๊ตไฮโดยใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที จากนั้นลงจากเรือไปขึ้นรถบัสคันใหม่ที่จอดรออยู่ รถข้ามสะพานยาวสู่แผ่นดินใหญ่เมืองไฮฟองก่อนมุ่งหน้ากรุงฮานอย จอดป้ายสุดท้ายที่หน้าสำนักงานบริษัท Daiichi Travel ใกล้ทะเลสาบหว่านเกี๋ยมเวลาประมาณ 5 โมงเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนนั่งมาในรถบัสผมได้จองที่พักชื่อ Mylan Guesthouse ในเขตเมืองเก่า (Old Quarter) บนถนน Hang Bo เดินประมาณ 1 กิโลเมตรก็เห็นป้ายเกสต์เฮาส์ เปิดประตูเข้าไปเจอทั้งคลินิกทำฟันและคนเย็บผ้า ความจริงผมต้องเปิดประตูเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ จึงจะเป็นทางเข้าเกสต์เฮาส์ แม้ว่ากิจการต่างๆ เหล่านี้จะมีเจ้าของเป็นครอบครัวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กสาวคนหนึ่ง คงเป็นลูกหลานในครอบครัวนี้ยื่นกุญแจห้องให้ผมแล้วเธอก็เดินนำขึ้นบันไดไป 4 ชั้น ถึงห้อง 401 แล้วสาวน้อยก็กลับลงไป พิจารณาดูจึงทราบในตอนนี้ว่าเป็นตึกเก่าสไตล์โคโลเนียลฝรั่งเศส ห้องพักสะอาดดี มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน แต่เตียงนอนนุ่มไปหน่อย ถือว่าคุ้มราคาราวๆ 500 บาท อาบน้ำแล้วออกไปกินเฝอไก่ชามละ 20,000 ดองในร้านริมถนนไม่ห่างจากเกสต์เฮาส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในย่านนี้มีร้านขายวิสกี้และไวน์ร้านเล็กๆ ที่อยากพูดถึงร้านหนึ่ง ชื่อ The Liquor Store &amp;ndash; At the best Prices บนถนน Hang Ga ตรงหัวมุมที่ตัดกับถนน Hang Vai วิสกี้หลายตัวราคาถูกกว่าดิวตี้ฟรี ส่วนไวน์นั้นมีจากฝรั่งเศสและเวียดนาม ผมสนใจเฉพาะไวน์จากดาลัต เด็กหนุ่มในร้านกล่าวอย่างมั่นใจว่าสินค้าร้านเขาถูกกว่าร้านอื่นๆ ในฮานอยด้วยกัน เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อผมจำไวน์บางตัวไปเปรียบเทียบกับร้านอื่น คืนนี้ผมซื้อไวน์จากดาลัตขวดเล็ก 1 ขวด ราคาตกประมาณ 100 บาทเท่านั้น ให้เขาเปิดจุกคอร์กแบบไม่สุดเพื่อไว้ใช้มือดึงออกเองได้ยามจะดื่มในเกสต์เฮาส์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
บัสวิ่งไปบนสะพานข้ามแม่น้ำแดงเข้าสู่ตัวเมืองกรุงฮานอย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เก็บขวดไวน์ใส่เป้แล้วเดินไปแถววงเวียนน้ำพุริมทะเลสาบหว่านเกี๋ยม ใจกลางของเขตเมืองเก่าฮานอย ปกติบริเวณนี้จะจอแจไปด้วยมอเตอร์ไซค์ นักท่องเที่ยวมือใหม่ต้องรอกันหลายนาทีกว่าจะได้ข้ามถนน วันนี้ไม่มีรถราอย่างเคย กลายเป็นย่านถนนคนเดิน เวทีใหญ่เปิดการแสดงทางวัฒนธรรมตั้งอยู่ใกล้ๆ วงเวียน มีกิจกรรมดนตรีอยู่ตามจุดต่างๆ วงลีลาศกำลังมีนักเต้นวาดลวดลายอยู่หลายคู่ ริมถนนเต็มไปด้วยแผงและรถเข็นขายอาหาร ส่วนมากเป็นพวกปิ้งย่างและผลไม้ดองรับลมหนาว ผมได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งว่าทุกสุดสัปดาห์ย่านนี้จะถูกแปลงโฉมให้เป็นถนนคนเดิน ด้านตลาดกลางคืนหรือไนต์มาร์เก็ตขายเสื้อผ้าและของที่ระลึกก็เริ่มจากหัวถนนที่เชื่อมจากวงเวียนน้ำพุต่อยาวขึ้นไปทางทิศเหนือ ฮานอยยามนี้เต็มไปด้วยฝรั่งนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีวงดนตรีแจ๊สของคณะวัยกลางคนเล่นแบบเปิดหมวกอยู่ทางตะวันตกของวงเวียนน้ำพุใกล้ๆ ร้านน้ำชาเฉพาะกิจที่ตั้งเก้าอี้พลาสติกไว้หลายสิบตัว คนหนุ่มสาวนั่งดื่มชาและแทะเมล็ดทานตะวันจนเปลือกเกลื่อนพื้น ผมเข้าไปซื้อเบียร์กระป๋องมานั่งดื่มฟังเพลงได้เพลงเดียววงดนตรีก็เลิก พอดีกับที่เกิดความคิดจะไปเที่ยวเมืองนิงห์บิงห์แบบไปเช้าเย็นกลับขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใกล้ๆ เกสต์เฮาส์มีออฟฟิศทัวร์เล็กๆ เรียงกันอยู่หลายเจ้า ผมเดินเข้าไปที่ Sinh Travel ป้ายหน้าออฟฟิศเขียนไว้ว่า Ninh Binh 1 Day &amp;ndash; 25 USD พนักงานขายบอกว่า 25 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับทัวร์ที่ไม่มีไกด์ หากรวมไกด์ราคาอยู่ที่ 35 ดอลลาร์ (วันต่อมาผมเจอลุงชาวอินเดียในคณะเดียวกันแกซื้อได้ในราคา 30 ดอลลาร์) ออกเดินทางเวลา 8 โมงตรง ผมขอต่อรอง 8 โมงครึ่ง เธอก็ตกลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมจ่ายด้วยบัตรเดบิต พนักงานขอคิดค่ารูดบัตร 4 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวม ผมบอกเธอว่าบัตรเดบิตนี้เป็นแบบพิเศษ ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่คิดค่าประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน 2.5 เปอร์เซ็นต์ และเรตเป็นสากลตามการซื้อขายประจำวันของตลาดโลก เธอพยักหน้าแบบงงๆ แล้วพูดว่า &amp;ldquo;ฉันเชื่อคุณ&amp;rdquo; ในใจคงคิดว่ามันเกี่ยวอะไรกัน จากนั้นเธอก็แจ้งอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นเงินดองในเรตที่ผมเสียเปรียบดอลลาร์ละ 2,000 ดอง เธอนำบัตรไปรูดโดยชาร์จเป็นเงินดอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คมสยามยังเฉือนคมเวียดนามไม่ลงอยู่เช่นเดิม.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66103</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยวเวียดนาม, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เกาะกั๊ตบา, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg  </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2020 19:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2020 19:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาะกั๊ตบา: เบียร์สด หาดทราย และชายสูงวัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กั๊ตบาอยู่ในอ่าวฮาลอง (Ha Long Bay) แต่หากจะพูดให้ตรงต้องบอกว่าเกาะกั๊ตบาอยู่ในอ่าวลานฮา (Lan Ha Bay) ส่วนต่อขยายของอ่าวฮาลอง เกาะกั๊ตบามีขนาดถึง 285 ตารางกิโลเมตร ขณะที่อ่าวฮาลองในเขตชั้นใน (Core Zone) มีเกาะเล็กเกาะน้อยรวม 775 เกาะ กินพื้นที่ 334 ตารางกิโลเมตร พูดได้ว่ากั๊ตบาเกาะเดียวใหญ่เกือบเท่ากับอ่าวฮาลองในเขตชั้นใน ทว่าสองส่วนนี้อยู่กันคนละสังกัด อ่าวฮาลองขึ้นกับจังหวัดกว่างนิงห์ ด้านเกาะกั๊ตบาขึ้นกับเมืองไฮฟอง ซึ่งไฮฟองเป็น 1 ใน 5 เมืองของเวียดนามที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง อีก 4 เมืองที่เหลือได้แก่ ฮานอย โฮจิมินห์ ดานัง และเกิ่นเทอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ทางเดินเลียบอ่าวใกล้ท่าเรือกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อ 6 ปีก่อน ผมเคยซื้อทัวร์เดินทางจากฮานอยไปอ่าวฮาลอง แพ็กเกจมีให้เลือก 2 แบบ คือ 2 วัน 1 คืน และ 3 วัน 2 คืน ผมซื้อแบบแรก ได้นอนค้างคืนในห้องพักของเรือ หากซื้อแบบหลัง คืนที่ 2 ก็จะได้นอนที่เกาะกั๊ตบาแห่งนี้ เพราะเกาะกั๊ตบาเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่เกาะในอ่าวฮาลองที่มีผู้คนอยู่อาศัยและมีโรงแรมที่พัก โดยโรงแรมที่พักส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ไม่ห่างจากท่าเรือกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วผมได้เล่าถึงการได้พบเจอกับพ่อลูกจากนครโฮจิมินห์ซิตีคู่หนึ่งระหว่างรอขึ้นเรือมาด้วยกันจากเมืองไฮฟอง ฝ่ายคุณพ่อคงจะอายุประมาณ 70 ปี แกชื่อ &amp;ldquo;ซุง&amp;rdquo; เขียนว่า Dung ทำให้ผมนึกถึงชื่อของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ที่ฝรั่งและคนไทยส่วนใหญ่ออกเสียงเป็น &amp;ldquo;โง ดิน เดียม&amp;rdquo; เพราะเขียน Ng&amp;ocirc; Đ&amp;igrave;nh Diệm แต่ชาวเวียดนามออกเสียงว่า &amp;ldquo;โม ดิง เซียม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาษาเวียดนามนั้นแค่พยัญชนะต้น เช่นในกรณีนี้คือตัว D เขียนต่างกันก็จะออกเสียงต่างกัน แล้วพอมาดูสระก็พบว่ามีเครื่องหมายต่างๆ ขีดล่างขีดบนเอียงซ้ายเอียงขวาเพิ่มเติมเข้ามามากมาย เรียกว่า Diacritic (เครื่องหมายกำกับการอ่านออกเสียง) ทำให้เดาทางการอ่านภาษาเวียดนามไม่ออกเลย อย่างเมืองใกล้ทะเลทางใต้ของประเทศที่ชื่อ Nha Trang พิธีกรรายการทีวีของไทยหัวทิ่มไปหลายคนแล้ว เพราะไปอ่านว่า &amp;ldquo;นา ตรัง&amp;rdquo; แต่ที่จริงออกเสียงว่า &amp;ldquo;ยา จาง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
หาดกั๊ตกอ 1 มองจากทางเดินลงหาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีตนั้นเวียดนามเคยถูกยึดครองโดยจีนอยู่นับพันปี คำศัพท์ในภาษาเวียดนามส่วนมากเป็นคำยืมจากภาษาจีน เช่นเดียวกับภาษาเขียนที่คล้ายคลึง เมื่อได้รับอิสรภาพเด็ดขาดจากจีนก็ไม่ค่อยอยากใช้ภาษาจีนเพราะแค้นเคืองไม่หาย ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีมิชชันนารีจากโปรตุเกสและอิตาลีเข้ามาในเวียดนาม พวกหมอสอนศาสนาแปลและถ่ายทอดภาษาของทั้งสองฝ่ายไปมา จนสุดท้ายเวียดนามได้ใช้ภาษาละตินในรูปแบบเฉพาะที่ปรับจากภาษาโปรตุเกสในการเขียนการอ่านมาจนถึงทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มิสเตอร์ซุงและลูกสาววัยกลางคนที่จนบัดนี้ผมก็ไม่เคยทราบว่าเธอชื่ออะไร มีน้ำใจกับผมมากตลอดที่นั่งรอเรือและโดยสารเรือมาด้วยกัน เมื่อเรือจอดแล้วทั้งสองก็หาที่นั่งแถวลานกว้างหน้าท่าเรือเพื่อรอคนมารับเข้าที่พัก ผมลาทั้งคู่เดินไปยังโรงแรมที่ได้จองไว้ ระหว่างนั่งมาในเรือ มิสเตอร์ซุงกล่าวอย่างมั่นใจว่า &amp;ldquo;พบกันใหม่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
หาดกั๊ตกอ 1 ยามเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมขออธิบายลักษณะตัวเมืองเล็กๆ นี้สักหน่อย ท่าเรือกั๊ตบาตั้งอยู่ในอ่าวฝั่งตะวันตก ใกล้ๆ กับปลายแหลมหรือติ่งด้านใต้สุดของเกาะ เมื่อขึ้นจากท่าเรือแล้วเดินลอดซุ้มประตูโค้งออกไปเราจะพบกับลานกว้าง มีบ่อน้ำพุตรงกลาง ในภาษาอังกฤษอาจเรียกว่า &amp;ldquo;สแควร์&amp;rdquo; แปลว่า &amp;ldquo;จัตุรัส&amp;rdquo; แม้ว่าจะไม่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมก็ตาม หลังลานกว้างนี้ก็เป็นถนนเส้นหลัก 6 เลนทอดผ่านย่านหน้าท่าเรือ ชื่อถนน Mot Thang Tu ด้านหลังถนนมีโรงแรมที่พักราคาประหยัด ความสูงเฉลี่ยประมาณ 5 ชั้นเรียงกันไปทั้งทางซ้ายและทางขวา ระหว่างโรงแรมก็มีร้านอาหาร ผับ บาร์ แซมอยู่เป็นระยะ ด้านหลังของกลุ่มอาคารพวกนี้คือแนวของภูเขาหินปูน เหมือนกับว่าโรงแรมสร้างประจันหน้าทะเลและหลังพิงอยู่กับภูเขา เวลาจองห้องพักแบบออนไลน์มักจะมีให้เลือก &amp;ldquo;วิวทะเล&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;วิวภูเขา&amp;rdquo; ท่านอย่าได้เลือก &amp;ldquo;วิวภูเขา&amp;rdquo; เป็นอันขาด เพราะจะมองไม่เห็นอะไรนอกจากหินผาในระยะประชิด นอกจากว่าท่านชอบมันจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากเดินตรงจากท่าเรือผ่านลานกว้าง ข้ามถนนไปจะมีถนนชื่อ Nui Ngoc ตัดไปจากถนน Mot Thang Tu ขึ้นเนินไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ มีซอยย่อยเล็กๆ มากมายตัดไปจากถนน Nui Ngoc อีกที แล้วยังมีถนนที่ตัดจากถนน Nui Ngoc นี้ไปเชื่อมกับถนน Cai Beo ที่นำไปสู่เมืองชั้นในของเกาะกั๊ตบา รวมถึงอีกฝั่งของเกาะ ส่วนถนน Nui Ngoc สุดท้ายก็วาดเส้นโค้งไปทางด้านขวาแล้วดิ่งตรงกลับลงใต้เป็นรูปคล้ายตัว U กลับหัวมาบรรจบกับถนน Mot Thang Tu ทำให้เห็นเหมือนว่ามีถนน Nui Ngoc 2 เส้น และระหว่างถนน Nui Ngoc&amp;nbsp; 2 เส้นนี้มีทางเชื่อมกันอยู่ด้วยเส้นหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
