<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คมนาคมลุยเปิดอาคาร &#039;SAT1&#039; สนามบินสุวรรณภูมิตั้งโรงพยาบาลสนามรับผู้ป่วยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.ค. 2564 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในปัจจุบัน ที่แพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้ป่วยรอรับการรักษาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดังนั้น ภาครัฐจึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนาม (ชั่วคราว) เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประกอบกับพื้นที่ที่ตั้งของโรงพยาบาลบุษราคัม อิมแพค เมืองทองธานี จะหมดสัญญาเช่าพื้นที่ใน ส.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประสานกับกระทรวงคมนาคม เพื่อขอใช้พื้นที่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม มาเป็นโรงพยาบาลสนามเพื่อรองรับผู้ป่วย โดยกระทรวงคมนาคม จึงเตรียมจะปรับใช้พื้นที่อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. พื้นที่ 216,000 ตารางเมตร เป็นโรงพยาบาลสนาม เพื่อทดแทนโรงพยาบาลบุษราคัม อิมแพค เมืองทองธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่ไปสำรวจอาคาร SAT-1 ในวันนี้ (6 ก.ค. 2564) นั้น พบว่า พื้นที่อาคาร SAT-1 เหมาะสมที่จะทำโรงพยาบาลสนาม โดยใช้พื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางเมตร ซึ่งจะเป็นพื้นที่เตียงผู้ป่วย รองรับได้อย่างน้อย 5,000 เตียงในระยะแรก ขณะเดียวกัน จะใช้พื้นที่ชั้น 2 เป็นสถานที่ทำการของแพทย์ และห้อง ICU ส่วนชั้น 3 และ 4 จะเป็นพื้นที่สำหรับผู้ป่วยสีเขียว และสีเหลือง อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะเริ่มเปิดให้บริการได้ประมาณช่วง ส.ค. 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอาคาร SAT-1 เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าโรงพยาบาลบุษราคัมประมาณ 3 เท่า ลักษณะเป็นอาคาร 4 ชั้น โดยในปัจจุบันมีการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ มีระบบปรับอากาศ ไฟฟ้า น้ำประปาพร้อมแล้ว มีความยาวพื้นที่ประมาณ 1,000 เมตร ทั้งนี้ หากมีการปรับเป็นโรงพยาบาล จะต้องมีการปรับพื้นที่ และเพิ่มเติมห้องอาบน้ำ ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ทั้งนี้ การเดินทางมายัง SAT-1 นั้น จะใช้เวลาเดินทางจากบางนาประมาณ 20 นาที โดยปัจจุบัน มีถนนชั่วคราวเข้าพื้นที่มายังอาคาร SAT-1 แล้ว แต่หากจะใช้เป็นเส้นทางหลัก จะต้องมีการปรับปรุงถนนเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับอาคาร SAT1หรือแซทเทิลไลท์ 1 เป็นของบริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) ในโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะ(เฟส) ที่ 2 วงเงินกว่า 62,000ล้านบาท ล่าสุดวางเป้าหมายเปิดบริการเดือนเม.ย.65มีระบบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ(APM) หรือรถไฟฟ้าไร้คนขับเชื่อมต่อกับอาคารหลังเดิมภายใน2นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอาคาร SAT1 มี28 หลุมจอด รองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ A380ได้พร้อมกัน 8 ลำ และอื่นๆ อีก 20 ลำในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารของ ทสภ. จากก่อนโควิดมีผู้โดยสาร45 ล้านคน เป็น 60ล้านคนต่อปี และรองรับเที่ยวบินได้เพิ่มขึ้นจาก 60-63เที่ยวบินต่อชั่วโมง(ชม.) เป็น 68 เที่ยวบินต่อชม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108889</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1), โรงพยาบาลสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210707/image_big_60e4fdd8de22f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 12:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 12:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สนามบินสุวรรณภูมิยันโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติกระเบิดไม่กระทบการบิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.ค.2574 นายกฤติยา ก้อนทอง รองผู้อำนวยการ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (สายปฎิบัติการ 2) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ในช่วงเช้าของวันนี้เกิดเหตุระเบิดภายในโรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก ในซอยกิ่งแก้ว 21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งขณะนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่นั้น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้ติดตามข้อมูลและตรวจสอบเหตุที่อาจกระทบต่อการให้บริการของ ทสภ. อย่างใกล้ชิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการติดต่อประสานงานกับศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศสุวรรณภูมิ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และ กองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการขึ้น-ลง ของอากาศยานและยังคงสามารถเปิดให้บริการได้ตามปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ทสภ. ได้มีการติดตามข้อมูลและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานฝ่ายปกครอง และ ศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศฯ เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนไว้รองรับหากเกิดกรณีฉุกเฉินไว้แล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤติยา &amp;nbsp;กล่าวว่า ทสภ. ยังได้ให้การสนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัยของหน่วยงานต่างๆ อย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนให้เร็วที่สุด ในการนี้ ทสภ. ได้จัดพื้นที่ บริเวณใกล้เคียงสถานีดับเพลิงและกู้ภัยฝั่งตะวันตกซึ่งอยู่ในเขตการบิน เป็นพื้นที่สำหรับจอดเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมสนับสนุนน้ำสำรองสำหรับใช้ในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108655</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้, โรงงานผลิตเม็ดโฟมพลาสติก, ไม่กระทบการบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2998106127.