รถชัตเทิลไฟฟ้าวิ่งให้บริการผ่านย่านท่าเรือกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่พักของผมอยู่ในซอยหนึ่งบนถนน Nui Ngoc ห่างจากท่าเรือประมาณ 800 เมตร เจ้าของหนุ่มชื่อ &amp;ldquo;เทียน&amp;rdquo; พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก เสนอแพ็กเกจทัวร์ต่างๆ เป็นชุด มีทั้งทัวร์อ่าวฮาลอง ทัวร์พาเรือคายัคดูแพลงก์ตอนเรืองแสงตอนกลางคืน ทัวร์อุทยานแห่งชาติกั๊ตบา ทัวร์เกาะลิง ฯลฯ เขาย้ำให้คอนเฟิร์มภายใน 4 โมงเย็นเพื่อจะได้สำรองที่ได้ทันเวลาสำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้ เผอิญผมจำเป็นต้องเขียนคอลัมน์เบื้องหน้าที่ปรากฏในวันพรุ่งนี้พอดี จึงไม่ได้เลือกทัวร์สักรายการเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าที่พักตกเป็นเงินไทยคืนละ 320 บาทเท่านั้น คงเป็นเพราะช่วงนี้ (กลางพฤศจิกายน) เป็นตอนปลายของฤดูกาลท่องเที่ยวคาบเกี่ยวกับมรสุมที่ใกล้จะมาเยือน ผมจะจ่ายเงินทันทีแต่เทียนยังไม่เก็บ ผิดกับโรงแรมขนาดเล็กส่วนใหญ่ที่มักจะเก็บเงินก่อนเข้าพัก ผมมองว่าวิธีของเทียนส่งผลดีกับธุรกิจมากกว่า เพราะอย่างน้อยก็ได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเล็กๆ ให้กับลูกค้าโดยไม่ต้องลงทุนอะไร อีกเหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะเขาหวังจะขายทัวร์และขายตั๋วต่างๆ แล้วค่อยเก็บตอนเช็กเอาต์ทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ช่วยของเทียนซึ่งเป็นอีกคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก นำผมขึ้นลิฟต์ไปยังห้องพัก ผมถามถึงบริการซักผ้า เขาก็บอกให้นำเสื้อผ้าลงไปที่ล็อบบี้ พรุ่งนี้เช้ารับผ้าคืนได้เลย ราคากิโลกรัมละ 40,000 ดอง ผมทราบทีหลังว่าทางโรงแรมเอาไปส่งร้านซักรีดอีกต่อ น่าจะกินส่วนต่างนิดๆ หน่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ห้องพักที่ได้เป็นแบบเตียงแฝด มีโต๊ะทำงานตามที่ผมขอไปตอนกดจอง แต่ได้วิวเป็นตึกข้างๆ ที่น่าจะเป็นโรงแรมเหมือนกัน ไม่ตรงตามที่ระบุ ห้องน้ำสะอาดดีแต่ฝักบัวน้ำไหลเบาเอื่อยและปรับระดับไม่ได้ เมื่อคิดถึงราคาแสนถูกก็เลยไม่รู้สึกขุ่นใจใดๆ หยิบเสื้อผ้าใส่ถุงเดินลงไปให้ผู้ช่วยของเทียนแล้วเดินไปหามื้อเที่ยงบนถนนริมทะเล ได้กินข้าวผัดทะเลจานยักษ์ราคาประมาณ 100 บาท ข้าวผัดแห้ง แข็งและเคี้ยวยาก ผมลืมไปว่าสั่งข้าวผัดเวียดนามทีไรได้แบบนี้ตลอด จากนั้นเดินหาร้านกาแฟแต่ไม่ถูกใจสักร้าน กะจะเดินไปป้อมปืนใหญ่ (Cannon Fort) ความสูง 177 เมตร ที่โด่งดังด้วยวิวงามแต่ดันมาปิดเอาช่วงนี้พอดี สุดท้ายเดินผ่านท่าเรือลงไปทางใต้ ก่อนจะถึงปลายแหลมของเกาะก็เลี้ยวซ้ายไปตามถนนออกสู่อีกฝั่งเกาะ ถึงหาดกั๊ตกอ 1 (Cat Co 1)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​บางส่วนของแพร้านอาหารในอ่าวใกล้ท่าเรือกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หาดกั๊ตกอมีอยู่ด้วยกัน 3 แห่ง เป็นเวิ้งอ่าวเล็กๆ เรียงกันคล้ายรูปตัว U กลับหัว 3 ตัว เรียกกั๊ตกอ 3, กั๊ตกอ 1 และกั๊ตกอ 2 ตามลำดับจากใต้ขึ้นเหนือ เหมือนอ่าวทั้งสามของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แต่ 3 อ่าวของกั๊ตบานี้มีขนาดเล็กกว่ามาก อีกทั้งมีทรายสวยเนียนสะอาดและชายหาดกว้าง สามารถจัดทีมเตะฟุตบอลชายหาดได้สบาย น่าเสียดายอยู่อย่างเดียว หาดกั๊ตกอคล้ายจะมีเจ้าของที่ชื่อ Cat Ba Sunrise Resort &amp;amp; Spa ที่อยู่ด้านบนของหาดฝั่งขวา ใครจะจอดมอเตอร์ไซค์ก็ต้องจ่ายเงิน เข้าใจว่าเป็นเจ้าของทางลงหาด รวมถึงบาร์เครื่องดื่มหลังหาดด้วย ผมนั่งมองน้ำมองฟ้าและผู้คนบนชายหาด เพลิดเพลินอยู่ได้แค่หมดเบียร์ 1 ขวดก็เดินขึ้นด้านบนหวังจะเดินต่อไปหาดกั๊ตกอ 2 ทางขวามือ แต่กำลังมีการก่อสร้างรีสอร์ตชื่อ Flamingo อยู่ ทำให้ทางถูกปิดก็เลยต้องเดินกลับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอ่าวใกล้ท่าเรือมีร้านอาหารเรือนแพลอยให้บริการอยู่หลายเจ้า นอกจากอาหารแล้วก็ยังสำราญกันต่อด้วยคาราโอเกะหากว่าถนัดทางนี้ ถัดออกไปเป็นเรือเล็กเรือน้อยของชาวประมงจำนวนนับไม่ถ้วน ล้วนลอยอยู่บนแผ่นน้ำสีทองที่ฉาบลงมาโดยพระอาทิตย์ยามกำลังลาลับฟ้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนจะเข้าที่พักผมแวะที่ร้าน The Big Man ตรงหัวถนน Nui Ngoc สั่งเบียร์สดที่ร้านผลิตเองชื่อ Big Man Beer นั่งดื่มบนโต๊ะที่วางบนบาทวิถี ต้องยอมรับว่าเบียร์รสชาติดีมาก ออกไปทางสไตล์เบียร์ Pilsner ของยุโรป จนต้องสั่งแก้วที่ 2 ตอนเช็กบิลบริกรหนุ่มคิดแค่ 1 แก้ว บอกว่าซื้อ 1 แถม 1 ราคาแก้วละ 10,000 ดองเท่านั้น หรือตกเป็นเงินไทยราวๆ 15 บาท เป็นเหตุให้เมื่อกลับไปอาบน้ำที่โรงแรมแล้วต้องกลับมาใช้บริการใหม่ โดยก่อนเข้าร้านได้แวะซื้อกล้วยแขกสไตล์เวียดนาม แม่ค้านั่งทอดริมถนน กล้วยติดกันเป็นแพทำให้กินยาก ส่วนรสชาตินั้นก็เทียบกล้วยแขกบ้านเราไม่ติด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รอบที่ 2 ในร้าน The Big Man ผมขึ้นไปชั้นบน พบว่ามีลักษณะกึ่งๆ สปอร์ตบาร์ ที่นั่งบริเวณบาร์เคาน์เตอร์และโต๊ะนั่งธรรมดาฝรั่งนักท่องเที่ยวนั่งอยู่กันเต็มทุกตัว ผมต้องนั่งบนโต๊ะกลมขายาวเก้าอี้สูง สั่งชุดสตูเห็ด-ข้าวเปล่าแต่ไม่ขอรับข้าวเปล่าเพราะมีเบียร์อยู่แล้ว หนุ่มบริกรเสนอให้เปลี่ยนข้าวเป็นมันฝรั่งทอดผมก็เชื่อฟังตามนั้น มีดีเจฝรั่งเล่นเพลง EDM สลับกับดีเจเวียดนาม ปกติผมมักจะหันหลังให้เพลงแนวนี้แต่บางช่วงของคืนนี้ก็พอฟังไหว กระทั่งเกินทานจะฟังได้นั่นเองจึงขอเช็กบิล เบียร์สด Big Man ยังคงซื้อ 1 แถม 1 เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมมาหาข้อมูลในภายหลังด้วยสงสัยในรสชาติเบียร์ที่ดีเกินคาด พบว่า Big Man เป็นเบียร์ของ Vinaken Brewery เริ่มตั้งโรงเบียร์ขึ้นมาเมื่อ 15 ปีก่อนนี้เอง เครื่องมือและมาตรฐานการผลิตสูง วัตถุดิบสั่งมาจากเยอรมนี เช็ก เบลเยียม และเดนมาร์ก ทำให้เบียร์มีคุณภาพระดับเดียวกับเบียร์จากยุโรป นอกจากเจ้า Big Man แล้วก็ยังมีเบียร์อื่นๆ อีกสี่-ห้าแบรนด์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​พระอาทิตย์ใกล้ตกระหว่างเดินไปหาดกั๊ตกอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนร้านอาหาร The Big Man นั้นเปิดไว้เพื่อเป็นสถานที่ให้คอเบียร์ได้ทดลองดื่มเบียร์สดของพวกเขาในเมืองต่างๆ ทั่วเวียดนาม ขณะนี้ Vinaken Brewery ทำการตลาดแล้วในหลายประเทศ รวมทั้งเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆ เรา อย่างสิงคโปร์, มาเลเซีย, กัมพูชา และจีน ส่วนเมืองไทยหากเข้ามาเมื่อไหร่ก็มั่นใจได้ว่าแพงหูฉี่เพราะกำแพงภาษีสูงลิบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช้าวันต่อมาผมกินมื้อเช้าที่โรงแรมจัดให้ โดยรวมอยู่ในค่าที่พักเรียบร้อยแล้ว ผมเลือกชาร้อนเป็นเครื่องดื่มเพราะเก็บกาแฟไว้กินที่ร้านของมืออาชีพชื่อ Start Up บริเวณหน้าปากซอย ผมดื่มเอสเปรสโซ่แล้วแปลกใจ มีรสหวานทิ้งค้างบนเพดานปากแม้ไม่ได้ใส่น้ำตาล บาริสต้าสาวให้ข้อมูลว่าเป็นกาแฟโรบัสต้าจากพื้นที่สูงในเมืองดาลัต เอสเปรสโซ่ถ้วยนี้ราคา 35,000 ดอง ถือว่าราคาสูงสำหรับกาแฟในเวียดนาม แต่คุณภาพก็สูงตามไปด้วยนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดื่มเสร็จไม่ทันไรกาแฟออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว ผมกลับไปเขียนคอลัมน์ในห้องพักจนเที่ยง ออกไปกินข้าวในร้านอาหารริมถนน Nui Ngoc แล้วกลับไปเขียนต่อจน 4 โมงเย็นแล้วออกเดินหมายจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่คาเฟ่ชื่อ Le Pont Club ใกล้ๆ ปลายแหลมของเกาะ แต่แสงแดดจ้าแทงตาจนต้องเดินเลี้ยวซ้ายตัดไปยังหาดกั๊ตกอ 3 ตามมุมมองของผมกั๊ตกอ 3 สวยกว่ากั๊ตกอ 1 แต่ไม่ว่าจะกั๊ตกอไหนก็มี Cat Ba Sunrise Resort เป็นเจ้าของอยู่บนหาดเหมือนๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างเดินเล่นอยู่บนชายหาดก็มีคนร้องทักมาแต่ไกลว่า &amp;ldquo;เฮลโล&amp;rdquo; เป็นเสียงจากพี่ผู้หญิง ลูกสาวมิสเตอร์ซุง เธอเดินบนระเบียงทางเดินเลียบทะเลอยู่กับเพื่อนผู้หญิงอีกคน ทั้งคู่คงเดินมาจากหาดกั๊ตกอ 1 พี่ผู้หญิงลงมายังหาดกั๊ตกอ 3 เดินมาบอกผมให้ไปหามิสเตอร์ซุงที่อยู่ในบาร์ริมหาด แล้วเธอก็พูดขึ้นว่า &amp;ldquo;มิสเตอร์ซุงเป็นพ่อฉันนะ&amp;rdquo; คงคิดว่าผมอาจเข้าใจไปเป็นอย่างอื่นเพราะทั้งคู่ไม่เคยบอกว่าเป็นพ่อลูกกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​เวิ้งอ่าวเล็กๆ ชื่อกั๊ตกอ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มิสเตอร์ซุงกำลังนั่งดื่มน้ำมะพร้าวอยู่ แกยิ้มร่าที่เจอผม ตอนนี้เองที่ทราบว่าอายุของแกตั้ง 80 ปีแล้ว แต่ยังดูหนุ่มกว่าอายุอยู่มาก ฝ่ายพี่ผู้หญิงอัธยาศัยดีเหมือนพ่อ เธอเล่าให้ฟังว่ามีลูกสาว 1 คน อายุ 23 ปี พ่อของลูกสาวเป็นชาวรัสเซียและตอนนี้ลูกสาวก็อยู่ที่รัสเซีย ผมไม่ได้ถามอายุของเธอ เช่นเดียวกับที่ไม่ได้ถามว่าเลิกกับสามีหรือยัง มิสเตอร์ซุงรอให้ผมดื่มเบียร์หมดขวดแกก็ชวนไปกินมื้อเย็น โดยทั้งหมดเดินเท้ากันไป มิสเตอร์ซุงยังเดินได้คล่องแคล่วแข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนแรกแกคงกะจะกินในร้านอาหารเรือนแพแต่ผิดพลาดอย่างไรไม่ทราบก็เดินกันต่อไปจนเข้าสู่ถนน Nui Ngoc ตรงที่มีทางเชื่อมกัน เพื่อนของพี่ผู้หญิงน่าจะเป็นคนแนะนำ ชื่อร้าน Yummy มาทราบตอนหลังว่าเป็นร้านดังของเกาะกั๊ตบา มี 2 สาขา โดยสาขาที่เรานั่งเป็นสาขาแรก ดูแล้วเป็นร้านธรรมดาๆ ขนาดก็ไม่ใหญ่ แต่ลูกค้าทั้งชาวเวียดนามและต่างชาตินั่งกันเต็มร้าน ฝ่ายผู้หญิงทั้งสองคนเป็นผู้สั่งอาหารมาสี่-ห้าอย่าง ผัดไทยเป็นหนึ่งในนั้น ก่อนจะลงมือกินมิสเตอร์ซุงนำชุดถุงยาออกมาแล้วจัดการปักเข็มลงที่หน้าท้องของตัวเอง หันมาบอกผมว่าฉีดยาโรคเบาหวาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​อีกมุมของหาดกั๊ตกอ 3&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาหารร้านนี้โดยรวมแล้วอร่อยดี ยกเว้นผัดไทยที่คงเป็นแบบฉบับเวียดนาม มิสเตอร์ซุงจ่ายเงินแล้วชวนผมเดินต่อไปโรงแรมของแกอีกราว 500 เมตร สั่งให้คนในโรงแรมยกชุดน้ำชาออกมา พวกเรานั่งดื่มนั่งคุยในล็อบบี้จนได้เวลาเหมาะสมผมก็ขอตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มิสเตอร์ซุงขอเป็นเพื่อนกับผมในเฟซบุ๊ก กำชับกำชาให้ผมส่งข่าวหากมีโอกาสได้เดินทางไปนครโฮจิมินห์ บ้านของแก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมจะขับรถพาคุณเที่ยว&amp;rdquo; แกพูดพลางทำท่าทางมือถือพวงมาลัย.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65480</URL_LINK>
                <HASHTAG>Ha Long Bay, ท่องเที่ยวเวียดนาม, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, อ่าวฮาลอง, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64885</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2020 18:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2020 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จากไฮฟองล่องเรือไปกั๊ตบา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ทะเลสาบอันเบี๋ยนในเมืองไฮฟอง เหมาะแก่การวิ่งออกกำลังกายหากว่าไม่มีกลิ่นของปลาตายรบกวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินทางจากหนานหนิง ประเทศจีน เข้าเวียดนาม ส่วนมากจะใช้บริการรถไฟขบวน T8701 ออกจากสถานีหนานหนิงเวลา 18.05 น. (มีรถไฟจากปักกิ่งมาถึงหนานหนิงเวลา 15.35 น.) แวะจอด 1 สถานีแล้ววิ่งตรงไปยังสถานี Pingxiang ด่านชายแดนจีน-เวียดนามในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเวลาเกือบๆ เที่ยงคืน ผู้โดยสารต้องลงจากรถไปผ่านกระบวนการออกนอกประเทศจีนแล้วเดินเข้าเวียดนามที่ด่าน Dong Dang จังหวัดหลั่งเซิน เมื่อตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามอนุญาตให้ผ่านได้ก็ขึ้นรถไฟของเวียดนามขบวน MR2 เวลาเกือบๆ ตี 3 ผ่านสถานี Bac Giang จังหวัดบั๊กซาง มุ่งหน้าสู่สถานี Gia Lam ในกรุงฮานอย ถึงที่หมายเวลา 06.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีเดินทางดังที่ว่ามานี้กินเวลาเกือบ 12 ชั่วโมง และดูท่าจะไม่ได้หลับได้นอน ถึงฮานอยแล้วใช่ว่าจะหาโรงแรมนอนพักได้ทันที ส่วนมากต้องรอเช็กอินในช่วงบ่าย ผมจึงเลือกเดินทางจากหนานหนิงด้วยรถบัสเข้าเวียดนามที่เมืองหม่องไก๋ จังหวัดกว๋างนิงห์ ติดอ่าวตังเกี๋ย ต่อไปถึงปลายทางที่ไฮฟอง เมืองใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนาม (รองจากฮานอยและโฮจิมินห์) ทั้งติดทะเล เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม การค้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อีกหลายด้านสำคัญๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
หูเหมือนหมาแต่หน้าเหมือนแมว สัตว์เลี้ยงน่ารักถูกวางขายริมถนน Lach Tray เมืองไฮฟอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บัสจากหนานหนิงถึงไฮฟองนั้นใช้เวลาแค่ 8 ชั่วโมง ออกเช้าถึงเย็น กระบวนการผ่านเข้า-ออกประเทศก็ใช้เวลาไม่นาน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก อีกทั้งไฮฟองอยู่ห่างจากกรุงฮานอยเมืองหลวงแค่ประมาณ 100 กิโลเมตรเท่านั้น มีบัสและรถไฟให้บริการวันละหลายเที่ยวทั้งไปและกลับ แต่หากจะเที่ยวทะเลทั้งอ่าวฮาลองและเกาะกั๊ตบาก็ถือว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวเมืองไฮฟองเองผมไม่ได้วางแผนที่จะใช้เวลาให้นานนัก เมื่อมาถึงก็ชั่งใจอยู่ว่าจะเดินทางต่อไปเกาะกั๊ตบาในวันรุ่งขึ้นช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายเท่านั้น ส่วนอ่าวฮาลองหรือ &amp;ldquo;ฮาลองเบย์&amp;rdquo; เคยไปเยือนมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มอเตอร์ไซค์รับจ้างจากสถานีขนส่งไฮฟองส่งผมที่หน้าโรงแรมเล็กๆ เป็นโรงแรมบริหารกันเองโดยคนในครอบครัวชื่อ Hua Phuong อยู่บนถนน Lach Tray ผมเลือกพักที่นี่เพราะดูในแผนที่แล้วอยู่ใกล้ทะเลสาบชื่อ An Bien ในโรงแรมไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลยแต่โรงแรมนี้ก็สามารถเข้าไปอยู่ในเว็บรับจองอย่าง booking.com ได้ อีกทั้งคะแนนรีวิวจากผู้เคยเข้าพักค่อนข้างสูง เหมือนโรงแรมที่ผมเคยพักในเมืองหล่าวกาย คงประมาณว่าถึงแม้ผู้ประกอบการสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้แต่บริการดีก็เข้าเกณฑ์ของออนไลน์เอเยนซี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การสื่อสารกับคนเวียดนามที่ไม่พูดภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับผมอีกต่อไปเพราะเคยชิน กึ่งๆ รู้ทาง อ่านความหมายเอาจากอวัจนภาษาผ่านประสบการณ์ที่ได้ท่องเที่ยวในเวียดนามมาหลายครั้งและนำมาเขียนถึงบ่อยๆ จนมีคนสงสัยว่าอาจรับจ๊อบจากการท่องเที่ยวเวียดนามก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