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93875</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/02/2021 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/02/2021 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมศุลกากรลงพื้นที่เตรียมความพร้อมรับวัคซีนโควิด-19เข้าไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 กุมภาพันธ์ 2564 นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากรและคณะผู้บริหารกรมศุลกากร ลงพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมความพร้อม รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ล็อตแรก จำนวน 200,000 โดส ที่กระทรวงสาธารณสุข กำหนดขนส่งและรับมอบ ในวันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 เวลาประมาณ 10.00 น.จากบริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด (SINOVAC BIOTECH CO., LTD.) ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 675 (เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพฯ) และหลังจากที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ จะทำการลำเลียงขึ้นรถยนต์ออกจากเขตปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งกรมศุลกากรจะดำเนินการอำนวยความสะดวกในการผ่านพิธีการศุลกากรในทุกขั้นตอนอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษามาตรฐานของอุณหภูมิไม่ให้มีผลกระทบกับวัคซีนดังกล่าว จนเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งหมด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93875</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศุลกากร, ซิโนแวค, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, วัคซีนโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210222/image_big_603392e9c941b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 19:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 19:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทสภ.แจ้งผู้โดยสารจอดรถฟรีวันหยุดยาวบริเวณโซนC</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 พ.ย. 2563 นาวาอากาศโทสุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีวันหยุดเพิ่ม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในประเทศ ในวันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน และวันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2563 เป็นวันหยุดราชการพิเศษ ส่งผลให้มีวันหยุดยาว 4 วัน ตั้งแต่ วันที่ 19-22 พฤศจิกายน 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ทสภ. จึงทำการยกเว้นอัตราค่าบริการจอดรถยนต์ระยะยาว โซน C ซึ่งสามารถจอดรถยนต์ได้จำนวน 718 คัน โดย ทสภ. จะทำการยกเว้นค่าบริการจอดรถตั้งแต่เวลา 08.00 น. ของวันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2563 จนถึง วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2563 เวลา 17.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับ ในช่วงดังกล่าว ทสภ. ได้จัดรถ Shuttle Bus สาย A วิ่งให้บริการรับ - ส่งผู้โดยสารทุกๆ 15 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง โดยรถ Shuttle Bus สาย A จะวิ่งให้บริการรับ - ส่งผู้โดยสารจากศูนย์ขนส่งสาธารณะ (Bus Terminal) ไปยังลานจอดรถยนต์ระยะยาว โซน C เพื่อรับผู้โดยสารไปส่งยังอาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 3 และประตู 8 และวนขึ้นไปที่ชั้น 2 ประตู 5 ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการรถ Shuttle Bus ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นาวาอากาศโทสุธีรวัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า ทสภ. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการยกเว้นอัตราค่าบริการจอดรถยนต์ที่ลานจอดรถยนต์ระยะยาว โซน C ในครั้งนี้เป็นอีกช่องทางที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้โดยสารผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ ขอให้ผู้โดยสารผู้ใช้บริการเผื่อเวลาในการเดินทางมาถึงสนามบินล่วงหน้า 2 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84143</URL_LINK>
                <HASHTAG>ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200911/image_big_5f5b1b80a1114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70296</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> 3 ก.ค.นี้ สุวรรณภูมิจับมือสาธารณสุข เปิดตัว &quot;แลป&quot; ตรวจโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค. 2563 นาวาอากาศโท สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ &amp;nbsp;เปิดเผยว่าสำหรับการเดินทางของผู้โดยสารในประเทศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิขณะนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่กลางเดือนที่ผ่านมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีผู้โดยสารเดินทางเฉลี่ยวันละ 4,000 คนต่อวัน มีจำนวนเที่ยวบิน 58 เที่ยวบินต่อวัน &amp;nbsp;แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมีผู้โดยสารที่เดินทางสำหรับเที่ยวบินในประเทศ 8,045คน มีเที่ยวบินรวม 177เที่ยวบิน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนการผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเที่ยวบินระหว่างประเทศ หลังจากที่ สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.)มีประกาศผ่อนคลายออกมามีผลวันที่ 1 ก.ค.63โดยเปิดช่องให้คนที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยแต่มีความประสงค์จะเดินทางให้ทำเรื่องขออนุญาตจากกระทรวงการต่างประเทศนั้น &amp;nbsp;การผ่อนคลายดังกล่าวไม่น่าจะทำให้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;และหน่วยงานด้านความมั่นคง เปิดตัวห้องแลปคัดกรองโรคในพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบริเวณอาคารเทียบเครื่องบิน(คองคอร์ด G) &amp;nbsp;ซึ่งแลป ดังกล่าวจะสามารถตรวจคัดกรองไวรัส covid-19 ทราบผลการตรวจโรคภายใน 1 ชั่วโมง &amp;nbsp;โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้มีการเตรียมพร้อมอุปกรณ์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในขณะนี้มีเที่ยวบินระหว่างประเทศ ที่นำคนไทยกลับมา ตามมาตรการที่ภาครัฐเปิดให้คนไทยที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับมากับเที่ยวบินเหล่านี้เดินทางได้ &amp;nbsp;แต่ในวันนี้มีผู้โดยสารไม่มากนัก &amp;nbsp;แต่เชื่อว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปก็จะมีเที่ยวบินจากต่างประเทศนำคนไทยกลับมามากขึ้น &amp;nbsp;ซึ่งแลปคัดกรองทราบผลเร็วๆนี้ &amp;nbsp;ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ร.ท.สัมพันธ์ ขุทรานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.กล่าว่าสำหรับภาพรวมการให้บริการของท่าอากาศยานดอนเมืองขณะนี้ สำหรับผู้โดยสารภายในประเทศ มีผู้โดยสารใช้บริการอยู่ประมาณวันละ 24,000 คนโดยมีเที่ยวบินให้บริการอยู่ที่ 220 เที่ยวบินต่อวัน และเชื่อว่าในช่วงวันหยุดยาวระหว่าง 4-7 ก.ค.ก็จะมีผู้ใช้บริการท่าอากาศยานดอนเมืองเฉลี่ยวันละ 30,000 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนประเด็นเรื่องการจัดทำแลป เพื่อทำการตรวจสอบคัดกรองหาเชื้อไวรัสโควิค-19 โดยทราบผลเร็วภายใน 1 ชั่วโมง ในพื้นที่ของท่าอากาศยานดอนเมืองนั้น ในอนาคตอันใกล้นี้คงยังไม่มีความจำเป็นเนื่องจากว่าปัจจุบันมีแลปของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงในย่านหลักสี่ โดยสามารถทำสวอปผู้โดยสารจากต่างประเทศ จากท่าอากาศยานดอนเมือง ไปยังแลปทำการตรวจและรู้ผลภายในเวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง เช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร.ท.สัมพันธ์ กล่าวว่าส่วนประเด็นที่เกี่ยวกับการผ่อนคลายให้ผู้โดยสาร จากต่างประเทศเดินทางเข้ามายังไทยนั้น แม้จะมีการใช้แลปตรวจทราบผลเร็วภายใน 1 ชั่วโมงมาใช้ อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาว่าผลการตรวจจะยืนยันการไม่ติดเชื้อได้ 100%หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่ผู้โดยสารผ่านการคคัดกรองไปแล้ว ผลเป็นลบต่อการติดเชื้อ แต่ได้ไม่กี่วันต่อมาก็ปรากฏว่ามีอาการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องให้ความระมัดระวัง ดังนั้นการเปิดให้ผู้โดยสารจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทย น่าจะดำเนินการในเฉพาะบางประเทศที่มีการระบาดของไวรัสโควิดลดน้อยลง มีสถานการณ์ใกล้เคียงกับประเทศไทยก่อน เนื่องจากต้องยอมรับว่า หากประเทศไทยเกิดปัญหามีการระบาดในรอบที่ 2 ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น กระทบเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและกำลังใจ ที่เคยมีจากผลสำเร็จที่ดำเนินการในตลอดช่วงที่ผ่านมาก็จะสูญเสียไปเปล่าๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนภาพรวมของการให้บริการท่าอากาศยานในสังกัดของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ซึ่งปัจจุบันมีค่ากับยาในสังกัดอยู่ 28 แห่ง และมีหลายหน้ากับยางที่เปิดให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศไปแล้ว ด้วยนะวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่าอากาศยานในสังกัดของ ทย.มีผู้โดยสารใช้บริการ14,264คน มีเที่ยวบินทำการบินทั้งสิ้น72เที่ยวบิน .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70296</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตรวจโควิดที่สนามบิน, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, น.ท.สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์, แลปตรวจโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191012/image_big_5da1ad38b8b34.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62084</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนีกักตัวคุก2ปี! รืิ้อ‘ศูนย์สุวรรณภูมิ’ทหาร-ตร.บัญชาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;รื้อใหญ่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ( EOC) หลังปล่อย 152 คนไทยออกจากสนามบินโดยไม่กักตัว เรียก &amp;quot;พล.ต.โกศล ชูใจ&amp;quot; กลับกลาโหม ตั้งกรรมการสอบ ศบค.ส่ง &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กเบิร์ด&amp;quot; รองเสนาธิการทหารเข้ากำกับดูแลการบังคับใช้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองแทน &amp;nbsp;คมนาคมถอดบทเรียน ให้ทหาร-ตำรวจดูแลการกักตัวเป็นการเฉพาะ โฆษก ตร.ลั่นใครไม่รายงานตัวเจอคุก 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 เมษายน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมือกับมาตรการเคอร์ฟิว ซึ่งผ่านไปอย่างดีในระดับหนึ่ง นอกจากนั้น นายกฯ ห่วงคนไทยที่เดินทางเข้าประเทศที่สุวรรณภูมิ ซึ่งมีเหตุขัดข้องมีปัญหาไม่เข้าใจกัน นายกฯ จึงได้สั่งการว่าไม่ควรให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์เผยว่า การประชุม ศบค.เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรายงานตัวเลข 158 คนไทย เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งต้องรับทราบอยู่แล้วว่าต้องถูกกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดไว้ แต่เมื่อเดินทางมาถึงมีความไม่เข้าใจและมีการต่อรองไม่ขออยู่ ไม่ร่วมมือ อ้างเหตุผลว่าไม่ได้ทราบมาก่อน จะขอกลับไปอยู่บ้านพักตัวเองก่อน ซึ่งมีเพียง 6 รายที่ยินยอมกักตัวอยู่ในพื้นที่รัฐจัดไว้ให้ในโรงแรมแห่งหนึ่งในกทม. &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คำสั่งจากที่ประชุม ศบค.ระบุว่า ต้องกักตัวในพื้นที่ของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเรียกอีก 152 คนกลับมารายงานตัวทั้งหมด โดยที่กรุงเทพฯ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือถ้ามีการสัมผัสตัวญาติให้มารายงานตัวทั้งครอบครัว จะได้มีการบันทึกสอบสวนโรค หรือโทรศัพท์สอบถามที่เบอร์ 0-2132-9950 และเบอร์ 06-3234-4734 ส่วนคนที่เดินทางไปต่างจังหวัดให้ติดต่อที่ศูนย์ดำรงธรรมในจังหวัด ภายในเวลา 18.00 น. วันเดียวกันนี้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เนื่องจากทางสำนักงานการบินพลเรือนมีประกาศห้ามอากาศยานทำการบินเข้าประเทศไทยชั่วคราวในวันที่ 4-6 เม.ย.นั้น ผู้ที่ติดค้างสามารถติดต่อไปยังสถานทูตประเทศนั้นๆเพื่อรายงานตัวและขอความช่วยเหลือ ตอนนี้ขอเวลา 3 วันไม่ให้มีการนำเข้าอากาศยานมาที่ประเทศไทย เพื่อเตรียมมาตรการรองรับให้เป็นอย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า มีข้อมูลกลุ่มคนไทยจะเดินทางเข้ามาในประเทศอีกหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ตอบว่า จะมีคนที่เข้ามา ซึ่งขออนุญาตไว้ล่วงหน้าก่อนหน้าคือจากพิธีทางศาสนาอินโดนีเซียกว่า 100 คน มาเลเซีย 83 คน กลุ่มนักเรียนสหรัฐอเมริกาอีกหลักร้อย แต่ทั้งหมดต้องเข้าสู่กระบวนการเซ็นหนังสือยินยอมอยู่ในพื้นที่ทางรัฐจัดให้ 14 วัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกรณีที่มีการสื่อสารและโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ว่านายกฯ สั่งด่วนใช้กำลังทหารและตำรวจติดตามตัวผู้ที่หลบหนีอยู่นั้น มีข้อเท็จจริงอย่างไร โฆษก ศบค.ตอบว่า ถ้าจะตีความและพาดหัวข่าวในลักษณะดังกล่าวก็มีส่วนถูกต้อง แต่ไม่ได้ทั้งหมด ยอมรับว่านายกฯ ได้สั่งการจริง ในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ในการประชุมเร่งด่วน ที่มีทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และพลเรือนมาประชุมเร่งด่วน เพื่อสร้างมาตรการดังกล่าวให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนว่ารัฐเข้มแข็งและเอาจริง จะไม่ยอมให้มีการละเมิดกฎระเบียบที่มีอยู่ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ถูกสั่งการโดยวันเดียวกันนี้เลขาฯ สมช.เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามให้ได้ทุกคน และถ้าไม่มาถือว่ามีความผิด&amp;nbsp;
เปิดไทม์ไลน์ 158 คนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราไม่อยากจะลงโทษกับพวกท่าน เราเป็นห่วงเป็นใยทุกคนต่างหากถึงได้ตามทุกคนมา เป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานด้านความมั่นคงร่วมมือผนึกกำลังกันทำงาน และทุกคนไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ยังทำทุกอย่างเพื่อประเทศ เพราะตัวเลขทั้งหลายที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากกลุ่มคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งสิ้น&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดเผยว่า จากที่รับรายงานทราบว่า เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีเที่ยวบินที่พากลุ่มผู้โดยสารชาวไทยกว่าร้อยคนกลับจากต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น กาตาร์ และสิงคโปร์ เข้ามาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เวลาประมาณ 13.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองโรคเป็นรายบุคคลอย่างละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เริ่มตั้งแต่ด่านแรกคือเจ้าหน้าที่กรมควบคุมโรค ที่เป็นผู้มีอำนาจควบคุมสถานการณ์สูงสุด ทำหน้าที่ตรวจวัดไข้ เอกสารใบรับรองแพทย์ และอื่นๆ ก่อนจะเข้ามาด่านที่ 2 ของสนามบิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะให้ติดตั้งแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือไว้สำหรับติดตามตัว และด่านสุดท้ายคือด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จะตรวจหนังสือเดินทาง วีซ่าตราประทับ หากไม่พบประวัติหรือข้อมูลผิดปกติ ผู้โดยสารรายนั้นก็จะเข้าไปรอรับกระเป๋าต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ขั้นตอนการตรวจคัดกรองดังกล่าวต้องทำเป็นรายบุคคล ซึ่งทำให้ใช้เวลามาก ประกอบกับเริ่มมีผู้โดยสารเที่ยวบิน (ขาเข้า) ต่างประเทศมาสะสมจำนวนมาก ทำให้ญาติที่รอรับและตัวผู้โดยสารที่เดินทางกลับเกิดความไม่พอใจ จึงเริ่มกดดันเจ้าหน้าที่ เมื่อชี้แจงว่าต้องถูกไปกักตัวที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้โดยสาร เนื่องจากพวกเขาทราบมาว่าสามารถกลับไปกักตัวที่บ้านได้ กระทั่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวกลับบ้าน จนเหตุการณ์เริ่มมาคลี่คลายลงช่วง 20.00 น. ของวันที่ 3 เม.ย.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุขึ้นเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายก็เร่งหารือกัน เนื่องจากทราบว่าจะมีเที่ยวบินจากประเทศเกาหลีใต้เข้ามาช่วง 23.00 น. และมีผู้โดยสาร 213 คน จากนั้นจึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่แบ่งเป็นชุดละ 6 คน เข้าไปกันผู้โดยสารกลุ่มนี้ขึ้นรถบัสเดินทางไปกักตัวที่ฐานทัพเรือ อ.