จระเข้คาบแก้วคอยเรียกแขกให้เข้าร้าน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่าที่พัก 280,000 ดอง ผมจ่ายไป 300,000 ดอง ลุงที่น่าจะเป็นเจ้าของไม่ได้ทอนเงินให้ แกพูดอะไรบางอย่าง ผมตีความว่าน่าจะไว้ทอนตอนเช็กเอาต์ จากนั้นแกเดินนำขึ้นไปยังห้องพักบนชั้น 3 เปิดประตูให้แล้วแกก็เดินกลับลงไป ห้องพักของผมดูดีเกินราคาคืนละประมาณ 400 บาทไปมาก มีระเบียงยาว เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น สมาร์ททีวี และตู้เย็น ผมวางเป้ทั้ง 2 ใบลงบนเก้าอี้ 2 ตัวแล้วออกไปเดินหาร้านซักรีดเพราะบัดนี้เสื้อผ้าสะอาดเหลืออยู่ในกระเป๋าเพียงตัวเดียวเท่านั้น แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ถอดใจแวะนั่งดื่มกาแฟที่ร้านเล็กๆ ริมถนน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กหนุ่มในร้านบริการดีมาก วางเอสเปรซโซ่ลงแล้วเขาก็วางน้ำชาเหยือกใหญ่ไว้ให้ด้วย เด็กหนุ่มอีกคนอยู่ในเคาน์เตอร์พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ถามอะไรก็ให้ข้อมูลได้โดยเฉพาะเรื่องซิมการ์ดโทรศัพท์ ผมจ่ายค่ากาแฟ 15,000 ดอง และทิป 20,000 ดอง กะให้เขาแบ่งกับเพื่อนคนละครึ่งแต่เขาเก็บไว้คนเดียวจนเพื่อนอีกคนเข้าไปต่อว่าและยื้อแย่งกัน ไม่ทันทราบว่าเรื่องจบลงอย่างไรผมก็เดินไปที่ร้านโทรศัพท์มือถือ Viettel แต่คนในร้านบอกให้เดินไปที่ศูนย์บริการอยู่ห่างออกไปราว 200 เมตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศูนย์บริการ Viettel ต้องการพาสปอร์ตแต่ผมไม่ได้พกติดตัวจึงเดินกลับออกมา ใกล้ๆ กันมีศูนย์บริการของ Vinaphone ลองเข้าไปสอบถามปรากฏว่าที่นี่ไม่ใช้พาสปอร์ตหากว่าอยู่ในเวียดนามไม่ถึง 1 เดือน และเมื่อเปรียบเทียบแพ็กเกจเหมือนๆ กันแล้วทางรายหลังนี้ราคาถูกกว่า มีปัญหาเดียวคือซิมใช้ได้พรุ่งนี้เช้า เจ้าหน้าที่สาวแจ้งว่าขณะนี้ระบบขัดข้อง ผมไม่ว่าอะไรเพราะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ หากจะใช้ก็มีสัญญาณ Wi-fi ฟรีในร้านกาแฟเต็มไปหมด รวมถึงในที่พักด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
อาคารจำหน่ายตั๋วท่าเทียบเรือเบนบิงห์เมืองไฮฟอง ลักษณะตามในภาพนี้เท่านั้นถึงจะเรียกได้ว่ามาถูกที่ หากแท็กซี่ส่งท่านที่อื่นก็ให้สงสัยว่าถูกหลอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมกลับไปอาบน้ำแล้วออกมาหามื้อค่ำบนถนนเส้นเดิม&amp;nbsp; เห็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนนั่งกันอยู่หลายคนก็เข้าไปกระซิบบอกพ่อค้าว่าเอาเหมือนของลูกค้าคนหนึ่ง ชี้ไปที่โต๊ะโดยที่เจ้าตัวไม่น่าจะเห็น แล้วผมก็ไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่น อันเป็นเรื่องธรรมดาหากว่าโต๊ะเดี่ยวๆ ไม่มีว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ่อค้าเสิร์ฟบะหมี่น้ำเส้นแบนสีน้ำตาล ในชามมีลูกชิ้นปูแบนๆ กุ้งสับ หมูเด้ง เนื้อสับทรงเครื่องห่อด้วยใบไม้ หอมเจียว และผักหลายชนิด นอกจากผักในชามแล้วก็ยังมีผักเคียงแถมมาอีก 1 ตะกร้า น้ำซุปกระดูกหมูรสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นมะเขือเทศ อาหารชนิดนี้รสชาติไม่คุ้นแต่ยอมรับว่าอร่อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมถ่ายรูปส่งไปถามเพื่อนชาวเวียดนามคนหนึ่ง ได้รับคำตอบว่านี่คือ &amp;ldquo;บั๋น ดา กัว&amp;rdquo; (Banh Da Cua) โดย Bahn da มาจาก Bahn da do คือแป้งข้าวเจ้าที่นวดกับน้ำตาลทรายแดงจนเมื่อทำเส้นก๋วยเตี๋ยวก็จะออกมามีสีน้ำตาล (และมีกลิ่นหอม) ส่วน Cua หมายถึง &amp;ldquo;ปู&amp;rdquo; หากเป็นภัตตาคารหรือร้านที่มีระดับขึ้นไปก็จะใช้เนื้อปูนึ่งและเกี๊ยวปูเป็นส่วนผสมหลักแทนลูกชิ้นปูอย่างที่ใช้ในร้านอาหารริมทาง ส่วนใบไม้ที่ใช้ห่อเนื้อสับทรงเครื่องคือใบพลู เพื่อนผมบอกว่าโชคดีที่เดินมั่วๆ เข้าไปกินบั๋นดากัว เพราะนี่คืออาหารดังประจำถิ่นเมืองไฮฟอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อิ่มนี้ราคาแค่ 20,000 ดองเท่านั้น หรือไม่ถึง 30 บาท ร้านริมถนนแบบนี้ส่วนมากจะไม่ขายเครื่องดื่ม คนเวียดนามมักจะไปนั่งร้านเครื่องดื่มจำพวกน้ำชา น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว หลังกินข้าวเสร็จแล้ว นั่งคุยกันเป็นกลุ่มๆ คู่ๆ ดูเป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมคนเมืองยุคใหม่ที่น่ารักไปอีกแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเดินหาบาร์เพื่อจะดื่มเบียร์ล้างคอสักหน่อย มีร้านขนาดใหญ่ริมถนนน่านั่งแต่พอเดินเข้าไปพนักงานแจ้งว่าไม่เสิร์ฟให้กับลูกค้าที่เข้าร้านมาใกล้ๆ เวลาปิด (สี่ทุ่ม) เดินออกไปหาอีกพักใหญ่บนถนนที่จะตรงไปยังสถานีรถไฟ มองเห็นชั้น 2 ของร้านหนึ่งเป็นแบบโอเพ่นแอร์ที่เรียกว่าเทอเรซ แต่ได้ยินเสียงดนตรีสังเคราะห์ดัง &amp;ldquo;ตื๊ดๆๆๆ&amp;rdquo; ก็ถอยออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ท่าเทียบเรือ Ben tau Khach Ben Binh ในแม่น้ำกั๋ม เมืองไฮฟอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถนนหนทางในย่านนี้ของเมืองไฮฟองไม่ค่อยสะอาด มีกลิ่นขยะเน่า บาทวิถีแคบ ทำให้ต้องลงไปเดินบนถนนอยู่เรื่อยๆ และรถราก็เยอะแถมเหม็นกลิ่นไอเสีย สุดท้ายผมไม่ปลงใจให้กับร้านไหน เดินกลับที่พักซื้อเบียร์กระป๋องขึ้นไปนั่งจิบดูฟุตบอลในทีวี ก่อนจะนอนก็ไม่ปล่อยให้ค้างคาจนถึงพรุ่งนี้เช้า หาข้อมูลการเดินทางไปเกาะกั๊ตบา ตัดสินใจว่าตอนสายๆ คือฤกษ์งามยามดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช้าวันต่อมาตื่นขึ้นมาสัมผัสอากาศค่อนข้างหนาวแต่ก็ไม่เท่าที่หนานหนิง เดินออกไปสูดอากาศที่ทะเลสาบอันเบี๋ยน (An Bien Lake) แต่มีกลิ่นเหม็นของปลาตายและกองขยะใกล้ๆ ทะเลสาบ จึงเดินกลับไปหามื้อเช้าบนถนน Lach Tray เห็นชาวเมืองไฮฟองกินของหนักๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว เฝอ และโจ๊กชามโตๆ ผมยังไม่อยากกินให้อิ่ม มองหาร้านอาหารเช้าแบบตะวันตกกับกาแฟ เจอร้านใหญ่ไม่ไกลจากที่พัก ชื่อ Pozaa Tea &amp;amp; Coffee ร้านนี้มีแต่เค้กและกาแฟ ไม่มีไข่ ขนมปัง พาย หรือครัวซองต์ ก็ต้องจำใจกินเค้กทีรามิสุกับกาแฟเป็นมื้อเช้า เค้กทีรามิสุราคา 19,000 ดอง หรือตก 25 บาทเท่านั้น อเมริกาโน่ร้อน 35,000 ดอง ประหลาดใจไม่น้อยที่เค้กราคาถูกกว่ากาแฟและถูกกว่าถึงเกือบ 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอหายง่วงผมก็เดินไปที่ศูนย์ Vinaphone เพราะจนเวลานี้ซิมโทรศัพท์ยังใช้การไม่ได้ ทันทีที่ผมเดินเข้าไปก็มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือ ปรากฏว่าเป็นสายจากเจ้าหน้าที่ Vinaphone คนที่โทรมาคือคนที่ขายซิมให้ผมเมื่อวานนี้ เชื่อว่าเธอคงเห็นผมเดินเข้าไปนั่งรอคิวในศูนย์ฯ แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น นึกขึ้นได้ว่าลืม Activate ให้ซิมใช้งานได้ รีบดำเนินการในคอมพิวเตอร์แล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาผมเพื่อแจ้งว่าซิมใช้ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเห็นทุกกิริยาของเธอแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นเช่นกัน เดินเข้าไปทักเธอแล้วกลับโรงแรม อาบน้ำ เก็บกระเป๋า และเช็กเอาต์ ป้าที่อยู่เวรโบกมือลา แต่ผมยังไม่ยอมเดินออกไป สักพักแกคงเข้าใจ โทรศัพท์หาใครบางคน น่าจะเป็นสามีของแกคนที่ผมเช็กอินเมื่อวานนี้ แล้วป้าก็หยิบเงิน 2 หมื่นดองคืนให้ ผมยกมือไหว้กล่าวลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
สภาพภายในเรือเฟอร์รี่ไฮฟอง-เกาะกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Grab Taxi มีให้บริการในเมืองไฮฟอง ผมกดเรียกจากมือถือระบุปลายทางที่ท่าเรือเฟอร์รี่ แล้วไปยืนรอที่หน้าร้าน Pozaa Tea &amp;amp; Coffee แท็กซี่ขับมาจอดรับแล้วกลับรถข้ามไปยังอีกฝั่งถนนทันทีท่ามกลางเสียงแตรระงมรอบทิศจากรถคันอื่นๆ หมอนี่อายุประมาณ 30 ปี ขับรถไร้มารยาทตลอดทาง ชอบบีบแตรไล่คันอื่น มอเตอร์ไซค์ขี่ช้าก็เปิดกระจกไปด่าเขา ติดไฟแดงหลังคันอื่นก็บีบแตรกดดันคันหน้า ขับไปเจอแท็กซี่อีกคันจอดส่งผู้โดยสารอยู่ก็บีบแตรไล่เขาให้หลีก หากสวนกับใครในช่วงถนนแคบก็ไม่เคยหลบ ต้องให้อีกฝ่ายยอม ถือว่าสันดานดิบเข้าขั้น แท็กซี่ไทยไม่ว่าระดับไหนที่ผมเคยเจอมาต้องชิดซ้ายให้หมอนี่ แต่เชื่อว่าหากขับอยู่เมืองไทยจริงก็คงไม่สามารถยึดอาชีพแท็กซี่ได้นาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขาส่งผมที่หน้าซุ้มติดกับร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ผมดูในแผนที่แล้วยังไม่ถึงท่าเรือใหญ่ที่จะใช้บริการ แต่ก็ลงไปเพราะรำคาญเต็มที ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร มิเตอร์ขึ้นมา 39,000 ดอง ผมจ่ายไป 40,000 ดอง กะว่าจะเขียนรีวิวรายงานไปทางต้นสังกัดแต่ดันกดปุ่มพลาดทำให้อดเขียน ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ลอยนวลไปทำมารยาททรามกับคนอื่นอีกนานจนเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอลงไปจากแท็กซี่ก็มีเจ๊คนหนึ่งบุคลิกคล่องแคล่วแนวหัวการค้าดึงมือผมไปคุยว่าหากจะเดินทางเลยต้องจ่าย 400,000 ดอง หรือประมาณ 550 บาท เวลาตอนนี้ประมาณ 11.15 น. หากรอเที่ยว 12.30 น. ราคา 100,000 ดอง ผมบอกว่าไม่รีบ ขอเวลาตัดสินใจก่อน เธอก็ให้นั่งรอที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง เจ้าของร้านชำกวักมือให้เดินไปเลือกเครื่องดื่มในตู้แช่ ผมเดินไปอย่างว่าง่าย ซื้อน้ำเปล่า 1 ขวด ราคาแพงกว่าปกติราว 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
มองเกาะกั๊ตบาเมื่อใกล้ท่าเทียบเรือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมหันไปดูด้านหลังเห็นท่าเรือเล็กๆ แต่ไม่มีเรือจอด ค่อนข้างมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ท่าเรือ ประเดี๋ยวคงมีรถบัสมารับหรือไม่ก็มีรถตู้ไปส่งที่ท่ารถบัส การเดินทางไปเกาะกั๊ตบานั้นมีทางเลือกสองสามทาง สามารถนั่งบัสข้ามสะพานยาวไปยังเกาะกั๊ตไฮแล้วลงเรือไปขึ้นที่เกาะกั๊ตบา ถึงเกาะกั๊ตบาแล้วยังต้องนั่งรถบัสเข้าสู่ย่านตัวเมืองของเกาะอีก กินเวลานานและโยกย้ายยานพาหนะกันน่าเบื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดเวลาเจ๊คนนี้แกก็คาดคั้นเอาคำตอบจากผมว่าจะเดินทางรอบกี่โมง ผมได้แต่บอกว่าไม่รีบ มีจังหวะที่แท็กซี่อีกคันมาส่งฝรั่ง 4 คน น่าจะเป็นชาวรัสเซียทั้งหมด เจ๊แกรีบเดินเข้าไปหาแล้วเสนอทุกอย่างเหมือนเดิม ฝรั่งพวกนี้ยอมจ่ายคนละ 400,000 ดอง จากนั้นมีฝรั่งลงจากแท็กซี่มาอีกชุด พอเจ๊ผละไปหาพวกนั้น ผมก็ได้ทียกเป้ขึ้นหลังเดินไปทางท่าเรือใหญ่ ได้ยินเสียงเจ๊เรียกอยู๋โหวกเหวกแต่ผมไม่หันไปมอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ลานกว้างหน้าท่าเทียบเรือเกาะกั๊ตบา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่าเรือใหญ่นี้อยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร ชื่อว่า Ben tau Khach Ben Binh ขายตั๋วเรือเที่ยวละ 180,000 ดอง หรือประมาณ 250 บาท มีเที่ยว 9 โมง, 11 โมง, บ่าย 1 และบ่าย 3 ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงถึงเกาะกั๊ตบา ผมซื้อเที่ยวบ่าย 1 ตามที่ตารางเวลาอำนวย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนั่งรอได้คุยกับลุงชาวเวียดนามคนหนึ่งที่นั่งใกล้ๆ กัน อายุอานามน่าจะราวๆ 70 ปี แกมากับพี่ผู้หญิงอีกคนอายุคงใกล้ๆ 50 ผมนึกว่าเป็นภรรยา ทราบทีหลังว่าเป็นลูกสาว ลุงพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอใช้เช่นเดียวกับลูกสาว แกเป็นคนไซ่ง่อน มีบ้านในฮานอย ชอบไปเที่ยวเกาะกั๊ตบา เข้าใจว่ากำลังหาช่องทางทำธุรกิจบนเกาะ แกยังใจดีแนะนำที่พักราคาถูกบนเกาะให้ด้วย แต่ผมกลัวทำเลไม่ดีจึงได้แต่ขอบคุณและบอกว่าจองที่อื่นไว้แล้ว ความจริงผมยังไม่ได้จอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรือเฟอร์รี่ออกจากแม่น้ำกั๋มสู่อ่าวตังเกี๋ย ผ่านเกาะกั๊ตไฮ ไปเทียบจอดที่ท่ากั๊ตบา เกาะกั๊ตบา ลาคุณลุงและพี่ผู้หญิง วันต่อมาผมได้เจอทั้งสองคนอีกครั้ง จะนำมาเล่าในตอนต่อไปครับ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64885</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวเวียดนาม, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, ไฮฟอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหตุเกิดที่ด่านเหอโข่ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เส้นทางซาปา-หล่าวกาย เป็นทางคดเคี้ยวลงเขา ระยะทางแค่ 20 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงเต็ม ค่ารถตู้ 50,000 ดอง มากกว่ามินิบัสประจำทางที่เก็บ 30,000 ดอง อาจด้วยเหตุว่าเวลาที่ผมเรียกใช้บริการอยู่ในช่วง 11.00-13.00 น. มินิบัสพักเที่ยงหยุดวิ่ง รถตู้จึงถือโอกาสเพิ่มค่าโดยสาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