สัตหีบ โดยไม่ให้พบญาติเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ตอนแรกผู้โดยสารก็ไม่เข้าใจ แต่ได้อธิบายจนยินยอมในที่สุด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับผู้โดยสารที่มาจาก 5 เที่ยวบินที่เกิดปัญหานั้น ส่วนมากจะเป็นนักเรียนนักศึกษา ขณะที่บางส่วนก็เป็นนักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่ไปทำงาน และเปลี่ยนเที่ยวบินจากประเทศต้นทางมาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เผยว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเดินทางไปยังสถานีตำรวจภูธรสุวรรณภูมิ เพื่อแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือ และหลบการเดินทางไปกักตัว โดยจะมีการคัดรายชื่อผู้โดยสารทั้งหมดส่งไปยังจังหวัดของผู้โดยสารที่หลบหนี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผบช.สตม.ฝากขอความร่วมมือให้เดินทางไปรายงานตัวยังสถานีตำรวจในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เห็นแก่ส่วนรวม เนื่องจากพบว่ามีผู้โดยสารที่มีไข้เดินทางมากับสายการบินดังกล่าว &amp;nbsp;ในขณะเดียวกันมีผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศเกาหลีใต้จำนวน 213 คน ได้ให้ความร่วมมือที่จะเดินทางไปกักตัวยังสถานที่ที่จะเอาไว้ให้ โดยจะอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตามกำหนดระยะเวลา 14 วัน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไม่ได้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้
ตั้งกรรมการสอบ &amp;quot;พล.ต.โกศล&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมได้เรียกตัว พล.ต.โกศล ชูใจ และกำลังพลที่เกี่ยวข้อง กลับจากการปฏิบัติหน้าที่ทันที และสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการเร่งด่วน โดยเฉพาะหากมีการใช้อำนาจเกินหน้าที่ จะดำเนินการลงโทษตามความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพกล่าวว่า กห.จัดกำลังพลเข้าไปสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการทำหน้าที่ร่วมคัดกรองโรค สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ณ สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง พร้อมทั้งทำหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ผ่านการคัดกรองและจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมโรค ตามมาตรการของรัฐที่กำหนด (State Quarantine) เพื่อนำเข้าพื้นที่ควบคุมโรคต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เนื่องด้วยเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ได้มีคำสั่งให้ผู้โดยสารทุกคนจากทุกเที่ยวบินที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ต้องเข้าอยู่ภายใต้กระบวนการควบคุมโรคของรัฐที่กำหนด ขณะเดียวกัน การปฏิบัติงานของทุกส่วนราชการในการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 รายวัน อาจมีรอยต่อของการปฏิบัติงาน และการสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงในวันดังกล่าว ซึ่งไม่ทราบล่วงหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศบค.อยู่ระหว่างการปรับแผนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานให้รัดกุมมากขึ้น และมีกลไกให้ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาช่วงรอยต่อที่ส่งต่องาน เพราะหน่วยงานที่ท่าอากาศยานมีหลากหลายหน่วยงาน เพื่อลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานในการประสานงาน โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารต่างๆ ที่ต้องชัดเจน จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มผู้โดยสารต้องรอที่ท่ากาศยานนานหลายชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานจากที่ประชุม ศบค.ของรัฐบาล ให้ พล.อ.ปริพัฒน์ ผลาสินธ์ หรือ &amp;quot;บิ๊กเบิร์ด&amp;quot; รองเสนาธิการทหาร เข้ากำกับดูแลการบังคับใช้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและอำนวยความสะดวกประชาชน ที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือ EOC ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว และดูแลท่าอากาศยานดอนเมืองด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาการปฏิบัติงานของ EOC ในส่วนของพื้นที่การคัดกรองด้านใน เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุข และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย เจ้าของพื้นที่ คือสามารถจัดการดูแลพื้นที่ได้ แต่เมื่อออกมาด้านนอก ซึ่งจะต้องมีการนำผู้โดยสารไปกักตัวตามมาตรการนั้น จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารฝ่ายความมั่นคงเข้ามาบัญชาการเหตุการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยส่วนตัวเห็นว่าศูนย์ EOC จำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการ ให้มีการประสานความร่วมมือมากขึ้น และให้มีผู้บัญชาการเหตุการณ์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เพื่อการทำงาน การบังคับใช้กฎหมายเกิดผลในทางปฏิบัติชัดเจนยิ่งขึ้น&amp;quot; นายชัยวัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า สถานการณ์การป้องกันการระบาดไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ และมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หน่วยงานภาครัฐขอเน้นย้ำให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้โดยสารที่เดินทางต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันการระบาดประสบผลสำเร็จ
ผู้โดยสารที่ค้างท่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. มีการออกประกาศไม่ให้เที่ยวบินพาณิชย์จากต่างประเทศเดินทางเข้าไทยจนถึงวันที่ 6 เม.ย.หรือ 3 วัน โดยแนวปฏิบัติหลังจากครบกำหนดจะต้องดำเนินการอย่างไรนั้น ปลัดกระทรวงคมนาคมระบุว่า ประกาศของ กพท.ที่ออกมา ก็เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างการเดินทาง ซึ่งถือว่าเป็นผู้โดยสารที่ค้างท่อ แต่ทั้งหมดก็ต้องเข้ามาตรการการกัดตัว 14 วัน ส่วนหลังจากนี้ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ โดยสถานทูตในต่างประเทศไม่ได้มีการออกเอกสารรับรองให้เดินทาง ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี จนถึงวันที่ 15 เม.ย. ในระหว่างนี้ก็เชื่อว่าจะไม่มีเที่ยวบินหรือผู้โดยสารที่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยจากต้นทางได้อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า หลังจากที่ กพท.ได้ออกประกาศห้ามเที่ยวบินจากต่างประเทศทั่วโลกบินเข้าไทยระหว่างวันที่ 4-6 เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา มี 1 เที่ยวบินจากอิหร่านบินมาถึงประเทศไทยช่วงเช้าที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเที่ยวบินสุดท้าย แต่ผู้โดยสารทุกคนถูกนำไปกักตัว 14 วัน และหลังจากนี้จะไม่มีสายการบินใดบินเข้ามาอีก ยกเว้นเที่ยวบินเปล่าที่มีการประสานจากประเทศต้นทางขอเข้ามาขนผู้โดยสารของประเทศนั้นกลับออกจากไทย ซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้า และบางส่วนเป็นเที่ยวบินขนส่งสินค้า หรือคาร์โก้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายจุฬาเผยว่า ทางศบค.มีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในช่วงนี้จะต้องมีการประเมินผลหลังจากประกาศห้ามเที่ยวบินเข้าประเทศไทยเป็นเวลา 3 วัน ก่อน ส่วนจะต่อหรือขยายเวลาการสั่งห้ามหรือไม่อย่างไร ต้องรอผลการประเมินในช่วงนี้ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจาก ศบค.กล่าวว่า การประกาศสั่งห้ามเที่ยวบินบินเข้าประเทศไทย เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเป็นการประเมินแผนการรับมือกับการที่จะกำหนดให้ผู้โดยสารที่เดินทางกลับจากต่างประเทศจะต้องถูกกักตัวไว้ในสถานที่ที่ภาครัฐกำหนดเป็นเวลา 14 วัน หากกำหนดเป็นช่วงเวลานานๆ เช่น 15 วันหรือ 30 วัน จะเกิดปัญหาการอั้นของผู้โดยสารและทะลักกลับมาในคราวเดียวกันจำนวนมาก ส่งผลต่อการรับมือกับสถานที่ในการกักตัวจะควบคุมได้ยาก ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า หลังจากนี้อาจต้องประสานกับกระทรวงการต่างประเทศในการกำหนดจำนวนผู้โดยที่จะบินกลับเข้าไทยในแต่ละรอบเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่จะรองรับการกักตัวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;หลังจากนี้ผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำเป็นจะต้องมีการกักตัวไว้ก่อน 14 วัน เนื่องจากข้อมูลกรมควบคุมโรคระบุชัดเจนว่า ผู้ติดเชื้อมาจากกลุ่มที่กลับจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นการจะควบคุมสถานการณ์การติดเชื้อจึงต้องเริ่มที่กลุ่มนี้ ส่วนมาตรการที่จะออกมาจะประเมินกับสถานการณ์ในแต่ละวันประกอบการตัดสินใจด้วย&amp;quot; แหล่งข่าวกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ที่สุวรรณภูมิ ผบ.สส.และ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตนไปร่วมอำนวยการกับทางผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกับคณะศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน หลังจากนั้นมี 1 ไฟลต์ที่กลับมารวมกัน ระหว่างต่อเครื่องบินมาจากอเมริกา, เกาหลี รวม 214 คน เราก็ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้โดยสารชุดสุดท้ายเมื่อคืนเป็นที่เข้าใจเรียบร้อย ได้นำผู้โดยสารจำนวนดังกล่าวไปยังสถานกักกันของทางรัฐที่ อ.สัตหีบเรียบร้อย เสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 01.00 น. ได้รับความร่วมมืออย่างดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้กำชับและเอาจริงในการติดตามตัว โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) โดยให้ดำเนินการอย่างจริงจัง เร่งด่วน
ไม่กักตัวคุก 2 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ติดตามตัวกลับมาเพื่อเข้าสู่ระบบการกักตัวได้แล้วกว่า 100 ราย ในส่วนของรายที่เหลือนั้น ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานการปฏิบัติกับทหาร ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดติดตามตัวกลับมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการกักตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองโฆษก ตร.กล่าวต่อว่า ท่าน ผบ.ตร.ได้กำชับเข้มให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องเอาจริงในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัส covid-19 เพื่อช่วยกันทำให้ประเทศชาติปลอดภัยเร็วที่สุด โดยผู้ที่ยังไม่ได้มารายงานตัวนั้น สามารถติดต่อได้ 2 ส่วน คือ หากอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง ติดต่อได้ที่ศูนย์ประสานงาน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ หากอยู่ในส่วนภูมิภาค ติดต่อกับสาธารณสุขจังหวัด หรือสถานที่ที่หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ได้จัดเตรียมไว้ โดยขอความร่วมมือประชาชนที่เดินทางมาจากต่างประเทศกลุ่มดังกล่าวให้มารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัส Covid-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศและมารายงานตัวภายในวันที่ &amp;nbsp;4 เม.ย.63 เวลา 18.00 น. อาจมีความผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากฝากกรณีที่ท่านไม่ยินยอมกักกันของทางรัฐ อาจเข้าข่ายความผิดฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการควบคุมโรค เรื่องนี้ทาง ตร. ได้รับคำสั่งให้ไปร่วมติดตามตัวผู้ที่ยังฝ่าฝืนอยู่ ทราบว่าขณะนี้มีการมารายงานตัวแล้ว 6 คน เหลืออีก 152 คน เราก็จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นเพื่อเข้าไปติดตามตัวมา เรารู้ชื่อที่อยู่หมดแล้ว ถ้าประสงค์จะรายงานตัว ในส่วนของต่างจังหวัดขอให้ไปที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางทุกจังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ เตรียมที่รองรับไว้แล้ว ขอให้ติดต่อมาที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน จะมีเจ้าหน้าที่รองรับเพื่อไปกักกันในโรงแรมแห่งหนึ่ง&amp;quot; พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แสดงความเป็นห่วงเหตุความวุ่นวาย นายกรัฐมนตรีขอให้ครอบครัว ผู้ปกครอง และบุคคลที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ได้เข้าใจในขั้นตอนการทำงานของรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 โดยทุกคนที่เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยง จะต้องเข้าสู่มาตรการกักตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังจากเดินทางเข้ามายังประเทศไทยแล้ว ผู้โดยสารหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศไทย ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคตามที่รัฐบาลกำหนด โดยให้กักกันเฝ้าระวังเป็นระยะเวลา 14 วัน และต้องไปรายงานตัวต่อศูนย์คัดกรองโควิด-19 ประจำหมู่บ้านหรือชุมชนท้องที่ที่อำเภอกำหนด ฝ่าฝืนมีโทษตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยไม่มีข้อยกเว้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนเข้าใจในการทำงานของรัฐบาลที่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาเพื่อป้องกันและยับยั้งการระบาดของเชื้อโควิด-19 ซึ่งทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกสบายในช่วงนี้ จึงขอให้ประชาชนอดทน ให้ความร่วมมือเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว และเพื่อสังคมจะได้ปลอดภัย หากไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ปฏิบัติตาม จะส่งผลเสียตามมาทีหลัง&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจาก ศบค.แจ้งว่า สำหรับคนไทย 158 ราย จากเหตุการณ์นี้ มีบางรายส่งตัวไปยังพื้นที่รัฐจัดให้ ส่วนใหญ่เดินทางกลับบ้านไป แต่เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ ทำให้เราต้องติดตามทุกคนทั้งหมดแบบ 100% โดยทั้ง 158 ราย ต้องถูกเรียกตัวทั้งหมด ตอนนี้ครอบครัวทุกคนถือเป็นกลุ่มเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นมี 6 คนยินยอมให้กักตัวแล้วถูกส่งไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ส่วนที่เหลือ 152 คน ขอให้ติดตามมาโดยด่วน โดยสามารถรายงานตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน สนามบินสุวรรณภูมิ หรือติดต่อหมายเลข 0-2132-9950 และ 06-3234-4734
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โปรอาร์ม&amp;quot; กิรเดช อภิบาลรัตน์ นักกอล์ฟอาชีพหนึ่งเดียวของไทยที่ได้เล่นพีจีเอทัวร์ &amp;nbsp;ซึ่งติดอยู่ที่อเมริกา ยังไม่สามารถเดินทางกลับไทยได้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;ทำไมพวกคุณทำแบบนี้ ยังมีคนไทยอีกมากมายในต่างประเทศที่อยากกลับบ้านไม่ต่างจากคุณ เค้ามีพ่อแม่ครอบครัวรออยู่เหมือนกัน ความมักง่ายของพวกคุณจะทำคนไทยคนอื่นเดือดร้อน รัฐกักตัวคงไม่ถึงติดคุกหรอก แย่มาก&amp;quot;
ไม่ยอมกักตัวส่งกลับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ และ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือได้เตรียมการสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุ รองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ระยะที่ 3 โดยจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อทำหน้าที่เป็น Cohort Ward หรือหอผู้ป่วยรวมแยกโรค สำหรับเป็นสถานที่ให้การรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการระดับต่ำ (ไม่มีอาการปอดอักเสบ ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ) ทั้งหมด 3 แห่ง สามารถรองรับผู้ป่วยได้ 1,040 คน และสามารถปรับปรุง เพิ่มขีดความสามารถ ให้รองรับได้สูงสุด 1,200 เตียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นที่ อาคาร ERC ภายในค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 3 อาคาร, อาคาร ERC สนามฝึก ทร. บ้านจันทเขลม อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี จำนวน 4 อาคาร, ศูนย์การฝึกหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 3 อาคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. ให้ความสำคัญในการเตรียม รพ.สนามรองรับสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อเควิด-19 โดยมีความพร้อมรองรับตั้งแต่ช่วงเดือน เม.ย.63 นี้ พร้อมกันนี้อยู่ระหว่างขอรับการสนับสนุนแพทย์และพยาบาลจาก สธ. เพิ่มเติมจำนวน 30 นายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่อาคารรับรอง ทร.สัตหีบ ยังคงใช้เป็นที่กักกันตัวของบุคคลที่กลับจากต่างประเทศ ตั้งแต่คนไทย จากอู่ฮั่น, เกาหลีใต้, นักเรียนทุน AFS จากอิตาลี ที่ทุกคนล้วนประทับใจในการดูแลของทหารเรือ จนกลายเป็นโมเดลในการกักตัวแบบ State Quarantine