อาคารร้านค้าใกล้ๆ สถานีรถไฟหล่าวกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถตู้ลงถึงพื้นราบเข้าสู่ตัวเมืองหล่าวกายอันเป็นเมืองหลวงของจังหวัดหล่าวกายชื่อเดียวกัน ข้ามแม่น้ำแดงสู่ลานจอดรถหน้าสถานีรถไฟหล่าวกาย จอดที่นี่เป็นป้ายสุดท้าย มินิบัสก็มีปลายทางที่สถานีรถไฟเช่นกัน ชายแดนเวียดนาม-จีนอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร คืนนี้ผมต้องนอนค้างในหล่าวกาย พรุ่งนี้จะข้ามแดนไปประเทศจีน และนั่งรถไฟจากเหอโข่ว เขตปกครองตนเองชนเผ่าเย้าไปยังคุนหมิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายรอบสถานีรถไฟมีที่พักหลายแห่ง ชายหญิง 3-4 คนเดินมาเสนอห้องพักคืนละ 150,000 ดอง หรือประมาณ 200 บาทเท่านั้น แต่ผมได้จองเกสต์เฮาส์ไว้แล้วชื่อ Ling Giang ราคาคืนละ 180,000 ดอง ห่างจากคิวรถตู้หน้าสถานีรถไฟแค่ประมาณ 100 เมตร เดินเข้าไปไม่เห็นใคร กระทั่งไปยืนใกล้เคาน์เตอร์ ลุงเจ้าของที่พักกำลังนอนกลางวันอยู่บนแคร่ด้านหลัง ผมเรียก &amp;ldquo;ซินจาว&amp;rdquo; 3 ครั้ง ไม่ตื่น ตัดสินใจวางเป้หลังไว้บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง นำเป้ใบเล็กใส่ของมีค่าเดินไปหามื้อเที่ยงด้านข้างสถานีรถไฟ เลือกได้ร้านหนึ่ง เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงวัยกลางคนเข้ามานั่งตรงข้าม เสนอห้องพักชั้นบนของร้านอาหาร ราคาคืนละ 150,000 ดอง ทั้งที่ผมบอกว่ามีที่พักแล้วเธอก็ยังชักชวน พอรู้ว่าผมจะเดินทางไปเมืองจีนก็ขอแลกเงินดองที่เหลือกับเงินหยวน ผมบอกว่าอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะกลับเข้าเวียดนามอีกครั้ง ยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินดอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​แม่น้ำแดงมองจากสะพานที่ข้ามไปยังตัวเมืองหล่าวกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมสั่งข้าวผัดแล้วเดินไปเปิดตู้แช่ เห็นเบียร์ Lao Cai เบียร์ท้องถิ่นแอลกอฮอล์แค่ 3.5 เปอร์เซ็นต์ จึงหยิบออกมาเปิดดื่มกันข้าวผัดติดคอ เบียร์เบาๆ ดื่มกลางวันคิดว่าไม่เป็นไร ข้าวผัด 50,000 ดอง ส่วนเบียร์ 20,000 ดอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อกลับสู่เกสต์เฮาส์ ลุงเจ้าของก็ยังนอนอยู่ที่เดิม คราวนี้ผมต้องเรียก &amp;ldquo;ซินจาว&amp;rdquo; ดังๆ แกตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย ต่อมาฝ่ายเมียเดินลงมาชั้นล่าง ทั้งคู่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย แต่เราก็พอจะสื่อสารกันเข้าใจ ผมยื่นเงินไปแลกกุญแจห้อง มีหมาชิวาวาสีดำน่ารักเดินมาดมๆ เลียๆ ต่อมามันก็ทำอย่างนี้ทุกครั้งที่เจอกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากใช้สัญญาณ Wi-fi จากเกสต์เฮาส์เช็กสถานที่เดินเล่นในละแวกใกล้เคียง พบทะเลสาบชื่อ &amp;ldquo;ยัคซอน&amp;rdquo; น่าสนใจ ห่างจากที่พักประมาณ 2.5 กิโลเมตร ตอนบ่ายแก่ๆ ผมจึงเดินข้ามแม่น้ำแดง กลับไปยังเขตตัวเมืองหล่าวกาย เมืองเล็กๆ ที่ดูแล้วไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นมากนัก แต่ก็เดินเพลิน ใกล้ๆ ทะเลสาบมีสวนสนุก และมียิมออกกำลังกาย ลักษณะกึ่งๆ ค่ายมวย รูป &amp;ldquo;บัวขาว บัญชาเมฆ&amp;rdquo; ติดหราอยู่ภายใน คนในยิมหันมามอง ผมชี้ไปที่รูปบัวขาวแล้วยกหัวแม่มือให้ พวกเขาก็คงเข้าใจว่าผมเป็นคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับทะเลสาบยัคซอนนี้มีสวนสาธารณะล้อมรอบ เรียกว่าอุทยานยัคซอน (Ngac Son Park) มีพื้นที่รวมเกือบ 100 ไร่ ส่วนทะเลสาบมีขนาด 35 ไร่ มีเกาะอยู่ตรงกลาง สะพานโค้งเชื่อมข้ามไปยังเกาะ บนเกาะมีอาคารขนาดใหญ่ชื่อ Oc Dao มีร้านอาหารและคาเฟ่อยู่ในนี้ และอาคาร 5 ชั้นรูปเรือขนาดใหญ่กว่า สร้างยื่นออกไปในน้ำชื่อ Viet Plaza เป็นร้านอาหารและห้องจัดเลี้ยง นอกเกาะก็ยังมีอีกร้าน ชื่อ Asean ขนาดใหญ่โตเช่นกัน ชาวหล่าวกายวิ่งออกกำลังกายอยู่รอบๆ ทะเลสาบ ในทะเลสาบมีเรือเป็ดให้บริการ ผมเดินข้ามสะพานไปบนเกาะ จากเกาะข้ามสะพานอีกด้านออกไปยังประตูทางเข้า ส่วนทางที่ผมเข้านั้นเป็นประตูด้านข้างและลานจอดรถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​สะพานข้ามไปยังเกาะกลางทะเลสาบยัคซอน ด้านหลังคืออาคาร Viet Plaza&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟ้าใกล้มืดเต็มทีผมเดินกลับโดยเปลี่ยนเส้นทางในช่วงแรก เมื่อถึงวงเวียนใหญ่ที่มีถนนถึง 6 สายมาบรรจบกันก็เข้าสู่เส้นทางเดิม ดิ่งตรงไปยังสะพานข้ามแม่น้ำแดง เดินเลยที่พักเพื่อไปดูลาดเลามื้อเย็น กลับเกสต์เฮาส์ไปอาบน้ำแล้วก็เดินไปกินร้านที่ได้ให้สัญญาแม่ค้าไว้ ข้าวจานใหญ่ ราดกับข้าว 3-4 อย่าง และซุปผักหวาน ราคาแค่ 30,000 ดอง เท่ากับ 40 บาท จากนั้นเดินเข้าไปสำรวจในสถานีรถไฟ ได้ยินเสียงคนไทยคุยกัน ที่มุมหนึ่งเด็กผู้หญิงฝรั่งตัวจิ๋วยืนเลิกชายเสื้อดึงขึ้นไปถึงคอ เกาพุง เกาเป้า ฝ่ายพ่อแม่ไม่ว่าอะไร ผู้โดยสารในนี้ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่รอรถไฟกลับกรุงฮานอย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คืนนี้ในห้องพักผมใช้เวลาเขียนคอลัมน์จนถึงเวลาประมาณเที่ยงคืนก็เข้านอน เช้าวันต่อมา นาฬิกาปลุกให้ตื่นตอน 07.34 น. อาบน้ำแล้วออกไปหามื้อเช้า ข้างๆ ที่พักมีอาหารไม่คุ้นหน้าตา แต่ก็น่าลอง ผมชี้ไปที่รูป ทราบทีหลังว่าอาหารจานนี้ชื่อ &amp;ldquo;โซยแสว&amp;rdquo; โซยก็คือข้าวเหนียว แม่ค้าตักข้าวเหนียวนึ่งสีเหลืองใส่ชาม โปะด้วยไข่คล้ายไข่ลูกเขย 1 ฟอง หมูยอชิ้นหนาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม ถั่วเขียวบด และหอมเจียว ออกจะจืดๆ แต่กินง่ายและหมดอย่างรวดเร็ว ราคา 20,000 ดองเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นเดินไปร้านกาแฟตรงข้ามสถานีรถไฟชื่อร้าน Terminus ความจริงเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ในร้านเดียวกัน ตกแต่งได้ดูดีมีรสนิยม ร้านค่อนข้างใหญ่ มี 2 ชั้น ตอนเย็นมีคนมาดินเนอร์แน่นร้าน แต่เช้านี้ยังไม่มีลูกค้า ผมสั่งเอสเปรซโซ่ ผู้หญิงหลังเคาน์เตอร์ถามว่า &amp;ldquo;ซิงเกิลหรือดับเบิล?&amp;rdquo; ผมตอบเธอว่า &amp;ldquo;ไอ แอม ซิงเกิล&amp;rdquo; เธออมยิ้ม และทำแบบช็อตเดียวมาให้ เป็นกาแฟโรบัสต้าที่หอมคล้ายลูกเบอร์รี่สด รสชาติออกเปรี้ยวนิดๆ นึกเสียดายที่ไม่สั่งดับเบิลช็อต ดื่มเสร็จก็เดินไปจ่ายเงิน 30,000 ดอง หรือแค่ 40 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมกลับไปเก็บกระเป๋าอย่างนอนใจ เพราะเห็นว่ามีเวลาเหลือเฟือ รถไฟออกจากสถานีเหอโขว่เหนือ (Hekou Bei) เวลา 13.08 น. จองตั๋วทางอินเทอร์เน็ตไว้แล้ว แต่ต้องไปรับตั๋วก่อนเวลารถออก ออนไลน์เอเยนซีแนะนำให้ไปก่อน 2 ชั่วโมง หมายความว่าผมควรไปถึงสถานีรถไฟเวลาประมาณ 11 โมง คะเนแล้วออกจากที่พัก 9 โมงครึ่งน่าจะทันถมเถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​โซยแสว มื้อเช้าของผู้เขียนที่เมืองหล่าวกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือที่เรียก &amp;ldquo;เซโอม&amp;rdquo; บริเวณหน้าสถานีรถไฟเห็นผมเดินออกจากที่พักก็เรียกมาแต่ไกล ผมพยักหน้า เขาก็สตาร์ทเครื่องขับมาหา ผมบอกว่าไป &amp;ldquo;ไชน่า บอร์เดอร์&amp;rdquo; แล้วถามราคา เขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ยกนิ้วขึ้น 3 นิ้ว ผมก็เข้าใจ 30,000 ดอง ตอบ &amp;ldquo;โอเค&amp;rdquo; ยกเป้หลังให้เขาวางตรงคอมอเตอร์ไซค์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิ่งไปได้เกือบ 2 กิโลเมตร เขาหันมาเหมือนจะถามว่าไปไหน เลี้ยวซ้ายหรือตรงไป หากเลี้ยวซ้ายหมายถึงต้องข้ามสะพานไปอีกฝั่ง แม้ไม่มีซิมการ์ดเวียดนามในมือถือ แต่แผนที่กูเกิลพอใช้การได้ ผมบอกให้เขาตรงไป เขาขับเลย Lao Cai International Border Gate เลี้ยวขวาไปอีกทาง แล้วหยุดหันมาถามว่าไปไหน ผมก็บอกไชน่า เขาคล้ายจะไม่เข้าใจ ผมชี้กลับไปที่อาคารตรวจคนเข้าเมือง เขาเพิ่งจะเข้าใจ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องคาดเดายากอะไร นักท่องเที่ยวมีเป้ 2 ใบ อยู่ใกล้ด่านชายแดน จะไม่ข้ามแดนแล้วจะให้ไปไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมน่าจะศึกษาคำเรียกประเทศจีนในภาษาเวียดนามมาก่อน เพราะเขาไม่ได้เรียกจีนว่าไชน่า แต่เรียกว่า &amp;ldquo;จุงก๊วก&amp;rdquo; ก็คนไทยเองยังเรียก &amp;ldquo;จีน&amp;rdquo; เลย ขณะที่คนจีนเรียกประเทศตัวเองว่า &amp;ldquo;จงกั๋ว&amp;rdquo; จะว่าไปจุงก๊วกใกล้เคียงกว่าจีนด้วยซ้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​สถานีรถไฟหล่าวกายมองออกไปจากร้านกาแฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีคนถือเงินเป็นฟ่อนเดินเข้ามาหาเพื่อเสนอแลกเงินดองเป็นเงินหยวน ผมบอกว่าไม่นานจะกลับเข้าเวียดนามอีกครั้ง เขาก็พูดว่ากลับมาใหม่ก็ค่อยแลกใหม่สิ เอาเงินจีนไปใช้ก่อน จะแบกเงินเวียดนามไปทำไม ผมเดินหนีเข้าไปในตัวอาคาร ด้วยความรีบร้อนดันไปเข้าประตู Entry ทางซ้ายมือ แล้วจึงเดินกลับออกมาเข้าประตู Exit ด้านขวามือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนเข้าแถวยาวจนล้นออกมาถึงประตูอาคาร สักพักมีการเปิดช่องใหม่ผมก็เดินตามคนกลุ่มหนึ่งเข้าแถวในช่องใหม่ แล้วเกิดอาการไม่มั่นใจ ยื่นพาสปอร์ตให้คนข้างหน้าดู เขาชี้กลับไปที่ช่องเดิม เวลานี้มีคนเยอะกว่าเดิม ผมต้องถอยหลังไปอีกนับสิบคิว ถึงตอนนี้เวลาใกล้ 10 โมง แต่แถวเคลื่อนไปได้เรื่อยๆ ไม่นานก็ได้ประทับตราออกจากเวียดนาม เดินไปบนสะพานข้าม &amp;ldquo;น้ำที&amp;rdquo; สาขาของแม่น้ำแดงสู่ดินแดนจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน้าอาคารตรวจคนเข้าเมืองเหอโข่วของจีนมีคนเข้าคิวล้นออกมาด้านนอกหลายเมตร ผมเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่คนหนึ่งบริเวณนั้น ยื่นพาสปอร์ตให้ดู เขาชี้และสบัดนิ้ว สื่อว่าให้เดินเข้าไปด้านในได้เลย พวกที่เข้าคิวอยู่คงเป็นชาวเวียดนามทั้งหมดหันมามองผมแปลกๆ เพราะพวกเขายังไม่มีใครได้เข้าไปสักคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ออกจากด่านตรวจเข้าเมืองหล่าวกายแล้วหันกลับไปมอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ด้านในบอกให้เขียน Arrival Card เขียนเสร็จก็ต่อคิวช่อง Foreigners แถวคดเคี้ยวไปมาตามเชือกกั้น มี 2 แถวย่อย ไหลไปเรื่อยๆ ไม่เชื่องช้า มีความรู้สึกว่ายังไงก็ทันไปรับตั๋ว ด้านหน้าผมเป็นฝรั่งหนุ่มสวมรองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น เครายาว เขาคงปั่นจักรยานท่องเที่ยว กำลังสนทนาอยู่กับเจ้าหน้าที่หลังเคาน์เตอร์ ได้ยินว่าจะไปเฉิงตู และเมืองอื่นๆ อีกหลายแห่ง คิดว่าเขาน่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศ แม้ว่าระหว่างนี้ผมเห็นสองสามคนถูกคุมตัวออกไปพบเจ้าหน้าที่อีกระดับที่ไหนสักแห่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คิวของผมมาถึงด้วยความรู้สึกธรรมดาสามัญ คิดว่าคงไม่ยากเย็นอะไร วีซ่าจีนขอมาแล้วก่อนออกเดินทางจากกรุงเทพฯ หลายวันก่อน แต่พอเจ้าหน้าที่เห็นพาสปอร์ตก็หันไปพูดกันว่า &amp;ldquo;ไท่กั๋วๆๆๆ&amp;rdquo; ผมให้เขาดูใบจองตั๋วรถไฟที่แคปเจอร์หน้าจอมือถือไว้ เขาถามว่าจะไปไหนบ้าง ผมก็ตอบ &amp;ldquo;คุนหมิง ฉงชิ่ง กุ้ยหยาง กุ้ยหลิน หนานหนิง จากนั้นก็เข้าเวียดนาม&amp;rdquo; สุดท้ายเขาให้เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งมาหยิบพาสปอร์ตผมไป และชี้ให้เดินตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่หญิงเดินขึ้นชั้น 2 เข้าไปในห้องหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่สามสี่คนและสตรีท้องแก่นั่งอยู่บนโซฟา เธอขยับให้ผมนั่ง ผมวางกระเป๋าแล้วนั่งลง ถามเจ้าหน้าที่สาวว่ามีปัญหาอะไร เธอบอกให้รอ ซึ่งก็รออยู่หลายนาที มีเจ้าหน้าที่คนอื่นแวะมาถามอาชีพบ้าง ถามว่าจะไปไหนบ้าง มาที่นี่ได้อย่างไร เคยมาจีนไหม เมื่อไหร่ ต้องตอบซ้ำแล้วซ้ำอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​เดินข้ามสะพานจากเวียดนามไปยังเมืองจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมพยายามคิดว่าอะไรคือสาเหตุให้เกิดการกักตัวสอบสวนถึงขั้นนี้ อาจเกิดจากไม่มีคนไทยที่ใช้ด่านนี้ในการข้ามแดนมาก่อน หรือว่าใบหน้าผมละม้ายชาวอุยกูร์ เพราะหนวดเคราไม่ได้โกนหลายวัน ผมเคยมาจีนแค่ครั้งเดียวเมื่อ 13 ปีที่แล้ว คราวนั้นบินไปลงที่เมืองเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา ไม่มีปัญหาอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างที่เกิดอารมณ์สับสน