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และปัจจุบัน คนไทยที่กลับจากต่างประเทศที่มีปัญหาที่สนามบินสุวรรณภูมิ มากักตัวที่อาคารรับรอง 291 คน และมี 23 คนที่ไม่ยอมขึ้นเข้าพักในอาคาร แม้เจ้าหน้าที่ทหารเรือจะพยายามเกลี้ยกล่อม แต่ก็ไม่ยอม จึงนำตัวส่งกลับสนามบินสุวรรณภูมิ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62084</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ศูนย์สุวรรณภูมิ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ออกจากสนามบินโดยไม่กักตัว, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e884981289da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55451</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2020 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2020 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทสภ.เปิดศูนย์ฯรองรับผู้โดยสารตกค้างหลังจีนประกาศปิดเมืองอู่ฮั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ม.ค.63-นาวาอากาศโท สุธีรวัฒน์ สุวรรณวัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่ กำลังมีสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ระบาดเมืองอู่ฮั่นและเริ่มมีการแพร่ระบาดไปยังเมืองอื่นๆในสาธารณรัฐประชาชนจีน ทางการจีนจึงมีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคฯ โดยมีการปิดระบบขนส่งสาธารณะในการเดินทางเข้า &amp;ndash; ออกเมืองอู่ฮั่น

ทั้งนี้ส่งผลให้สายการบิน China Soutern Airlines ที่ทำการบิน ณ ทสภ. จำนวน 3 เที่ยวบิน มีการยกเลิกเที่ยวบินไปจนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 นั้น การยกเลิกเที่ยวบินดังกล่าวอาจส่งผลให้มีผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศไทยมาก่อนหน้าที่ทางการจีนจะประกาศปิดสนามบิน ไม่สามารถเดินทางกลับไปยังเมืองอู่ฮั่นได้

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารชาวจีนที่ตกค้างจากเหตุดังกล่าว ทสภ. จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกให้บริการผู้โดยสาร (AIRPORT OPERATION CENTER) ในระหว่างวันที่ 25 มกราคม &amp;ndash; 9 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ห้อง CIP 5 ชั้น 3 อาคารผู้โดยสาร หมายเลขโทรศัพท์ 0 2132 9950 โดยภายในศูนย์จะมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ทั้ง เจ้าหน้าที่ ทสภ. สายการบิน ตม. ตำรวจท่องเที่ยว ฯลฯ นั่งประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคอยช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร

ทั้งนี้ ทสภ. ยังได้มีการจัดล่ามภาษาจีนคอยให้บริการและแนะนำข้อมูลให้กับผู้โดยสารชาวจีนเพิ่มเติมอีกด้วย

นาวาอากาศโทสุธีรวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ทสภ. ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวังและคอยติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยมีการประสานการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ สายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 2 และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น

นาวาอากาศโทสุธีรวัฒน์ กล่าวว่าล่าสุดได้เพิ่มการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองกวางโจว โดย ทสภ. ได้ขอความร่วมมือให้สายการบินที่มีเที่ยวบินมาจากเมืองดังกล่าวไปจอดที่อาคารเทียบเครื่องบินที่กำหนดเป็นการเฉพาะ ซึ่งด่านควบคุมโรคฯ จะทำการติดตั้งเครื่อง Thermo Scan เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิผู้โดยสารบริเวณอาคารเทียบเครื่องบินที่ถูกกำหนด เพื่อทำการคัดกรองตามขั้นตอนของกระทรวงสาธารณสุข หากพบผู้ป่วยต้องสงสัย ด่านควบคุมโรคฯ จะทำการตรวจร่างกายเพิ่มเติมและติดต่อสถาบันบำราศนราดูรเพื่อมารับตัวไปรักษาต่อไป

นอกจากนี้แล้ว ทสภ. ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลด้านสุขอนามัยให้กับผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดอุปกรณ์และพื้นที่ที่ผู้โดยสาร อาทิ รถเข็นกระเป๋า ห้องน้ำ จุดกรอกเอกสาร ตม.ขาเข้า บริเวณเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ และบริเวณเครื่องออกบัตร Taxi Kiosk เป็นต้น รวมทั้ง ได้ติดตั้งเครื่องจ่ายแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ณ บริเวณทางออกประตูเทียบเครื่องบินขาเข้าทุกประตูและพื้นที่อื่น ๆ ที่มีผู้โดยสารใช้บริการจำนวนมาก

นาวาอากาศโทสุธีรวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ทสภ. จะมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยได้มีการเตรียมแผนรองรับไว้หากมีการประกาศเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวเพิ่มเติม โดยพร้อมสนับสนุนการทำงานของด่านควบคุมโรคฯ อย่างเต็มที่ในทุกด้าน อย่างไรก็ตาม ทสภ.ขอให้ผู้โดยสารที่กำลังจะมีแผนการเดินทางไปยังเมืองต่างๆในประเทศจีนในช่วงเวลานี้ คอยติดตามรับฟังข่าวสารอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวมีแนวโน้มจะระบาดไปยังเมื่องอื่นของจีนเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ทสภ. ขอความกรุณาผู้โดยสารตรวจสอบตารางการบินก่อนเดินทางมาสนามบิน และกรุณาสอบถามข้อมูลเที่ยวบินได้ที่สายการบิน
ที่ท่านจะเดินทางว่าสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้หรือไม่ เพื่อไม่ต้องมาตกค้างที่สนามบิน หรือเสียเวลาเดินทางเข้ามายัง ทสภ. สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AOT Contact Center 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง

ปัจจุบัน ทสภ. มีเที่ยวบินที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น โดยสายการบิน ไชน่าเซาท์เทิรน์ แอร์ไลน์ จำนวน 3 เที่ยวบินต่อวัน (ขาเข้า 3 เที่ยวบิน และขาออก 3 เที่ยวบิน) ซึ่งได้ทำการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วตั้งแต่ 24 มกราคมที่ผ่านมาและมีเที่ยวบินที่เดินทางจากเมืองกวางโจว โดยสายการบินไทย สายการบินไชน่า เซ้าเทิรน์แอร์ไลน์ สายการบินสปริงค์ แอร์ไลน์ สายการบินเคนยา แอร์เวย์ รวมมีเที่ยวบินขาเข้า 13 เที่ยวบิน และขาออก 12 เที่ยวบิน&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55451</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, ทอท., ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200125/image_big_5e2bec6e883af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