หวั่นใจ และเริ่มขุ่นมัว ผมหันไปเห็นนาฬิกาติดผนัง เข็มสั้นและเข็มยาวอยู่ที่เลขเดียวกัน ตั้งฉากกับพื้นโลก 12.00 น. ผมลืมสนิทเลยว่าเวลาของจีนเร็วกว่าเวียดนาม 1 ชั่วโมง ถึงตอนนี้เวลาที่ผมคิดว่ามีอยู่ในมือ 2 ชั่วโมงก็หายไป 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่หญิงคนเดิมมาบอกให้ลุกเดินตามเธอไป เข้าห้องติดกัน สวนกับชายคนหนึ่งที่ถูกเจ้าหน้าที่ 2 คนหิ้ว (จับไหล่) เดินออกไป ผมเสียวไส้ขึ้นทันที ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในห้องมีโต๊ะคอมพิวเตอร์อยู่ 4-5 ตัว เจ้าหน้าที่มี 2 คน ต่อมาเหลือคนเดียว และคนนี้พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ต้องใช้โปรแกรมแปลภาษาสื่อสารกัน เขาพูดใส่มือถือแล้วยื่นให้ผมฟัง แต่ส่วนมากผมจะอ่านภาษาอังกฤษจากหน้าจอ คำถามล้วนเหมือนเดิม ผมให้ดูเอกสารจองตั๋วในมือถือ อธิบายว่าอาจเดินทางไม่ทันถ้าพวกคุณยังขืนรั้งผมไว้ในนี้ เขาตอบกลับมาว่า &amp;ldquo;ใกล้แล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่คนที่ลุกไปก่อนหน้านี้กลับมานั่ง เขาพอพูดอังกฤษได้ ถามชุดคำถามเดิมอีกรอบ คลิกโน่นคลิกนี่ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นสแกนพาสปอร์ต เวลา 12.20 น. โดยประมาณเขาบอกให้คนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เดินนำผมลงไปชั้นล่าง เข้าช่องใหม่โดยแซงทุกคน เขายื่นพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่หลังเคาน์เตอร์แล้วพูดว่า &amp;ldquo;ไท่กั๋ว&amp;rdquo; แล้วเดินจากไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ด่านตรวจคนเข้าเมืองเหอโข่ว มณฑลยูนนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคงไม่เหนือความคาดเดา เจ้าหน้าที่คนนี้ก็ถามชุดคำถามเดิมอีกครั้ง ผมตอบซ้ำเกือบรอบที่สิบ หน้าเคาน์เตอร์มีข้อความเขียนว่า &amp;ldquo;Nice to meet you&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;Please rate us&amp;rdquo; สามารถกดปุ่มให้คะแนนได้ ตั้งแต่ Poor service, Process taking too long, Good และ Great ผมเอื้อมมือไปจะกด &amp;ldquo;กระบวนการใช้เวลานานเกินไป&amp;rdquo; แต่ยั้งใจไว้ทัน หดมือกลับ กลัวสถานการณ์จะแย่กว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้ายมีโปรแกรมเสียงภาษาไทยออกคำสั่งให้วางนิ้วมือกับเครื่องสแกน เจ้าหน้าที่ปั๊มตราให้เข้าประเทศ เขายื่นพาสปอร์ตให้โดยไม่มีรอยยิ้ม ผมก็ไม่ยิ้ม จากนั้นนำกระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์ ไม่ต้องถอดเข็มขัดหรือรองเท้า เดินออกนอกประตู ผมดูเวลาจากมือถือ 12.27 น. มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้ามากลุ้มรุม แต่ผมเดินมุ่งไปที่รถแท็กซี่ ถามโชเฟอร์ว่า &amp;ldquo;เทรนสเตชั่น ฮาวมัช?&amp;rdquo; เขาตอบมาเป็นภาษาจีนพร้อมชู 2 นิ้ว ผมนึกว่า 200 หยวน ล้วงปากกาให้เขาเขียนราคาลงในฝ่ามือ ปรากฏว่า &amp;ldquo;20 หยวน&amp;rdquo; ผมตอบตกลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อขึ้นรถได้เขาก็หยิบกระดาษทิชชู่ยื่นให้ผมเช็ดรอยน้ำหมึก ระยะทางประมาณ 5-6 กิโลเมตร รถวิ่งประมาณ 10 นาที ก็ถึงหน้าสถานีรถไฟเหอโขว่เหนือ จ่ายเงินให้โชเฟอร์ 100 หยวน เขาทอนใบละ 10 หยวนคืนมา 8 ใบ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผมรีบลงจากรถแบกเป้ขึ้นหลัง โชเฟอร์พูดเสียงดังกับเพื่อนๆ แท็กซี่ว่า &amp;ldquo;ไท่กั๋วเหรินๆๆ&amp;rdquo; คงไม่ค่อยมีคนไทยผ่านมาทางนี้จริงๆ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมหาห้องตั๋วเจอก็รี่เข้าไป กำลังให้บริการอยู่ 2 ช่อง ผมเลือกเข้าคิวช่องซ้าย มีคนมาแซงหน้า 1 คน พอจะถึงคิวผมคนจากช่องขวาก็มาแซงอีกคน เจ้าหน้าที่หลังกระจกก็ไม่ว่าอะไรทั้งที่เห็นเหตุการณ์ เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าท่านได้มาถึงประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว ผมยื่นเอกสารในมือถือให้เจ้าหน้าที่ดู เธอออกตั๋วให้โดยไม่มีความซับซ้อนใดๆ ผมดูเวลา 12.43 น. เหลือ 25 นาทีก่อนรถไฟออก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จึงได้ทราบว่าไม่ต้องมาก่อนถึง 2 ชั่วโมงตามที่ออนไลน์เอเยนซีระบุไว้สำหรับผู้ซื้อตั๋วครั้งแรก และไม่ต้องมาก่อนครึ่งชั่วโมงตามที่มีการเตือนกันในอินเทอร์เน็ต สรุปว่ามารับตั๋วและขึ้นรถไฟให้ทันเป็นอันพอ.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55464</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ซาปา, ซาปา-หล่าวกาย, ท่องเที่ยวเวียดนาม, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, หล่าวกาย, เบื้องหน้าที่ปรากฎ, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2020 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2020 18:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซาปายังมาไม่ถึง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; ปกติแล้วผมจะหลีกเลี่ยงการออกเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งในเวลาเช้าตรู่ ด้วยไม่อยากเผชิญปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือการนอนไม่พออันเสี่ยงที่จะนำไปสู่การป่วยไข้ได้ง่ายขึ้น และเวลาที่เช้าเกินไประบบขับถ่ายยังไม่พร้อมทำงาน แต่มันจะไปทำงานในขณะกำลังเดินทาง ทว่าสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากกว่าคือ การไปถึงปลายทางในเวลาค่ำมืด โดยที่เป็นการไปเยือนเมืองนั้นเป็นครั้งแรก ในการเดินทางจากเดียนเบียนฟูไปยังซาปาเมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมา ผมจึงเลือกรถเที่ยวเช้าเพื่อจะไปถึงในตอนบ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
บนเส้นทางเดียนเบียนฟู-ซาปา ชาวเวียดนามทุกบ้านร่วมใจกันประดับธงชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในเวลา 05.18 น. ท้องฟ้ายังมืดสนิท เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วลงไปชั้นล่างก็ยังไม่สว่าง อากาศเย็นจนต้องใส่แจ็กเกต เล-สะใภ้คนขยันประจำโรงแรมตื่นขึ้นมาตั้งแผงขายข้าวเหนียวนึ่งบนบาทวิถีได้สักพักแล้ว มีโต๊ะพลาสติก 2 ตัว และเก้าอี้ 6 ตัว ผมสั่ง 1 ชุดเล็กสำหรับไว้กินกลางทาง เธอห่อข้าวเหนียวในใบตอง มีเครื่องเคียงโปะลงไป ได้แก่ ถั่วคั่ว เนื้อบด กระเทียมและหอมเจียว ราคา 10,000 ดอง เท่ากับ 15 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลมีลูกค้าประจำทั้งที่แวะนั่งกินหน้าโรงแรมและซื้อใส่ห่อ เด็กชายในชุดนักเรียนปั่นจักรยานมาซื้อไปกินที่โรงเรียน เขาดูกวนๆ หยอกล้อกับผมแบบไม่มีความเขินอายของเด็กๆ คู่รักชาวไทยที่เดินทางมาเดียนเบียนฟูด้วยมินิบัสคันเดียวกับผมลงมาจากห้องพักพร้อมกระเป๋าเสื้อผ้า เราจึงได้มีโอกาสกล่าวคำลาและคำอวยพร รถโดยสารไปหลวงพระบางของพวกเขาออกในเวลา 8 โมงครึ่ง และสถานีขนส่งก็อยู่ห่างไปประมาณ 200 เมตรเท่านั้น แต่ทั้งคู่อยากใช้เวลาเช้าสุดท้ายในเดียนเบียนฟูให้คุ้มค่าด้วยการเดินเล่น หาของกินและชมเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ความบากบั่นของนักปั่นชาวไทย อีกไม่กี่กิโลเมตรก็ถึงซาปาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลยเวลา 6 โมงครึ่งไม่เท่าไหร่ รถตู้เข้ามาจอดริมถนนตรงข้ามโรงแรม ผมนึกว่าจะเป็นมินิบัสคันใหญ่กว่านี้ เลออกคำสั่งให้ขึ้นรถ ฝ่ายคนขับก็ลงมากวักมือเรียก ไม่ทันได้ร่ำลาเลเป็นเรื่องเป็นราว ผมรีบวิ่งข้ามถนนไปขึ้นรถ ประตูยังไม่ปิดด้วยซ้ำตอนที่ล้อรถหมุนออกไป บนรถมีผู้โดยสารแค่ 3 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อพ้นตัวเมืองเดียนเบียนฟูมาหน่อยก็เห็นบ้านเรือนของชาวไทดำค่อนข้างหน้าตา ล้วนเป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูง มีบันไดขึ้นบ้านสองฝั่งซ้าย-ขวา สำหรับแบ่งชาย-หญิง เข้าใจว่าฝ่ายหญิงเดินขึ้นทางซ้าย ส่วนชายเดินขึ้นทางขวา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนฝรั่งเศสจะเข้ามายึดครอง บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นสิบสองจุไท เจ้าอาณานิคมผนวกเข้าเป็นฝรั่งเศสอินโดจีน เมื่อกองทัพเวียดมินห์ขับไล่ฝรั่งเศสออกไป พื้นที่บริเวณนี้ก็กลายเป็นเวียดนาม ชนชาติไทอพยพไปยังลาวและไทยหลายระลอก แต่ปัจจุบันก็ยังอาศัยในจังหวัดเดียนเบียนและจังหวัดเซินลาอยู่ไม่น้อย และยังคงรักษาวัฒนธรรมไททรงดำดั้งเดิมหลายอย่างเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราออกจากเดียนเบียนฟูมาได้ 2 ชั่วโมง รถตู้แวะจอดให้กินมื้อเช้าในสถานที่ลักษณะกึ่งบ้านกึ่งร้านอาหาร ผมกะจะไม่กิน เพราะมีข้าวเหนียวทรงเครื่องอยู่แล้ว แต่พอโชเฟอร์ชักชวนก็ไม่อยากเสียมารยาท สั่งเฝอไก่มานั่งกินด้วย มีผู้โดยสารหนุ่มร่วมโต๊ะอีกคน กินเสร็จโชเฟอร์ออกไปนั่งกินน้ำชาหน้าร้าน ผมจ่ายเงินค่าเฝอ 40,000 ดองแล้วตามออกไป เขารินน้ำชาจากกาใส่ถ้วยยื่นให้ พูดอะไรบางอย่างออกมา ผมเดาตอบไปว่า &amp;ldquo;ไทยแลนด์&amp;rdquo; เขาก็ &amp;ldquo;อือ&amp;rdquo; พยักหน้า พูดอะไรบางอย่างออกมาอีกแล้วชวนขึ้นรถ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
รวมมิตรอาหารปิ้งย่างบริเวณจุดแวะพักใกล้น้ำตกทังบัค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถตู้วิ่งผ่านเมืองไลที่ยังอยู่ในจังหวัดเดียนเบียน สู่เมืองไลโจว จังหวัดไลโจว ไต่เขาคดเคี้ยวขึ้นไปเรื่อยๆ สู่จังหวัดหล่าวกาย เวลาบ่ายโมงกว่าๆ ตอนที่เหลือระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตรก่อนถึงตัวเมืองซาปา คนขับก็แวะอีกครั้งเพื่อกินมื้อเที่ยง บริเวณนี้เป็นจุดแวะพักรถบนไหล่เขาที่สำคัญ นอกจากแถวของร่มผ้าใบและเพิงหลังคาสังกะสีเป็นแนวยาวสำหรับขายของกินของใช้แล้ว มองขึ้นไปบนเขาที่ตั้งฉากกับถนนเห็นน้ำตกทังบัค หรือ &amp;ldquo;น้ำตกสีเงิน&amp;rdquo; ไหลลงจากยอดผาแล้วหลุบหายเข้าไปในความเขียวของต้นไม้ช่วงกลางเขา นักท่องเที่ยวนิยมขี่มอเตอร์ไซค์จากซาปามาชมความงาม ทางขึ้นน้ำตกอยู่ไม่ห่างออกไป&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร้านอาหารที่โชเฟอร์ของเราจอดด้านหน้ามีโต๊ะเตี้ยๆ ตั้งอยู่ในร้านจำนวนหนึ่ง นอกร้านมีคนปิ้งมัน ข้าวหลาม ข้าวโพด ไข่ และเนื้อสัตว์เสียบไม้ ผมก็จะไม่กินเหมือนเดิม ตอนเดินออกจากห้องน้ำของร้านโชเฟอร์ที่นั่งอยู่หน้าเตาปิ้งก็ชวนอีก แกแบ่งข้าวหลามให้ เป็นข้าวหลามท่อนเล็กเรียว กินโดยจิ้มเกลือและถั่วคั่วบด รสชาติพอใช้ได้ โชเฟอร์กินเสร็จลุกไปโดยไม่บอกกล่าว ทิ้งผมไว้กับแม่ค้า ด้วยความเกรงใจจึงซื้อมันปิ้งมา 1 หัว ราคา 10,000 ดอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รถตู้แวะส่งผมที่หน้าตลาดซาปาเกือบๆ บ่าย 3 โมง แล้ววิ่งต่อไปหล่าวกายใกล้ชายแดนจีน ผมตั้งหลักจับทิศทางได้แล้วเดินไปยังที่พักชื่อ Sapa New Orient Hotel บนถนน Thach Son ห่างออกไปราว 300 เมตร จองทางอินเทอร์เน็ตไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนนอน ชั้นล่างของโรงแรมเป็นร้านขายเสื้อผ้า เน้นเสื้อหนาวและแจ็กเกตเดินป่า เคาน์เตอร์เช็กอินอยู่ด้านใน ผู้หญิง 2 คนอยู่หลังเคาน์เตอร์ คนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษดีมาก คาดว่าเป็นเจ้าของ อีกคนพูดไม่ได้เลย ทราบทีหลังว่าเป็นลูกจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมงีบไป 2 ชั่วโมง ตื่นมาหาร้านกาแฟ ได้ร้านชื่อ Kafa Caf&amp;eacute; ใกล้ๆ ที่พัก ดื่มลาเต้ร้อนแล้วเดินไปทะเลสาบซาปา ทะเลสาบขนาดเล็กตั้งอยู่กลางเมือง มีเกาะจิ๋ว 1 เกาะ อาคารที่อยู่รอบทะเลสาบและภูเขาทางด้านทิศใต้ทำเงาสะท้อนเป็นรูปสมมาตรอยู่ในน้ำ เด็กนักเรียนในเสื้อแจ็กเกตเขียว-ขาวเดินเล่นกันอยู่ คนวิ่งออกกำลังกายรอบทะเลสาบก็พอมีให้เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ทะเลสาบซาปายามเย็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซาปาเป็นเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,500 เมตร ยอดเขาฟานซีปังของภูเขาฮว่างเลียนซอนสูงถึง 3,143 เมตร สูงสุดในภูมิภาคอินโดจีน ภูเขาลูกนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ปลายสุดฝั่งตะวันออก กลุ่มชาติพันธุ์สำคัญ ได้แก่ ม้ง, เย้า, ไส, ละหู่ รวมถึงไทอยู่อาศัยมานานแล้ว ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้ามาในซาปาตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จัดตั้งกองทหารรักษาการณ์เต็มรูปแบบ มีคณะมิชชันนารีสร้างสถานพักฟื้นผู้ป่วยทหาร และต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นเมืองตากอากาศ เนื่องจากอากาศที่ซาปาเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 อาคารสไตล์โคโลเนียลถูกทำลายจากฝ่ายเวียดมินห์ในช่วงต้นสงคราม และในตอนปลายสงครามถูกเครื่องบินฝรั่งเศสทิ้งระเบิดเสียหายเกือบทั้งหมด จากที่มีอยู่ประมาณ 200 หลัง ผู้คนต้องอพยพหลบหนี กระทั่งในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1960&amp;rsquo;s รัฐบาลคอมมิวนิสต์มีแผนตั้งเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ จึงเริ่มมีชาวเวียดย้ายเข้ามาอยู่อาศัย และต่อมาในยุค 1990&amp;rsquo;s ก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว คราวนี้ผู้มาเยือนมาจากทั่วมุมโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปลายทะเลสาบด้านตะวันตก ผมเดินเข้าถนน Xuan Vien ไปเชื่อมกับถนน Thach Son อีกครั้ง ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว แสงไฟจากร้านอาหาร คาเฟ่ และโรงแรมที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบและตกแต่งสวยงามแข่งกันขับสีสันยามต้นราตรีของซาปาออกมา ผมเดินจนถึงอีกจุดที่เป็นแลนด์มาร์กของเมือง ด้านซ้ายคือโบสถ์นอเทอดาม ขนาดไม่ใหญ่นัก ขวามือเป็นสนามคล้ายชามอ่างขนาดประมาณ 2 ใน 3 ของสนามฟุตบอล เป็นสนามพื้นแข็ง ไม่ทราบวัสดุที่ใช้ มีขั้นบันไดเดินลงไป ที่ปลายของสนามทางด้านไกลมีเวทีถาวรรูปวงพระจันทร์ สร้างไว้สำหรับทำการแสดง ในสนามมีเยาวชนหลายกลุ่มกำลังแบ่งพื้นที่เตะฟุตบอล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
มองจากสวนริมทะเลสาบซาปา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริเวณนี้ในอดีตคือตลาดนัดความรัก หนุ่มสาวชาวเย้าลงจากภูเขามาหาคู่ เล่าว่าฝ่ายหญิงจะร้องเพลงให้หนุ่มๆ ฟังแล้วหลบหายไปในความมืด หนุ่มใดหาเธอพบและต้องมนต์รักก็จะหายเข้าป่าไปด้วยกันเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน เมื่อกลับออกมาก็วิวาห์กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันเมืองได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตลาดนัดความรักแปรสภาพเป็นตลาดขายสินค้าของกลุ่มชาติพันธุ์ แม้ว่ายังคงสามารถพบเห็นหญิงสาวร้องเพลงหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในความมืด แต่พวกเธอไม่ได้หาคู่เหมือนเมื่อก่อน พวกเธอหานักท่องเที่ยวใจดีที่จะยื่นเงินให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเดินลงไปในสนามตัดผ่านไปยังอีกฝั่ง เข้าสู่อาคารสถานี Fansipan Legend ของ Sun Group กลุ่มบริษัทผู้พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ของเวียดนาม สถานีรถรางนี้จะนำผู้โดยสารไปขึ้นรถกระเช้าสู่ยอดเขาฟานซีปังวันนี้ได้ปิดบริการลงแล้ว แต่รู้สึกว่ายังสามารถซื้อตั๋วสำหรับวันถัดไปได้ ราคาสำหรับขึ้นสู่สถานียอดเขาฟานซีปังอยู่ที่ 700,000 ดอง หรือเกือบๆ 1,000 บาท ผมยังไม่ตัดสินใจซื้อ ความตั้งใจคือจะมาแอบใช้ห้องน้ำ จากนั้นเดินออกมาผ่านศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว ไม่ไกลกันเห็นกลุ่มแม่ค้านั่งขายสตรอว์เบอร์รีอยู่ติดๆ กันหลายเจ้า มีเจ้าเดียวที่เขียนป้ายระบุราคา ผมก็เลยตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น กล่องละ 50,000 ดอง หรือประมาณ 70 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระหว่างทางเดินกลับได้แวะกินมื้อค่ำเป็นข้าวราดแกงอีกตามเคย กับข้าวสาม-สี่อย่าง พร้อมเบียร์ Saigon กระป๋อง ทั้งหมดราคาไม่ถึง 100 บาท เดินเลยที่พักไปแถวๆ หน้าอาคารตลาดซาปา เรียก Cho Sapa ข้างๆ มีตลาดกลางคืน เรียก Cho Den Sapa ฝั่งตรงข้ามตลาดมีกลุ่มฝรั่งกำลังรอรถบัสออกเดินทางกลับฮานอย ผมเดินเข้าไปในออฟฟิศขายตั๋ว เด็กหญิงอายุ 6 หรือ 7 ขวบเท่านั้น แต่พูดภาษาอังกฤษดีมาก ให้คำตอบผมเรื่องจะไปคุนหมิงว่าไม่มีรถออกจากซาปาไปคุนหมิงโดยตรง ส่วนรถไปหล่าวกายต้องไปขึ้นที่หน้าศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
สามแม่ลูกกับความหวังเล็กๆ ในการขายของที่ระลึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช้าวันต่อมาผมตัดสินใจจะขึ้นยอดเขาฟานซีปัง ปรากฏว่าพอเดินออกจากที่พักเจอหมอกลงหนามาก มองเห็นแค่ไม่กี่สิบเมตรเบื้องหน้า จึงเดินไปหามื้อเช้ากินที่ตลาดเช้าซาปา ตั้งอยู่ด้านหลังของอาคารตลาดซาปา (มีร้านขายเสื้อผ้าและของที่ระลึก) แม่ค้าพูดภาษาอังกฤษเชิญชวนให้เข้าร้าน ผมสั่งโจ๊กไก่ เสิร์ฟมาในลักษณะกึ่งโจ๊กกึ่งข้าวต้ม รสชาติพอถูไถ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถัดจากตลาดเช้าคือสถานีขนส่งซาปา ผมเข้าไปถามทางเลือกสำหรับเดินทางไปหล่าวกายก็ได้รับคำตอบเหมือนที่เด็กหญิงบอกเมื่อคืน คือต้องไปขึ้นที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว โดยระหว่างเวลา 11.00-13.00 น. จะไม่มีรถให้บริการ เข้าใจว่าคงจะพักเที่ยงต่อด้วยเซียสต้า-นอนกลางวันเหมือนเช่นที่ประสบในเดียนเบียนฟู จากนั้นเดินไปยังย่านที่เป็นตลาดกลางคืน มีร้านกาแฟในตัวตึกแถว กาแฟฟินหรือกาแฟดริปแบบเวียดนามแก้วละ 40,000 ดอง ถือว่าแพงกว่าปกติ และสำหรับสินค้าอื่นๆ ก็รู้สึกว่าแพงกว่าย่านตึกสวยงามแถวทะเลสาบไปจนถึงตลาดนัดความรัก เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจไม่น้อย นอกจากนี้ตอนซื้อน้ำดื่มจากร้านขายของชำ แม่ค้าขายขวด (ใหญ่) ละ 15,000 ดอง ขณะที่ในซูเปอร์มาร์เก็ตขายเพียง 7,000 ดอง นักท่องเที่ยวที่ต้องการสนับสนุนคนท้องถิ่นตัวเล็กๆ ก็คงต้องลังเลกันหลายตลบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ตลาดนัดความรักแห่งซาปาในวันที่ยังมาไม่ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมรอฟ้าเปิดอยู่ทั้งวัน แต่หมอกก็ไม่หายไป อากาศก็หนาว เช้าวันต่อมาหมอกยังลงเหมือนเดิม แม้จะบางกว่า แต่ฝนกลับโปรยลงมาชดเชย ถามผู้หญิงที่คาดว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรมเรื่องการขึ้นยอดเขาฟานซีปัง เธอให้คำตอบว่ารถกระเช้ายังเปิดให้บริการ แต่ขึ้นไปแล้วไม่เห็นวิวงาม เสียเวลาเปล่า พรุ่งนี้หมอกก็คงจะลงมาอีก ผมถามเรื่องแลกเงิน เธอรับแลกเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ และเสนอเรตที่ไม่ค่อยดีนัก ผมจึงฝ่าฝนโปรยเดินหาในละแวกนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธนาคารแรกที่เจอไม่รับแลก แต่ยังมีน้ำใจแนะนำธนาคารอีกแห่งชื่อ Vietin Bank ใกล้ๆ ตลาดซาปา ได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีมาก ผมแลก 100 ดอลลาร์ เอามาซื้อเสื้อแจ็กเกตจากร้านของโรงแรม ราคาตัวละ 400,000 ดอง แล้วใส่ทันที เสื้อตัวนี้ยังจะมีประโยชน์มากยามอยู่ในเมืองจีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
หมอกลงคลุมเมืองจนผู้เขียนต้องตัดสินใจเก็บยอดเขาฟานซีปังไว้โอกาสหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความนึกคิดและการตัดสินใจของผมยังไม่ชัดเจน กระทั่งได้ดื่มกาแฟที่ร้าน Kafa Caf&amp;eacute; รวบรวมความกล้าเดินกลับที่พัก เก็บกระเป๋าลงไปเช็กเอาต์เพื่อเดินทางสู่หล่าวกาย ผู้หญิงที่เคาน์เตอร์และดูแลร้านขายเสื้อผ้าเวลานี้เป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พอรู้ว่าผมจะเดินฝ่าสายฝนไปศูนย์ข้อมูลนักท่องเทียวเพื่อขึ้นรถ เธอก็ใช้แอปแปลภาษาในมือถือยื่นให้ผมอ่าน จึงเข้าใจว่ารอโบกมินิบัสที่หน้าโรงแรมก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีรถจากหล่าวกายผ่านไป เธออธิบายว่าให้รอรถคันนี้แหละ จะเป็นคันต่อไปที่ออกจากศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว ผมรอมินิบัสสีเหลือง-แดง-ขาวอยู่นานมาก แต่ไร้วี่แวว นึกขึ้นได้ว่าเลยเวลา 11 โมงไปแล้ว โชเฟอร์คงพักเที่ยงและต่อด้วยเซียสต้า จังหวะนั้นมีรถตู้ขับผ่านมา ป้ายหน้ารถเขียน Lao Cai ผมก็พูดขึ้นว่า &amp;ldquo;หล่าวกาย&amp;rdquo; แม้ไม่ถึงขั้นตะโกน แต่รถจอด คนขับอาจจะมีหูชั้นยอด หรือไม่ก็เก่งกาจในด้านการอ่านปาก ผมแบกกระเป๋าวิ่งตามออกไปขึ้นรถ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทิ้งซาปาไว้ข้างหลังโดยที่ยังไม่เห็นนาขั้นบันได ไม่ได้เที่ยวหมู่บ้านชาวเขา และไม่ได้ขึ้นไปชิมวิวจากยอดฟานซีปัง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54906</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ซาปา, ซาปายังมาไม่ถึง, ซาปาเวียดนาม, ท่องเที่ยวเวียดนาม, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2020 19:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/01/2020 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวมเลือดเนื้อเพื่อเดียนเบียนฟู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;
กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจในยุทธการที่เดียนเบียนฟู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;พิพิธภัณฑ์ชัยชนะแห่งเดียนเบียนฟู&amp;rdquo; คงจะเป็นชื่อที่เหมาะสมที่สุด เพราะภาษาอังกฤษใช้ &amp;ldquo;Dien Bien Phu Victory Museum&amp;rdquo; พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งในปี ค.ศ.1984 และได้สร้างใหม่ขึ้นในเวลาต่อมา กระทั่งเมื่อปีที่แล้วเนื่องในวาระครบรอบ 65 ปีของการขับไล่จักรวรรดิฝรั่งเศสออกไปจากแผ่นดินก็มีการปรับโฉมให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีกขั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัปดาห์ที่แล้วผมได้เขียนถึงเรื่องราวของยุทธการที่เดียนเบียนฟู การถอนตัวออกไปจากภูมิภาคอินโดจีน พ่วงด้วยการเสื่อมอำนาจของจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสในดินแดนอื่นๆ ของโลก วันนี้จะขอเล่าถึงการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ค้างไว้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากซื้อตั๋วในราคา 15,000 ดอง หรือเท่ากับ 20 บาท จากห้องขายที่ตั้งอยู่หลังรั้วติดกับถนนใหญ่ก็เดินลงไปตามทางลาดเข้าสู่ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์รูปทรงคล้ายชามคว่ำ แม้ว่าต้องฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์ตามกฎ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้าไปด้วย ทว่าเดินดูอยู่ได้เพียงไม่กี่นาทีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเดินมาแจ้งว่าต้องปิดรอบเช้าในเวลา 11.30 น. ขณะนั้นเหลือเวลาประมาณ 10 นาที จึงต้องเดินออกตามคำเชิญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​อ่างอาบน้ำของนายพลคริสติย็อง เดอ กัสทรี ระหว่างการรบที่เดียนเบียนฟู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เธอบอกให้กลับมาใหม่ตอนบ่าย 2 โมง ผมแสดงอาการประหลาดใจ เธอก็พูดว่ากลับมาราวๆ บ่ายโมงครึ่งก็ได้ เท่ากับว่าต้องหากิจกรรมฆ่าเวลาถึง 2 ชั่วโมง เดินออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วก็ข้ามไปยังสุสานวีรชนเดียนเบียนฟูที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน พื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง ป้ายและข้อความทั้งหมดล้วนเป็นภาษาเวียดนาม ไม่มีการเก็บค่าเข้า และไม่มีเอกสารแจก เพราะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว อนุสาวรีย์อยู่ตรงปลายสุดของอาณาเขตสุสาน สร้างขึ้นเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายพีระมิด มีญาติวีรชนเข้าคารวะและวางพวงหรีดไม่ขาดสาย ตามหลุมฝังศพก็มีการจุดธูปเคารพดวงวิญญาณผู้พลีชีพเพื่อชาติกลางแดดแรง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเดินออกจากสุสาน เพราะทานความร้อนไม่ไหว ด้านนอกเป็นลานกล้าง ตามร่มไม้บริเวณริมๆ ของลานมีร้านขายน้ำอ้อยหลายร้าน ตั้งโต๊ะเก้าอี้พลาสติก กางร่มขึ้นกันแดดที่ส่องทะลุลงมา แต่ละร้านนอกจากจะมีน้ำอ้อยคั้นสดแล้วก็ยังมีเมล็ดทานตะวันในถุงตั้งไว้บนโต๊ะ คนเวียดนามนิยมแทะคลายเครียดยามว่าง บางร้านเสริมอาวุธด้วยบ้องยาสูบขนาดใหญ่ ผมสั่งน้ำอ้อยใส่น้ำแข็งมานั่งดื่มใต้ร่มไม้ใหญ่ ผ่อนคลายได้สักพักก็ออกเดินหามื้อเที่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใกล้ๆ พิพิธภัณฑ์ชัยชนะแห่งเดียนเบียนฟูร้านอาหารมีอยู่หลายร้าน แต่ส่วนใหญ่ปิดพักเที่ยง และคงพักต่อเนื่องลามไปถึงการนอนในช่วงบ่ายตามวัฒนธรรมละตินยุโรปที่ฝรั่งเศสทิ้งไว้ให้ ผมเดินหาอยู่นานมากกว่าจะเจอร้านข้าวราดแกงที่กำลังเปิดขาย สั่งกับข้าวราด 2 อย่าง และซุปอีก 1 อย่าง น้ำเปล่า 1 ขวด ราคาประมาณ 50 บาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ไกด์ของพิพิธภัณฑ์บรรยายประวัติศาสตร์แก่ผู้มาเยี่ยมชม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อกินใกล้จะเสร็จมีผู้หญิงขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดหน้าร้าน มีเพื่อนซ้อนท้ายอีกคน ทั้งคู่พูดภาษาอังกฤษ หน้าตาออกคล้ายๆ คนไทย แต่ดูเหมือนว่าคุ้นชินกับเวียดนามเป็นอย่างดี ผมสันนิษฐานว่าเป็นชาวฟิลิปปินส์ ทั้งคู่สั่งอาหารเสร็จ คนอ้วนผู้ขี่มอเตอร์ไซค์กำชับพนักงานหนุ่มว่าเพิ่มข้าวสวยให้เพื่อนเธอคนผอมสูงให้เต็มจาน &amp;ldquo;เพื่อนฉันกินเยอะ&amp;rdquo; เธอว่า แล้วก็บอกกับเด็กเสิร์ฟอีกว่า &amp;ldquo;เอาอีกๆ&amp;rdquo; จนกระทั่งพูนจาน เธอก็พอใจ ฝ่ายคนผอมสูงได้รับข้าวมาก็กินอย่างเอร็ดอร่อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมถามหาร้านกาแฟในละแวกนี้กับหนุ่มพนักงาน ระหว่างทางที่เดินมามีร้านหน้าโรงหนังเดียนเบียนฟูเป็นร้านที่ดูดี แต่ปิดพักเที่ยง สาวอ้วนพูดขึ้นว่าร้านหน้าโรงหนังน่าจะเปิดแล้ว และผมก็ได้ทราบว่าเธอมาจากฟิลิปปินส์จริงๆ สาวอ้วนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในเดียนเบียนฟู ส่วนสาวผอมสูงสอนภาษาอังกฤษอยู่ในเมืองอื่น เดินทางมาเดียนเบียนฟูเพราะมาร่วมฉลองวันเกิดให้กับสาวอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​สุสานวีรชนแห่งเดียนเบียนฟู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมอวยพรวันเกิดให้เธอแล้วเดินกลับไปยังร้านกาแฟหน้าโรงหนัง ปรากฏว่ายังไม่เปิด โรงหนังก็ไม่เปิด เดินไปเข้าห้องน้ำในโรงหนังก็ไม่เจอใครสักคน แม้แต่เจ้าหน้าที่ รปภ.ก็ไม่มี เห็นได้ถึงความจริงจังในการพักเที่ยงและลากยาวจนถึงบ่าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริเวณป้ายรถโดยสารระหว่างโรงหนังและพิพิธภัณฑ์มีม้านั่งอยู่สอง-สามตัว ผมจึงใช้เป็นที่นั่งเขียนบันทึกรอพิพิธภัณฑ์เปิดรอบบ่าย มีแท็กซี่จอดอยู่ 1 คันริมถนน โชเฟอร์ก็นอนพักกลางวันเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลาบ่ายโมงครึ่งได้เวลาเดินไปยังประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ใกล้ๆ ห้องขายตั๋ว เจ้าหน้าที่สาวคนเดียวกับที่แจ้งให้ผมออกจากพิพิธภัณฑ์เพื่อหยุดพักเที่ยงยืนอยู่กลางแดดบริเวณนั้น เธอกรุณาเดินไปบอกเจ้าหน้าที่ห้องขายตั๋วว่าไม่ต้องขายตั๋วให้ผมอีก นี่คือผู้เยี่ยมชมจากรอบเช้า ผมจึงขอบคุณเธอและเดินตามเข้าไปในตัวอาคาร หน้าที่ของเธอก็คือบรรยายให้กับผู้เยี่ยมชมชาวเวียดนามที่เข้าไปเป็นกลุ่ม ส่วนพวกเดินเดี่ยวอย่างผมสามารถอ่านคำบรรยายเอาเองได้ ข้างๆ สิ่งจัดแสดงมีข้อความเขียนอธิบายไว้ 3 ภาษา ได้แก่ เวียดนาม อังกฤษ และฝรั่งเศส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีลักษณะเป็นนิทรรศการถาวร จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ อาวุธ ยุทธภัณฑ์ สิ่งเตือนความจำ จดหมายและเอกสารสำคัญ ภาพถ่ายเกี่ยวกับสงครามที่เดียนเบียนฟูและพื้นที่ใกล้เคียง ของเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในตู้กระจก นอกจากนี้ยังมีหุ่นจำลองในอากัปกิริยากำลังรบ การเคลื่อนพล การรักษาพยาบาลนักรบบาดเจ็บ สภาพสมรภูมิย่อส่วนอยู่ในเขตเชือกกั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​หลุมเพลาะและหลุมระเบิดบนเนินเขา A1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สาระสำคัญที่พิพิธภัณฑ์ต้องการสะท้อนออกมาก็คือ การร่วมแรงร่วมใจของชาวเวียดนาม ทั้งทหารกล้าในแนวหน้าที่หลั่งเลือดสละชีวิตเข้าแลกกับยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าของฝรั่งเศส (และพันธมิตร) การบากบั่นเคลื่อนทัพข้ามภูมิประเทศอันยากลำบาก ฝ่ายแนวหลังที่คอยส่งเสบียงและของใช้จำเป็น มีแรงงานผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากความสามารถในการทำงานได้อย่างหลากหลาย ทั้งพี่น้องชาวเวียดและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการเปรียบเทียบอุปกรณ์เครื่องใช้ เช่น โต๊ะทำงานของคริสตียอง เดอ กัสทรี แม่ทัพฝรั่งเศสประจำยุทธภูมิเดียนเบียนฟูใช้โต๊ะเหล็กแบบมีขาพับอย่างดี ขณะที่โต๊ะของนายพล &amp;ldquo;ฮอง วัน ไถ&amp;rdquo; เสนาธิการของเวียดมินห์ใช้ขาโต๊ะทำจากต้นไม้หรือกิ่งไม้ที่ไม่สู้จะเหยียดตรงสักเท่าไหร่ อาวุธง่ายๆ ของเวียดมินห์เช่นหน้าไม้ เหล็กแหลมคล้ายๆ ทวนหรือหอก แต่สามารถสังหารศัตรูได้ ส่วนมากมีการระบุพื้นที่และจำนวนตัวเลขชีวิตข้าศึกที่สังเวยให้กับอาวุธเหล่านั้น ไหสุราที่ชาวบ้านผสมยาพิษให้ทหารฝรั่งเศสดื่มจนเสียชีวิตก็นำมาแสดงไว้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในเรื่องการกินอยู่ ฝ่ายทหารฝรั่งเศสนั้นค่อนข้างจะอยู่ดีกินดี (ในช่วงแรกๆ) จาน ช้อนมีคุณภาพและทนทาน ขวดไวน์จำนวนมาก แต่ขวดไวน์นี้อาจสื่อได้ว่าทหารฝรั่งเศสคงตกอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่ ต้องสร้างความรื่นรมย์และกล่อมกันหนักกว่าจะหลับลงไปได้ในแต่ละคืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​ภาพที่เห็นจนชินตาในเวียดนาม การซื้อขายลอตเตอรี่ที่ออกให้ลุ้นกันทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนท้ายๆ ของโถงทางเดินที่วนเกือบเป็นลักษณะวงกลมแสดงภาพถ่ายขณะบุกทำลาย ยึดอาวุธและป้อมค่ายของศัตรู ทหารฝรั่งเศสยกมือยอมแพ้โผล่ออกมาจากหลุมรูที่ซ่อนตัว ภาพนายทหารเวียดมินห์อธิบายการใช้ชีวิตในสถานะเชลยศึกให้ทหารฝรั่งเศสรับรู้ ภาพการต่อต้านสงครามในฝรั่งเศส มีทั้งคนดังที่ออกมาประณามรัฐบาลและกองทัพตัวเอง ประชาชนชาวฝรั่งเศสออกมาเดินขบวนประท้วงการทำสงคราม รวมถึงสนับสนุนเวียดนามด้วยซ้ำไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นเป็นภาพการฉลองชัยชนะของฝ่ายเวียดมินห์ในเดียนเบียนฟู ในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงกรุงฮานอยที่คืนสู่มือรัฐบาลเวียดมินห์ ภาพการลงนามประวัติศาสตร์ที่กรุงเจนีวา ฝรั่งเศสยินยอมถอนทัพออกจากเวียดนาม ภาพการคืนสู่บ้านเรือนของชาวบ้านที่ทิ้งไร่นาไปเป็นแรมปีเพื่อเป็นกำลังเสริมในการขับไล่ศัตรู วัวควายได้กลับมาทำหน้าที่ไถนาตามถนัดแทนการแบกหาม ปิดท้ายด้วยภาพถ่ายของบรรดาวีรบุรุษคนสำคัญจัดแสดงอยู่ในกรอบอย่างดี และรูปปั้นผู้บัญชาการสูงสุด นายพลหวอ เหงียน ซาป โดยที่รูปปั้นของท่านผู้นำโฮจิมินห์นั้นตั้งไว้บริเวณปากโถงทางเข้าห้องจัดแสดง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านล่างของอาคารพิพิธภัณฑ์ยังมีนิทรรศการภาพและคำเกี่ยวกับยุทธการที่เดียนเบียนฟูวนเป็นวงกลมอีกชุดหนึ่ง ไฮไลต์อยู่ที่เรื่องราวของสตรีผู้มีส่วนร่วมในสงคราม ทั้งแนวหลังที่คอยสนับสนุนด้านเสบียงและยุทธภัณฑ์ และบางคนที่อยู่ร่วมสนามรบในฐานะแพทย์พยาบาล นักแสดงผู้ให้ความบันเทิงแก่ทหารกล้ายามจิตใจห่อเหี่ยว และเรื่องรักระหว่างรบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
สะพานเมืองแถง เป็นสะพานแบบเบลีย์ ใช้ข้ามน้ำยุม เข้าใจว่าฝรั่งเศสเป็นฝ่ายสร้างขึ้นระหว่างสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางเหงียน ที ง็อค ทีมแพทย์จากฮานอย ปัจจุบันอายุ 85 ปี เปิดลิ้นชักความทรงจำถ่ายทอดเรื่องราวว่า &amp;ldquo;ช่วงปลายปี 1953 ฉันและคู่หมั้นกล่าวคำลาก่อนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ในสมรภูมิเดียนเบียนฟู เราให้คำมั่นกันว่าจะแต่งงานกันทันทีหลังวันมีชัยเหนือศัตรูผู้รุกราน เมื่อเราชนะศึกท่านนายพลหวอ เหงียน ซาป ได้จัดงานแต่งให้เราในวันที่ 22 พฤษภาคม 1954 ตรงบังเกอร์บัญชาการของนายพลเดอ กัสทรี งานแต่งของเราไม่ได้ประดับด้วยบุปผานานาพรรณ หากแต่เป็นร่มหลากสีสันของทหารพลร่มฝรั่งเศสที่ถูกผูกยึดเข้ากับบรรดารถถังไร้เจ้าของ พื้นที่ตรงนั้นเพียงพอสำหรับแขก 40 คน ชุดแต่งงานของเราคือแบบฟอร์มทหารสีเขียว เรากุมมือกันและกันท่ามกลางแสงจากตะเกียงไฟฟ้า รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และคำอวยพรที่ถูกกล่าวขึ้นในห้วงความสำราญแห่งการมีชัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชั้นล่างของอาคารพิพิธภัณฑ์ยังมีร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายร้าน แต่ส่วนใหญ่ขายคล้ายๆ กัน และหลายอย่างก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับยุทธภูมิเดียนเบียนฟู ผมถามหาหนังสือประวัติการรบที่เป็นภาษาอังกฤษ แม่ค้าบอกว่าเพิ่งขายหมด จึงซื้อหมวกปีกกว้างใบหนึ่งมาแทน มีข้อความเขียนเป็นภาษาเวียดนาม เธอแปลให้เป็นภาษาอังกฤษว่า &amp;ldquo;ที่ระลึกจากเดียนเบียนฟู&amp;rdquo; ก่อนผมจะเดินออกไปเธอยังชวนให้มาเยือนใหม่ในปีหน้า พิพิธภัณฑ์จะสร้างเสร็จพอดี ว่าแล้วก็ชี้ให้ดูจุดที่กำลังก่อสร้างอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลาเกือบ 4 โมงเย็น ผมได้ดื่มกาแฟในร้านหน้าโรงหนังสมใจ แล้วเดินไปยังเนินเขา A1 ที่อยู่ไม่ไกลกัน ทว่าเข้าผิดทาง นั่นคือไปเข้าทางด้านหลัง เป็นที่ตั้งของร้านกาแฟชื่อ A1 Caf&amp;eacute; ต้องเดินทะลุร้านกาแฟเข้าไปยังบังเกอร์ A1 ของฝรั่งเศส ซึ่งเรียกว่า Eliane 2 นอกจากเครือข่ายหลุมเพลาะและอุโมงค์แล้ว บนเนินนี้มีจุดสำคัญสำหรับถ่ายภาพก็คือหลุมขนาดใหญ่คล้ายหลุมอุกกาบาต ทหารช่างเวียดมินห์ได้ใช้ความพยายามอย่างหนัก เสียชีวิตไปมากมายกว่าจะฝ่าเข้าไปวางระเบิดได้ ถือว่าเป็นงานหินที่สุดของฝ่ายเวียดมินห์เลยทีเดียว จากนั้นเวียดมินห์จึงสามารถข้ามแม่น้ำยุมไปจับตัวนายพลเดอ กัสทรี ได้ในบังเกอร์บัญชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากบังเกอร์และหลุมอุกกาบาตนี้แล้วยังมีรถถังหลายคันให้ชมบริเวณด้านล่างเนินใกล้ๆ ทางออก รวมทั้งอาคารแสดงนิทรรศการขนาดย่อมเกี่ยวกับการรบบนเนินเขา A1 หน้าอาคารนี้มีโต๊ะขายตั๋วสำหรับการเยี่ยมชมภายในพื้นที่เนินเขา A1 ผมเข้าไปซื้อในราคา 15,000 ดอง ก่อนจะเดินออกจากประตูทางเข้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
​​​​​​​บังเกอร์บัญชาการของนายพลเดอ กัสทรี&amp;nbsp;​​​​​​​&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ผมเดินต่ออีก 1 กิโลนิดๆ ไปยังบังเกอร์บัญชาการของเดอ กัสทรี ผ่านตลาดยามเย็น แวะดื่มน้ำมะพร้าว เจ้าแรกเขียนว่า 15,000 ดอง แม่ค้าไม่อยู่ เจ้าถัดไปไม่เขียนป้ายราคา แม่ค้านำปากกาสีเขียนลงบนฐานปูนในล้อรถสำหรับตั้งร่ม ระบุ 25,000 ดอง ผมก็ตกลง เป็นมะพร้าวลูกใหญ่ น้ำเยอะ และหวานอร่อย จากนั้นฝ่าตลาดริมถนนที่ยาวเฟื้อยไปจนถึงสะพานเมืองแถง (Muong Thanh Bridge) ตั้งขึ้นตามชื่อเดิมของเมือง ปัจจุบันเมืองแถงเป็นเขตหนึ่งในเดียนเบียนฟู สะพานนี้ใช้ข้ามแม่น้ำยุม ภาษาเวียดนามออกเสียงเป็นน้ำซม เขียนว่า Nậm Rổm (ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำหม่าตามที่ระบุในตอนที่แล้ว ต้องกราบขออภัยด้วยครับ) อนุญาตให้คน จักรยาน และมอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่ผ่านได้ มีภาพจำสำคัญในประวัติศาสตร์การรบ นั่นคือภาพบรรดาทหารฝรั่งเศสชูมือขึ้นเหนือศีรษะรับชะตากรรมผู้แพ้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมข้ามสะพานไปแล้วก็แวะซื้อถั่วคั่วจากแม่ค้าสาวที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ เธอไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ผมจึงยื่นให้เธอ 10,000 ดอง เธอก็ตักถั่วให้ถุงหนึ่ง เป็นอันว่าสื่อสารกันพอรู้เรื่อง จากนั้นก็เดินอีกไม่ถึง 300 เมตรไปยังบังเกอร์เดอ กัสทรี ปรากฏว่าปิดบริการเรียบร้อยแล้ว ได้แต่มองดูจากภายนอก แล้วเดินกลับ ผ่านซอย Nguyen Chi Thanh ที่ได้เล็งไว้ตั้งแต่วันก่อน มีร้านอาหารและคาเฟ่จำนวนมาก แต่ได้กินแค่ข้าวราดแกงและเบียร์ Saigon กระป๋องเดียวจากร้านข้าวธรรมดาร้านหนึ่งที่เต็มไปด้วยลูกค้าคนท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ปากซอยนี้ผมแวะร้านขายของชำร้านเดิม เข้าไปเปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ Saigon ออกมา 1 กระป๋อง แม่ค้าชู 1 นิ้ว และ 2 นิ้วตามลำดับ บอกราคา 12,000 ดอง ผมจ่ายให้แก 14,000 ดอง ทำท่าทำทางให้รู้ว่ารวมกับที่ค้างไว้เมื่อวาน แกจำขึ้นได้ พูด &amp;ldquo;ก๋ามเอิน&amp;rdquo; ผมก็ &amp;ldquo;ก๋ามเอิน&amp;rdquo; แล้วก็เดินกลับที่พัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คืนนี้จิบเท่าที่ถือมา เพราะรุ่งขึ้นต้องรีบตื่นไปซาปาตั้งแต่เช้าตรู่.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54321</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่องเที่ยวเวียดนาม, รวมเลือดเนื้อเพื่อเดียนเบียนฟู, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/12/2019 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2019 18:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนขยันแห่งเดียนเบียนฟู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เดียนเบียนฟูเป็นเมืองหลวงของจังหวัดเดียนเบียน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในอดีตเรียกว่าเมือง &amp;ldquo;แถง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;แถน&amp;rdquo; เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวไททรงดำ หรือลาวโซ่ง ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ ทว่าในตัวเมืองจะเห็นแต่คนเวียด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่พักของผมชื่อ Duc Thang อยู่ในซอยใกล้ๆ สถานีขนส่งเดียนเบียนฟู ผมชวนคู่รักชาวไทยที่นั่งมินิบัสมาด้วยกันจาก&amp;nbsp; สปป.ลาว ให้เข้าไปดูสภาพห้องพักก่อนตัดสินใจ พี่ผู้หญิงเป็นคนขึ้นไปสำรวจลงมาบอกว่าตกลง พี่ผู้ชายจ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับการพัก 2 คืน 500,000 ดอง ส่วนตัวผมรีเซ็พชั่นสาวบอกว่าค่อยจ่ายตอนเช็กเอาต์ คงเพราะผมจองมาทางออนไลน์เอเยนซี มีหลักฐานส่วนบุคคลอยู่ในนั้นแล้ว โดยได้ราคาถูกกว่าที่คืนละ 198,000 ดองเท่านั้น คิดเป็นเงินไทยประมาณ 260 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ย่านการค้าเมืองเดียนเบียนฟูยามเย็น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รีเซ็พชั่นขอคิดราคา 200,000 ดอง ชี้แจงว่าเงินทอน 2,000 ดองนั้นมีค่าน้อยนิด (ไม่ถึง 3 บาท) แต่หากต้องการเธอก็จะทอนให้ ผมบอกว่าไม่เป็นไร แล้วขอทราบอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเวียดนามดอง เธอคิดให้ในราคาค่อนข้างดี นี่คือตัวบ่งชี้ที่สามารถมองทะลุไปถึงเรื่องอื่นๆ&amp;nbsp; ได้ว่าไม่ใช่คนชอบเอาเปรียบผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เธอชื่อเล อายุไม่เกิน 30 ปี สามีชื่อตวน ทั้งคู่คือเจ้าของโรงแรม หรือในปัจจุบันอาจยังเรียกว่าเป็นทายาท เพราะพ่อของตวนยังอยู่ และเป็น 1 ใน 3 ผู้บริหารร่วมกับลูกชายและลูกสะใภ้ ฝ่ายพ่อพูดลาวได้คล่องแคล่ว เพราะทำธุรกิจกับคนลาวมานาน ตวนพูดได้บ้าง ส่วนเลพูดไม่ได้ แต่ภาษาอังกฤษเธออยู่ในขั้นดีทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรงแรมขนาดเล็ก หากจำไม่ผิดมีเพียง 4 ชั้น ด้านหน้าแคบแบบฉบับเวียดนาม ทั้งหมดคงมีไม่เกิน 20 ห้อง ทว่ามีลิฟต์อย่างดีให้บริการ ห้องพักมีเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น ทีวีรุ่นใหม่มีช่องข่าวต่างประเทศหลายช่อง รวมถึงช่องกีฬา แถมยังมีระเบียง เสียอย่างเดียวที่ราวระเบียงค่อนข้างเตี้ย พวกขี้เมาคงต้องระวังตัวหากเปิดประตูออกไปรับลมยามดีกรีกำลังได้ที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลให้ผมดูรูปลูกค้าของโรงแรมที่เป็นชาวไทย พวกเขาเช่ารถยนต์ของสามีเธอขับไปซาปา เคยมาพักมากกว่า 2 ครั้ง เธอแสดงออกค่อนข้างชัดเจนว่านิยมแขกจากเมืองไทย จะว่าไปแล้วคนไทยมีชื่อเสียงที่ดี และมีแต้มต่ออยู่เสมอในการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก สาเหตุหลักคือยิ้มแย้มสนุกสนานและไม่ค่อยเรื่องมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
อนุสาวรีย์ชัยแห่งเดียนเบียนฟูบนเนินเขา D1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมบอกเลว่าจะไปหามื้อเย็นกิน แต่ไม่ได้ระบุสถานที่ เธอจับข้อมือผมแล้วจูงไปยังร้านข้างๆ โรงแรม บอกว่าร้านนี้มีสตูปลาอร่อย เธอเปิดฝาหม้อให้ดูปลาที่ต้มมานานจนน้ำเกือบแห้ง ผมลังเลเพราะกลัวเผ็ด เธอหยิบตะเกียบไปคีบปลายัดใส่ปากผมเหมือนว่าเป็นเพื่อนสนิท จึงตัดสินใจนั่งและสั่งอาหารตามการแนะนำแกมบังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ป้าเจ้าของร้านตักปลามาให้ 1 ถ้วยใหญ่ พร้อมข้าวสวย 1 ชามโต มีจานใบเล็กสำหรับตักแบ่ง เลนั่งลงตรงข้าม ถามว่ากินผักไหม ผมตอบว่ามีก็ดี เธอสั่งผัดผักบุ้งมาให้ รสชาติเค็มน้อยกว่าที่ฮานอยและเว้ แต่ใส่กระเทียมค่อนข้างเยอะ&amp;nbsp; เลไปหยิบขวดพลาสติกบรรจุอะไรสักอย่างมาให้ดม ตอนแรกผมนึกว่าปลาร้า แต่ดมแล้วออกไปทางปลาอินทรีเค็มมากกว่า&amp;nbsp; มีลักษณะเป็นน้ำข้นๆ เหมือนซอส เธอคลุกกับผัดผักบุ้งในถ้วยเล็กๆ แล้วให้ผมดมอีกที จากนั้นก็ป้อนใส่ปาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นว่าผมกินได้เธอก็นำน้ำปลาเค็มผสมใส่ในผัดผักบุ้งที่เหลือทั้งหมด ผมต้องปรามว่าอย่าใส่ลงไปเยอะ เธอคลุกให้เสร็จก็ลุกจากไป ทั้งหมดนี้เป็นอากัปกิริยาที่เป็นธรรมชาติมาก แม้ว่าเพิ่งเจอกันไม่ถึง 1 ชั่วโมง ผมอึ้งอยู่ชั่วขณะแล้วก็ลุกไปเปิดตู้เย็นในร้าน หยิบเบียร์ 333 ออกมา 1 กระป๋อง ป้าเจ้าของร้านคิดเงินรวมทั้งหมด 70,000 ดองเท่านั้น หรือไม่ถึง 100 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีเด็กชาย 3 คน อายุสัก 3-4 ขวบเล่นกันอยู่ในร้าน หนึ่งในนั้นรู้ทีหลังว่าเป็นลูกชายของเล พวกเขานำเก้าอี้พลาสติกมาทำเป็นบังเกอร์ล้อมรอบตัวเอง ทำให้ผมนึกถึงการสู้รบในสงครามขึ้นมาทันที และในเวียดนามคงไม่มีการสู้รบใดน่าจดจำมากไปกว่ายุทธการที่เดียนเบียนฟูเมื่อ 65 ปีก่อน และพื้นที่บริเวณนี้ก็คงหนีไม่พ้นการโรมรันกันระหว่างเวียดมินห์ผู้รักชาติกับกองทัพฝรั่งเศส ปัจจุบันสมรภูมิรบได้เปลี่ยนสภาพเป็นเมืองอย่างเต็มตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
มินิบัสคันนี้วิ่งไปไกลถึงหลวงน้ำทา สปป.ลาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมถ่ายรูปเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่ ป้าเจ้าของร้านบอกให้เด็กเก๊กท่าดีๆ ถ่ายเสร็จก็ให้พวกเขาดูรูป คนหนึ่งไม่สนใจดู อีก 2 คนชอบเป็นพิเศษ จากนั้นก็เดินออกจากร้านไปทางหน้าปากซอย มีผู้หญิงในร้านอาหารเรียกให้กินข้าว บอกว่ามีอาหารและกาแฟ ผมเอามือตบท้องสื่อสารว่าอิ่มแล้วก่อนจะออกถนนใหญ่เลี้ยวซ้าย ข้ามแม่น้ำ &amp;ldquo;หน่ามสม&amp;rdquo; ไปยังย่านการค้า เห็นอนุสาวรีย์ชัยแห่งเดียนเบียนฟูอยู่บนเนินเบื้องหน้า มีถนนคั่นไว้ ต้องเลี้ยวซ้ายไปหาทางข้าม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากร้านค้าในตึกแถวแล้ว ก็ยังเห็นพ่อค้าแม่ค้ากำลังตั้งแผงบนทางเท้าเพื่อเป็นตลาดยามเย็น เด็กผู้หญิงอายุไม่เกิน 5 ขวบทักผมเป็นภาษาอังกฤษว่า &amp;ldquo;เฮลโล่&amp;rdquo; พ่อของเธอกำลังเตรียมตัวขายของบางอย่างที่ผมยังไม่สามารถคาดเดาได้&amp;nbsp; ผมทักทายเธอกลับไปแล้วก็หาจังหวะข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บริเวณลานอเนกประสงค์ด้านล่างเนินเขา มีกลุ่มคนผสมวัยตั้งวงตีวอลเลย์บอลกันอยู่ 2 วง ในความรู้สึกของคนที่เคยดูหนังเรื่องสตรีเหล็กมาก่อนทั้ง 2 ภาคก็รู้สึกแปลกใจนิดๆ เพราะนักวอลเลย์ที่เห็นอยู่ตรงหน้าส่วนใหญ่เป็นชายแท้ มีสุภาพสตรีอยู่แค่คนเดียว พอจะขึ้นบันไดไปยังอนุสาวรีย์บนเนินเขาก็มีเสียงเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเรียกให้ซื้อตั๋ว 15,000 ดอง ผมถามเธอว่าปิดกี่โมง ได้รับคำตอบว่า 6 โมง ผมบอกเธอว่าค่อยมาใหม่ เวลานี้ก็เกือบจะ 6 โมงแล้ว และนี่ก็เป็นโอกาสที่ผมได้ใกล้ชิดอนุสาวรีย์ดังกล่าวมากที่สุด เพราะหลังจากนั้นก็ไม่ได้ผ่านมาทางนี้อีกเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฟ้ามืดแล้วจึงไม่ได้เดินไปไหนไกล สำรวจซอยหนึ่งชื่อ Nguyen Chi Thanh มีที่พักมากมาย สังเกตได้จากคำว่า Nha Nghi ออกเสียงหย่างงี แปลว่าโรงแรม ร้านอาหารและคาเฟ่น่านั่งหลายร้าน แต่สุดท้ายทำได้เพียงแวะร้านขายของชำติดถนนใหญ่ เปิดตู้แช่หยิบเบียร์ Halida มา 1 กระป๋อง เจ๊เจ้าของร้านหยิบธนบัตรใบละ 10,000 และ 2,000 ออกมาเพื่อแสดงราคา 12,000 ดอง ผมยื่นธนบัตร 200,000 ให้ แกไม่มีทอน แล้วชี้ไปในกระเป๋าตังค์ของผมเพราะเห็นใบละ 10,000 ผมบอกมีแค่ใบเดียว แกก็เอาไปแค่นั้น ผมพูดภาษาอังกฤษว่า &amp;ldquo;ทูมอร์โรว์ คัมแบ็ก&amp;rdquo; เพื่อจะสื่อว่าจะมาจ่ายที่เหลือในวันพรุ่งนี้ ยกมือไหว้ ถอดหมวกแล้วโค้งให้แกอีกทีก่อนออกจากร้านเดินกลับที่พัก สองสามีภรรยาไม่อยู่แล้ว พ่อของตวนกำลังจะทำหน้าที่กะดึก ซึ่งหมายถึงต้องนอนบริเวณหลังเคาน์เตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช้าวันต่อมาผมลงไปตรงล็อบบี้เจอพี่คนไทยทั้ง 2 คน กำลังจะเช่ามอเตอร์ไซค์ของที่พักขับเที่ยว พวกเขากินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เป็นข้าวเหนียวจิ้มเครื่องเคียงจำพวกหอมกระเทียมทอดและเนื้อหมูบด เลตั้งแผงขายมื้อเช้านี้หน้าโรงแรมให้กับลูกค้าในที่พัก คนเดินผ่านไปมา และชาวบ้านขาประจำอีกหลายราย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมสารภาพว่าไม่ชอบกินข้าวเหนียวเป็นมื้อเช้าเพราะทำให้ง่วง เธอถามว่าอยากกินอะไร ผมตอบว่าอาหารจำพวกไข่ เธอก็คว้าข้อมือผมอีกเหมือนเมื่อวานแต่ไปคนละทาง เข้าซอยย่อยไปประมาณ 100 เมตรก็เจอร้านขายอาหารเช้า หน้าร้านแม่ครัวกำลังทอดไข่ลงในเตาแบนราบ มีแผ่นแป้งบางๆ ใสๆ&amp;nbsp; วางรอง รอให้ไข่เป็นยางมะตูมแล้วรวบมุมแป้งพับขึ้นตักเสิร์ฟ ไข่ยางมะตูมจึงไม่ไหลเละเลอะเทอะ อีกอย่างที่ร้านนี้ทำขายก็ใช้แผ่นแป้งบางๆ นี้เหมือนกัน เลเรียกว่า &amp;ldquo;บั๋นก๋วน&amp;rdquo; ซึ่งก็คือปากหม้อญวน คล้ายๆ ข้าวเกรียบปากหม้อไทย แต่ของเขาใช้เนื้อบดและถั่วบดเป็นไส้ กินกับน้ำซุปผัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลจัดการสั่งให้เสร็จสรรพและรออาหารมาเสิร์ฟ ไข่ในแผ่นแป้ง 2 ฟอง และบั๋นก๋วนชามใหญ่จำนวนหลายชิ้น แจ้งราคาว่าทั้งหมดนี้ 20,000 ดองเท่านั้น หรือประมาณ 25 บาท เธอให้นำบั๋นก๋วนลงไปในซุปทีละชิ้นสองชิ้นแล้วค่อยตักกินพร้อมน้ำซุป อธิบายวิธีกินเสร็จแล้วก็กลับไปขายอาหารเช้าของตัวเองต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมเดินหาร้านกาแฟอยู่พักใหญ่ก็ไม่เจอ จึงเดินกลับไปทางโรงแรม ตั้งใจจะไปกินร้านหน้าปากซอย ตอนเดินกลับเมื่อวานผู้หญิงคนเดิมก็คะยั้นคะยอขอคำมั่นสัญญาให้ไปกินมื้อเช้าที่ร้าน เลยังไม่เก็บแผงที่หน้าโรงแรม พอรู้ว่าผมกำลังหากาแฟดื่มก็รีบบอกว่าเธอมีขายเหมือนกัน สุดท้ายผมได้ดื่มกาแฟเวียดนามที่เรียกว่ากาแฟฟิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ลานอเนกประสงค์ด้านล่างอนุสาวรีย์ชัยฯ เดียนเบียนฟู พวกหนุ่มๆ จับจองตีวอลเลย์บอล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายตวน สามีของเธอกำลังนั่งซ่อมตาชั่งเครื่องเล็กอยู่บนโต๊ะที่ให้ลูกค้ากินข้าวเหนียว ผมถามเขาเป็นภาษาลาว (ตามที่พอพูดได้) ว่าตาชั่งนี้ไว้ชั่งอะไร เขากลับตอบว่ามันเสียตรงไหน ฝ่ายภรรยาหายวุ่นแล้วก็มานั่งข้างๆ สามี ผมถามเธอเป็นภาษาอังกฤษ จึงได้รับคำตอบว่าไว้ชั่งกระเทียมขาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เท่ากับว่านอกจากธุรกิจโรงแรมพ่วงขายเครื่องดื่มจำพวกเบียร์และน้ำอัดลมในตู้แช่แล้ว บ้านนี้ยังมีธุรกิจรถยนต์ให้เช่า มอเตอร์ไซค์ให้เช่า ขายตั๋วรถบัส ขายอาหารเช้า ขายกระเทียม นี่คือเท่าที่ผมรวบรวมได้จากการรู้จักกันวันเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลถามถึงรายได้เฉลี่ยของคนไทย ผมตอบได้เฉพาะของคนชั้นกลาง เธออุทานออกมาว่า &amp;ldquo;เยอะมาก&amp;rdquo; เพราะทั้งเดือนในส่วนของเธอเองมีรายได้ประมาณ 5 ล้านดอง เธอคิดให้เป็นเงินไทยทันทีว่าประมาณ 7 พันบาท ดูๆ ไปครอบครัวนี้ก็จัดอยู่ในระดับคนชั้นกลางและค่อนข้างมีหลักมีฐานพอสมควร ผมบอกว่ารายได้ของเธอก็ไม่น้อย เพราะค่าครองชีพในเวียดนามไม่สูง ยิ่งในเมืองเล็กอย่างเดียนเบียนฟูก็ถือว่ายังต่ำอยู่มากหากเทียบกับค่าครองชีพเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;
ด้านนอกอาคารพิพิธภัณฑ์สงครามเดียนเบียนฟู ปีนี้ครบ 65 ปีแห่งชัยชนะ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตอนสายผมลงจากห้องพักมาซื้อตั๋วไปซาปาเช้าวันรุ่งขึ้น ทราบภายหลังว่าตั๋วที่เลขายให้ลูกค้าของเธอราคาถูกกว่าซื้อจากสถานีขนส่ง แต่ผมจำราคาไม่ได้เสียแล้ว อยู่ในหลักไม่เกิน 300 บาท จากนั้นก็ปรึกษาเธอเรื่องจะไปพิพิธภัณฑ์สงครามเดียนเบียนฟู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เลไปเรียกสามีมาฟังด้วย เขาเสนอขับมอเตอร์ไซค์นำเที่ยวทั้งวัน จะพาไปชม 4-5 สถานที่ ราคาวันละ 300,000 ดอง ผมไม่อยากให้เขาจอดมอเตอร์ไซค์รอนานๆ ตอนผมเข้าไปเที่ยวที่ใดที่หนึ่ง จึงขอให้ไปส่งแค่พิพิธภัณฑ์สงครามเดียนเบียนฟู ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร เขาคิด 50,000 ดอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตวนขี่ผ่านศูนย์บัญชาการรบของคริสตียอง เดอ กัสทรี&amp;nbsp; แม่ทัพฝรั่งเศสแห่งยุทธภูมิเดียนเบียนฟู เป็นหลุมบังเกอร์ขนาดใหญ่ จากนั้นผ่านเนินเขา A1 ฝ่ายฝรั่งเศสเรียก Elian 2 เป็นบังเกอร์ที่ฝ่ายเวียดมินห์เจาะทำลายได้ยากที่สุด แต่ก็ไม่พ้นความมุ่งมั่นพยายามของเหล่าทหารรักชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมคืนหมวกกันน็อก จ่ายเงินค่าโดยสารให้ตวน แล้วก็เดินไปซื้อตั๋วที่หน้าพิพิธภัณฑ์ ราคา 15,000 ดอง หรือราวๆ 20 บาทตามมาตรฐานเดียวกันทั้งเมืองไม่ว่าจะเป็นสถานที่เล็กใหญ่ขนาดไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน้าตัวอาคารพิพิธภัณฑ์รูปทรงแคปซูล ทางด้านขวามือมีเนินหญ้าตกแต่งด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่สีเหลือง-แดง เขียนเป็นภาษาเวียดนาม แปลความได้ว่า &amp;ldquo;65 ปี ชัยชนะแห่งเดียนเบียนฟู&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัปดาห์หน้าคงได้พูดถึงยุทธการตะเพิดนักล่าอาณานิคมกันเสียทีครับ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53442</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวเวียดนาม, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เดียนเบียน, เดียนเบียนฟู, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
